เขาเห็นแล้วงั้นหรือ?!
เว่ยผิงกำใบไม้แดงไว้ในฝ่ามือ ปล่อยแขนเสื้อกว้างทิ้งตัวลงมา ปกปิดไว้อย่างมิดชิด
ซ่งเฉียนจีเห็นใบไม้แดง เห็นสีหน้าของข้าที่เปลี่ยนไปหรือเปล่า?
ใบไม้เป็นเพียงของธรรมดา ไม่มีร่องรอยอาคมหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย ราวกับเกล็ดหิมะหกแฉกที่ร่วงหล่นท่ามกลางดอกเหมย มาและไปอย่างเงียบงัน ไม่ทำให้ผู้ใดแตกตื่น
คนส่งใบไม้อยู่ที่ไหน?
หรือว่าเพิ่งเดินผ่านนอกกำแพงเรือนไปเมื่อครู่?
หิมะบางเบา สายลมหนาวเหน็บ ดอกเหมยร่วงหล่น
"ไม่เป็นไรใช่ไหม?" ซ่งเฉียนจีเอ่ยถามเสียงเบา "หนาวหรือ?"
เว่ยผิงเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าปกติ จึงขยับมุมปาก ยิ้มส่ายหน้า "ข้าไม่เป็นไร ข้าไม่หนาว"
"ใครบอกว่าวันนี้มี 'สุกี้หม้อไฟ'? ข้ามาสายไปหรือเปล่า?"
สิ้นเสียงหัวเราะดังลั่น จี้เฉินก็ก้าวยาวๆ เข้ามาในเรือน เสื้อคลุมสีทองลายดอกไม้สีแดงปลิวไสวรับลม ปกเสื้อประดับด้วยขนจิ้งจอกขาวหนานุ่มฟู โดดเด่นไม่เหมือนใคร
เว่ยผิงเงยหน้าขึ้น ประกายเย็นเยียบวาบผ่านแววตาแล้วเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
จะเป็นจี้เฉินหรือเปล่า? เขาเป็นคนควบคุมค่ายกลของเรือนซ่ง ใบไม้เพิ่งมาถึง เขาก็ปรากฏตัวพอดี
เป็นไปไม่ได้ เขาไม่มีสมองพอจะทำเรื่องแบบนี้
"เจ้ามาเช้าไป ข้ายังไม่ได้ปรุงน้ำจิ้มเลย สู้พวกเราไปกินเนื้อย่างที่ตลาดดีกว่า ท่านซ่งเห็นว่าอย่างไร?" เว่ยผิงไม่แสดงพิรุธออกมาแม้แต่น้อย
จี้เฉินโอดครวญ "วันหิมะตกแบบนี้ก็ต้องกินหม้อไฟสิ น้ำซุปเดือดพล่านดั่งเกลียวคลื่น แผ่นเนื้อแดงระเรื่อดุจเมฆา 'คลื่นซัดหิมะเหนือแม่น้ำใส ลมพัดพริ้วสะท้อนแสงสายัณห์' ไปกินเนื้อย่างมันจะไปได้อารมณ์อะไร? ไม่เข้ากับบรรยากาศเลย อีกอย่าง ผงหมักเนื้อ 'สิบหกเครื่องเทศเชียนฉวี' ที่เจ้าทำก็ขายดิบขายดีไปถึงต่างแดน พวกเรายังต้องถ่อไปกินที่ถนนอีกทำไม?"
เว่ยผิงหัวเราะเบาๆ "พ่อครัวใหญ่ร้านนั้นได้วิชาแท้ๆ จากข้าไป ทั้งยังเอาสูตรหมักเนื้อไปปรับปรุงเอง การใช้ถ่าน ใช้น้ำมันก็พิถีพิถันกว่าเดิมมาก"
จี้เฉินไม่เชื่อ "จะดีกว่า 'สิบหกเครื่องเทศเชียนฉวี' ได้เชียวหรือ?"
"แน่นอน นักชิมจากเมืองหงฝูยอมเข้าคิวจองโต๊ะล่วงหน้าครึ่งเดือน เพียงเพื่อจะได้กินเนื้อที่เพิ่งลงจากเตาย่างคำเดียว"
ซ่งเฉียนจีรู้ว่าร้านนั้นเป็นร้านที่เว่ยผิงเปิด และพ่อครัวในร้านเดิมทีก็เป็นคนทำอาหารอยู่ริมแม่น้ำ "ไปเถอะ ไปลองชิมกัน"
……
แม้ท้องฟ้าจะโปรยปรายหิมะ แต่ถนนสายยาวกลับอบอุ่น สว่างไสว และคึกคัก
แสงไฟสว่างไสวเจิดจ้าดั่งกลางวัน ผู้คนเดินขวักไขว่หลั่งไหลราวกับเกลียวคลื่น
ทั้งสามคนออกเดินทาง จี้เฉินวิ่งนำหน้าสุด
"นครเทียนเฉิงไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วจริงๆ พี่เว่ย ท่านเปิดเส้นทางการค้าของเชียนฉวีได้สำเร็จแล้ว เมื่อก่อนท่านเคยบอกว่า จะต้องมีสักวันที่นครเทียนเฉิงสว่างไสวไม่หลับใหลตลอดคืน เป็นที่ที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากมา ข้าว่ามีหวังแล้วล่ะ อีกไม่ไกลเกินเอื้อมหรอก"
เว่ยผิงไม่ตอบ
เขาไม่อยากอยู่ในเรือนที่มีใบไม้แดงร่วงหล่น แต่พอออกมาข้างนอกกลับรู้สึกเสียใจภายหลังยิ่งกว่า
ตลอดทางเขาเดินตามติดอยู่ข้างกายซ่งเฉียนจี สายตาเลื่อนลอย ทั้งเศรษฐีที่ควบม้าตัวสูง พ่อค้าหาบเร่ที่เข็นรถลากลา เถ้าแก่ชราที่ตะโกนขายของ ลูกจ้างที่คอยเรียกลูกค้า เด็กน้อยน้ำลายยืดในอ้อมอกหญิงสาว เด็กหญิงที่จับกลุ่มหัวเราะคิกคัก ผู้คนที่เดินสวนกันไปมาทุกคน...
ในใจเขามีชนักติดหลัง มองใครก็หวาดระแวงไปหมด ดูเหมือนนักฆ่าที่มาลอบสังหารซ่งเฉียนจีไปเสียทุกคน
จี้เฉินสังเกตเห็นความผิดปกติ "เว่ยผิง คืนนี้เจ้าเป็นอะไร ทำไมถึงดูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย?"
ซ่งเฉียนจีหันไปมองเว่ยผิง "หากเจ้าเหนื่อย พวกเราก็กลับกันเถอะ"
คืนนี้เขาสวมหมวกคลุมหน้า ผู้คนรอบข้างจึงมองไม่เห็นใบหน้าและสีหน้าของเขาชัดเจนนัก
ไม่ใช่ว่าเขาอยากใส่ แต่เซียนกวนออกมาเดินเล่นตอนกลางคืน มักจะถูกชาวบ้านที่ตื่นเต้นดีใจรุมล้อมจนทำให้การจราจรติดขัดได้ง่ายๆ
"ไม่เหนื่อย" เว่ยผิงแต่งเรื่องสดๆ ร้อนๆ "เมื่อครู่เห็นแม่นางคนหนึ่งเดินผ่านใต้แสงโคมไฟ หน้าตาสะสวยมาก ข้าก็เลยมองจนเหม่อไปหน่อย"
ใครจะไปรู้ว่าจี้เฉินกลับหูผึ่งขึ้นมาทันที "น้องสาวข้าก็เกิดมาสะสวยนะ เจ้าคิดว่านางเป็นอย่างไร? ลองพิจารณาดูหน่อยไหม? ที่เจ้ามอบดอกหงเหยียนตุ๋นฮัสมาให้นาง เจ้ามีใจให้นางใช่หรือไม่? เมื่อวานนางยังชมเจ้าให้ข้าฟังอยู่เลย บอกว่าวันหน้าสหายเต๋าของเจ้าได้กินข้าวฝีมือเจ้าทุกวันจะต้องมีความสุขมากแน่ๆ ไม่ธรรมดาเลยนะ พวกเจ้าคนหนึ่งชอบกินอีกคนทำอาหารเก่ง กิ่งทองใบหยก สวรรค์สร้างมาคู่กัน ไร้ที่ติจนสวรรค์ยังต้องอิจฉา..."
ซ่งเฉียนจีกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่
เว่ยผิง "พี่จี้ หากไม่ใช่เพราะคืนนี้ ข้าแทบจะลืมไปแล้วว่าท่านเป็นคนช่างจ้อขนาดไหน"
หากเปลี่ยนเป็นเมิ่งเหอเจ๋อคงหันหลังเผ่นหนีไปแล้ว แต่เว่ยผิงรู้จักเบี่ยงประเด็น
"ถึงแล้ว นี่คือร้านที่ข้าเปิด เชิญพี่จี้ให้เกียรติด้วย"
ลูกค้าที่ต่อคิวรออยู่หน้าร้านต่างกลืนน้ำลายและสูดจมูกฟุดฟิด กลิ่นหอมของน้ำมัน เนื้อ และเครื่องเทศ ผสมผสานกันเป็นกลิ่นหอมแปลกประหลาดที่ซับซ้อน ชวนให้ลุ่มหลงจนแทบถอดวิญญาณ
จี้เฉินเงยหน้ามอง "ร้านไท่ผิงจี้? เจ้าร้านขายเนื้อย่างแท้ๆ ทำไมถึงตั้งชื่อว่า 'ไท่ผิงจี้' [บันทึกสันติภาพ]? ป้ายร้านก็ดูธรรมดาจืดชืด"
"ข้าชื่อ 'ผิง' [ราบเรียบ] เดิมทีก็เป็นคนธรรมดาจืดชืดอยู่แล้ว"
จี้เฉินหมุนตัวไปรอบๆ พลางชี้ไม้ชี้มือ "เจ้าดูทางซ้ายสิ 'ร้านฟู่กุ้ยจี้' [บันทึกมั่งคั่ง] ทางขวา 'ร้านหรงหัวจี้' [บันทึกรุ่งโรจน์] ฝั่งตรงข้ามถนนยังมีร้านสาขาของร้านผ้าไหม 'จิ่นซิ่วตุย' ซึ่งเป็นพ่อค้าอันดับหนึ่งแห่งเมืองหงฝู ป้ายร้านของพวกเขาทั้งใหญ่ทั้งสว่างกว่าของเจ้าตั้งเยอะ ในใจเจ้ารู้สึกสมดุลไหมเนี่ย?"
เว่ยผิงถึงกับหมดคำจะพูด
"ข้ากลับคิดว่าชื่อนี้ไม่เลวเลย" ซ่งเฉียนจีเงยหน้ามองป้าย "เสวยสุขมั่งคั่งนั้นง่ายดาย แต่จะหาความสงบสุขนั้นยากยิ่ง ตัวอักษรก็สวยดี"
จี้เฉินร้องอย่างประหลาดใจ "พี่เว่ย ป้ายนี้เจ้าเป็นคนเขียนเองหรือ? พี่ซ่งเป็นถึงอันดับหนึ่งในการสอบเขียนพู่กันและวาดภาพ บนแท่นเด็ดดาวเทียบเชิญวีรบุรุษเพียงแผ่นเดียวก็สยบยอดฝีมือด้านอักษรศาสตร์ทั่วหล้าจนหมอบกระแตตุ๋ยได้ เขาบอกว่าตัวอักษรเจ้าสวยดี ก็แปลว่าต้องยอดเยี่ยมมากแน่ๆ!"
"ข้า... ข้าเคยฝึกมาบ้างนิดหน่อย ท่านซ่งชมเกินไปแล้ว"
ผู้พูดไม่คิดอะไร แต่ผู้ฟังกลับเก็บไปคิด จังหวะการหายใจของเว่ยผิงปั่นป่วนเล็กน้อย
"ผู้มีพระคุณเว่ย ท่านมาแล้ว! รีบเชิญด้านในเลยขอรับ"
โชคดีที่ลูกจ้างหน้าร้านตาไว จำเว่ยผิงได้ในแวบเดียว จึงรีบเชิญเข้าไปข้างใน และพาขึ้นไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสองทันที
ลูกค้าที่ต่อคิวอยู่หน้าร้านมองด้วยสายตาอิจฉา "พวกเขาต้องเป็นแขกวีไอพีระดับสวรรค์ในตำนานแน่ๆ เลย"
อีกคนลูบป้ายคิวของตัวเองอย่างทะนุถนอม "ข้ากินอีกสองมื้อก็จะได้เลื่อนเป็นระดับดินแล้ว! อีกแค่นิดเดียว!"
"ข้าเพิ่งจะระดับเหลืองเอง นอกจากต้องกินให้ถึงระดับสวรรค์แล้ว ยังมีวิธีอื่นที่ไม่ต้องต่อคิวอีกไหม?"
"มีสิ พวกเราก็ย้ายบ้านจากหงฝูไปอยู่เชียนฉวี ไปสมัครงานที่จวนเซียนกวน แล้วรับการประเมินเป็น 'แนวหน้าขุดคลอง' หรือ 'แนวหน้าเบิกทาง' ไม่เพียงแต่ไม่ต้องต่อคิว ตอนจ่ายเงินยังได้ส่วนลดด้วย"
"วิธีนี้ก็เท่ากับไม่มีนั่นแหละ!"
ซ่งเฉียนจีได้ยินดังนั้น ก็แอบขำที่เว่ยผิงมีลูกเล่นแพรวพราวและหัวไว
กระทะย่างมีควันลอยกรุ่น ควันม้วนตัวอ้อยอิ่ง ส่งเสียงฉ่าๆ
เนื้อสไลด์สดใหม่สีแดงสดแผ่นบางเฉียบ ลวดลายไขมันแทรกเป็นเกล็ดหิมะเนียนละเอียดสม่ำเสมอ พอโดนความร้อนก็เปลี่ยนสีในพริบตา เมื่อใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาก็จุ่มลงในถ้วยน้ำจิ้ม
เนื้อย่างเสียบไม้ที่หมักไว้มีรสชาติเข้มข้นยิ่งกว่า กัดเข้าไปคำเดียว น้ำเนื้อก็แตกซ่านเต็มปาก
จี้เฉินกินจนไม่ยอมเงยหน้า เสียงถ้วยชามและตะเกียบกระทบกันดังราวกับเสียงดนตรี
เว่ยผิงไม่ยอมกินเอง เอาแต่ย่างเนื้อและจิ้มน้ำจิ้มให้ซ่งเฉียนจี "ข้างนอกหิมะตก ข้างในมีเนื้อลายหิมะ คราวนี้เข้ากับบรรยากาศแล้วใช่หรือไม่?"
จี้เฉินพูดอู้อี้ "เข้ากันๆ หอมมาก หอมสุดๆ!"
ซ่งเฉียนจีกล่าว "ข้าทำเอง"
บางครั้งการดูแลที่ใส่ใจและรอบคอบจนเกินไปของอีกฝ่าย ก็ทำให้เขารู้สึกอึดอัด
ต่อให้เป็นลูกในไส้ ก็คงไม่ปรนนิบัติรับใช้พ่อไปเสียทุกเรื่องกระมัง?
เว่ยผิงกำลังจะปฏิเสธ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเพลงแว่วมาแต่ไกล
"คมดาบขาวสังหารคนอธรรม ทรัพย์สินทองคำเททิ้งไม่เหลือหลอ ฆ่าคนในโลกโลกีย์ ตอบแทนท่านในชั่วพริบตา..."
ห้องส่วนตัวของพวกเขาอยู่ติดถนน เสียงเพลงนั้นเจือความมึนเมา ขาดๆ หายๆ ลอยเข้ามาจากนอกหอ
"บนชั้นสองของร้านผ้าไหมฝั่งตรงข้ามมีคนร้องเพลงด้วยหรือ?" จี้เฉินถามอย่างประหลาดใจระคนดีใจ
เว่ยผิงหลุบตาลง นัยน์ตาสีดำทอประกายเย็นชาเล็กน้อย
ข้างหูเขามีเสียงส่งผ่านปราณดังขึ้น "เว่ยเจินอวี้ เจ้าว่าข้าหน้าตาเหมือนผู้หญิงไหม?"







