200. บทที่ 200 การนับถอยหลังครั้งสุดท้าย
เป่ยฝู่ ภายในห้องประชุมศูนย์ป้องกันและควบคุมบูรณาการ
เกาเหว่ย เซวียเฉวียน จางจื้อหย่วน และชุยเจินเอินนั่งอยู่ปลายด้านหนึ่งของโต๊ะกลม ส่วนฝั่งตรงข้ามพวกเขาคือหน้าจอแสดงผลที่กินพื้นที่ไปถึงครึ่งผนัง ผู้กำหนดนโยบายกว่าสิบคนเชื่อมต่อเข้าสู่การประชุมผ่านเครือข่ายเข้ารหัส ภาพโปรไฟล์ของพวกเขาล้วนเป็นโครงร่างสีดำพร้อมกับเครื่องหมายคำถาม เห็นได้ชัดว่าตัวตนและตำแหน่งหน้าที่ของพวกเขาล้วนเป็นความลับ
"เมื่อสักครู่นี้ ทางเราได้รับแจ้งจากดินแดนหรรษาว่าเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นในอีกโลกหนึ่ง และดินแดนหรรษาจำเป็นต้องใช้มาตรการนอกเหนือความคาดหมายในการรับมือ โดยหวังว่าพวกเราจะให้ความร่วมมือ นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?" เกาเหว่ยในฐานะพิธีกรเอ่ยถามขึ้นก่อน
พูดตามตรง ตอนที่เขาเห็นข้อความจากดินแดนหรรษา เขาตกใจมากจริงๆ ไม่ใช่เพราะเนื้อหาในประกาศ แต่เป็นเพราะหน้าจอคอมพิวเตอร์ของหน่วยวิจัยทั้งหมดในศูนย์ป้องกันและควบคุมจู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นภาพเดียวกันหมด: หน้ากากงิ้วเปลี่ยนหน้าเสฉวนสีแดงดำและจดหมายที่เด้งขึ้นมาเอง นี่นับเป็นการสร้างปัญหาใหญ่ให้กับแผนกรักษาความลับอย่างไม่ต้องสงสัย ท้ายที่สุดแล้วมีนักวิจัยเพียงหยิบมือที่รู้เรื่องของดินแดนหรรษา ใครจะไปรู้ว่าตอนนั้นมีกี่คนที่กดเปิดซองจดหมาย และมีกี่คนที่อ่านเนื้อหาด้านบนจบแล้ว โชคดีที่ศูนย์ป้องกันและควบคุมมีการบริหารจัดการแบบกึ่งปิด หากแผนกรักษาความลับเรียกคุยทีละคน ก็ยังพอจะอุดช่องโหว่นี้ได้
เขาเพียงหวังว่าต่อไปดินแดนหรรษาจะไม่ใช้วิธีที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ในการติดต่อกับพวกเขาอีก
"ผมขอพูดก่อนแล้วกันครับ หากมีอะไรตกหล่น สหายทั้งสองท่านค่อยเสริม" เซวียเฉวียนเปิดไมโครโฟน เล่าสถานการณ์ช่วงนี้ของป้อมรุ่งโรจน์อย่างคร่าวๆ รอบหนึ่ง "ก่อนที่จะถูกบังคับตัดการเชื่อมต่อ ผมเห็นว่าเหมืองเนินเขาเทาลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้ว และรอบนอกของมันก็มีวงแสงสีแดงที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วอยู่จริง"
เทพมาร สาวก วิธีการตายที่แปลกประหลาด หมอกที่ไม่มีวันจางหาย... คำเหล่านี้ฟังดูห่างไกลเหลือเกิน กระทั่งเต็มไปด้วยสีสันของภาพลวงตา ยากจะจินตนาการว่าพวกมันจะมารวมตัวกันในการประชุมที่เป็นทางการเช่นนี้
แต่ก็ด้วยเหตุนี้เอง ในที่ประชุมจึงไม่มีใครมองว่ารายงานของเซวียเฉวียนเป็นคำพูดเพ้อเจ้อของคนเสียสติ ทว่าทุกคนล้วนกำลังทำความเข้าใจเนื้อหาของรายงานอย่างจริงจัง
แม้ว่าลัทธิวัตถุนิยมจะเผชิญกับความท้าทายในอีกโลกหนึ่ง แต่การแสวงหาความจริงจากข้อเท็จจริงก็ยังคงเป็นหลักเกณฑ์ที่ผู้กำหนดนโยบายทุกคนสลักไว้ในใจเสมอ
"พวกคุณยังมีอะไรจะเสริมอีกไหมครับ?" เกาเหว่ยหันไปมองจางจื้อหย่วนและชุยเจินเอิน
"หลักๆ ก็มีเท่านี้ครับ" จางจื้อหย่วนพยักหน้าตอบ "แม้ว่าผมจะเข้าไปถึงก้นเหมืองแล้ว แต่ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง จึงไม่สามารถเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้มากกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีอีกจุดหนึ่ง นั่นคือสายแร่หินเรืองแสงที่ผลิตจากเหมืองแห่งนี้ ก็คือหินที่ใช้รางวัลแลกเปลี่ยนมาครับ"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง" ภาพโปรไฟล์หมายเลขสองเอ่ยขึ้น "ผมได้ยินมาว่าหินชนิดนี้เมื่ออยู่ในสภาวะเฉพาะเจาะจงจะกลายเป็นตัวนำยิ่งยวด การลอยตัวด้วยตัวเองก็ไม่ใช่ปัญหา จะเป็นไปได้ไหมว่าเพราะเหตุผลนี้ เหมืองทั้งเหมืองถึงได้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า? สาวกของลัทธินอกรีตนั่นอาจจะใช้อีกวิธีหนึ่งในการกระตุ้นสายแร่"
"สถานการณ์โดยคร่าวๆ พวกเราเข้าใจแล้ว ทว่ามาตรการรับมือของดินแดนหรรษานี้หมายถึงอะไรกันแน่? มีส่วนไหนที่ต้องการความร่วมมือจากพวกเรา?" เครื่องหมายคำถามหมายเลขหนึ่งเอ่ยถาม
ทั้งสามคนมองหน้ากันแล้วพากันส่ายหน้า
เซวียเฉวียนกล่าวว่า "ความจริงแล้ว พวกเราเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องครับ ตอนนั้นสถานการณ์เกิดขึ้นกะทันหันมาก แทบไม่มีลางบอกเหตุใดๆ ก็ถูกโยนกลับมายังโลกฝั่งนี้แล้ว พวกเรายังคุยกันเรื่องนี้อยู่เลย จู่ๆ ก็ได้รับแจ้งให้มาประชุม"
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของจางจื้อหย่วนก็สั่นขึ้นมา
เขาหยิบขึ้นมาดูแล้วเอ่ยด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "เป็นข้อความจากดินแดนหรรษาครับ บอกว่าเขาได้นำเนื้อหาส่วนนี้มาทำเป็นภาพวิดีโอให้สามารถรับชมได้แล้ว เพียงแค่เตรียมแว่น VR หนึ่งอัน จากนั้นก็เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็เป็นอันเรียบร้อย"
"จะเป็นไปได้ยังไง? ห้องประชุมนี้น่าจะอยู่ในพื้นที่สกัดกั้นสัญญาณสิ ดินแดนหรรษาส่งข้อความเข้ามาได้ยังไง?" เกาเหว่ยรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังทันที ตอนนี้เขาเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานของศูนย์ป้องกันและควบคุม หากทำหน้าที่รักษาความลับได้ไม่ดีล่ะก็ต้องโดนตำหนิแน่ ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยประชุมกันที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่ทางดินแดนหรรษากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ก็น่าจะสามารถป้องกันการดักฟังได้นี่นา
"งั้นแสดงว่าตอนนี้ดินแดนหรรษาสามารถได้ยินพวกเราพูดงั้นสิ?" ภาพโปรไฟล์หมายเลขสิบกะพริบขึ้น "ในห้องสกัดกั้นสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าไว้แล้ว แถมยังไม่ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิด... ถ้างั้นหากอยากจะเห็นหรือได้ยินก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวแล้ว ในหมู่พวกเรามีผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งที่เป็นดินแดนหรรษา"
คำพูดนี้ทำให้บรรยากาศในที่ประชุมเกิดความตึงเครียดขึ้นมาทันที
ทว่าหมายเลขหนึ่งกลับหัวเราะออกมา "ในเมื่อมาแล้วก็ถือเป็นแขก พวกเราควรจะต้อนรับขับสู้ให้ดี การที่ดินแดนหรรษาสามารถเข้ามาถึงที่นี่ได้ ในทางเทคนิคแล้วผมรู้สึกเลื่อมใสมาก แต่สิ่งที่ผมชื่นชมยิ่งกว่าคือความยับยั้งชั่งใจของพวกเขา สามารถท่องไปในโลกไซเบอร์ได้อย่างไร้อุปสรรค เช่นนั้นย่อมสามารถสร้างผลกระทบมหาศาลให้กับโลกใบนี้ได้อย่างแน่นอน ผมคิดว่าพวกเราสามารถเชื่อมั่นในวินัยในตนเองนี้ต่อไปได้ หากพวกคุณได้ยินล่ะก็ ลองออกมาทักทายกันหน่อยสิครับ"
น้ำเสียงของเขาสุขุมและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ขจัดความหวาดระแวงในที่ประชุมไปในทันที
เครื่องหมายคำถามตัวสุดท้ายเปล่งแสงสว่างขึ้น ขณะเดียวกัน ภาพโปรไฟล์บนหน้าจอก็เปลี่ยนเป็นหน้ากากหนึ่งใบ "พูดได้ดีครับ ดูเหมือนการที่ผมอยู่ที่นี่จะยิ่งช่วยขจัดความแคลงใจของทุกท่านได้มากกว่า"
จางจื้อหย่วนและชุยเจินเอินถึงกับตกตะลึง
ตัวตนของผู้เข้าร่วมประชุมล้วนเป็นความลับขั้นสุดยอด ดินแดนหรรษาไม่เพียงแต่รู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาเป็นใคร แต่ยังสามารถเข้ามาแทนที่ได้อย่างลับๆ อีกงั้นหรือ?
"ผมคงต้องขอถามหน่อย" หมายเลขสิบกล่าว "ตอนนี้หมายเลขสิบห้าอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ในทางทฤษฎีแล้วการสื่อสารที่เข้ารหัสเชิงควอนตัมไม่น่าจะถูกดักฟังได้นี่นา"
"วางใจเถอะครับ เขาแค่เชื่อมต่อไม่ได้เท่านั้น" หน้ากากตอบกลับ "ส่วนวิธีแครกน่ะ ตอนนี้ผมยังบอกไม่ได้ แต่ทุกท่านน่าจะคิดออกได้ในเร็วๆ นี้"
"ผมเข้าใจแล้ว เขาไม่ได้ดักฟังจริงๆ เขาแค่หลบเลี่ยงแนวป้องกันนี้ไปต่างหาก" จู่ๆ หมายเลขสามก็เอ่ยปาก
ผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆ ก็พากันแสดงท่าทีว่าที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
"เอ่อ... มีใครช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ?" ชุยเจินเอินพึมพำเสียงเบา พลางหันไปมองจางจื้อหย่วน
ฝ่ายหลังตวัดสายตาค้อนใส่เธอ "คุณถามผม แล้วผมจะไปถามใครล่ะ?"
"ผมเดาว่าเป็นดาวเทียม" เซวียเฉวียนกดเสียงต่ำบอก
"ดาวเทียม?"
"ใช่ แม้ว่าตัวดาวเทียมสื่อสารควอนตัมจะสามารถส่งข้อความที่เข้ารหัสได้ แต่การควบคุมตัวมันเองก็ยังคงรับผิดชอบโดยเครือข่ายทั่วไปของศูนย์ดาวเทียม ผมเดาว่าดินแดนหรรษาไม่สามารถแครกการสื่อสารที่เข้ารหัสได้จริงๆ เพียงแต่พวกเขาใช้วิธีเจาะระบบเข้าไปในดาวเทียมโดยตรง ซึ่งก็สามารถบรรลุผลลัพธ์แบบเดียวกันได้"
"พระเจ้า... แบบนี้มันไม่กลายเป็นลูปนรกไปแล้วเหรอ?" ชุยเจินเอินเดาะลิ้น เครื่องมือที่ใช้ส่งข้อความเพื่อไม่ให้ถูกเจาะระบบกลับสามารถถูกเจาะระบบเสียเอง ต่อให้อยากจะเปลี่ยนเครื่องมือ ก็ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ว่า เครื่องมือที่ใช้สร้างเครื่องมือนั้นก็มีข้อบกพร่องแบบเดียวกัน นอกเสียจากว่าจะเปลี่ยนอุปกรณ์สื่อสารและระบบเครือข่ายใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ มิเช่นนั้นก็ไม่มีทางที่จะทำให้รอดพ้นได้อย่างสมบูรณ์
"แนวความคิดของทุกท่านเฉียบแหลมมากจริงๆ ครับ" เฉาหยางไม่ปิดบังความจริงข้อนี้อีกต่อไป เพราะสังคมมนุษย์ในปัจจุบันไม่สามารถละทิ้งอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีการสื่อสารด้วยไมโครเวฟที่ราคาถูก ใช้งานง่าย และเติบโตเต็มที่แล้วไปได้ บางทีอีกร้อยปีให้หลัง มันก็ยังคงเป็นวิธีการหลักในการสื่อสารระยะสั้น "แต่ว่าเวลาของโลกฝั่งนู้นเหลือไม่มากแล้ว พวกเราอย่ามามัวเสียเวลากับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้จะดีกว่า หากพลาดจุดสำคัญไป ไม่เพียงแต่เมืองจะถูกทำลาย แต่ทรัพยากรแร่ก็จะไม่มีทางแลกกลับมาได้อีกแล้ว"
ผู้กำหนดนโยบายที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนทราบดีว่า โครงการแกนปฏิกรณ์ฟิวชันยิ่งยวดรหัส 907 ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการและเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองสร้างเครื่องต้นแบบตามหลักทฤษฎีแล้ว หากต้องการเพิ่มอัตราความสำเร็จ แน่นอนว่าการสร้างเครื่องต้นแบบหลายๆ เครื่องพร้อมกันเพื่อทำการทดลองเปรียบเทียบย่อมมีความรัดกุมมากกว่า และนี่ก็จำเป็นต้องได้รับการจัดหาแร่เหยาจำนวนมากขึ้น
หากเป็นไปได้ พวกเขาไม่อยากให้ดินแดนหรรษาเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันใดๆ ขึ้นเลย
"เวลาที่คุณบอกเหลืออีกเท่าไหร่?" หมายเลขสองถาม
"หนึ่งวันครึ่ง... หรืออาจจะน้อยกว่านั้น" เฉาหยางบอกผลการประเมินของตัวเองออกมา "นี่ถือเป็นการคาดคะเนในแง่ดีแล้วนะครับ"
















