51. บทที่ 51 ทีมใต้ดิน
“ไอ้หนูเอ๊ย แกพูดซะฉันเกือบจะเชื่อแล้วจริงๆ ว่ามีอีกโลกหนึ่งซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้” เหล่าเกาอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ได้ ฉันจะพยายามเดินเรื่องให้เต็มที่ แต่ว่าเรื่องพวกนี้มันต้องทำตามขั้นตอน อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาสักครึ่งเดือน”
“ตกลงว่าก่อนหน้านี้คุณยังไม่ได้เชื่อผมเต็มร้อยงั้นเหรอครับ!”
“คนทำงานสายเราเนี่ย จะทำอะไรก็ต้องเผื่อใจไว้บ้าง พูดหรือทำอะไรก็ต้องสงวนท่าทีไว้หน่อย มันแปลกตรงไหนล่ะ?” เกาเหว่ยเปลี่ยนกลับมาใช้น้ำเสียงสุขุมตามปกติ “อีกอย่าง ฉันก็เคยบอกไปแล้วว่าฉันจะเชื่อหรือไม่มันไม่สำคัญเลย การได้หลักฐานมาต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”
“ผมก็คิดแบบนั้นครับ เพราะงั้นผมถึงมีคำขอพิเศษอีกเรื่อง หวังว่าคุณจะอนุมัติ” จางจื้อหย่วนฉวยโอกาสพูดขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมน้ำเสียงถึงดูเป็นทางการขนาดนี้?” เกาเหว่ยชะงักไปเล็กน้อย “คงไม่เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณหรอกนะ?”
“คุณนี่รู้ใจผมจริงๆ ผมอยากจะขออนุมัติงบสักหนึ่งล้าน... ดอลลาร์ครับ!”
“แค่ก... แค่กๆ...” ปลายสายมีเสียงไอโขลกดังขึ้นมากะทันหัน “เจ็ดล้าน? แกคิดว่าแผนกเราเปิดธนาคารหรือไง!”
“คืออย่างนี้ครับ...” จางจื้อหย่วนอธิบายสถานการณ์ของโจวจือให้ฟังคร่าวๆ “ก่อนที่เหวยเอินจานซือเท่อจะกลายมาเป็นหลักฐาน เขาคือคนเดียวที่เราสามารถเข้าถึงได้ซึ่งเคยเข้าไปในดินแดนหรรษา เจ็ดล้านอาจจะดูเยอะ แต่ถ้าเทียบกับมูลค่าของเบาะแสนี้แล้ว ความจริงมันคุ้มค่ามากเลยนะครับ ขืนดินแดนหรรษาเชิญผู้เล่นหน้าใหม่ขึ้นมา ถ้าเราอยากจะต่อสายด้วย คงไม่ใช่ราคานี้แน่ๆ”
“พูดน่ะมันง่าย แกเคยคิดบ้างไหมว่าจะเบิกงบด้วยชื่อรายการอะไร? เงินเจ็ดล้านนี่มันเบิกไม่ง่ายเลยนะ”
“ผมมีไอเดียครับ” จางจื้อหย่วนเดาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเหล่าเกาจะต้องพูดแบบนี้ “เหวยเอินจานซือเท่อมีค่าหัวในบัญชีของตำรวจสากลอยู่ ดังนั้นแค่เราจับเขาได้ เราก็สามารถยื่นขอรับเงินรางวัลสากล แล้วค่อยจ่ายออกไปในนามของเงินรางวัลพิเศษ แบบนี้ก็จะไม่สร้างความลำบากให้ฝ่ายการเงิน แถมขั้นตอนยังถูกต้องตามระเบียบทุกอย่างด้วย”
พูดมาถึงขั้นนี้ เกาเหว่ยก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาว “วัยรุ่นสมัยนี้นี่ นับวันยิ่งกล้าบ้าบิ่นขึ้นเรื่อยๆ เอาเถอะ แกก็ทำตามไอเดียของแกไปก็แล้วกัน”
“ครับ ขอบคุณที่สนับสนุนนะครับ!” จางจื้อหย่วนรีบรับคำ
เมื่อเดินออกจากห้องน้ำ เขาหาเกากระดาษกับปากกามาเขียนโน้ตบอกลาโจวจือ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างแผ่วเบา
สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ก็คือ รีบเดินทางกลับไปยังเป่ยฝู่เมืองหลวงให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องเกมรอบใหม่ของดินแดนหรรษา
...
ณ โกดังร้างแห่งหนึ่งในแถบชานเมือง L
ทันทีที่อ้ายลั่วตี้เดินผ่านประตูใหญ่เข้ามา เธอก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมาอย่างเลือนราง ทว่าเมื่อเธอมองตามทิศทางเหล่านั้นไป ก็จะพบว่าอีกฝ่ายรีบหลบตาทันที แถมยังแสร้งทำเป็นไม่ได้แอบมองเสียด้วย
ทว่าพอเธอหันหลังกลับ ความรู้สึกที่ถูกจ้องมองแบบนั้นก็ถาโถมกลับมาอีกครั้ง
“พอแล้ว!” เธอทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงตะโกนเสียงดังลั่น “พวกนายอยากมองก็มองสิ ทำไมต้องมาทำลับๆ ล่อๆ ด้วย!”
ทุกคนพากันหดคออย่างอดไม่ได้
เป็นซีเอ่อร์ที่ก้าวออกมาพูดกลั้วหัวเราะ “ใครใช้ให้ลั่วตี้น้อยของพวกเราเป็นนางฟ้ากันล่ะ! เอาล่ะ ลูกพี่ออกปากแล้ว พวกนายอยากดูอะไรกัน?”
เมื่อสิ้นประโยคนั้น บรรยากาศภายในโกดังก็กลับมาคึกคักขึ้นทันตา
“ฉันอยากดูปีก!”
“ช่วยพาฉันบินหน่อยได้ไหม?”
“ฉันก็เอาด้วย!”
อ้ายลั่วตี้ถลึงตาใส่พวกเขาอย่างแรง “วันนั้นฉันก็โชว์ให้พวกนายดูไปแล้วไม่ใช่หรือไง! ทั้งปีกและการบินขึ้นฟ้าล้วนต้องใช้พลังงาน ฉันไม่มีทางยอมสิ้นเปลืองมาใช้กับเรื่องพรรค์นี้หรอก พวกนายเลิกคิดไปได้เลย!”
“โธ่...” เสียงแสดงความผิดหวังดังแว่วมาจากทั่วทุกสารทิศ
อ้ายลั่วตี้กุมขมับอย่างจนใจเล็กน้อย นับตั้งแต่เธอพาปู้หลานบินทะยานขึ้นฟ้า บรรยากาศภายในฐานทัพก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง หากทุกคนไม่เอาแต่ส่งยิ้มโง่งมให้เธอเป็นพักๆ ก็จะคอยจ้องมองเธอตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ราวกับว่าบนใบหน้าของเธอมีดอกไม้เบ่งบานออกมางั้นแหละ
“พวกเขาแค่กำลังดีใจน่ะ” ปู้หลานตบไหล่เธอเบาๆ “ก่อนหน้านี้ทุกคนยังคิดว่าเธอแค่พูดไปเรื่อย นึกไม่ถึงเลยว่านางฟ้าจะมีอยู่จริง แถมยังเป็นพรรคพวกของตัวเองอีก เรื่องแบบนี้ใครบ้างจะไม่ตื่นเต้นล่ะ?”
“ใช่แล้ว เธอไม่รู้หรอกว่าช่วงนี้ในเน็ตถกเถียงกันดุเดือดมาก มีแต่คนคุยกันเรื่องเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่โรงแรมไอเดนทั้งนั้น!” หญิงสาวผมสีน้ำตาลที่ถักเปียคู่ร่นตัวเข้ามาพูดเสริม “ไม่มีทั้งเขม่าควันหรือเปลวไฟ กำแพงทั้งแถบถูกทำลายจนถล่มลงมา บางคนถึงกับบอกว่าเป็นฝีมือของอุกกาบาตตกใส่ด้วยซ้ำ!”
“ฝูเหล่ย ฉันให้เธอเฝ้าดูจอมอนิเตอร์ นี่คงไม่ได้มัวแต่นั่งดูชาวบ้านจับกลุ่มเมาท์กันในเว็บบอร์ดหรอกนะ?”
“แหะๆ” อีกฝ่ายแลบลิ้นปลิ้นตา ก่อนจะหดหัวกลับไป
ปู้หลานกับยาลี่จากหน่วยปฏิบัติการ ซีเอ่อร์ที่เป็นทั้งคนขับรถและฝ่ายสนับสนุน แฮกเกอร์ฝูเหล่ย... แล้วก็ยังมีเหมยฉิวที่เป็นช่างเครื่อง ผู้จัดการชิง พ่อครัวคาก้า พวกเขาเหล่านี้แหละที่ได้ก่อตั้งเป็นทีมในปัจจุบันร่วมกับเธอ ทุกคนล้วนมีอายุระหว่างสิบแปดถึงยี่สิบห้าปี บางคนเป็นคนเร่ร่อน บางคนก็มาจากแก๊งอันธพาล ทว่าในวันนี้พวกเขาเลือกที่จะติดตามเธอ โดยไม่ได้ทำเพื่อเงิน ชื่อเสียง หรือแสวงหาความตื่นเต้น แต่เป็นเพราะความรู้สึกล้วนๆ ว่าโลกใบนี้จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง และพวกเขาก็ยินดีที่จะต่อสู้เพื่อมัน
แม้พวกเขาจะมีข้อบกพร่องต่างๆ นานา ทว่าสำหรับอ้ายลั่วตี้แล้ว ทุกคนล้วนเป็นพรรคพวกที่ควรค่าแก่การไว้วางใจ
“แต่ว่ามีเรื่องหนึ่งที่ฉันไม่เข้าใจ” จู่ๆ ปู้หลานก็พูดขึ้น “เธอเป็นถึงนางฟ้าแท้ๆ ทำไมถึงต้องตั้งชื่อทีมของตัวเองว่าหัตถ์โครงกระดูกด้วยล่ะ?”
“จริงด้วย” ซีเอ่อร์พยักหน้าเห็นด้วย “ตอนแรกฉันก็คิดว่าชื่อนี้มันเท่ดีหรอกนะ แต่มันไม่เข้ากับตัวตนของลูกพี่เอาซะเลย”
“ก็เพราะสิ่งที่พวกเราทำ มันถูกลิขิตมาให้ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้น่ะสิ” อ้ายลั่วตี้พูดอย่างไม่ปิดบัง “และชื่อนี้ก็จะคอยย้ำเตือนให้ทุกคนรู้ว่า พวกเรากำลังเดินวนเวียนอยู่ในความมืดมิดและขอบข่ายของกฎหมาย... หรือแม้กระทั่งขอบเหวของความตายอยู่เสมอ”
ในอดีตเธอเคยเข้าร่วมองค์กรมาแล้วมากมาย ทว่ายิ่งพบเห็นมามากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งเข้าใจเรื่องหนึ่งมากขึ้นเท่านั้น องค์กรใดก็ตามที่ถูกผลประโยชน์ผูกมัด ล้วนมีขีดจำกัดด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ข้อผูกมัดที่ว่านั้นก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้ผู้มีอุดมการณ์ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำความดีหลายต่อหลายคน ต้องกลายเป็นทาสของผลประโยชน์ไปในท้ายที่สุด
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกองค์กรสุนัขรับใช้ที่คอยหลอกลวงชาวบ้าน ภายใต้ฉากหน้าที่อ้างว่าทำความดีมาตั้งแต่ต้น
ดังนั้นเธอจึงได้ทำการทดลองอันบ้าบิ่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง
นั่นก็คือการลงมือสร้างองค์กรขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นทีมที่จะต่อสู้เพื่อความเชื่อมั่น
และหัตถ์โครงกระดูกก็คือผลงานชิ้นแรก
ส่วนเป้าหมายแรกในการลงมือของพวกเขาก็คือ เหวยเอินจานซือเท่อ ผู้ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับราชายาเสพติดในท้องถิ่น
“ฟิ้ว...” ปู้หลานผิวปาก “ที่แท้เธอเตรียมใจไว้แบบนี้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วสินะ... สมกับเป็นลูกพี่จริงๆ”
“แน่นอนสิ ยังต้องให้แกมาพูดมากอีกหรือไง!” ชิงมองเธอด้วยสายตาเอ็นดู “ฉันเป็นคนเห็นอ้ายลั่วตี้ก้าวเดินมาจนถึงทุกวันนี้กับตาตัวเองเลยนะ”
“จริงสิ ตกลงว่าพวกชุดดำที่บุกเข้าไปในโรงแรมวันนั้นเป็นใครกันแน่ ฝูเหล่ย เธอสืบเจออะไรบ้างไหม?” อ้ายลั่วตี้เปลี่ยนเรื่องคุย
“ไม่เจอเลย แปลกมาก ไม่ใช่ทั้งตำรวจแล้วก็ไม่ใช่มาเฟียด้วย” ฝูเหล่ยโบกมือ “ฉันยังสืบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพวกมันโผล่มาจากไหน หลังจากนั้นก็ไม่มีพวกมันสักคนที่ถูกควบคุมตัว ต้องพูดเลยว่าตำรวจเมือง L แม่งเป็นพวกสวะเปลืองข้าวสุกชัดๆ!”
เรื่องนี้ทำให้อ้ายลั่วตี้รู้สึกกังวลใจอยู่ลึกๆ
เห็นได้ชัดว่ามีคนกำลังตามหาตัวจานซือเท่อไปทั่วทั้งเมือง ซึ่งอาชญากรข้ามชาติเพียงคนเดียว ไม่น่าจะสร้างอิทธิพลได้มหาศาลถึงเพียงนี้
“จะว่าไป คนคนนั้นจะเอายังไงต่อ? พวกเราขังเขาไว้สองวันแล้ว ขืนปล่อยไว้ที่นี่ต่อไปยังไงก็เป็นภัยแฝงอยู่ดี” คนที่ซีเอ่อร์พูดถึงก็คือเหวยเอินจานซือเท่อ
“ถ้าให้ฉันพูดนะ จับมันยัดใส่กระสอบป่านแล้วเอาไปโยนทิ้งไว้ในป่าชานเมืองฝั่งเหนือ จากนั้นก็โทรแจ้งตำรวจ ส่วนตำรวจจะหาเจอก่อนหรือพวกชุดดำจะหาเจอก่อน มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องของพวกเราแล้ว” เหมยฉิวเสนอความเห็น
“แต่เห็นได้ชัดว่าพวกชุดดำเป็นคนของจานซือเท่อ ถ้าเกิดเป็นอย่างหลัง พวกเราก็เหนื่อยเปล่าสิ?”
“ตอนนี้การรักษาความปลอดภัยให้ตัวเองมันสำคัญกว่าอะไรทั้งหมดไม่ใช่หรือไง!”
“พอแล้ว พวกนายเลิกเถียงกันเถอะ ขอฉันคิดดูอีกที” อ้ายลั่วตี้โบกมือเพื่อห้ามปรามการถกเถียงของทั้งสองฝ่าย และในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นมากะทันหัน
แถมเสียงเรียกเข้ายังเป็นเพลงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วย
เธอขมวดคิ้วพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ก่อนจะเห็นเพียงหน้ากากละครสีดำสลับแดงลอยเด่นอยู่บนหน้าจอ







