“ทำไม...ไม่มีความเคลื่อนไหวแล้วล่ะ?”
“นั่นสิ การต่อสู้จบแล้วเหรอ?”
“แล้วทำไมหัวหน้าอัศวินยังไม่กลับมาอีก?”
เหล่าอัศวินที่เฝ้าอยู่ในที่เดิมต่างสบตากันไปมา รับรู้ได้ถึงความไม่สบายใจลางๆ
เพราะมันเงียบเกินไป เงียบสงัดเกินไปจริงๆ
ก่อนหน้านี้ตอนที่เคลซีต่อสู้กับอูรูจนบ้านพังทลายลง ก็ยิ่งสู้ยิ่งเบนออกไป ยิ่งสู้ยิ่งห่างไกลออกไป ไกลจนเกินกว่าสายตาของพวกเขาจะมองเห็น ได้ยินเพียงเสียงระเบิดดังต่อเนื่อง และเสียงของเคลซีที่ตะโกนด่าว่า “เจ้าแมลง” ไม่หยุดหย่อน แต่ความอึกทึกนั้นก็จบลงพร้อมกับเสียงระเบิดครั้งสุดท้าย จากนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบงันโดยสมบูรณ์
เดิมทีพวกเขาคิดว่าการต่อสู้จบลงแล้ว หัวหน้าอัศวินคงจะกลับมาพร้อมกับศีรษะของอูรูในไม่ช้า เหมือนกับที่เขาเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน
แต่ครั้งนี้ หัวหน้าอัศวินของพวกเขาไม่ได้กลับมา ในความมืดมิดนั้นไม่เห็นร่างของผู้ใดเลย
“หัวหน้าอัศวิน...คงไม่ได้แพ้หรอกนะ?”
ความคิดอันตรายนี้จึงผุดขึ้นในใจของพวกเขาอย่างไม่อาจควบคุมได้
“จะเป็นไปได้อย่างไร? หัวหน้าอัศวินจะแพ้ได้อย่างไร?! เมื่อครู่ท่านเคลซีเข้าสู่โหมด ‘พรแห่งพระเจ้า’ แล้วนะ!” นายทหารคนสนิทตวาดปฏิเสธความคิดที่เป็นภัยของเหล่าอัศวิน แต่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็ค่อยๆ ชักดาบออกมา “แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องไปยืนยันดูสักหน่อย เหลือคนไว้สองคน...ไม่สิ ทุกคนตามข้ามา!”
นายทหารคนสนิทรู้ดีว่าการเปลี่ยนคำสั่งในตอนท้ายของเขานั้นเผยให้เห็นความไม่สบายใจในใจออกมาด้วย แต่ในยามนี้เขาไม่สนใจเรื่องพวกนั้นแล้ว
แม้เขาจะไม่เต็มใจเชื่อว่าเจ้าคนชื่ออูรูนั่นจะมีความสามารถเอาชนะเคลซีได้จริงๆ โดยเฉพาะเคลซีที่เข้าสู่สภาวะ ‘พรแห่งพระเจ้า’ แล้ว แต่ตอนนี้เขาต้องเตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
เขาจึงพาลูกน้องล่วงลึกเข้าไปในความมืด ตามร่องรอยการต่อสู้ไป
ในที่สุด พวกเขาก็พบคดเคลซี
แต่ว่า...พบเพียงครึ่งเดียว
เมื่อพวกเขาเห็นเคลซีที่ยังคงยืนตรงอยู่ได้ด้วยโซ่เวทมนตร์ที่ยังไม่สลายไปซึ่งพันธนาการร่างไว้ แต่ท่อนล่างกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ในแววตาของอัศวินทุกคนก็ปรากฏความหวาดกลัวอย่างสุดจะพรรณนา
“เร็วเข้า รีบไปรายงานบิชอปคอรี!” นายทหารคนสนิทผู้นั้นออกคำสั่งด้วยเสียงแหบแห้งทันที “ท่านเคลซีสิ้นชีพแล้ว! บาทหลวงอูรูหนีไปได้!”
“ท่านเคลซีสิ้นชีพแล้ว! บาทหลวงอูรูหนีไปได้!”
“ท่านเคลซีสิ้นชีพแล้ว! บาทหลวงอูรูหนีไปได้!”
เสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของนายทหารคนสนิทเป็นดั่งก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในน้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นนับไม่ถ้วน แต่ไม่ช้าก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
...
ส่วนผู้ก่อเหตุทั้งหมดนี้ กำลังเดินโซซัดโซเซอยู่บนถนนในเมืองเล็กๆ
อูรูรู้สึกว่าร่างกายของตนมาถึงขีดจำกัดแล้ว ถึงขนาดที่ว่าถ้าไม่พิงกำแพงก็เดินไม่ไหวเลย เขารู้สึกว่าตนเองกลับมาถึงเมืองได้ด้วยพลังใจล้วนๆ
จากนั้นเสียงของไป๋เหวยก็ดังขึ้นในหัวของเขา “ข้างหลังมีคนมา เจ้าควรจะไปซ่อนตัวได้แล้ว”
อูรูใจหายวาบ แล้วรีบหลบเข้าไปในตรอกเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที ยังไม่ทันได้เดินไปสองก้าวก็ล้มลงกับพื้นเสียงดัง ‘ตุ้บ’ เหมือนคนตาย
แล้วในไม่ช้า เหล่าอัศวินแห่งไรน์ก็รีบเดินผ่านไป สีหน้าของพวกเขาตื่นตระหนก ฝีเท้าสับสนวุ่นวาย เห็นได้ชัดว่ารู้ข่าวการตายของเคลซีแล้ว ดังนั้นตอนนี้พวกเขาจึงไม่มีอารมณ์จะมาทำการตรวจค้นครั้งใหญ่อะไร ไม่เหมือนเมื่อวานที่เห็นศพนอนอยู่ข้างถนนยังต้องเดินเข้ามาตรวจดูให้แน่ใจว่าตายจริงหรือไม่
ถ้าเป็นเช่นนั้น อูรูในตอนนี้คงหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน และเหล่าอัศวินก็คงไม่รู้ว่าคนที่สังหารเคลซีอยู่ใต้จมูกของพวกเขานี่เอง แถมยังอ่อนแอจนไม่เป็นท่า ขอเพียงพวกเขาเข้ามาในตรอกนี้ก็จะจับตัวอูรูได้...แต่ในความเป็นจริงไม่มีคำว่า ‘ถ้า’ มากมายขนาดนั้น หลังจากเคลซีตายไป เหล่าอัศวินก็หมดอารมณ์จะทำงานต่อแล้ว มีเพียงอัศวินหนึ่งหรือสองคนที่ชำเลืองมองเข้ามาในตรอก (โชคดีที่ชุดบาทหลวงของอูรูก็ขาดรุ่งริ่งจนดูไม่เป็นทรงแล้ว) จากนั้นก็รีบเดินตามกองกำลังใหญ่จากไป
ดังนั้นพวกเขาจึงย่อมไม่ทันสังเกตว่า แม้ “ศพ” จะนอนคว่ำอยู่ แต่นิ้วกลางข้างซ้ายของ “ศพ” กลับยังคงตั้งตรงแน่วแน่ ราวกับชายผู้เย็นชาที่กอดอกเฝ้าสังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก
“เอาล่ะ พวกเขาไปกันแล้ว” ไป๋เหวยกล่าวเรียบๆ “ถึงข้าจะรู้ว่าเจ้าเหนื่อยมาก แต่เจ้าควรจะรีบออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด ก่อนที่นิกายไรน์จะส่งหัวหน้าอัศวินคนต่อไปมา...แน่นอนว่าพวกเขาอาจจะไม่ส่งมา ยอมรับชะตากรรมไปเลยก็ได้ แต่เจ้าจะพนันกับความเป็นไปได้นั้นไม่ได้”
ไป๋เหวยค่อนข้างเข้าใจโครงสร้างของนิกายไรน์เป็นอย่างดี เพราะอย่างไรเสียในเกม สถานะเริ่มต้นของผู้เล่นก็คืออัศวินแห่งไรน์
หน่วยอัศวินแต่ละหน่วยของไรน์จะดำเนินงานโดยมีหัวหน้าอัศวินเป็นศูนย์กลาง เพราะหัวหน้าอัศวินคือคนเดียวในหน่วยที่สามารถเข้าสู่สภาวะ ‘พรแห่งพระเจ้า’ ได้ เป็นกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุด ส่วนอัศวินคนอื่นๆ โดยเนื้อแท้แล้วก็เป็นเพียงลูกมือของหัวหน้าอัศวินเท่านั้น เมื่อสูญเสียหัวหน้าอัศวินไป หน่วยอัศวินนี้ก็มีอยู่เพียงในนามแล้ว
จากมุมมองนี้ โครงสร้างหน่วยอัศวินของไรน์ด้อยกว่าอีกสามนิกายที่เหลือในสี่นิกายหลักอยู่มาก การที่กำลังรบหลักกระจุกตัวอยู่ที่คนคนเดียวมีข้อเสียไม่น้อยจริงๆ แต่ข้อดีก็คือตัวหัวหน้าอัศวินนั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ
พูดตามตรง หากดูจากความสามารถบนหน้ากระดาษเพียงอย่างเดียว เคลซีแข็งแกร่งกว่าไป๋เหวยที่จุติขั้นแรกในร่างของอูรูอย่างแน่นอน ในสภาวะ ‘พรแห่งพระเจ้า’ เขาสามารถใช้เวทศักดิ์สิทธิ์ได้ ทว่าเขากลับถูกไป๋เหวยจัดการเสียก่อนที่จะได้ใช้มันออกมา
นอกเหนือจากปัจจัยหลักที่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ความเย่อหยิ่งและความโกรธแล้ว ประสบการณ์การต่อสู้ของเคลซีก็ยังด้อยกว่าไป๋เหวยมากนัก ถึงขนาดที่ว่าแค่ไป๋เหวยใช้คำพูดชี้แนะอูรู ก็สามารถทำให้อูรูอัดเคลซีในสภาพที่ยังไม่เข้าสู่สภาวะ ‘พรแห่งพระเจ้า’ จนยับเยินได้
ช่วยไม่ได้ ก็เคลซีน่ะ...ไป๋เหวยเคยสู้ด้วยมาแล้วหลายสิบหลายร้อยครั้ง
“แค่กๆๆๆ...” ตอนนั้นเองอูรูก็ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาจากพื้น การล้มลงไปก่อนหน้านี้ของเขาดูไม่เหมือนการเสแสร้ง แต่เป็นการหมดสติไปจริงๆ “อ่ก...”
เขากระอักเลือดออกมาอีกคำโต
ไป๋เหวยถามอย่างเนิบนาบ “เป็นอย่างไรบ้าง ความรู้สึกของการแก้แค้นสำเร็จเป็นอย่างไร?”
อูรูไม่ตอบ เพียงแต่มองเลือดที่ตนกระอักออกมาอย่างเหม่อลอย
เป็นสีดำ
ไป๋เหวยก็สังเกตเห็นเช่นกัน จากนั้นก็ “ขมวดคิ้วเล็กน้อย” พลางคิดในใจว่าดูเหมือนจะปิดบังต่อไปไม่ได้แล้ว
เป็นไปตามคาด หลังจากเห็นกองเลือดนี้ อูรูก็พึมพำ “ไม่สิ ไม่ใช่...นี่ไม่ใช่อาการบาดเจ็บปกติที่จะทำให้เป็นแบบนี้ได้ ข้ารู้สึกเหมือน...ข้ากำลังจะตาย...ทำไมกัน...”
เขาพูดอย่างเหม่อลอย จากนั้นหางตาก็เหลือบไปเห็นนิ้วกลางข้างซ้ายที่ยังตั้งตรงอยู่ พลันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในทันที
“เป็นเจ้า เพราะเจ้า!” เขาคว้ามือซ้ายของตนไว้แน่น พูดด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เป็นเจ้าที่ทำให้ร่างกายของข้าทรุดโทรมลง! เป็นเจ้าที่กำลังพรากชีวิตของข้าไป! เป็นเจ้า ทั้งหมดเป็นฝีมือเจ้า! เจ้าก็หลอกข้า เจ้าก็หลอกข้า!”
พูดจบ เขาก็มองไปรอบๆ แล้วพบก้อนหินก้อนหนึ่ง จึงรีบหยิบมันขึ้นมาทันที ดูเหมือนว่าคิดจะทุบนิ้วให้แหลกละเอียด
แต่ในวินาทีต่อมา เขาก็ถูกแรงมหาศาลกดกระแทกเข้ากับกำแพง ลำคอก็ถูกมือข้างหนึ่งบีบไว้
ยังคงเป็นมือซ้ายของเขาเอง
“เจ้าคิดว่า...” ไป๋เหวยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้ากำลังพูดอยู่กับใคร?”