ในที่สุดฉู่ชิงก็ได้รับค่าตัวของเขา เป็นเงินสองพันหยวน
นี่เป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่เขาเคยหามาได้ในคราวเดียวเมื่อรวมกันทั้งสองชาติ
คณะของเจี่ยจางเคอเก็บสัมภาระเตรียมตัวกลับเมืองหลวง ฉู่ชิงไม่คิดจะกลับไปพร้อมกับพวกเขา เขาต้องการกลับไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือสักรอบ
บางทีความคิดแรกเริ่มของเขาอาจเป็นการกลับเมืองหลวง แต่หลังจากถ่ายทำเรื่องเสี่ยวอู่เสร็จก็มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น
ตั้งแต่เกิดใหม่ เขามักจะมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่เสมอ เมื่อก่อนไม่รู้สาเหตุ ทว่าตอนนี้กลับพบว่าความรู้สึกไม่ปลอดภัยนี้มาจากความไร้รากเหง้าของเขา
ช่างเป็นคำที่ดูดัดจริตเสียนี่กระไร
ฉู่ชิงเคยโทรศัพท์กลับไปที่บ้านในอนาคตครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าเป็นคนแปลกหน้ารับสาย เขาวางสายดังปัง น้ำตาร่วงเผาะราวกับสร้อยไข่มุกที่ขาดร่วงทันที
เบอร์โทรศัพท์นี้ จนกระทั่งเขาเกิดใหม่ ทางบ้านก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย
พ่อกับแม่ แล้วก็ปู่ เกรงว่าคงจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว...
บ้านในชาติก่อนไม่มีแล้ว แต่ในชาตินี้ยังมีอยู่ ดังนั้นเขาจึงต้องกลับไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือสักครั้ง ต่อให้ไม่ได้ทำอะไร แค่ได้มองดูสักตาก็ยังดี
ตอนจากลา เจี่ยจางเคอพาหวังหงเหว่ยและกู้เจิ้งวิ่งมาที่ห้องของเขา ดื่มเหล้าจนเมามาย แล้วก็ถูกหามกลับไป
ส่วนอวี๋ลี่เวยมอบกระเป๋าเป้สะพายหลังให้เขาใบหนึ่ง เป็นรูปแบบที่ฮิตที่สุดในฮ่องกง เพื่อเอามาแทนที่ถุงกระสอบสานขาดๆ ของเขา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉู่ชิงก็ก้าวขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพียงลำพัง
เขานั่งรถไฟอยู่สองวัน ต่อด้วยรถเมล์ ตามด้วยเกวียนวัว และสุดท้ายก็เดินเท้า จนมาถึงหมู่บ้านบนภูเขาแห่งหนึ่ง
อาจเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมไม่อยากนึกถึง ในหัวของเขาจึงไม่มีภาพเกี่ยวกับบ้านเกิดมากนัก แต่เมื่อเขาเดินบนเส้นทางสายเล็กๆ ที่เปียกแฉะและคับแคบ มองดูถนนที่คดเคี้ยวทอดยาวไปถึงเนินเขาเบื้องหน้า เมื่อมองสูงขึ้นไป 30 องศา สองข้างทางมีบ้านเรือนตั้งกระจัดกระจายอย่างไม่เป็นระเบียบ ราวกับเมล็ดธัญพืชที่ถูกสาดลงบนพื้นอย่างส่งเดช
ความทรงจำเหล่านั้นก็พลันแจ่มชัดขึ้นมาในทันที
ฉู่ชิงเดินตามความทรงจำมุ่งหน้าไปยังบ้านเก่า เขาสูดอากาศที่สดชื่นเป็นพิเศษเข้าปอด ในใจรู้สึกสับสนปนเป
หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้มีเพียงสิบกว่าครัวเรือน เวลานี้ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในนา เขาเดินไปได้สักพักถึงมีคนเดินสวนมา
อาจเป็นเพราะท่าทางสะพายเป้ของเขานั้นหาดูได้ยาก คนผู้นั้นจึงอดไม่ได้ที่จะมองดูอีกหลายตา
จู่ๆ เขาก็หยุดฝีเท้า แล้วพูดอย่างลังเลว่า "เสี่ยวชิงจื่อ?"
ฉู่ชิงก็พิจารณาเขาเช่นกัน อายุยังไม่มาก แต่ผมกลับหงอกไปแล้วครึ่งศีรษะ ในหัวนึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมา จึงเอ่ยว่า "พี่เหลียง?"
"อ้าว เสี่ยวชิงจื่อ เป็นนายจริงๆ ด้วย! นายกลับมาแล้วเหรอ!"
คนผู้นั้นตื่นเต้นขึ้นมา เขาเป็นเพื่อนบ้านของฉู่ชิง และเป็นเพื่อนเล่นที่แก้ผ้าอาบน้ำเติบโตมาด้วยกัน
"ใช่ กลับมาแล้ว ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี พี่เป็นยังไงบ้าง" ฉู่ชิงไม่สามารถอินกับความรู้สึกที่ได้เจอเพื่อนเล่นวัยเด็กแบบนั้นได้ จึงทำได้เพียงพยายามพูดอย่างเกรงใจ
"จะให้เป็นยังไงล่ะ ก็ทำนาสิ เออใช่ ฉันแต่งเมียแล้วนะ ไอ้น้องชาย นายยังไม่ได้ใส่ซองเลย!" พี่เหลียงพูด
"เดี๋ยวชดเชยให้ เดี๋ยวชดเชยให้!" ฉู่ชิงหัวเราะร่า แล้วถามต่อว่า "อารองของฉันเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม"
เมื่อพูดถึงญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ของเขา สีหน้าของพี่เหลียงก็พลันดูแปลกไป แล้วพูดว่า "อ้อ! ก็สบายดีนะ ฉันยังต้องไปทำนา ขอตัวก่อนล่ะ!"
จากนั้นก็รีบเดินลงเนินไปตามทางสายเล็กๆ
ฉู่ชิงมองเขาอย่างคลางแคลงใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เดินต่อไปอีกระยะหนึ่งจนมาถึงที่ตั้งของบ้านเก่า
"หืม?"
เขามองดูบ้านหลังใหญ่สามห้องที่หน้าต่างและกระเบื้องหลังคาสะอาดสะอ้านตรงหน้าอย่างเหม่อลอย นี่คือบ้านของตัวเองเหรอ บ้านดินโกโรโกโสหลังเก่าหายไปไหนแล้วล่ะ
เขาลองเคาะประตูดู
"ใครน่ะ"
หญิงสาวที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงคนหนึ่งเปิดประตูออกมา เธอสวมชุดนอนลายสก๊อตสีสันสดใสซึ่งดูขัดกับหมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้พลางเอ่ยถามว่า "คุณมาหาใคร"
"ที่นี่คือบ้านตระกูลฉู่หรือเปล่าครับ"
"ที่นี่ไม่มีคนแซ่ฉู่หรอก หาผิดบ้านแล้ว!"
หญิงสาวพูดพลางปิดประตูดัง "ปัง" เสียงเดินลากรองเท้าแตะค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ
ฉู่ชิงยังจับต้นชนปลายไม่ถูก จึงไม่ได้วู่วาม เขาใคร่ครวญดูแล้ว คิดว่าไปหาอารองเพื่อถามไถ่ดูก่อนดีกว่า
เขาหันหลังกลับและมาที่บ้านอารองของเขา นี่คือน้องชายเพียงคนเดียวของพ่อ มีลูกมีเมียแล้ว ความเป็นอยู่ถือว่าพอใช้ได้ ตอนที่ฉู่ชิงจะไปเมืองหลวง เขาได้ฝากฝังให้อีกฝ่ายช่วยดูแลบ้านเก่า
"อารอง! อารอง!"
ฉู่ชิงเริ่มตะโกนเรียกตั้งแต่เดินเข้ามาในลานบ้าน
เด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งออกมา พอเห็นว่าเป็นคนแปลกหน้าก็รู้สึกกลัวนิดหน่อย เธอร้องเรียก "แม่! แม่!" แล้ววิ่งกลับเข้าไปอีกครั้ง
ครู่ต่อมา ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินออกมา พอเห็นว่าเป็นฉู่ชิง ใบหน้าก็แข็งค้างไปชั่วขณะ จากนั้นก็เผยรอยยิ้มที่ราวกับฝืนปั้นแต่งขึ้นมาอย่างยากลำบาก แล้วพูดว่า "อ้าว! ชิงจื่อกลับมาแล้วเหรอ! ทำไมไม่บอกล่วงหน้าสักคำล่ะ! ดูสิทำเอาทำตัวไม่ถูกเลย มาๆ เข้ามานั่งในบ้านก่อน"
ฉู่ชิงเรียก "อาสะใภ้รอง" คำหนึ่งอย่างไม่เกรงใจ แล้วเดินตามเข้าไปในบ้าน
บ้านหลังใหญ่สว่างไสวมาก เมื่อเทียบกับตอนที่เขายังอยู่ก็มีข้าวของเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย ตู้เสื้อผ้าทาสีแดงตั้งอยู่ข้างเตียงเตา แม้แต่โทรทัศน์สีก็ยังมีแล้ว
หญิงสาวชงน้ำเชื่อมให้เขาชามหนึ่ง แล้วพูดพลางหัวเราะว่า "ชิงจื่อ นายจากไปตั้งสี่ห้าปีแล้วนะ โอย อารองของนายคิดถึงนายมากเลยล่ะ ว่างๆ ก็ชอบบ่นถึง เป็นยังไงบ้าง อยู่ทางนู้นสบายดีไหม"
"ก็เรื่อยๆ ครับ แล้วอารองล่ะ" ฉู่ชิงกับเธอมีความสัมพันธ์แบบไม่สนิทแต่ก็ไม่หมางเมินมาโดยตลอด จึงไม่อยากพูดอะไรมาก
"เขาไปลงนาแล้วน่ะ นีจื่อ ไปตามพ่อกลับมาสิ บอกว่าชิงจื่อกลับมาแล้ว!"
เด็กหญิงตัวน้อยรับคำ แล้ววิ่งเตาะแตะออกไป
หญิงสาวนั่งเป็นเพื่อนอยู่ริมเตียงเตา ทั้งสองคนตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
ไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นในลานบ้าน ม่านประตูถูกเลิกขึ้น ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามา
"ชิงจื่อ อารองคิดถึงนายแทบแย่! ยังรู้จักกลับมาอีกนะ!"
พอชายคนนั้นเดินเข้ามาในประตู ก็ทำท่าราวกับจะโผเข้ากอดฉู่ชิง แทบอยากจะลูบคลำเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อดูว่ามีอวัยวะส่วนไหนขาดหายไปหรือไม่
"อารอง นี่ผมก็กลับมาแล้วไม่ใช่เหรอครับ หลายปีมานี้อาเป็นยังไงบ้าง" ฉู่ชิงพูดพลางหัวเราะ
"ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ จะให้เป็นยังไงล่ะ" ชายคนนั้นตอบ
"ถ่อมตัวเกินไปแล้ว นี่มันรวยขึ้นเห็นๆ เลยนะ แม้แต่ทีวีสีก็ยังมีแล้ว!" ฉู่ชิงพูดหยอกล้อ
พอชายคนนั้นได้ยินกลับมีท่าทีไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมา เขาหัวเราะแห้งๆ แล้วบอกว่า "ก็พอใช้ได้ พอใช้ได้!" ก่อนจะหันไปสั่งภรรยาว่า "ไปผัดกับข้าวเพิ่มอีกสักสองอย่างนะ คืนนี้ชิงจื่อจะกินข้าวที่นี่!"
"โอย เวลาผ่านไปแป๊บเดียว นายสูงขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย ตอนที่ไปส่งนายที่สถานีรถไฟ นายยังเป็นแค่เด็กหนุ่มอยู่เลย!" ชายคนนั้นรำพึงรำพัน
ฉู่ชิงหัวเราะแล้วพูดว่า "อาก็แก่ลงไปเยอะเหมือนกันนะครับ!"
ชายคนนั้นหัวเราะฮ่าๆ แล้วดึงตัวเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามาพลางพูดว่า "นี่น้องสาวนาย อายุห่างกันเยอะหน่อย นีจื่อ เรียกพี่ใหญ่สิ"
เด็กหญิงเรียกอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า "พี่ใหญ่"
ฉู่ชิงค้นลูกอมสองสามเม็ดออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้เธอ เด็กหญิงก็วิ่งออกไปอย่างร่าเริงอีกครั้ง
อารองของเขาแต่งงานช้า เรื่องมีลูกก็เป็นที่น่ากังวล แต่งงานมาสิบกว่าปีท้องของภรรยาก็ไม่มีวี่แวว นึกไม่ถึงว่าพอใกล้จะอายุสี่สิบ ถึงเพิ่งจะได้ลูกสาวมาคนหนึ่ง
"ตอนนายจากไปปีที่สอง ก็ได้ยัยหนูนี่มา! นายเลยไม่ทันเห็น" ชายคนนั้นหัวเราะ "อาสะใภ้รองของนายเห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงก็ไม่ค่อยพอใจ อยากจะได้ลูกชายอีก ฉันเลยบอกว่าพอเถอะ กว่าจะเกิดมาได้สักคนก็ปาเข้าไปสิบปีแล้ว ขืนมีลูกชายอีก กว่าจะตายก็ไม่รู้ว่าจะมีได้ไหม ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลก็มีนโยบายออกมาตั้งนานแล้วว่าลูกชายหรือลูกสาวก็เหมือนกัน เราไม่ทำตัวให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงหรอก จะได้ลูกอะไรก็เอาอย่างนั้นแหละ!"
ทั้งสองคนคุยกันไป หญิงสาวก็ทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไว ไม่นานนักก็ยกกับข้าวมาตั้งจนเต็มโต๊ะ
อาหารคาวมีเพียงหมูแผ่นผัดจานเดียว ที่เหลือล้วนเป็นพวกผักกาดขาวและเต้าหู้ แต่วัตถุดิบนั้นสะอาดเป็นธรรมชาติ มีกลิ่นหอมเจือกลิ่นดินจางๆ
ฉู่ชิงไม่ได้กินอาหารบ้านๆ แบบนี้มาหลายปีแล้ว เขาอยากกินจนทนไม่ไหว ก้มหน้าก้มตากินข้าวสวยรวดเดียวสองชามใหญ่ ถึงค่อยๆ ผ่อนความเร็วลง
"เป็นหนุ่มเป็นแน่นนี่ดีจริงๆ ตอนนี้ฉันไม่ไหวแล้ว กินไม่ค่อยลงแล้ว" ชายคนนั้นกินข้าวหมดชาม ก็คาบกล้องยาสูบไว้ในปากพลางยิ้มอยู่ข้างๆ
"ต้องชมว่าอาสะใภ้รองทำกับข้าวอร่อยด้วยครับ" ฉู่ชิงพูด
ตอนนี้เอง เขาถึงค่อยถามเข้าเรื่อง "อาครับ บ้านของเรามันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ"
ชายคนนั้นวางกล้องยาสูบลง แล้วพูดว่า "เอ่อ... เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะ เมื่อปีที่แล้วลูกชายบ้านผู้ใหญ่บ้านเขาแต่งงาน ไม่มีที่ดินสร้างเรือนหอ ก็เลยถูกใจที่ดินบ้านของนายเข้า พอมาคุยกับอา เขาไม่ได้เอาไปฟรีๆ นะ เขาให้เงินมา ให้มาอืม..."
กำลังจะบอกจำนวนเงิน เมียของเขาก็เตะเขาใต้โต๊ะไปทีหนึ่ง
"เอ่อ... ให้เงินมาสองพันหยวน อาฟังแล้วก็เห็นว่าเขาจริงใจดีนะ อีกอย่างก็เอาไปทำเรือนหอ เราจะไปขัดขวางเรื่องมงคลของคนอื่นก็ไม่ได้ อาเลยตัดสินใจโอนที่ดินบ้านของนายให้ผู้ใหญ่บ้านไปน่ะ"
ชายคนนั้นพูดพลางหัวเราะ "นายวางใจได้ เงินสองพันหยวนนั่นอาไม่ได้แตะต้องเลยสักเฟินเดียว เก็บไว้ให้นายหมดเลย นี่เธอ ไปเอาเงินของชิงจื่อมาสิ!"
หญิงสาวค้อนใส่เขาไปวงหนึ่ง เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วค้นห่อผ้าห่อหนึ่งออกมาจากชั้นล่างสุด เมื่อเปิดออกทีละชั้นก็พบธนบัตรเหรินหมินปี้ใบใหม่เอี่ยมปึกเล็กๆ อยู่ข้างใน
ฉู่ชิงมองดูเงินปึกนั้น ในใจไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไร
เขาไม่ได้โง่ หากเรื่องนี้ไม่มีลูกไม้แอบแฝงอยู่ล่ะก็ ให้ตายเขาก็ไม่เชื่อ
การดิ้นรนอยู่ในเมืองหลวงตลอดสี่ปีนี้ เขาผ่านเรื่องราวมามากกว่าสิบกว่าปีในหมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้เสียอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงประสบการณ์และความรู้จากชาติก่อน
เรื่องสัจธรรมของโลกหรือความเย็นชาของน้ำใจคน ฉู่ชิงคิดว่าตัวเองปลงตกมาตั้งนานแล้ว แต่พอเกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ เขากลับพบว่าในใจยังคงรู้สึกอึดอัดจนทรมาน
อารองของเขาแอบอมผลประโยชน์ไปเท่าไหร่ ตัวเขาเองก็ไม่อยากรู้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังพอมีมโนธรรมเหลืออยู่บ้างที่เก็บเงินสองพันหยวนไว้ให้เขา ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่าอยากจะร้องไห้หรืออยากจะหัวเราะดี
ฉู่ชิงนิ่งเงียบไปพักใหญ่ สองสามีภรรยาก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ต่างแสร้งทำเป็นใจเย็นหันมองซ้ายมองขวา แต่สายตากลับไม่ละไปจากตัวเขาเลย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ฉู่ชิงก็ลูบหน้าตัวเองแล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า "เรื่องนี้ก็ดีเหมือนกันครับ ถึงยังไงผมก็อยู่ข้างนอกตลอด อนาคตก็คงไม่ได้กลับมาบ่อยๆ บ้านหลังนั้นปล่อยทิ้งไว้ก็เปล่าประโยชน์ แบบนี้ก็ดีครับ ขอบคุณครับอา"
เขาหยิบเงินสองพันหยวนนั้นขึ้นมา ไม่ได้นับด้วยซ้ำ ยัดใส่กระเป๋าเป้ไปตรงๆ แล้วพูดว่า "อาครับ พออาพูดแบบนี้ ผมก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้เหมือนกัน"
"หา? อ้อ ว่ามาสิ เรื่องอะไรล่ะ"
ชายคนนั้นยังไม่ทันตั้งตัวกับท่าทีเรียบเฉยของฉู่ชิง จึงรีบถามกลับไป
"ที่ดินสองหมู่ของบ้านเรา หลายปีมานี้อาก็ช่วยทำนาให้ ผมอยู่ข้างนอกก็ดูแลไม่ไหว เลยคิดว่าโอนให้บ้านอาไปเลยดีกว่าครับ"
"ชิงจื่อ นั่นมันที่ดินที่พ่อนายทิ้งไว้ให้นะ คนทำนาอย่างเราไม่มีอะไรก็ยังได้ แต่จะไม่มีที่ดินไม่ได้เด็ดขาด นายลองคิดดูให้ดีๆ อีกทีเถอะ..."
ชายคนนั้นร้อนรนขึ้นมา แต่พูดยังไม่ทันจบก็ถูกภรรยาแย่งพูดไปก่อน
หญิงสาวพูดพลางหัวเราะ "ที่ชิงจื่อพูดมาก็มีเหตุผลนะ แล้วก็เป็นความหวังดีด้วย คุณก็อย่าทำตัวไม่รู้ความหวังดีของคนอื่นไปหน่อยเลย ชิงจื่อ เราจะเอาที่ดินมาฟรีๆ ก็ไม่ได้หรอก นายบอกตัวเลขมาสิ"
ฉู่ชิงหัวเราะ "ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ อาเสนอราคามาเลยดีกว่า ผมเชื่อใจอาครับ"
ชายคนนั้นขมวดคิ้ว สูบยาสูบไปถึงครึ่งซองเต็มๆ ถึงค่อยเอ่ยปาก "หนึ่งหมื่น!"
"พ่อของลูก!" หญิงสาวร้องอย่างตกใจ
ชายคนนั้นถลึงตาใส่เธอด้วยความโกรธจัด หญิงสาวจึงไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมาอีกในทันที
"ชิงจื่อ นายคิดว่ายังไง"
"ตกลงครับ เอาตามที่อาว่าเลย" ฉู่ชิงเองก็ค่อนข้างประหลาดใจ จึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย
"ชิงจื่อ นายก็ไม่มีที่ไป คืนนี้ก็นอนที่นี่แหละ"
"ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่ที่นี่ก็ไม่ค่อยสะดวก ตอนนี้ก็ยังไม่มืดค่ำเท่าไหร่ ผมไปพักในตัวตำบลดีกว่า" ฉู่ชิงบอก
"นายตั้งใจจะไปเมื่อไหร่ล่ะ" ชายคนนั้นถาม
"จัดการเอกสารทางนี้เสร็จก็จะไปเลยครับ" ฉู่ชิงตอบ
"งั้นฉันไปกับนายด้วยเลยแล้วกัน พอดีต้องไปทำเรื่องที่ตำบลด้วย จะได้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา" ชายคนนั้นคิดครู่หนึ่งแล้วพูด
"ได้ครับ!"
คืนนั้น ทั้งสองคนเดินทางไปถึงตัวตำบล แล้วหาโรงแรมเล็กๆ พักค้างคืนไปส่งๆ
วันรุ่งขึ้น อารองไปหาคนรู้จักเพื่อจัดการเรื่องเอกสารจนเสร็จเรียบร้อย
ฉู่ชิงพกเงินก้อนโตจำนวนหนึ่งหมื่นสี่พันหยวนไว้กับตัว ในใจรู้สึกกระวนกระวาย รู้สึกราวกับว่ามันจะหายไปได้ทุกเมื่อ จึงเอาเงินหนึ่งหมื่นสามพันหยวนไปฝากธนาคาร พกติดตัวไว้แค่หนึ่งพันหยวน ถึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
เงินหนึ่งหมื่นสี่พันหยวน อีกสิบกว่าปีให้หลังก็คงซื้อได้แค่ชักโครกสวยๆ สักชิ้นเท่านั้นแหละ
เขาหัวเราะเยาะตัวเอง ในใจรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาระลอกหนึ่ง ราวกับได้ปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้งลง
ไม่มีบ้านไม่มีที่ดินแล้ว แต่สภาพจิตใจกลับปลอดโปร่งขึ้นไม่น้อย







