เมืองหลวง ยามค่ำคืน
หวงอิ่งเข็นรถจักรยานเข้ามาในลานบ้าน ปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา
ในเรือนหลักเปิดไฟสว่างไสว มีเสียงโทรทัศน์และเสียงพูดคุยหัวเราะของครอบครัวพ่อแม่ลูกดังแว่วมา
หวงอิ่งมองด้วยความอิจฉาแวบหนึ่ง ส่ายหน้า แล้วเดินเข้าห้องของตัวเองไป
เธอยังไม่ได้กินข้าวเย็น ไม่ใช่ว่าไม่หิว แต่แค่ไม่อยากกิน หรืออาจพูดได้ว่าตั้งแต่วันที่ฉู่ชิงจากไป เธอก็มีอาการกระวนกระวายใจอยู่แบบนี้
ห้องนี้ดีกว่าห้องเดิมมากนัก ไม่เพียงแต่สะอาดสะอ้าน แค่แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้องนอนตอนเช้า ก็ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะอยากนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียงต่ออีกสักพัก
พอปิดประตู เสียงจากเรือนหลักก็ถูกกั้นออกไปไม่น้อย เหลือเพียงเสียงแว่วๆ ลอดผ่านช่องว่างเข้ามา ไม่รู้ว่าเป็นเสียงลมหรือเสียงคน
หวงอิ่งล้างหน้า ใช้ผ้าขนหนูถูแรงๆ ผิวที่ตึงเครียดมาทั้งวันค่อยๆ ผ่อนคลายลง รู้สึกเบาสบายขึ้นมาวูบหนึ่ง เธอนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ตบครีมทาหน้าลงบนผิวเบาๆ จนซึมซาบสม่ำเสมอ
จากนั้นก็นั่งเหม่อมองกระจกอยู่อย่างนั้น
เส้นผมของเธอดำขลับเป็นเงางาม ผิวขาวผ่องเปล่งประกายจางๆ ภายใต้แสงไฟ
หวงอิ่งลูบผมตัวเอง เมื่อก่อนเธอชอบติดกิ๊บตัวเล็กๆ แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่วันไหนที่ฉู่ชิงพูดขึ้นมาลอยๆ ว่าผมที่ปล่อยตามธรรมชาติสวยกว่า เธอก็ไม่เคยติดกิ๊บอีกเลย
บางทีพี่ฉู่ชิงอาจจะลืมไปนานแล้วว่าเคยพูดไว้
หญิงสาวในกระจกอยู่ในวัยที่กำลังเบ่งบานประดุจดอกไม้ ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยความงามของวัยสาว ตัวเธออายุ 20 ปีแล้ว ถ้าอยู่บ้านเกิด ป่านนี้คงแต่งงานไปนานแล้ว
แววตาของหวงอิ่งสั่นไหว ราวกับมีน้ำตารื้นขึ้นมา
เมื่อนึกถึงที่บ้าน เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นก็ดึงลิ้นชัก หยิบสมุดเล่มเล็กออกมาเริ่มทำบัญชี
สมุดหนาเตอะถูกใช้ไปกว่าครึ่งแล้ว บนนั้นจดบันทึกรายรับรายจ่ายแต่ละรายการไว้อย่างละเอียดละออ
เดือนที่แล้วหาเงินได้แปดร้อย ส่งกลับบ้านสี่ร้อย ตัวเองใช้ไปร้อยยี่สิบสาม เหลือสองร้อยเจ็ดสิบเจ็ด
สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจมากในเดือนนี้คือ ผลประกอบการของโรงงานดีขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปแค่ครึ่งเดือนก็หาเงินได้ห้าร้อยกว่าแล้ว กะว่าสิ้นเดือนคงทำลายสถิติได้ถึงหนึ่งพันหยวน เดือนนี้ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมาก ถ้าประหยัดหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะเหลือสักสี่ร้อย
ตัวเลขนี้ทำให้หวงอิ่งอารมณ์ดีขึ้นมาก ดวงตาสองข้างโค้งเป็นสระอิยามแย้มยิ้ม ราวกับใบหลิวที่ลู่ลมอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ
แน่นอนว่ายังมีอีกเรื่องที่ทำให้เธออารมณ์ดีกว่าเดิม ผ่านไปเดือนครึ่งแล้ว พี่ฉู่ชิงเคยบอกว่าอย่างมากสองเดือนก็จะกลับมา
เธอใช้ดินสอวงกลมบนปฏิทินแขวนวงแล้ววงเล่า
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก!”
“เสี่ยวอิ่ง! อ้าว ประตูไม่ได้ล็อก ฉันเข้าไปล่ะนะ!”
ในขณะที่เธอกำลังคิดอะไรเพลินๆ ก็มีคนพูดอยู่หน้าประตู ยังไม่ทันสิ้นเสียง หญิงสาวที่อายุมากกว่าเธอไม่กี่ปีก็วิ่งเข้ามาแล้ว
นี่คือเฉิงอิ่ง ลูกสาวของตาเฒ่าเฉิง เรียนจบมหาวิทยาลัยและทำงานแล้ว นิสัยร่าเริง เข้ากับคนง่าย รู้สึกถูกชะตากับหวงอิ่งตั้งแต่แรกพบ มักจะพูดเสมอว่าชื่อของทั้งสองคนมีคำว่าอิ่งเหมือนกัน ชาติที่แล้วต้องเคยเป็นพี่น้องกันแน่ๆ
หวงอิ่งเองก็ชอบพี่สาวช่างพูดช่างจาคนนี้ ทั้งสองรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ความสัมพันธ์กลับดีมาก
“ว้าย! พี่เข้ามาได้ยังไงเนี่ย?”
หวงอิ่งตกใจกับความผลีผลามของอีกฝ่าย จึงพูดค้อนๆ
“ทำไมล่ะ? เธอมีความลับอะไรไม่อยากให้ฉันดูเหรอ?”
เฉิงอิ่งไม่สนใจท่าทีแง่งอนของเธอ ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง ยังไม่ทันให้อีกฝ่ายพูด ก็ถามต่อว่า “เธอเขียนอะไรอยู่น่ะ? ไดอารี่เหรอ? ขอดูหน่อยสิ!”
พูดจบก็แย่งสมุดเล่มเล็กมา กวาดตามองแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “สมุดบัญชีนี่เอง!”
พลิกดูอีกสองสามหน้า แล้วพูดด้วยความประหลาดใจ “แหม เสี่ยวอิ่ง เธอใช้ชีวิตละเอียดยิบเลยนะเนี่ย! เอ๊ะ ซื้อกระดาษชำระม้วนเดียวก็จดด้วย เธอไม่เหนื่อยบ้างเหรอ!”
หวงอิ่งค้อนขวับ แย่งสมุดบัญชีคืนมาแล้วพูดว่า “พี่คนอิ่มไม่รู้ความลำบากของคนหิว อย่ามาพูดจาประชดประชันเลย!”
เฉิงอิ่งรู้เรื่องทางบ้านของเธอดี เวลาพูดถึงเรื่องพวกนี้มักจะพูดแค่พอประมาณ ไม่ไปกระทบกระเทือนความภาคภูมิใจของเธอ จึงพูดหยอกว่า “เธออ้าปากก็ผู้ชาย หุบปากก็ผู้ชาย หรือว่ากำลังคิดถึงผู้ชายอยู่ล่ะ?”
เธอใช้มือเคาะหน้าผาก ทำท่าทางโอเวอร์ “อ้อ ฉันนึกออกแล้ว พี่ชายสุดที่รักของเธอใกล้จะกลับมาแล้วนี่นา ทำไมล่ะ ทนไม่ไหวแล้วเหรอ?”
หวงอิ่งหน้าแดงแปร๊ด พูดว่า “พี่ชายสุดที่รักอะไรกัน พี่ฉู่ชิงต่างหากล่ะ”
“แหม พี่ชายสุดที่รัก กับพี่ฉู่ชิง มันก็เหมือนกันนั่นแหละ!”
ตั้งแต่ก้าวเข้าประตูมาเธอก็พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด หวงอิ่งเถียงสู้ไม่ได้ จึงเปลี่ยนเรื่องถามว่า “พี่วิ่งมาหาฉันทำไมเนี่ย?”
“อ้อ ฉันมาตามเธอไปกินข้าว วันนี้แม่ฉันทำเมนูเด็ดๆ ไว้ตั้งหลายอย่างแน่ะ” เฉิงอิ่งตอบ
“ฉันกินข้าวแล้ว ไม่ไปดีกว่า ฝากขอบคุณคุณป้าด้วยนะ”
ภรรยาของตาเฒ่าเฉิงเคยเป็นบรรณารักษ์ ตอนนี้เกษียณแล้ว ทำกับข้าวเก่งมาก เห็นหญิงสาวออกมาสู้ชีวิตคนเดียวก็นึกสงสาร มักจะเรียกให้ไปกินข้าวด้วยกันบ่อยๆ
ไปมาแล้วสองครั้ง หวงอิ่งก็เกรงใจที่ต้องไปกินข้าวบ้านคนอื่นบ่อยๆ เลยปฏิเสธไปหลายครั้ง ครั้งนี้ก็หาข้ออ้างอีก
“พอเลย! สองครั้งก่อนฉันขี้เกียจจะพูดหรอกนะ คิดว่าฉันเชื่อจริงๆ หรือไง! ไปๆๆ! อย่าชักช้าลีลาเลย!”
เห็นเธอยังนั่งนิ่ง เฉิงอิ่งก็เลิกคิ้วขึ้น พูดว่า “เฮอะ ดื้อนักใช่ไหม!”
เธอสอดมือสองข้างเข้าไปใต้รักแร้ของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มจี้เอว
“ว้ายๆ! อย่านะ เลิกแกล้งได้แล้ว... ฉันไป! ฉันไปแล้ว...”
หวงอิ่งทนจั๊กจี้ไม่ไหว จึงต้องตามเธอไปที่เรือนหลัก
บนโต๊ะมีอาหารวางเรียงรายเต็มไปหมด กลิ่นหอมฉุยเตะจมูก
“เสี่ยวอิ่ง มาๆๆ นั่งตรงนี้ลูก!”
หญิงชราทักทายอย่างกระตือรือร้น พลางกดไหล่ให้นั่งลงบนเก้าอี้
“ก่อนหน้านี้เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมมา วันนี้ลูกศิษย์ของเฒ่าเฉิงเอาปูมาให้ตั้งหลายตัว สดๆ ทั้งนั้น ฉันเลยบอกว่ายังไงก็ต้องเรียกเธอมาลองชิมดู!”
นิสัยของเฉิงอิ่งถอดแบบมาจากแม่ของเธออย่างเห็นได้ชัด ตาเฒ่าเฉิงแม้จะร่าเริงเหมือนกัน แต่ก็ออกแนวเจ้าเล่ห์นิดๆ ซึ่งต่างจากสไตล์เปิดเผยของสองแม่ลูก
“นั่นสิเสี่ยวอิ่ง อายุยังน้อยอย่าคิดอะไรให้หนักหัวเลย เธอมาพักอยู่กับพวกเรา มีคนเพิ่มมากินข้าวด้วยสักคนก็ครึกครื้นดี อย่าเกรงใจไปเลย! อีกอย่างยังมีเจ้าเด็กฉู่ชิงนั่นอยู่อีก ถ้ามันรู้ว่าฉันดูแลเธอไม่ดี พอกลับมาตอนเล่นหมากรุกมันคงไม่ยอมอ่อนข้อให้ฉันแล้วล่ะ!”
ตาเฒ่าเฉิงวางกล้องยาสูบลงบนโต๊ะน้ำชา แล้วเดินมานั่งที่โต๊ะอาหารอย่างเชื่องช้า ที่แท้เขาก็รู้ตัวว่าฉู่ชิงยอมอ่อนข้อให้มาตลอด พูดออกมาได้โดยไม่รู้สึกละอายใจสักนิด
“คุณยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ? เอ้า กินปูซะ!” หญิงชราถลึงตาใส่เขา แล้วยื่นปูตัวอวบอ้วนให้หวงอิ่ง พูดต่อว่า “จริงสิ เจ้าเด็กนั่นใกล้จะกลับมาแล้วนี่นา”
“ค่ะ บอกว่าอย่างมากสองเดือนก็ถ่ายทำเสร็จแล้ว” หวงอิ่งตอบ
หญิงชราพูดว่า “เด็กคนนี้ก็เก่งเหมือนกันนะ ถึงกับได้ถ่ายหนังเลย เสี่ยวอิ่งเอ๊ย เธอต้องจับเขาให้อยู่หมัดนะ! ผู้ชายน่ะ พอได้ออกไปเห็นโลกกว้างมากๆ เข้า ความคิดความอ่านก็จะใหญ่โตตามไปด้วย พอความคิดใหญ่โต ก็จะเริ่มมองข้ามคนเดิมๆ ที่อยู่ข้างกายแล้ว!”
พอเธอพูดแบบนี้ หวงอิ่งก็เก็บไปคิดเป็นจริงเป็นจัง แล้วพูดอ้อมแอ้มว่า “พี่ฉู่ชิงไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกค่ะ”
“ฉันดูแล้วเจ้าเด็กนั่นก็ไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก ดูพึ่งพาได้อยู่!” ตาเฒ่าเฉิงช่วยพูดเสริม
“คุณจะไปรู้อะไร! ฉันจะบอกอะไรให้นะเสี่ยวอิ่ง เรายังไม่ต้องพูดถึงเรื่องผู้หญิงผู้ชายหรอก เอาแค่เพื่อนสนิทสองคนก็พอ เดิมทีสองคนก็อยู่ด้วยกันในที่เดียวดีๆ นี่แหละ แต่ต่อมาคนหนึ่งได้ออกไปท่องโลกกว้าง เห็นโลกมามาก สร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ ส่วนอีกคนยังอุดอู้หดหู่ก้มหน้าก้มตาอยู่แต่ในบ้านเกิด ทำนา เลี้ยงหมู เลี้ยงลูก เธอลองบอกฉันสิว่าสองคนนี้ยังจะคบหาสมาคมกันได้อยู่อีกไหม? ไม่ได้แล้ว! เพราะอะไร? เพราะมันเกิดช่องว่างแล้วน่ะสิ พอคนเรามีช่องว่างระหว่างกัน การสื่อสารมันก็ยากขึ้น คุยกันก็ไม่รู้เรื่องแล้ว!”
หญิงชราร่ายยาวเป็นชุด คีบกับข้าวเข้าปากเคี้ยว แล้วพูดต่อ “อย่าเห็นว่าเจ้าเด็กนั่นตอนนี้เพิ่งจะถ่ายหนังโนเนมไปแค่เรื่องเดียวนะ ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะโด่งดังกลายเป็นดาราขึ้นมาก็ได้ อย่าหาว่าป้าปากมากเลยนะ ถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ พวกเธอสองคนคงไปกันไม่รอดหรอก!”
เฉิงอิ่งพูดแทรกขึ้นว่า “โธ่ แม่! น้องเขามากินข้าวเฉยๆ แม่จะมาบ่นจู้จี้เรื่องพวกนี้ทำไมเนี่ย? น่ารำคาญจริงๆ เลย!”
“ครั้งนี้แม่แกพูดมีเหตุผลนะ” ตาเฒ่าเฉิงสนับสนุน “เสี่ยวอิ่ง สถานการณ์แบบนี้มีให้เห็นบ่อยจริงๆ เดิมทีสองคนก็รักกันดี แต่เพราะระดับความรู้และประสบการณ์มันห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีเรื่องจะคุยกัน ผลสุดท้ายก็ต้องเลิกรากันไป ดังนั้นเธอต้องกลับไปคิดให้ดีๆ นะ อีกอย่างเธอยังอายุแค่นี้ จะหมกตัวทำงานเย็บผ้าในโรงงานไปตลอดชีวิตเลยหรือไง?”
“แต่ฉันทำอะไรไม่เป็นเลยนี่คะ!”
หวงอิ่งถูกทั้งสองคนพูดจนหน้าซีดหน้าเซียว ตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา
“ทำไม่เป็นก็เรียนสิ! เธอไม่ใช่คนโง่นะ อยากจะเรียนอะไรมันก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ! แต่เธอต้องคิดให้ดีก่อนว่าตัวเองอยากทำอะไร นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด...” ตาเฒ่าเฉิงพูด
“โอย พอแล้วๆ! พ่อกับแม่ชวนน้องมากินข้าว หรือมาเปิดคลาสสอนหนังสือกันแน่เนี่ย! เลิกพูดได้แล้ว กินข้าวๆ!”
เฉิงอิ่งทนไม่ไหวจริงๆ จึงขัดจังหวะบทเรียนการใช้ชีวิตของพ่อแม่ที่ยังอยากจะสอนต่อ
จู่ๆ อารมณ์ของหวงอิ่งก็ดิ่งวูบลง ปูหอมๆ ที่กินเข้าไปก็ไม่รู้ว่ารสชาติเป็นยังไงแล้ว
…………
การแสดงเป็นเรื่องที่ลี้ลับซับซ้อนมาก
การแสดงของคนคนหนึ่งคือการแสดง แต่การแสดงของคนสองคนบางครั้งก็คือชีวิต และการแสดงของคนกลุ่มหนึ่งอาจหมายถึงชีวิตคนทั้งชีวิตเลยทีเดียว
ตั้งแต่เปิดกล้องมา ฉู่ชิงทำผลงานได้ดีมาตลอด มักจะได้รับคำชมจากเหล่าเจี่ยอยู่บ่อยๆ ทว่าในขณะที่เขากำลังกระหยิ่มยิ้มย่องกับฝีมือการแสดงอันน้อยนิดของตัวเอง จั่วเหวินลู่ก็ทำให้เขาตื่นจากภวังค์
เรื่องราวบนโลกก็เป็นเช่นนี้แหละ ความขัดแย้งและความก้าวหน้าทั้งหลายล้วนมาจากข้อเปรียบเทียบ
แม้จั่วเหวินลู่จะยังเป็นเพียงนักศึกษาภาควิชาการแสดงของมหาวิทยาลัยครุศาสตร์ แต่พรสวรรค์ในการเป็นนักแสดงของเธอกลับโดดเด่นกว่าฉู่ชิงมากนัก
เวลาเข้าฉากกับเธอ จากที่รู้สึกแปลกใหม่ในตอนแรก ก็กลายเป็นความประหลาดใจ และจนถึงตอนนี้คือความรู้สึกกระวนกระวายใจ
เธอเดินเตร็ดเตร่เป็นเพื่อนเสี่ยวอู่ตรงบันไดที่มืดสลัว ตอนที่พูด ดวงตาก็เหลือบมองเสี่ยวอู่ด้วยท่าทีทีเล่นทีจริง ลิ้นยังม้วนไปมาอยู่ในปาก
ตอนที่เธอรองน้ำอยู่หน้าประตูที่พักแล้วน้ำไม่ไหล จู่ๆ จั่วเหวินลู่ก็ดูดก๊อกน้ำไปสองที แล้วน้ำก็ไหลออกมาจริงๆ ท่าทางนี้ไม่มีเขียนไว้ในบท
จากนั้นเธอก็ยืนรอน้ำเต็มกาอยู่ข้างก๊อกน้ำ เวลานั้นเธอเหม่อมองท้องฟ้า ร่างกายโอนเอนไปมาเบาๆ...
ความรู้สึกอ้างว้างนั้น ทำให้ฉู่ชิงที่ยืนดูอยู่ข้างกล้องถึงกับตกตะลึง รู้สึกขนหัวลุกชัน ผิวหนังทั่วร่างชาหนึบเป็นระยะ
นี่คือสภาวะที่เป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการแสดงเลยแม้แต่น้อย สภาวะที่ผ่อนคลายของเธอทำลายความมั่นใจของฉู่ชิงจนป่นปี้ ถึงขั้นที่ว่าต่อมาเขารู้สึกกลัวนิดๆ ที่จะต้องเข้าฉากกับจั่วเหวินลู่ จนกระทั่งเจี่ยจางเคอมาช่วยเกลี้ยกล่อม จิตใจของเขาถึงได้สงบลง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกกดดันหรือเปล่า การแสดงของฉู่ชิงหลังจากนั้นก็ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น สามารถตามจังหวะของจั่วเหวินลู่ได้ทัน และในบางครั้งยังทำได้ดีกว่าเสียอีก
ส่วนความรู้สึกของเจี่ยจางเคอที่มีต่อจั่วเหวินลู่นั้นค่อนข้างขัดแย้ง ด้านหนึ่งเขาประหลาดใจในพรสวรรค์ของเธอ แต่อีกด้านหนึ่งเขาก็ยังหวาดผวากับเรื่องบาดหมางก่อนหน้านี้ หลังจากนี้คงไม่เรียกเธอมาเล่นหนังอีกแล้ว
ในประวัติศาสตร์ก็เป็นเช่นนี้ จั่วเหวินลู่ซึ่งเดิมทีเป็นนักแสดงหญิงที่มีศักยภาพสูงมาก เพียงเพราะเสียชื่อเสียงตอนถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่อมาจึงทำได้แค่รับบทงี่เง่าในละครปัญญาอ่อนเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ
“นั่งสิ!”
จั่วเหวินลู่ห่มผ้าห่ม นั่งพิงกำแพงขวางอยู่บนเตียง
ฉู่ชิงเผยรอยยิ้มเขินอายออกมาบางๆ แล้วขึ้นไปนั่งบนเตียงเช่นกัน
เขาขายาว แต่เตียงสั้น ฉู่ชิงรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว จึงอยากจะขยับตัวขึ้นไปหน่อย ทว่ามือกลับยันไว้ไม่มั่นคง ร่างจึงเสียหลักล้มเอียงไป
จั่วเหวินลู่อุทาน “โอ๊ะ” ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เอื้อมมือไปประคองเขาไว้ แล้วค่อยพูดบทต่อ
“เธอชอบฟังฉันร้องเพลงไหม?”
“ชอบสิ!”
“ความจริงฉันก็ชอบร้องเพลงมากนะ เธอรู้ไหม? มีคนบอกว่าฉันหน้าตาเหมือนดาราเยอะเลย แต่ความจริงฉันรู้ตัวเองดีที่สุด ชาตินี้ฉันคงไม่ได้เป็นดาราหรอก...”
“เธอร้องสักเพลงสิ!”
“เธออยากฟังเพลงอะไรล่ะ?”
“แล้วเธอชอบเพลงอะไรล่ะ?”
“เพลงของหวังจิ้งเหวิน”
“ได้สิ!”
“งั้นฉันร้องแล้วนะ ห้ามหัวเราะเยาะฉันล่ะ!”
นี่เป็นเทกที่ยาวมากๆ ยาวมากจริงๆ ฉากหลังเป็นกำแพงสีเหลืองอมเขียว แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวคือแสงที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ฉู่ชิงและจั่วเหวินลู่นั่งเคียงไหล่กันอยู่บนเตียง มีเสียงรบกวนสารพัดจากท้องถนนดังคลอไปตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ
“ท้องฟ้าของฉัน ทำไมถึงเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา? ท้องฟ้าของฉัน ทำไมถึงหม่นหมองอยู่เสมอ...”
จั่วเหวินลู่ร้องเพลง ฉู่ชิงนั่งฟังเงียบๆ
คนหนึ่งเป็นสาวนั่งดริ๊งก์ อีกคนเป็นหัวขโมย
ในมือของเขาคีบบุหรี่ ควันลอยกรุ่นบดบังใบหน้า
เธอร้องไปร้องมา จู่ๆ ก็ร้องไห้ออกมา
ไม่รู้ตัวเลยว่าฉู่ชิงอยู่ที่เฟินหยางมาหนึ่งเดือนกับยี่สิบสามวันแล้ว
ทั้งเรื่องเหลือแค่เรื่องราวสุดท้ายที่ยังไม่ได้ถ่ายทำ ‘เสี่ยวอู่’ แบ่งออกเป็นสามส่วนอย่างชัดเจน ส่วนแรกเล่าถึงการสูญเสียมิตรภาพกับเสี่ยวหย่ง ส่วนที่สองเล่าถึงความรักที่พังทลายกับหูเหมยเหมย และส่วนที่สามคือความผูกพันในครอบครัวที่จางหายไป
บ้านของเสี่ยวอู่ที่อยู่ต่างจังหวัด เจี่ยจางเคอเลือกหมู่บ้านที่อยู่ติดภูเขาซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอไม่ไกลนัก บนเนินเขามีแต่บ้านที่เจาะเข้าไปในถ้ำ
คนกลุ่มหนึ่งเพิ่งเข้าหมู่บ้าน ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก สภาพถนนแย่มาก รถของกองถ่ายถูกบล็อกอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
ทางเข้าหมู่บ้านมีถนนดินเพียงเส้นเดียว ซึ่งเต็มไปด้วยโคลนเละเทะไปหมด ฝั่งหนึ่งติดกับหน้าผา อีกฝั่งคือหุบเขาลึก
กู้เจิ้งลงจากรถเพียงลำพัง เดินย่ำโคลนไปตามทางเดินแคบๆ เพื่อเข้าไปในหมู่บ้าน เพียงเพื่อจะบอกชาวบ้านว่าวันนี้กองถ่ายไม่เข้ามาแล้ว ตอนขากลับบังเอิญเจอเจี่ยจางเคอระหว่างทาง เจี่ยจางเคอบอกว่านึกว่าเขาตกลงไปในหุบเขาเสียแล้ว เลยออกมารับ
ทั้งสองคนตะโกนโหวกเหวกโวยวายกันบนถนนดิน ฉู่ชิงที่นั่งอยู่ในรถได้ยินชัดเจน
เขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ จู่ๆ ก็กระโดดลงจากรถ วิ่งไปตะโกนโหวกเหวกโวยวายไปกับพวกเขา
จากนั้น อวี๋ลี่เวยและหวังหงเหว่ยก็เข้ามาร่วมวงด้วย
ฝนตกหนักมาก เปียกปอนกันไปทั้งตัว คนทั้งห้ากระโดดโลดเต้นและส่งเสียงร้องตระโกนท่ามกลางโคลนตมราวกับคนบ้า
วันนั้นเป็นเรื่องยากมากที่เจี่ยจางเคอจะประกาศให้ทุกคนพักกองเป็นครั้งที่สอง ซึ่งการพักทั้งสองครั้งล้วนเป็นเพราะฝนตก
ตอนเย็นยังมีการแข่งขันฟุตบอลนัดที่เจอกับเกาหลีใต้ ผู้ชายทั้งกองถ่ายต่างหิ้วขวดเหล้าคนละขวด ล้อมวงดูอยู่หน้าโทรทัศน์เก่าๆ เครื่องหนึ่ง
แม่งแพ้อีกแล้ว!
ห้าวันต่อมา ‘เสี่ยวอู่’ ก็ปิดกล้อง







