สวี่อิงวิ่งทะยานไปข้างหน้าพลางแผ่สัมผัสเทวะออกไป สัมผัสเทวะของเขาตรวจสอบทุกสิ่งในระยะสามสิบลี้ล่วงหน้าได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
เมื่อสัมผัสเทวะกวาดผ่าน เขาก็เห็นว่าใต้ภูเขามีแม่น้ำสายใหญ่ กระแสน้ำค่อนข้างเชี่ยวกราก หญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งเรือทวนน้ำขึ้นมา
หญิงสาวผู้นั้นอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี รูปร่างอรชร หน้าตาสะสวย นางยืนอยู่บนหัวเรือ เรือนผมยาวสลวยด้านหลังถูกรวบไว้หลวมๆ แล้วมัดด้วยริบบิ้นผ้าไหมสีเขียวอย่างเรียบง่าย
ใบหน้าของนางหมดจดเกลี้ยงเกลา มีเพียงไฝขนาดเท่าเมล็ดงาเม็ดหนึ่งอยู่ตรงลำคอค่อนไปทางซ้าย แม้ไฝจะเม็ดเล็ก แต่เมื่ออยู่บนผิวขาวราวหิมะกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งนัก
เสื้อผ้าของนางก็เรียบง่ายมากเช่นกัน ไม่มีลวดลายประดับประดาให้มากความ ราวกับพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มีสิ่งใดที่ทำให้ผู้คนจดจำได้ฝังใจ
เหนือเรือลำน้อย มีนกชิงหลวนตัวหนึ่งบินวนเวียนอยู่รอบเรือ แววตาของมันเฉียบคม แผ่กลิ่นอายดุร้ายของสัตว์ประหลาดยุคบรรพกาลออกมา
ทันใดนั้น หญิงสาวก็สัมผัสได้ถึงสัมผัสเทวะของสวี่อิง นางรีบโบกมือเบาๆ สวี่อิงพลันรู้สึกว่าสัมผัสเทวะปั่นป่วนราวกับกระแสน้ำเชี่ยว สับสนวุ่นวายไปหมด
กว่าสัมผัสเทวะของเขาจะกลับมาตั้งมั่นได้ เขาก็สูญเสียร่องรอยของหญิงสาวผู้นั้นไปเสียแล้ว
ทว่าบนผิวน้ำกลับปรากฏร่างของชาวเมืองเซี่ยตูเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง เป็นหญิงชรานางหนึ่ง ในมือถือของวิเศษวิถีสวรรค์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายกระจก กำลังมองซ้ายมองขวา
นางเองก็กำลังแผ่สัมผัสเทวะออกไปเพื่อค้นหาร่องรอยของหญิงสาวเช่นกัน
สัมผัสเทวะของนางปะทะเข้ากับสัมผัสเทวะของสวี่อิง ภายใต้การประลองกำลังกัน หญิงชราเหนือกว่าก้าวหนึ่ง สัมผัสเทวะของนางบดขยี้ตามรอยสัมผัสเทวะของสวี่อิงเข้ามา วินาทีต่อมาเสียงก็ดังขึ้นในหัวของสวี่อิง "หึๆ วันนี้ข้าช่างโชคดีจริงๆ หาผู้เป็นอมตะเจอถึงสองคน!"
ขณะที่สัมผัสเทวะของนางล็อกเป้าสวี่อิง ฤทธิ์เดชแห่งสัมผัสเทวะก็รุกรานเข้ามาในหัวของสวี่อิง หมายจะสร้างลานธรรมวิถีสวรรค์ขึ้นในหัวของเขา พร้อมกันนั้นร่างของนางก็พุ่งทะยานมาทางสวี่อิงด้วยความเร็วสุดขีด!
"จิตดั้งเดิมแห่งวิถีสวรรค์!"
หญิงชราตวาดลั่น ปลุกเสกจิตดั้งเดิมของตนเองขึ้นมา ราวกับเทพสวรรค์องค์หนึ่งจุติลงมาจากฟากฟ้า อานุภาพสวรรค์อันยิ่งใหญ่ไพศาลกดทับลงมายังทิศทางที่สวี่อิงอยู่!
บนผิวของจิตดั้งเดิมของนางปรากฏลวดลายวิถีสวรรค์ต่างๆ นานา แฝงไว้ด้วยความลึกล้ำของวิถีสวรรค์และโลก อานุภาพสวรรค์ที่ชวนให้ผู้คนคลุ้มคลั่งม้วนตลบเข้ามา
จิตดั้งเดิมของนางกว้างใหญ่ไพศาล พอยื่นฝ่ามือออกไปก็เห็นว่าภายในฝ่ามือกลายเป็นโลกใบหนึ่ง ดวงดาวนับหมื่นพันปรากฏขึ้นใจกลางฝ่ามือ!
เมื่อครู่นี้เทพเบื้องบนลู่อู๋สังหารกลุ่มวิถีสวรรค์ไปสิบกว่าคนติดต่อกัน ทำให้คนหลงผิดคิดว่าพลังฝีมือของกลุ่มวิถีสวรรค์ก็มีเพียงเท่านี้ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มวิถีสวรรค์จริงๆ ถึงได้รู้ว่าพวกเขาแข็งแกร่งเพียงใด
จิตดั้งเดิมแห่งวิถีสวรรค์ ฤทธิ์เดชวิถีสวรรค์ ของวิเศษวิถีสวรรค์ เมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป นับว่าเป็นความได้เปรียบที่บดขยี้กันอย่างราบคาบ
ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาเมื่อต้องเผชิญกับอานุภาพสวรรค์ สติสัมปชัญญะจะสับสนวุ่นวายโดยตรง ตกอยู่ในความคลุ้มคลั่ง ไม่รู้ประสีประสาที่จะต่อต้าน ต่อให้สามารถต่อต้านอานุภาพสวรรค์ได้ แต่ภายใต้การแทรกแซงของวิถีสวรรค์ รูปลักษณ์มรรคาของตนเองก็จะปั่นป่วน จนไม่อาจต้านทานได้อยู่ดี
อีกทั้งฤทธิ์เดชวิถีสวรรค์ยังลึกลับสุดหยั่งคาด แค่มองยังมองไม่ออก แล้วจะเอาอะไรไปต้านทาน?
อานุภาพของของวิเศษวิถีสวรรค์ยิ่งสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรในระดับขั้นเดียวกันเมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มวิถีสวรรค์ จึงมีแต่ชะตากรรมที่ต้องถูกสังหารและเก็บเกี่ยวเท่านั้น
ทว่าสวี่อิงมองปราดเดียวก็เห็นถึงช่องโหว่ต่างๆ นานาในฤทธิ์เดชวิถีสวรรค์ จิตดั้งเดิมแห่งวิถีสวรรค์ ฤทธิ์เดชสัมผัสเทวะ และของวิเศษวิถีสวรรค์ของหญิงชราผู้นั้น สำหรับเขาแล้ว อักขระวิถีสวรรค์ของหญิงชรานั้นผิดเพี้ยน ดูเหมือนจะใช่แต่ก็ไม่ใช่ มันผิดมาตั้งแต่รากฐาน แล้วจิตดั้งเดิม ฤทธิ์เดช และของวิเศษที่แตกแขนงมาจากสิ่งเหล่านี้จะดีเด่ไปสักแค่ไหนกัน?
ฤทธิ์เดชสัมผัสเทวะของหญิงชราเพิ่งจะสร้างลานธรรมวิถีสวรรค์ขึ้นในหัวของเขา สัมผัสเทวะจำแลงร่างของนางออกมา ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก สัมผัสเทวะของสวี่อิงก็กระตุ้นการตอบสนองของมรรคาปฐมภูมิแห่งพหุภพ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงกับลานธรรมวิถีสวรรค์
สัมผัสเทวะของหญิงชรารู้สึกได้ทันทีว่าลานธรรมที่ตนสร้างขึ้นถูกเปลี่ยนมือไปในทันใด ร่างจำแลงจากสัมผัสเทวะยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะอ้าปาก ก็ถูกทำลายล้างภายใต้อานุภาพของลานธรรมวิถีสวรรค์ไปเสียแล้ว!
วินาทีต่อมา สวี่อิงก็คว้าตัวระฆังใหญ่ พุ่งเข้าปะทะกับจิตดั้งเดิมแห่งวิถีสวรรค์ที่พุ่งเข้ามา
ระฆังใหญ่เคยชินกับการถูกเขาโยนออกไปรับการโจมตีที่หนักหน่วงที่สุดมานานแล้ว เสียงกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นดังขึ้น โลกในฝ่ามือของจิตดั้งเดิมหญิงชราพังทลายลงจนหมดสิ้น ทว่าระฆังใหญ่ก็ถูกฝ่ามือซัดกระเด็นปลิวไปเช่นกัน!
ต้องรู้ก่อนว่าระฆังใหญ่ถึงอย่างไรก็เป็นยอดของวิเศษล้ำค่า แม้แต่ทายาทของสำนักใหญ่โตอย่างกู้เฟยอวี่ยังเอ่ยปากชมไม่ขาดปาก หญิงชราผู้นี้กลับสามารถซัดมันกระเด็นได้ในฝ่ามือเดียว จะเห็นได้ว่าพลังรบของจิตดั้งเดิมแห่งวิถีสวรรค์นั้นร้ายกาจเพียงใด!
แต่หลังจากที่นางซัดระฆังใหญ่กระเด็นไป ฝ่ามือของสวี่อิงก็ประทับลงบนร่างของนาง นิ้วทั้งสิบพริ้วไหวราวกับบินได้ ทั้งจิ้มทั้งแทง เคลื่อนที่ไปตามเรือนร่างจิตดั้งเดิมของหญิงชราอย่างรวดเร็ว!
ไม่นานนัก นิ้วมือและฝ่ามือของเขาก็เคลื่อนที่ไปบนร่างจิตดั้งเดิมของหญิงชราจนครบหนึ่งรอบ สวนทางกับจิตดั้งเดิมที่แผ่กลิ่นอายวิถีสวรรค์ราวกับเทพสวรรค์องค์น้อยๆ องค์นี้
จิตดั้งเดิมของหญิงชราหันขวับกลับมาทันที กระตุ้นฤทธิ์เดชวิถีสวรรค์หมายจะจับกุมเขา ทว่าในเสี้ยววินาทีที่นางกระตุ้นฤทธิ์เดช อักขระวิถีสวรรค์ทั่วร่างก็พลันปั่นป่วน ขัดแย้งกันยุ่งเหยิง!
นางเดินพลังเวท อักขระวิถีสวรรค์ทั่วร่างก็ระเบิดออกจนหมดสิ้น พริบตาเดียวก็เห็นว่าจิตดั้งเดิมของนางได้รับบาดเจ็บสาหัส!
หญิงชราแค่นเสียงอู้อี้ เลือดไหลออกทางตา หู จมูก และปาก รีบปลุกเสกของวิเศษวิถีสวรรค์ กระจกเงาบานนั้นลอยขึ้นสู่กลางอากาศ เปล่งประกายเจิดจ้า
"ท่านระฆัง!"
สวี่อิงตะโกนก้อง ระฆังใหญ่ตั้งหลักได้แล้วและพุ่งเข้าปะทะอย่างดุดัน เสียงระฆังดังกังวาน ปะทะกับกระจกเงาบานนั้นด้วยความแข็งกร้าวต่อความแข็งกร้าว
ระฆังใหญ่สั่นสะเทือนสุดชีวิต ในที่สุดก็สะกดอานุภาพของของวิเศษวิถีสวรรค์ชิ้นนั้นให้หดกลับเข้าไปในกระจกได้ มันเอ่ยเสียงสั่น "อาอิ้ง เจ้าเร็วเข้าหน่อย ข้ามีแผลติดตัว ยืนหยัดได้ไม่นานนักหรอก..."
สวี่อิงวูบกายผ่านไป มาอยู่ด้านหลังกระจกเงาวิถีสวรรค์ เห็นเพียงว่าด้านหลังกระจกมีปุ่มทองแดง รอบปุ่มทองแดงประทับด้วยอักขระวิถีสวรรค์แปดชนิด ซึ่งตอนนี้กำลังเปล่งแสงสว่างวาบ
สวี่อิงรวบรวมปราณเป็นกระบี่ เสียงดังฉึกๆ หลายครั้ง แทงลงบนอักขระวิถีสวรรค์ทั้งแปด เปลี่ยนแปลงทิศทางลวดลายของอักขระวิถีสวรรค์ อานุภาพของของวิเศษวิถีสวรรค์ชิ้นนี้จึงลดฮวบลงทันที
ระฆังใหญ่บินเข้ามาสะกดมันไว้ หยวนชีพุ่งเข้ามา อ้าปากกลืนของวิเศษวิถีสวรรค์ลงท้องไป
สวี่อิงร่อนลงจากกลางอากาศ ตกลงไปด้านหลังหญิงชรา เขามองไปยังแม่น้ำสายยาวสายนั้น เห็นเพียงว่าคนงามไม่อยู่แล้ว ทั้งเรือลำน้อยและหญิงสาวล้วนหายไปจากผิวน้ำ
หญิงชราผู้นั้นทีแรกถูกเขาทำร้ายสัมผัสเทวะจนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นก็ถูกเขากับระฆังใหญ่ทำร้ายจิตดั้งเดิมจนบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้ยังถูกเก็บของวิเศษไปอีก นางจึงรีบพุ่งเข้าใส่สวี่อิง ร้องตวาดว่า "ข้าหิวมานานเกินไปแล้ว ขอจับเจ้าที่เป็นผู้เป็นอมตะก่อนก็แล้วกัน"
กายเนื้อของนางยังคงแข็งแกร่ง ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายอันยิ่งใหญ่เทียมฟ้า พละกำลังทางกายเนื้อของนาง ไม่ด้อยไปกว่าของวิเศษหรือจิตดั้งเดิมของนางเลยแม้แต่น้อย
ทว่าในตอนนั้นเอง หญ้าสีม่วงต้นหนึ่งไม่รู้ว่ามาอยู่บนไหล่ของนางตั้งแต่เมื่อใด รากฝอยนับไม่ถ้วนชอนไชเข้าไปในตา หู จมูก และปากของนางในพริบตา
"อาปา" ฝ่ามือของนางหยุดนิ่งอยู่ตรงท้ายทอยของสวี่อิง ไม่ขยับเขยื้อน
จิตดั้งเดิมที่พังทลายยับเยินของนางบินเข้ามา ตวาดเสียงกร้าว "พวกเจ้าเหล่าผู้เป็นอมตะ ก็คือมารหัวขนที่ขัดต่อวิถีสวรรค์ ตายไปก็สมควรแล้ว!"
สิ่งที่ต้อนรับนางคือประกายกระบี่ที่สาดส่องตัดกันไปมา
สวี่อิงหันขวับ ตวัดกระบี่ ประกายกระบี่แต่ละสายถักทอเข้าด้วยกัน อานุภาพของเคล็ดวิชาคืนสู่สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ปะทุขึ้น เพียงพริบตาก็หั่นจิตดั้งเดิมของนางจนแหลกละเอียด!
สวี่อิงเก็บกระบี่ หันหลังกลับมา ก็ไม่ปรายตามองนางอีกเลย สัมผัสเทวะแผ่ขยายออกไป รุกรานเข้าไปในหัวของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในรัศมีร้อยลี้รอบบริเวณ
น้ำเสียงของเขาพยายามนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ไม่ต้องกลัว ข้าก็เป็นผู้เป็นอมตะเช่นกัน เจ้ากับข้าคือเผ่าพันธุ์เดียวกัน"
เสียงที่จำแลงมาจากสัมผัสเทวะของเขาดังก้องในหัวของทุกคนในรัศมีร้อยลี้ ไม่สนว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู เพียงเพื่อตามหาเด็กสาวคนนั้น
ยอดฝีมือที่มาสำรวจคุนหลุนซวีมีมากมาย ในรัศมีร้อยลี้ก็มีคนอยู่ไม่น้อย ตอนนี้ล้วนได้ยินเสียงส่งผ่านจิตของสวี่อิง
ทว่าในคำพูดของสวี่อิงไม่ได้ระบุชื่อแซ่ของผู้เป็นอมตะอีกคน แม้แต่ข้อมูลว่าเป็นหญิงหรือชายก็ไม่มี เขาเพียงแค่ต้องการคลายความกังวลของหญิงสาวผู้นั้น ไม่ได้อยากนำปัญหามาให้นางเพิ่ม
ต่อให้คำพูดประโยคนี้ของเขาจะดึงดูดปัญหามามากมาย ปัญหาก็จะพุ่งเป้ามาที่เขา ไม่ได้ลุกลามไปถึงตัวหญิงสาวผู้นั้น
ห่างออกไปร้อยลี้ เรือลำน้อยแล่นเข้าสู่สาขาของแหล่งน้ำภูเขาหิมะ หญิงสาวผู้นั้นก็ได้ยินเสียงส่งผ่านจิตด้วยสัมผัสเทวะของสวี่อิงเช่นกัน นางขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา "วู่วามขนาดนี้ เจ้ารอดชีวิตมาได้ยังไงกัน?"
น้ำเสียงของนางเจือแววขุ่นเคือง "เจ้าอยากตาย แต่ข้าไม่อยากตายนะ! ชิงหลวน เจ้าว่าจริงไหม?"
นกชิงหลวนที่บินอยู่กลางเวหา ส่งสัมผัสเทวะลงมา เป็นเสียงของสตรี "ถูกต้องแล้ว ในอดีตผู้เป็นอมตะที่หนีรอดจากคุนหลุนมีมากมาย แต่คนที่รอดชีวิตมาได้กลับมีเพียงหยิบมือ พวกที่บุ่มบ่ามล้วนตายตกไปในสายธารแห่งประวัติศาสตร์ แม้แต่เกลียวคลื่นก็ยังสร้างไม่ได้สักนิด ตอนนี้มีเพียงเจ้ากับข้าที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน คุณหนูต้องระมัดระวังให้มาก ห้ามซ้ำรอยเดิมเด็ดขาด"
หญิงสาวรับคำ แล้วพายเรือจากไป
"คุณหนู พวกเรารีบไปกันเถอะ ข้าสัมผัสได้ว่าพวกเฒ่าประหลาดเหล่านั้นก็ใกล้จะตื่นขึ้นมาแล้ว คุณหนู?"
เรือลำน้อยกลับมาที่จุดเดิมอย่างผีจับยัด หญิงสาวส่งเสียงผ่านสัมผัสเทวะ เข้าสู่โสตประสาทในหัวของสวี่อิงอย่างชัดเจน "เจ้าจงมุ่งหน้าไปยังยอดเขาอวี้จู พวกเราจะพบกันที่นาข้าว"
นกชิงหลวนร่อนลงมาจากฟากฟ้า เกาะลงบนเรือน้อยแล้วกลายร่างเป็นเด็กสาวชุดเขียว เอ่ยอย่างขัดเคืองว่า "คุณหนูจะเอาเบาะแสของพวกเราไปแพร่งพรายให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร?"
เด็กสาวที่มันจำแลงร่างมาถักเปียสองข้างห้อยลงมาถึงหน้าอก ใบหน้าบูดบึ้งด้วยความโมโห
หญิงสาวรีบยิ้มแย้มกล่าวว่า "ยอดเขาอวี้จูอยู่ด้านหน้ายอดเขาอวี้ซวี พอถึงยอดเขาอวี้จูก็อยู่ห่างจากยอดเขาอวี้ซวีไม่ไกลแล้ว หากเขาสามารถรอดชีวิตไปถึงที่นั่นได้ ก็แสดงว่าเขามีปัญญาปกป้องตัวเอง หากเขารอดไปไม่ถึงที่นั่น ย่อมไม่มาเป็นภาระผูกพันพวกเราหรอก"
เด็กสาวชิงหลวนหงุดหงิดใจ เอ่ยว่า "คราวหน้าก่อนที่คุณหนูจะตัดสินใจทำอะไรแบบนี้ ต้องปรึกษาข้าก่อนนะเจ้าคะ ห้ามทำอะไรตามอำเภอใจเด็ดขาด"
หญิงสาวรีบรับคำ หัวเราะพลางว่า "ตามใจเจ้าก็แล้วกัน"
ริมฝั่งแม่น้ำ สวี่อิงได้ยินเสียงนี้ก็เผยสีหน้ายินดี "นาข้าวที่ยอดเขาอวี้จูงั้นรึ? มีสถานที่ที่ชัดเจนแล้ว ก็หาง่ายขึ้นเยอะเลย"
เบื้องหลังของเขา ศพของหญิงชราค่อยๆ ล้มลง ศพนี้แก่หง่อมลงอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นกองเถ้าธุลีในเวลาไม่นาน
เดิมทีนางควรจะตายไปตั้งนานแล้ว เพียงแต่ประทับอักขระวิถีสวรรค์ไว้บนร่างกาย บำเพ็ญวิถีสวรรค์ และอาศัยเลือดเนื้อของผู้เป็นอมตะเพื่อดำรงชีวิต จึงมีชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้
มาบัดนี้อักขระวิถีสวรรค์ของนางถูกทำลาย จิตดั้งเดิมถูกฟันขาด กายเนื้อและวิญญาณล้วนกลายเป็นเถ้าถ่าน แหลกสลายไปอย่างสมบูรณ์
ระฆังใหญ่เอ่ยว่า "อาอิ้ง ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งมากมายกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ น่าจะเป็นพวกเดียวกับหญิงชราผู้นี้ คนของเมืองเซี่ยตูพวกนั้น!"
สวี่อิงสีหน้าเยือกเย็น เอ่ยอย่างสงบนิ่งว่า "ท่านระฆัง โปรดเรียกข้าว่าท่านอิง มีเทพเบื้องบนลู่อู๋อยู่ทั้งคน ไม่ต้องกังวลไปหรอก ถือโอกาสนี้กวาดล้างสาวกวิถีสวรรค์พวกนี้ให้สิ้นซาก เพื่อชำระแค้นให้กับผู้เป็นอมตะเสียเลย!"
เงาร่างแต่ละสายจากรอบทิศกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ สวี่อิงเอ่ยเสียงขรึม "เทพเบื้องบนลู่อู๋!"
ท้องฟ้ามีเพียงความเงียบสงัด
สวี่อิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ไกลออกไปมีกลิ่นอายวิถีสวรรค์กำลังสั่นกระเพื่อม เห็นได้ชัดว่ากลุ่มวิถีสวรรค์กำลังเตรียมฤทธิ์เดชวิถีสวรรค์แล้ว รอบด้านยังมีแสงเรืองรองแห่งวิถีสวรรค์พวยพุ่ง น่าจะเป็นพวกเขาที่กำลังปลุกเสกของวิเศษ เตรียมสร้างลานธรรมวิถีสวรรค์เพื่อปิดล้อมสถานที่แห่งนี้
สวี่อิงเริ่มกระวนกระวายเล็กน้อย ร้องตะโกนเสียงดัง "เทพเบื้องบนลู่อู๋!"
ท้องฟ้ายังคงเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
สวี่อิงลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย ตะโกนลั่น "เทพเบื้องบนลู่อู๋! ลู่อู๋อยู่ที่ใด? ลู่อู๋! ลู่อู๋! ลู่อู๋ ลุงมึงสิ!"
ขณะเดียวกัน ภายในตำหนักทองแดงบนภูเขาหิมะ ลู่อู๋กำลังนอนหลับอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง คล้ายกับได้ยินเสียงร้องเรียกและเสียงด่าทอของสวี่อิง มันเงยหน้าขึ้นมองลงไปใต้ภูเขาสองสามแวบ แล้วก็ล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจต่อ
สวี่อิงเหาะเหินขึ้นไป สบถอย่างเกรี้ยวกราด "ลู่อู๋พึ่งพาไม่ได้เลย! ท่านระฆัง ครั้งนี้ยังคงต้องพึ่งพาท่านในการฝ่าวงล้อมแล้ว! ท่านเจ็ด มาที่คอข้า เตรียมตัววางยาพิษ! ท่านหญ้า หาจังหวะควบคุมพวกมันซะ!"







