เมื่อครู่สวีไห่ปัวมัวแต่เพลิดเพลินกับการกินเนื้อ จนลืมไปเลยว่าอาหารบ้านตระกูลสวี่นั้นรสจัด เขายังไม่ได้ดื่มน้ำเลย กำลังคอแห้งพอดี
พอเห็นน้ำผลไม้รสเปรี้ยวหวานตรงหน้า เขาก็ไม่รอช้า รีบคว้าชามขึ้นมาดื่มอย่างกระหาย
น้ำหนึ่งชามถูกเขาซดรวดเดียวหมดลงไปอย่างง่ายดาย
“คุณยาย อันนี้อร่อยกว่าน้ำในแก้วของคุณปู่อีก เปรี้ยวๆ หวานๆ ดีจัง”
เด็กน้อยมักพูดตรงๆ รสชาติอร่อยหรือไม่ก็รู้ได้จากความรู้สึกทันที
พอสวีไห่ปัวพูดขึ้นแบบนั้น พวกสวีจินเฟิง, สวีจินซิ่วก็พลอยสนใจขึ้นมาทันที รีบวิ่งเข้ามารุมล้อมโจวกุ้ยหลาน
“คุณยาย ของดีอะไรน่ะ เราก็อยากดื่มด้วย”
ทีแรกก็ทำไว้เพื่อเด็กๆ อยู่แล้ว พอเด็กๆ อยากกิน จะให้ชักช้าได้ยังไง?
โจวกุ้ยหลานเลยไปหยิบชามมาหลายใบ ตักแจกให้เด็กแต่ละคนคนละชาม แถมยังตักให้ซูอันอิงและอู๋ชิวเยี่ยนที่กำลังตั้งครรภ์อีกด้วย
“พวกเธอลองชิมดูนะ อร่อยดี” คนท้องนี่ต้องได้รับสิทธิพิเศษหน่อย
“ถ้าใครยังอยากดื่มอีกก็ไปตักเองเลยนะ ในหม้อยังมีอยู่เติมน้ำลงไปอีกหน่อยแล้วนึ่งใหม่ได้อีกสองรอบเลย”
โจวกุ้ยหลานหันไปมองเสวี่ยซิ่วหลินกับเว่ยหมิงหรง พวกเธอแต่งเข้ามาในบ้านนี้หลายปีแล้ว เป็นสะใภ้ที่อยู่กันมานาน ไม่ต้องรอให้แม่สามีลงมือ ทำอะไรก็ทำกันเองได้แล้ว
เสวี่ยซิ่วหลินกับเว่ยหมิงหรงก็ไม่เกรงใจ ไปหยิบชามมาตักดื่มเอง
ต้องบอกว่า รสชาติเปรี้ยวหวานแบบนี้ มันโดนใจผู้หญิงจริงๆ ดื่มแล้วชื่นใจไม่น้อย
“เห็นน้องสามวันๆอยู่เงียบๆ กลับคิดอะไรเก่งเหมือนกันนะ ทำอะไรแบบนี้ออกมาได้”
เว่ยหมิงหรงพูดชมหลังจากดื่มน้ำผลไม้หมดเกลี้ยงสองอึกใหญ่ แต่ก็ไม่รู้ว่าที่พูดไปนั้นชมจริงหรือแซวกันแน่
สวี่ซื่อเยี่ยนยิ้มรับ ไม่ได้พูดอะไร เขาทำน้ำผลไม้ไว้เพื่อเอาใจภรรยา ที่เหลือเผื่อที่บ้านก็แค่ของแถม
แน่นอนว่า เรื่องนี้เขาไม่พูดหรอก จะคิดกันยังไงก็แล้วแต่
แบบนี้แหละ ผู้หญิงและเด็กๆ ดื่มน้ำผลไม้ ผู้ชายดื่มเหล้า อาหารเย็นมื้อนี้ก็อบอุ่นและอร่อยกันถ้วนหน้า
จนถึงห้าโมงกว่า กินดื่มกันอิ่มหนำ บนโต๊ะยังเหลืออาหารอีกมาก
ผู้ชายดื่มจนเมา บ้างก็ไปนอน บ้างก็รวมกลุ่มคุยกัน ส่วนผู้หญิงก็เริ่มลงมือเก็บกวาด
ในครัวต้มน้ำไว้ในหม้อใหญ่ สองเตียงในห้องทิศตะวันตกก็อุ่นเรียบร้อยแล้ว กลางพื้นวางกะละมังใบใหญ่ เทน้ำร้อนลงไป
เสวี่ยซิ่วหลินกับเว่ยหมิงหรงสองพี่สะใภ้ช่วยกันจับเด็กๆ มาล้างตัวทีละคน
พอเด็กๆ อาบน้ำเสร็จ ก็ปิดประตู แล้วผู้หญิงก็ตามไปอาบน้ำต่อ
ก็แหงล่ะ ปีใหม่ทั้งที ต้องล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่
เสร็จจากภารกิจพวกนี้ ก็เย็นมากแล้ว ก็ไปปลุกผู้ชายขึ้นมา ใครยังไม่อาบน้ำก็ไปอาบ แล้วก็เริ่มหั่นเนื้อ หั่นผัก นวดแป้ง เตรียมทำเกี๊ยว
บ้านสวี่เวลาเทศกาลต้องกินเกี๊ยวไส้ผักกาดขาวกับหัวไชเท้าผสมกัน
ผักกาดขาวพ้องเสียงกับ มั่งคั่ง หัวไชเท้าก็พ้องกับคำว่า โชคลาภ ทั้งสองล้วนแต่มีความหมายเป็นมงคล
เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เอาแผ่นไม้สำหรับปั้นเกี๊ยวมาวางบนเตียงทิศใต้ในห้องตะวันออก ผู้หญิงก็เริ่มลงมือทำกัน บางคนนั่งบนเตียง บางคนใช้เก้าอี้นั่ง
อากาศหนาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแบบนี้ บ้านต้องมีเตียงอุ่น จนกลายเป็นนิสัย งานหลายอย่างเลยทำกันบนเตียงนี้
หญิงสูงวัยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังติดนิสัยชอบนั่งขัดสมาธิ
โจวกุ้ยหลานก็เช่นกัน เห็นเธอนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างแป้ง กำลังนวดแป้งอย่างคล่องแคล่ว
ไม่นานก็ปั้นแป้งให้เป็นแท่งยาว แล้วใช้มือนิ้วหยิบแป้งออกมาเป็นก้อนๆ เท่ากัน เรียงเป็นระเบียบเป็นแถวๆ
พูดตามตรง การใช้มือหยิบก้อนแป้งแบบนี้ช้ากว่าใช้มีดหั่นแน่นอน
แต่ในยุคสมัยนี้ การกินเกี๊ยวไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารเท่านั้น แต่มันหมายถึง “ความหมาย” ที่เป็นสิ่งสำคัญ
ในบ้านของโจวกุ้ยหลาน การทำเกี๊ยวต้องใช้มือหยิบแป้งเป็นก้อนๆ เท่านั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติห้ามฝ่าฝืนเด็ดขาด
แป้งก้อนหนึ่งถูกหยิบเรียงเป็นสี่แถวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็โรยแป้งนวลบางๆ ลงไป แล้วใช้มือกดแป้งให้แบนลงทีละก้อน
พอถึงขั้นตอนนี้ บรรดาสะใภ้และลูกสาวในบ้านก็เข้ามาช่วยกันใช้ไม้คลึงแป้งรีดเป็นแผ่นบาง ๆ สำหรับห่อเกี๊ยว แล้วก็นำไส้มาใส่ ห่ออย่างประณีตเรียงเกี๊ยวไว้บนแผ่นไม้ไผ่แบบเป็นระเบียบเรียบร้อย
การห่อเกี๊ยวแบบนี้แน่นอนว่าช้า โชคดีที่ในบ้านมีคนช่วยเยอะ ไม่อย่างนั้นคงต้องรอจนดึกดื่นถึงจะได้กิน
เพราะบ้านสกุลสวี่มีคนเยอะ ปริมาณเกี๊ยวที่ต้องห่อก็มาก เริ่มห่อตั้งแต่แปดโมงกว่า ๆ จนถึงสิบเอ็ดโมงถึงจะเสร็จหมด
พอดีกับที่สวี่ซื่อเสียงกับคนอื่น ๆ ก็ทำการคั่วเมล็ดแตงโม เมล็ดสน และเกาลัดเสร็จเรียบร้อยพอดี เลยต้มน้ำเตรียมลวกเกี๊ยว
ระหว่างที่เกี๊ยวกำลังต้มอยู่ สวี่เฉิงโฮ่วก็นำลูกหลานออกไปจุดประทัด
ในเสียงประทัดที่ดังกึกก้อง เด็ก ๆ พากันตบมือ หัวเราะ และเล่นสนุก ปีใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข
เสียงประทัดจากบ้านอื่น ๆ ก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ สวี่เฉิงโฮ่วก็ยังคงเล่นกับหลาน ๆ จุดประทัดเล็ก ๆ และไฟเย็นให้พวกเด็ก ๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน
จนกระทั่งมีเสียงเรียกจากในบ้านว่า “มากินเกี๊ยวกันได้แล้ว” ถึงได้หยุดเล่นกัน
“ไปกันเถอะ กลับเข้าบ้านไปกินเกี๊ยว กินเสร็จแล้วค่อยมาคารวะปู่ ปู่มีอั่งเปาให้พวกเธอด้วยนะ” สวี่เฉิงโฮ่วชักชวนหลาน ๆ ที่ยังเล่นไม่เบื่อให้กลับเข้าบ้าน
เด็ก ๆ ที่เล่นอยู่ข้างนอกมานาน ใบหน้าเล็ก ๆ แดงก่ำเพราะความหนาว
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่รู้สึกหนาวเลย ยังสนุกสนานกันมาก
เพราะว่าปีใหม่ก็คือวันของเด็ก ๆ จริง ๆ ปีใหม่คือของพวกเขา เด็กที่ไร้กังวลเท่านั้นแหละที่มีความสุขที่สุด
กินข้าวเย็นกันตอนห้าโมง พอถึงช่วงดึกท้องก็เริ่มหิว พอเป็นเกี๊ยวที่หอมอร่อยใครจะไม่อยากกินล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้นโจวกุ้ยหลานยังบอกอีกว่า ในเกี๊ยวมีใส่เหรียญน้ำตาล ถั่วลิสง และพุทราจีนด้วยนะ
พวกเด็ก ๆ เลยทำตาโต อยากกินเกี๊ยวที่มีเหรียญอยู่ให้ได้
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้สนใจอะไรมากนัก หยิบเกี๊ยวแถวนั้นใส่ปากไปแบบไม่คิดอะไร
ผลปรากฏว่าพอกัดเข้าไปก็สะดุดฟันทันที พอดูดู เฮ้อ ดันเจอเหรียญสองเฟิน
“ดี ดี ดูท่าเจ้าสามปีนี้จะได้โชค เฮงๆ แน่ ๆ”
การใส่น้ำตาลหรือเหรียญในเกี๊ยวก็เพื่อให้ได้คำมงคล มีความหมายดี ๆ
พอสวี่ซื่อเยี่ยนกัดเจอเหรียญ โจวกุ้ยหลานก็ยิ้มกว้าง รีบพูดคำว่า "ดี" ซ้ำ ๆ หลายคำ
คนอื่นในบ้านก็พูดอวยพรตาม ๆ กันไป จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินต่อ หวังจะได้ของมงคลในเกี๊ยวบ้าง
สวี่ซื่อเสียงกัดเกี๊ยวคำหนึ่ง รู้สึกแปลก ๆ มีเสียงกรุบ ๆ อยู่ในปาก พอแกะออกมาดูก็เจอถั่วลิสงเม็ดหนึ่ง
“ฉันไม่ได้เจอเหรียญ เจอถั่วลิสงแทน” ไม่ว่าจะเจออะไรก็ดีทั้งนั้น สวี่ซื่อเสียงก็ดีใจ
“งั้นปีนี้นายคงได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแน่เลย ถั่วลิสงนี่นะ หมายถึง เลื่อนชั้น ไง” สวี่ซื่อเยี่ยนตอบกลับทันที
ถั่วลิสงมีความหมายว่า ‘เจริญก้าวหน้า’ หรือ ‘ได้เลื่อนขั้น’ ดังนั้นคำอธิบายของสวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่ผิด และยังฟังดูเข้าท่าอีกด้วย
พอสวี่ซื่อเสียงได้ยินก็ยิ้มกว้าง “ขอบคุณพี่สามขอให้คำพูดของพี่เป็นจริงเถอะ ปีนี้ผมจะลองสอบอีกครั้ง”
ปีที่แล้วเขาเคยสอบไม่ติดและยังคาใจอยู่ ปีนี้ตั้งใจจะอ่านหนังสือสอบใหม่อีกรอบ คราวนี้ไม่พูดอ้อมค้อมแล้ว
ก่อนสิ้นปีเขาไปล่าสัตว์มาหาเงินไว้ได้บ้าง และก็ซื้อหนังสือมาเตรียมอ่าน ปีนี้ต้องทุ่มสุดตัวให้ติดมหาวิทยาลัยให้ได้
สวี่เฉิงโฮ่วที่ได้ยินลูกชายคนที่ห้าพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร
ตอนนี้เขาก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว ลูกโตแล้วก็ต้องมีความคิดของตัวเอง จะให้ฟังเขาทุกอย่างก็คงไม่ได้
เขาเองก็เป็นคนแก่ ความคิดก็ตามไม่ทัน ไม่ต้องไปยุ่งมากแล้ว ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะ







