“ห๊ะ? เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
หลี่จงเหลียงรู้สึกอยู่แล้วว่าพ่อมีอะไรผิดปกติ พอได้ยินคำพูดเมื่อครู่ก็ถึงกับตกใจทันที
“พ่อ เป็นอะไรไป? เกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงกับตกใจขนาดนี้?” เขานึกถึงสิ่งที่ชายคนนั้นพูดเมื่อครู่ จึงรีบถามออกมา
“เฮ้อ อย่าไปพูดถึงเลย
พ่อทำงานที่ศูนย์โสมมากว่ายี่สิบปี เรื่องอื่นไม่ต้องพูด แต่แค่เรื่องวางระเบิด พ่อทำมาสิบกว่าปีแล้วนะ
ตั้งแต่สมัยใช้ดินปืนทำมือจากแอมโมเนียผสมขี้เลื่อย จนถึงตอนนี้ใช้ระเบิดสำเร็จรูป พ่อไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง
วันนี้เป็นครั้งแรก ถ้าไม่ได้ที่ปรึกษาสวี่ช่วยไว้ล่ะก็ วันนี้พ่อคงทิ้งชีวิตไว้บนเขาแล้ว...”
ลุงหลี่ถอนหายใจยาว แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกชายฟัง
หลี่จงเหลียงฟังแล้วก็ถึงกับหน้าซีด ถ้าพ่อเกิดเรื่องบนเขาจริงๆ ครอบครัวเขาจะอยู่กันยังไงต่อไป?
“ที่ปรึกษาสวี่ครับ เชิญไปนั่งในห้องคนขับดีกว่า ตรงนั้นยังมีที่ว่างครับ”
หลี่จงเหลียงไม่พูดพร่ำ รีบเดินมาหาสวี่ซื่อเยี่ยน แล้วดึงเขาไปที่รถตัวเอง เชิญให้ขึ้นไปนั่งบนรถ
แม้ว่าในฤดูร้อน จะนั่งข้างนอกสบายกว่าหน่อย เพราะพอรถวิ่งจะมีลมพัดเข้ามา
แต่เมื่อเขามีน้ำใจขนาดนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่อาจปฏิเสธได้ จึงไปนั่งข้างๆ พ่อหลี่ตรงเบาะข้างคนขับ
พวกคนงานด้านหลังก็ขึ้นรถกันครบแล้ว ตะโกนบอกคนขับให้สตาร์ทเครื่อง พารถบรรทุกคนงานที่เพาะโสมกลับลงเขา
รถวิ่งสั่นโยกไปมาตลอดทาง แต่สุดท้ายก็พาทุกคนกลับมาถึงศูนย์โสมจนได้
เมื่อถึงที่ หลายคนก็แยกย้ายกลับบ้าน บ้างก็ไปที่สำนักงานเพื่อรายงานงานให้หัวหน้าฟัง
ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนไม่มีธุระอะไรก็เลยแวะไปร้านค้าของศูนย์โสม เดินดูของอยู่พักหนึ่ง ซื้อกระป๋องอาหารสำเร็จรูปมาสองกระป๋องกับเนื้ออีกชิ้นหนึ่ง แล้วเดินกลับบ้านไปอย่างชิลๆ
พอเดินเข้าประตูบ้าน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะร่าเริงมาจากในลาน ไม่ต้องเดาเลย ต้องเป็นพ่อตาแม่ยายมาเยี่ยมแน่ๆ
สวี่ซื่อเยี่ยนรีบก้าวเข้าไปในลานบ้านพร้อมของในมือ
แน่นอนว่าในลานมีพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายอยู่กันพร้อมหน้า สวี่เฉิงโฮ่ว โจวกุ้ยหลาน ซูเหวยจง และภรรยาซู ต่างก็พากันเล่นกับหลานสองคน หัวเราะกันสนุกสนาน
“พ่อ แม่ มาเมื่อไหร่ครับ? ผมขึ้นเขาทั้งวัน เลยไม่ได้ออกไปรับเลย”
สวี่ซื่อเยี่ยนรีบเข้าไปทักทายพ่อตาแม่ยาย
“ไม่ต้องไปรับหรอก เดี๋ยวนี้สถานีรถไฟซงเจียงเหอ มีรถลากลาเยอะมาก
เราสองคนจ่ายแค่ห้าหยวน เขาก็พาเรามาตงกังถึงที่แล้ว จะต้องไปรับอะไรกันล่ะ? งานของเธอก็ยุ่งอยู่ อย่าให้เสียการเสียงานเลย”
ซูเหวยจงเห็นหน้าลูกเขยคนที่สอง ก็ยิ้มจนหน้าบานเป็นดอกไม้บาน
เมื่อก่อนเขาคิดว่าลูกเขยคนโตทำงานดี อยู่ร้านค้ากลางในเมือง เป็นคนเมืองแท้ๆ
แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าใครก็สู้ลูกเขยคนที่สองไม่ได้ ชีวิตครอบครัวมั่นคง แถมด้วยความสามารถของตัวเองก็สอบเข้าไปทำงานที่ศูนย์โสมของรัฐได้ กลายเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิค
ได้ยินว่าระดับเงินเดือนคือเทียบเท่าเจ้าหน้าที่ระดับเจ็ด บวกกับเบี้ยเลี้ยงต่างๆ รวมแล้วได้เดือนละเกินร้อยหยวน ถือว่าสุดยอดมาก
ที่สำคัญ ลูกเขยคนนี้นิสัยดี ไม่อวดดี ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็สงบสุขุม วางใจได้เสมอ
มอบหมายงานอะไรให้เขาทำ เขาก็ทำเสร็จเรียบร้อยไม่เสี่ยง ไม่มีปัญหา แถมทำออกมายังดูดีอีกต่างหาก
อย่างเรื่องแต่งงานของลูกสาวคนที่หก คราวนี้เดิมทีซูเหวยจงยังคิดว่า แค่หาผู้ชายดีๆ จากหมู่บ้านที่สองของตงกังก็พอแล้ว ใครจะคิดว่าได้ถึงขั้นคนงานประจำของศูนย์โสม
ลูกสาวหกคนของบ้านซู คนโตแต่งไปอยู่ในเมือง คนที่สองแต่งกับคนชนบท แต่สุดท้ายลูกเขยก็ได้เป็นคนงานประจำ
ถ้าลูกสาวคนที่หกก็ได้แต่งกับคนงานอีก แบบนี้ใครจะกล้าดูถูกว่าซูเหวยจงไม่มีลูกชาย?
คนที่มีลูกชายแล้วจะเป็นยังไง? ลูกชายเขาได้เป็นพนักงานประจำรึเปล่าล่ะ?
เฮ้อ... ตอนนี้ก็เหลือแต่ลูกสาวคนที่ห้า ยังไม่รู้โชคชะตาจะไปเจอกับใครที่ไหน
เอาเถอะ ไม่ต้องคิดมากก่อน จัดการเรื่องของลูกสาวคนที่หกให้เรียบร้อยก่อน
“ช่วงนี้ยุ่งอะไรกันนักหนา? พ่อเธอบอกว่าเธอทำงานแทบไม่มีวันหยุด ศูนย์เพาะโสมยุ่งขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ซูเหวยจงหยิบเก้าอี้เตี้ยๆ มาตัวหนึ่ง แล้วเรียกสวี่ซื่อเยี่ยนให้มานั่งคุยกัน
“พ่อ เดี๋ยวค่อยคุยกันครับ ผมขอเอาของไปเก็บก่อน”
สวี่ซื่อเยี่ยนยังไม่ทันนั่ง ก็มุ่งหน้าเข้าไปในครัวก่อน เอาของในมือส่งให้ซูอันอิง
"ก็ไม่ได้มีอะไรดีนักหรอก ไอ้สองกระป๋องนั้น เอาไปกินซะละกัน
พรุ่งนี้เช้า ไปดูที่ซงเจียงเหอหน่อย ถ้ามีของกินแบบปรุงสำเร็จอะไรขาย ก็ซื้อมาเถอะ พ่อกับแม่เราเดินทางมาลำบากนะ หาของดี ๆ ให้ท่านกินบ้าง อย่าเสียดายเงินเลย"
"ไม่ต้องให้บอกหรอก ฉันเตรียมไว้ตั้งนานแล้ว เช้านี้ก็ซื้อกลับมาแล้ว เดี๋ยวจัดของนิดหน่อยก็กินได้เลย
ดูสภาพคุณสิ เลอะเทอะหัวเป็นฝุ่นตัวเป็นดินแบบนี้ วันนี้ไปทำอะไรมาบนเขาเหรอ?"
ซูอันอิงมองดูสภาพของสวี่ซื่อเยี่ยน ทั้งหัวทั้งหน้ามอมแมมไปหมด ตัวก็เลอะเต็มไปด้วยฝุ่นกับดิน ไม่รู้ว่าไปทำอะไรมา
"อย่าพูดเลย วันนี้บนเขาระเบิดตอไม้น่ะ ถึงจะอยู่ไกล แต่ก็ยังโดนฝุ่นจนได้"
ตอนขากลับ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ปัดฝุ่นปัดดินออกแล้ว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่
แรงระเบิดน่ะมันขนาดไหนกันเชียว ทั้งดิน ไม้ เศษหินกระเด็นไปทั่ว บรรยากาศมืดมัวไปหมด
ถึงสวี่ซื่อเยี่ยนจะยืนห่าง ๆ ก็ไม่ได้โดนลูกหลง แต่ก็หนีไม่พ้นฝุ่นคลุ้งเต็มหัว
เขาพูดไปพลาง ตักน้ำจากโอ่งมาล้างหัวล้างหน้า แล้วถึงเดินออกจากครัว ไปนั่งคุยกับพ่อแม่และพ่อแม่ยายที่ลานบ้าน
ซูเหวยจงก็อดถามไม่ได้ ว่าหลังจากที่ลูกเขยย้ายไปทำงานที่โรงงานโสมแล้ว ทำหน้าที่อะไรบ้าง
สวี่ซื่อเยี่ยนก็ตอบไปง่าย ๆ ว่ามีทั้งเพาะพันธุ์เทียนหมา ซี่ซิน วิจัยผลิตภัณฑ์จากโสม ฯลฯ
ตอนเริ่มต้นพูดถึงเทียนหม่ากับซี่ซิน ซูเหวยจงยังพอเข้าใจอยู่บ้าง แต่พอพูดถึงเห็ดหนี่หวันจือ เห็ดชนิดเล็กอย่างเห็ดปะการังม่วง แล้วก็พวกผลิตภัณฑ์อย่างน้ำดอกโสม น้ำอัดลมดอกโสม อะไรพวกนี้ เขาก็ฟังแล้วเหมือนฟังภาษาต่างดาว ฟังไม่เข้าใจเลย
“พี่สวี่ ฟังที่ซื่อเยี่ยนพูดแล้ว เข้าใจมั้ย? ทำไมฉันฟังไม่รู้เรื่องสักอย่างเลย?”
ซูเหวยจงหันไปมองที่พ่อของสวี่ซื่อเยี่ยน คือสวี่เฉิงโฮ่ว เห็นเขาหน้าตาเรียบเฉย คิดว่าเขาคงเข้าใจแน่ ๆ
แต่กลับกลายเป็นว่า สวี่เฉิงโฮ่วก็ส่ายหน้า "เข้าใจที่ไหนกันเล่า? เดี๋ยวนี้เขาทำอะไรพวกนั้น แค่ชื่อฉันยังไม่เคยได้ยิน
นายไม่เห็นบ้านเขารึ? ห้องในด้านทิศตะวันออก ไม่ได้วางอะไรเลย มีแค่ชั้นหนังสือตั้งอยู่ชิดผนัง
หนังสือบนชั้นนั่นไม่รู้เขาไปหามาจากไหน วันไหนที่เขาไม่ได้ไปทำงาน ก็เห็นนั่งอ่านหนังสืออยู่ตลอด
อย่างฉันนี่นะ ตัวหนังสือในหนังสือนั่นน่ะ มันรู้จักฉัน แต่ฉันไม่รู้จักมันเลย แล้วจะให้เข้าใจได้ยังไงกัน?”
สองผู้เฒ่าหันมามองหน้ากัน รู้สึกเหมือนพูดไม่ออกอย่างบอกไม่ถูก พวกเขารู้สึกเหมือนตัวเองตามโลกไม่ทันเสียแล้ว
"เฮ้อ ฉันนี่ชื่นชมซื่อเยี่ยนจริง ๆ เลยนะ มีใจมุ่งมั่นขนาดนี้
น่าเสียดาย ถ้าเขาได้ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยสักหน่อย คงดีไม่น้อย? บางทีอาจจะสอบติดก็ได้มั้ง?"
ซูเหวยจงไม่รู้เรื่องราวในอดีตของบ้านสวี่ จึงพูดออกมาแบบไม่คิดอะไร
แต่คำพูดเล่น ๆ นี้ กลับไปกระทบใจของสวี่เฉิงโฮ่วเข้าเต็ม ๆ
ใช่แล้ว ถ้าในตอนนั้นยอมให้สวี่ซื่อเยี่ยนเรียนจบมัธยมต้น ช่วงปีที่พึ่งฟื้นการสอบเกาเข่าใหม่ ๆ ยังไม่เข้มงวดมาก แค่มัธยมต้นก็สามารถสมัครสอบได้แล้ว
ด้วยความขยันแบบสวี่ซื่อเยี่ยน แบบนี้ไม่แน่อาจจะสอบติดก็ได้
ถ้าสวี่ซื่อเยี่ยนสอบติดอีกคน กลายเป็นบ้านนี้มีลูกชายสอบติดมหาวิทยาลัยถึงสองคน มันจะเป็นภาพที่งดงามขนาดไหนกัน?
"พ่อ ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอกที่จะสอบเข้ามหาลัยได้ ผมก็แค่ชอบอ่านหนังสือไปเรื่อย
ถ้าให้ผมอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัย ผมคงอ่านไปหลับไปแน่ ๆ"
สวี่ซื่อเยี่ยนเหลือบตามองสีหน้าพ่อ ก็รู้ได้ทันทีว่าพ่อกำลังรู้สึกเสียใจอยู่ เลยรีบพูดปลอบใจ
“คนเราน่ะมีโชคชะตาไม่เหมือนกัน ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? ดูสิ เงินเดือนผมยังมากกว่าคนจบมหาลัยอีกนะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นช่างเทคนิคระดับ 7 เหลือแค่ระดับเดียวก็จะเป็นระดับสูงสุดของแรงงานแล้ว
พวกคนที่จบมหาลัยใหม่ ๆ เงินเดือนก็แค่สี่ห้าสิบหยวนต่อเดือน ยังเทียบกับสวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้เลย
คนเราควรรู้จักพอ อย่าไปจมกับเรื่องที่ผ่านมาแล้ว มองไปข้างหน้า ดีกว่าเยอะ อนาคตยังอีกยาวไกล!







