ซูเมี่ยวจิ่นนอนอยู่บนเตียงแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้นอนเตียงหลังถูกพาเข้ารังโจรมาหลายวัน ทว่าเตียงนี้กลับร้อนลวกประหนึ่งธารลาวาในนรก ทำเอานางหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ
นางมุดเข้าใต้ผ้าห่ม เบียดชิดกำแพง สองแขนกอดตัวเองแน่น น้ำตาไหลอาบหน้า
หากคำสาปแช่งฆ่าคนได้ ยามนี้มู่หรงซิวคงตายไปแล้วนับร้อยครั้ง!
ซินจั๋วมองแผ่นหลังนางเงียบ ๆ เมื่อเทียบกับชีวิตน้อย ๆ ของตนแล้ว ไม่ว่ามารยาท คุณธรรม ความละอาย หรือข้อห้ามชายหญิงมิให้ใกล้ชิดกัน ล้วนไม่สำคัญทั้งสิ้น
'หากบัณฑิตใฝ่รู้กล้ามาดักซุ่มเล่นงานฉัน ฉันก็จะเอาซูเมี่ยวจิ่นมารับคมดาบ ตายดีไม่สู้ทนมีชีวิตอยู่ ฉันเป็นโจรภูเขา จะหน้าด้านแล้วทำไม!'
เขาวางดาบ ถอดรองเท้า แล้วมุดเข้าใต้ผ้าห่มเช่นกัน
'อุ่นดีเหมือนกันแฮะ'
กลิ่นกายหอมเฉพาะตัวของหญิงสาวโชยเข้าจมูก ข้างหมอนมีเรือนผมดำขลับของนางแผ่สยายอยู่
'ยามคอขาดบาดตายแบบนี้ เธอยังไม่ลืมแก้มวยผมอีก โรคย้ำคิดย้ำทำบ้าอะไรกัน?'
กระนั้น การสัมผัสกันโดยมิได้ตั้งใจก็ชวนให้รู้สึกประหนึ่งได้คลอเคลียแนบชิด
ถึงขั้นรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงเสียงหัวใจเต้นและร่างอรชรที่กำลังสั่นระริกของอีกฝ่าย
เขาพลันรู้สึกว่าท่าไม่ดีเสียแล้ว 'แบบนี้ใครจะไปทนไหว?'
'รวมสองชีวิตเข้าด้วยกัน ฉันก็ยังไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้เลย!'
'ฉันก็มิใช่มู่หรงซิวเสียหน่อย!'
'ใจเย็น! ใจเย็น!'
'จะฉวยโอกาสตอนเธอลำบากไม่ได้!'
เขาหลับตา สูดหายใจลึก แล้วสูดอีกครั้ง 'ใช่ หายใจเข้าไว้!'
'ไม่ไหว ทนไม่ไหวแล้ว!'
เขารวบกอดซูเมี่ยวจิ่น พลิกร่างนางกลับมา ก่อนทำท่าจะโถมตัวเข้าใส่
"ข้าซินจั๋วแม้เป็นโจรภูเขา แต่ก็มิได้ขี้ริ้วขี้เหร่ มู่หรงซิวกล่าวถูก ในเมื่อชื่อเสียงเจ้าด่างพร้อยไปแล้ว เหตุใดข้าต้องแบกรับข้อหานี้โดยมิได้อะไรเลย? ข้า ข้า...เจ้าวางใจเถิด ภายหน้าหากข้าสร้างชื่อได้ ข้าจะไม่มีวันปฏิบัติต่อเจ้าอย่างขาดความเป็นธรรม"
พอกล่าวจบและกำลังจะทำต่อ เขาก็เห็นใบหน้าอันสิ้นหวังของซูเมี่ยวจิ่น ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท น้ำตาเปรอะเต็มใบหน้า ดูรันทดน่าสงสารยิ่ง
เมื่อเห็นนางอยู่ในสภาพนี้ ขอเพียงจิตใจมิได้วิปริตผิดมนุษย์จนเกินไป ย่อมไม่มีผู้ใดเพิกเฉยลง
ซินจั๋วจึงสงบสติลงอย่างอดมิได้ ความสนใจพลันมลายหายไปจนสิ้น
เขาพลิกตัวไปนอนอีกด้าน "ขออภัย! ข้าวู่วามไปเอง! นอนเถิด!"
ซูเมี่ยวจิ่นพลิกกลับไปเบียดกำแพงอีกครั้ง สะอึกสะอื้นจนแทบเปล่งเสียงมิได้
"ฮ่า ๆ คือว่า..."
ซินจั๋วอยากอธิบายอะไรสักหน่อย แต่รู้สึกว่าอธิบายอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ เมื่อครู่นี้เขาคิดจะทำตัวเป็นคนถ่อยลวนลามนางจริง ๆ
เขาชำเลืองออกไปนอกหน้าต่างอย่างระมัดระวัง ก่อนวางดาบเยี่ยนหลิงไว้ข้างหมอนเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
"เฮ้อ!"
บัณฑิตใฝ่รู้กำลังเดินลงจากยอดเขา ภายในใจรู้สึกอัดอั้นยิ่งนัก
เขาแซ่ห่าวเสวีย นามเจิ้ง ผู้คนเรียกขานว่าบัณฑิตใฝ่รู้ เป็นสหายสนิทของเจ้าเมืองซูซิงหมิง ซูเมี่ยวจิ่นเติบโตมาในตระกูลซู เขาจึงเฝ้ามองนางเติบใหญ่มาตั้งแต่เยาว์วัย
แน่นอนว่าเขาย่อมรู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของซูเมี่ยวจิ่น
นางเป็นบุตรีของคนผู้นั้น และยังเป็นว่าที่สะใภ้ของตระกูลนั้น เรียกได้ว่าฐานะคู่ควรกัน หากไม่นับราชสำนักแล้ว ทั่วหล้าล้วนยกย่อง
คนผู้นั้นน่าเกรงขามอย่างยิ่งอยู่แล้ว ส่วนตระกูลนั้นแม้หลายปีมานี้จะดูตกต่ำลงบ้าง แต่ในอดีตเคยเป็นตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว ทั้งตระกูลมีผู้ทรงศักดิ์หนึ่งท่าน ปรมาจารย์สามคน จวิ้นอ๋องห้าคน ราชบุตรเขยเก้าคน อัครเสนาบดีเจ็ดคน บัณฑิตจิ้นซื่อห้าสิบแปดคน และบัณฑิตแห่งวังไท่ผิงอีกสิบห้าคน
แม้แต่ในราชวงศ์ต้าโจวซึ่งสถาปนามาสองร้อยปี ชาติตระกูลเช่นนี้ก็นับนิ้วได้
น่าเสียดายหนอ น่าเสียดาย!
เมื่อครู่นี้เขาเห็นซินจั๋วคร่อมอยู่บนร่างซูเมี่ยวจิ่น เกรงว่าทั้งสองคงได้เสียกันไปหลายหนแล้ว
นี่เป็นเรื่องถึงตายโดยแท้! ที่สำคัญ เขาเป็นผู้ใหญ่จึงมิอาจพูดเปิดโปง ต่อหน้าภาพเช่นนั้นเขาเองก็ไม่มีหน้าลงมือ ไม่เพียงช่วยซูเมี่ยวจิ่นออกมาไม่ได้ ยังอาจทำให้นางอับอายจนมิรู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด และไม่กล้าพบครอบครัวอีก
ท่านเจ้าเมืองกำชับเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เหล่าโจรภูเขาต้องถูกสังหารให้สิ้น ซูเมี่ยวจิ่นต้องได้รับการช่วยเหลือออกไป แต่ข่าวที่นางถูกโจรภูเขาจับตัวจะให้คนนอกรู้มิได้
อีกไม่นานกองกบฏเขาซยงเฟิงก็จะมาถึง เหล่ามือปราบและบ่าวไพร่กว่าสองพันคนที่มีส่วนร่วม รวมทั้งชาวเมืองทั้งเมือง เกรงว่าจะถูกลากไปฆ่าฝังกลบหลุมเพื่อปิดปาก
เรื่องนี้ยังต้องคิดอ่านกันให้รอบคอบ
…
ซินจั๋วหลับไปแล้ว ถูกต้อง เขานอนเบิกตาฝืนจนถึงเที่ยงคืน ก่อนจะผล็อยหลับไปอย่างสะลึมสะลือ
ซูเมี่ยวจิ่นมิได้หลับ นางไม่มีความง่วงแม้แต่น้อย ร้องไห้จนน้ำตาแทบเหือดแห้ง จึงค่อยฟื้นคืนสติขึ้นมาบ้าง
ซินจั๋วมิได้แตะต้องนาง นับว่ารอดพ้นเคราะห์ครั้งหนึ่ง
'แต่...ต่อให้รอดมาได้ เรื่องร่วมเรียงเคียงหมอนก็เกิดขึ้นแล้ว คัมภีร์คุณธรรมสตรีกล่าวไว้ว่า สตรีดีงามแต่โบราณมิปรนนิบัติสามีสองคน...'
'ข้าควรทำอย่างไรดี?'
นางลอบหันกลับไปมอง ซินจั๋วนอนหันหน้าเข้าหานางและหลับสนิทแล้ว มีเสียงกรนแผ่วเบา ขนตายาว ใบหน้าขาวนุ่ม และลักยิ้มงดงาม ทำให้เขาดูคล้ายเด็กหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง
ร่างกายเขาสะอาดสะอ้าน แม้แต่ลมหายใจก็ยังมีกลิ่นหอมจาง ๆ หลังผ่านการชำระไขกระดูกด้วยปราณแท้
'เด็กหนุ่มรักสะอาด หากยามกลางวันมิได้เฉลียวฉลาดและดุดันถึงเพียงนั้นก็คงดี!'
พูดกันตามตรง ในใจนางมิได้รังเกียจซินจั๋ว คู่หมั้นผู้ไม่เคยพบหน้าของนางดูเหมือนจะมีวัยไล่เลี่ยกับเขา นางอดคิดมิได้ว่า 'หากคู่หมั้นผู้นั้นเป็นเช่นซินจั๋วด้วยเล่า...'
'เหตุใดข้าจึงคิดเรื่องเหล่านี้?'
ใบหน้าของนางแดงเรื่อด้วยความขวยเขิน นางพลิกกาย หลับตาลงหมายจะนอน แต่กลับนอนไม่หลับเสียที ทั้งยังรู้สึกว่ามีสิ่งใดอยู่ใต้หมอน จึงหยิบออกมาตามสัญชาตญาณ
"บัณฑิตพิสดารแห่งอารามโบราณ?"
นางอาศัยแสงตะเกียงสลัวอ่านไปสองหน้า ช่วงแรกยังปกติดี เป็นเรื่องราวความรักอันซาบซึ้งสะเทือนใจ นึกไม่ถึงว่าจอมโจรภูเขาอย่างซินจั๋วก็เชื่อในความรักเช่นกันหรือ?
ครั้นพลิกไปยังหน้าถัดไป...
ดวงตาคู่งามของนางพลันเบิกกว้าง ใบหน้าแดงก่ำประหนึ่งลูกพลับสุก นางรีบหลับตาแล้วซ่อนหนังสือเล่มนั้นทันที
ผ่านไปครู่ใหญ่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงหยิบมันขึ้นมาอ่านต่ออีกครั้ง
'ช่างน่าละอายเหลือเกิน!'
'สตรีเหล่านี้ไม่รู้จักมารยาท คุณธรรม และความละอายกันบ้างหรือ? เหตุใดจึงทำเช่นนี้? ทุกที่ทุกเวลา...พวกนางไม่มีสามีกันหรืออย่างไร?'
'ดูต่อมิได้แล้ว!'
นางพลิกตัวกลับไปกลับมา ไม่รู้ว่าผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อใด
…
ซินจั๋วฝันร้าย เขาฝันเห็นคนประหลาดสวมเกราะทั้งร่าง อุ้มปืนแกตลิงกราดยิงใส่เขาไม่หยุด เขาบาดเจ็บปางตาย คนผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ ก่อนหยิบเครื่องเป่าผมออกมาเป่าหน้าเขา
เขาลืมตาพรวดขึ้นมา ก็พบว่าตรงหน้ามีใบหน้าหนึ่งเช่นกัน ทั้งงดงามและขาวผ่อง เปลือกตาบวมเล็กน้อยเพราะเพิ่งตื่นจากนิทรา
ปลายจมูกงามแตะอยู่บนจมูกของเขา ลมหายใจทั้งหมดรินรดลงบนใบหน้า
'แล้วมือเรียวคู่นี้ที่กำคอเสื้อฉันอยู่มันเรื่องอะไรกัน?'
พอดีกับที่ซูเมี่ยวจิ่นส่งเสียงคราง "อือ..." แล้วตื่นขึ้นมา
ทั้งสองสบตากัน ก่อนร้อง "อ๊า!" พร้อมกันแล้วผุดลุกถอยห่าง
"เรื่องนี้โทษข้ามิได้ ข้ามิได้ขยับ เป็นเจ้าที่พลิกตัวเข้ามาแนบข้าก่อน เหตุผลเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่?"
ซินจั๋วอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
ซูเมี่ยวจิ่นก้มหน้า รีบปัดตามร่างกายแล้วตรวจดูความรู้สึก ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดผิดแปลก สองมือกำผ้าห่มแน่น นางยากจะอธิบายว่าภายในใจรู้สึกเช่นไร
'เศร้าหรือ? ข้าชาไปหมดแล้ว!'
ซินจั๋วถอนหายใจโล่งอก ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าและรองเท้า ก่อนรีบไปมองออกนอกหน้าต่าง โชคดีที่เจ้าพวกนั้นมิได้แอบดู
ยามนี้หานจิ่วหลางกำลังต้มมันฝรั่งเป็นอาหารเช้า ส่วนชุยอิงเอ๋อร์กับหานชีเหนียงไม่อยู่ คงลงไปเฝ้าระวังที่เชิงเขาแล้ว
ส่วนหวงต้ากุ้ยกับไป๋เจียนซี่วางท่าราวกับจอมยุทธ์เจนโลก กำลังสั่งสอนบางอย่างแก่มู่หรงซิว
มู่หรงซิวคงเห็นว่าปล่อยสาบเสื้ออ้าไว้ไม่เหมาะ จึงกลับคืนสู่ท่าทางสง่างามเจ้าสำราญดังเดิม เขาไม่เพียงมิรังเกียจรังโจร กลับสนใจอย่างยิ่ง "อ้อ! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ วิเศษแท้ ดี ๆ ๆ ช่างตื่นเต้นนัก พี่ชายทั้งสอง..."
อาหารเช้ามีเพียงมันฝรั่ง ผลไม้แห้งและผลไม้เชื่อมถูกกินจนหมดแล้ว มันฝรั่งพวกนี้ไป๋เจียนซี่ปลูกเอง แต่ละหัวใหญ่กว่าไข่นกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ซินจั๋วยังจำขึ้นใจว่าบัณฑิตใฝ่รู้อาจซุ่มโจมตีตน แม้แต่ตอนกินอาหารก็ยังลากซูเมี่ยวจิ่นมานั่งด้วยกัน
ซูเมี่ยวจิ่นคิดจะปฏิเสธ แต่กลับฝืนสถานการณ์มิได้ อีกทั้งท้องยังหิวโหยเหลือเกิน
หวงต้ากุ้ย มู่หรงซิว และคนอื่น ๆ มองมาด้วยสายตาแปลกประหลาด ชำเลืองมองไปมามิหยุด ไม่รู้ว่าเมื่อเช้าตรู่สนทนาเรื่องลามกสกปรกอันใดกัน
ซินจั๋วยังคงพะวงถึงเรื่องวิญญาณสังเวยแห่งบ่อชมจันทร์ จึงถามว่า "มู่หรง ข้าคิดจะให้พวกเขาขึ้นมาเจรจากับข้าต่อ แล้วตัดทัณฑ์ทรมานแม่นางซูออก เจ้าว่ามีโอกาสสำเร็จมากเพียงใด?"
เรื่องเจรจาเพื่อตัดทัณฑ์ทรมานนี้ไม่อาจทนต่อการขบคิดอย่างถี่ถ้วน หากคนเบื้องล่างคิดหาวิธีอื่นได้ พวกเขาทั้งหมดก็จะตกอยู่ในสภาวะอันตรายที่ไม่มั่นคง
เมื่อพูดถึงเรื่องสำคัญ มู่หรงซิวก็วางตะเกียบ ครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วกล่าวว่า "เกรงว่าความหวังจะไม่มากนัก พวกเขาจับความคิดของประมุขใหญ่ไม่ถูก รู้สึกว่าเรื่องนี้ชวนงุนงงยิ่ง ตอนนี้จึงคิดเพียงสังหารประมุขใหญ่ให้ตายในการโจมตีเดียวขอรับ"
"พวกเขาไม่ยอมทำตาม มิกลัวว่าข้าจะลงมือกับแม่นางซูจริง ๆ หรือ?" ซินจั๋วเหลือบมองซูเมี่ยวจิ่นซึ่งกำลังก้มตา สำรวมใจไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
"พวกเขาคงคิดตกแล้วขอรับ!"
มู่หรงซิวกล่าวว่า "นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ต่อให้ร่างกายของแม่นางซูแปดเปื้อนก็แปดเปื้อนไปแล้ว อีกทั้งหากท่านคิดจะสังหารแม่นางซูจริง คงไม่รอมาหลายวันถึงเพียงนี้!"
"พวกเขาเดาได้ว่าท่านเป็นคนฉลาด ย่อมไม่ละทิ้งเบี้ยต่อรองอย่างแม่นางซูโดยง่าย ดังนั้นจึงมิได้นึกร้อนใจนัก"
"ยิ่งกว่านั้น ต่อให้บัณฑิตใฝ่รู้ลอบโจมตีแล้วสังหารท่านมิสำเร็จก็ไม่เป็นไร พวกเราเป็นคนกลุ่มแรกจากเมืองเอกที่มาถึง ภายหลังยังมียอดฝีมือทยอยเดินทางมาอีกขอรับ!"
ซินจั๋วขมวดคิ้วถามว่า "คนที่มีขั้นสูงที่สุดในเมืองเอกอยู่ขั้นใด?"
มู่หรงซิวชูสองนิ้ว "ขั้นหกขอรับ ในเมืองเอกมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเก้าและขั้นแปดอยู่ทั่วทุกแห่ง แต่ขั้นเจ็ดเป็นเส้นแบ่งสำคัญของผู้ฝึกยุทธ์ จำต้องเปิดเส้นลมปราณแปลกใหม่หกสาย เช่น จิน เกิ้น เซอ จี และอื่น ๆ จนสามารถปล่อยปราณแท้ออกนอกร่าง พลังต่อสู้จึงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นผู้ที่เหนือกว่าขั้นเจ็ดจึงมีน้อยยิ่ง ส่วนขั้นห้ายากเย็นยิ่งกว่า ไม่มีเลยขอรับ!"
ขั้นหก...
ซินจั๋วครุ่นคิด 'เช่นนั้นต้องใช้วิญญาณสังเวยกึ่งขั้นเจ็ดกับขั้นเจ็ดรวมกันสักเท่าใด?'
ทันใดนั้น เสียงสบถด่าอันประหลาดและแสบแก้วหูก็ดังมาจากเบื้องล่างยอดเขา







