ต่างจากมื้อเช้ามันฝรั่งอันแสนอบอุ่นกลมเกลียวของค่ายพิชิตมังกร ค่ายทหารหลวงและกองหนุนใต้ยอดเขากลับถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศหม่นหมอง
แม่นางซูตกอยู่ในรังโจร เริ่มจากหัวหน้ามือปราบทั้งหกถูกหัวหน้าโจรเอาชนะทีละคน ทหารนับพันจึงเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
จากนั้นกองหนุนก็มาถึงพร้อมขุมกำลังอันหรูหรา ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่าคุณชายใหญ่มู่หรงจะหันไปเข้ากับโจรเสียได้
ผ่านไปเต็มหนึ่งคืน ซูเจ๋อเฟิ่ง หยวนโหย่วหรง และเหล่าหัวหน้ามือปราบก็ยังทำใจไม่ได้ ต่อให้คิดจนหัวแทบแตกก็ไม่เข้าใจว่ามู่หรงซิวเกิดผิดเพี้ยนตรงไหน
เรื่องนี้บั่นทอนขวัญกำลังใจอย่างรุนแรงเหลือเกิน!
ชั่วขณะหนึ่งทุกคนจนปัญญา ส่วนบัณฑิตใฝ่รู้ผู้สุขุมรอบคอบเอาแต่นั่งสมาธิ แม้แต่ตายังไม่ยอมลืม
ซูเจ๋อเฟิ่งผู้ร้อนใจพลันเกิดความคิดวาบขึ้นมา จึงเลือกคนเสียงห้าวมาหลายคนให้ตะโกนด่าขึ้นไปบนยอดเขา
เขารู้สึกว่าวิธีนี้ไม่เลว การตะโกนด่าหน้าสองทัพเพื่อล่อศัตรูออกจากเขาก็นับเป็นกลศึกอย่างหนึ่ง
อีกทั้งฝ่ายตนมีคนมาก สามารถผลัดกันใช้ "วิชาคลื่นเสียง" ทำให้พวกโจรภูเขามึนงงได้ เมื่ออีกฝ่ายรำคาญจนทนไม่ไหว ฝ่ายตนก็จะพลิกจากรับเป็นรุก
ด้วยเหตุนี้ เหล่ามือปราบซึ่งเดิมเป็นพวกอันธพาลเสเพลจึงได้มีโอกาสแสดงฝีมือเสียที
"ไอ้โจรชั่วบนเขา พวกเจ้าสิ้นมนุษยธรรม ทำชั่วทุกอย่าง ต่ำยิ่งกว่าหมูหมา เป็นเด็กสามขวบไร้แม่ กินอาหารหมู ก้นเต็มไปด้วยแผลเน่า พอบีบทีเดียวหนองก็พุ่งเปื้อนแม่พวกเจ้าไปทั้งตัว วะฮ่าๆ..."
คนด้านล่างกำลังด่ากันอย่างสนุกปาก แต่คาดไม่ถึงว่าโจรสาวร่างเล็กบนยอดเขาซึ่งดูร้อนแรงดั่งพริกเม็ดน้อยจะเท้าเอว เบิกดวงตาดอกท้อกว้าง แล้วตะโกนโต้กลับว่า "ไสหัวไปเสีย ไอ้พวกปากหมา! สวมเครื่องแบบทางการเสียเปล่า แต่กลับวางอำนาจทำตัวเยี่ยงหมูหมาอันธพาล
หน้าตาก็อัปลักษณ์ ปากหนาเทอะทะ บุรุษเป็นโจร สตรีเป็นหญิงขายตัว แม่พวกเจ้าก็ติดกามโรค ยังคิดเลียนแบบผู้อื่นมาเป็นมือปราบ ไปกินขี้หมาเสียเถอะ...ฮึ!"
ท่าทางเท้าเอวแล้วร้อง "ฮึ" ในตอนท้ายช่างน่ารักอยู่บ้าง แต่คำด่าจากปากกลับร้ายกาจไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
ใต้ยอดเขาพลันเงียบกริบไปชั่วขณะ
เหล่ามือปราบเคยถูกผู้ใดด่าเช่นนี้เสียที่ไหน คนที่กล้าด่าพวกเขาล้วนถูกจับโยนเข้าคุกไปหมดแล้ว
ซูเจ๋อเฟิ่งเดือดดาล "อย่าหยุด ด่าต่อไป!"
เหล่ามือปราบจึงได้แต่เปิดฉากด่าต่อ ต่างขุดสารพัดถ้อยคำหยาบคายออกมาใช้จนหมดสิ้น
ด้วยฝ่ายนั้นมีคนมากกว่า ไม่นานเสียงของหานชีเหนียงก็ถูกกลบจนมิด
เห็นทีนางกำลังจะต้านไม่ไหว
ทว่าในเวลานั้นเอง โจรภูเขาอีกหลายคนก็เดินออกมาบนยอดเขา มู่หรงซิวอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ก่อนจะได้ยินเขาตวาดกึกก้องว่า "ย่าห์!"
เสียงตวาดนั้นประหนึ่งฟ้าผ่าลงบนพื้นราบ สะเทือนจนหูของเหล่ามือปราบอื้ออึง
จากนั้นก็เห็นเขายกมือใหญ่ขึ้นชี้
"ไอ้เด็กผีตูดเน่า หัวมีหนองไหล ฝ่าเท้ามีแผล ลูกตาขึ้นฝี ลูกที่คลอดมาก็ไร้รูทวาร เมียแอบคบชู้
แม่คลอดพวกเจ้ามา บิดาก็ตาย พี่สาวเป็นหญิงขายตัว พี่ชายเป็นแมงดา ฮ่าๆ ขุดเจอหมา กินทารกตายคลอด ดื่มน้ำมูก ทั้งตัวเต็มไปด้วยแผล แบร่ๆๆ..."
เขาไม่ได้เพียงด่าเท่านั้น แต่ยังแคะจมูก แลบลิ้น โก่งก้น แล้วหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
ลูกเล่นนี้ช่างเหนือชั้นเหลือเกิน พลังต่อสู้พุ่งทะลุขีดจำกัดในชั่วพริบตา
ฝูงชนมืดทะมึนใต้ยอดเขาเคยเห็นภาพเช่นนี้ที่ใดกัน เมื่อวานมู่หรงซิวยังเป็นคุณชายรูปงามสง่าผ่าเผย แต่วันนี้กลับแสดงท่าทางราวกับผีบ้า ทุกคนจึงตะลึงค้างไปทันที!
ซินจั๋วจับมือซูเมี่ยวจิ่น ยืนดูเรื่องสนุกอยู่ข้างหลังนางห่างจากฝูงชน ไม่เปิดโอกาสให้บัณฑิตใฝ่รู้ลอบเล่นงานอย่างเด็ดขาด
"เจ้า..."
ใบหน้าของซูเมี่ยวจิ่นเดี๋ยวแดงซ่าน เดี๋ยวซีดขาว นางพยายามสะบัดมือให้หลุดแต่ก็ไม่สำเร็จเสียที จึงได้แต่ทั้งขุ่นเคืองทั้งโมโห ปล่อยให้เขาจับต่อไป
เวลานี้ซินจั๋วไม่มีแก่ใจสนใจความรู้สึกของซูเมี่ยวจิ่นแม้แต่น้อย เขาเพียงรู้สึกว่า 'ให้ตายสิ! มู่หรงซิวโชว์เหนือเกินไปแล้ว ระดับนี้แม้แต่ข้าก็อาจมิใช่คู่ต่อสู้!'
มู่หรงซิวยืนด่าอยู่นานครึ่งชั่วยามจนเสียงแหบ ทำเอาเหล่ามือปราบด้านล่างตาค้างพูดไม่ออก จากนั้นจึงหันกลับมารับสายตาของทุกคนแล้วแสยะยิ้มอย่างเย่อหยิ่ง "วันนี้ข้าถึงได้รู้ว่าข้าคือตัวข้า ความรู้สึกนี้ช่างยอดเยี่ยม! พวกเจ้ามองข้าทำไม?"
ซินจั๋วยิ้มบางๆ เห็นทีควรเลื่อนตำแหน่งให้มู่หรงซิวเป็นประมุขห้า ภายหน้าจะได้มีหน้าที่ด่าปะทะกับผู้อื่นโดยเฉพาะ ค่ายพิชิตมังกรของข้าจะแพ้ในการต่อสู้ก็ได้ แต่เรื่องด่าคนจะพ่ายแพ้มิได้เด็ดขาด
โจรภูเขากับเหล่ามือปราบผลัดกันลงสนามด่าทอกันตลอดทั้งวัน เรียกได้ว่าสูสีกินกันไม่ลง
ระหว่างนั้นซินจั๋วพยายามเกลี้ยกล่อมให้เจรจากันต่อ เพราะวิญญาณสังเวยยังมีที่ว่าง แต่เรื่องกลับเป็นดังที่มู่หรงซิวกล่าว ฝ่ายใต้ยอดเขาไม่ยอมหลงกลนี้อีกแล้ว
เมื่อราตรีมาเยือน ทั้งสองฝ่ายจึง "พักศึก"
ซินจั๋วแอบยืนอยู่ในมุมมืดอันลับตา คอยสังเกตการณ์ใต้ยอดเขา เขารู้สึกว่าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่เข้าที
มีแต่โจรจ้องปล้นคน มิยักมีผู้ใดคอยระวังโจรได้พันวัน
อีกทั้งเมืองประจำฝู่อาจส่งกำลังหนุนมาเพิ่มอีก ถึงเวลานั้น...
เขากลับเข้าห้องพร้อมความลังเลเต็มหัวใจ ซูเมี่ยวจิ่นล้างถ้วยชาม ล้างหน้า และไม่รู้ว่าผ่านการต่อสู้ในใจมาเช่นไร นางจึงขึ้นเตียงล่วงหน้าแล้วมุดเข้าไปในผ้าห่ม เมื่อเห็นเขาเข้ามาก็ดูคล้ายไม่รู้จะเผชิญหน้าอย่างไร จึงรีบดึงผ้าห่มขึ้นคลุมหน้า
นี่มัน...
กล่าวไปแล้ว คุณหนูจากตระกูลใหญ่ซึ่งรู้หนังสือเข้าใจมารยาทก็ว่าง่ายอยู่ไม่น้อย
ซินจั๋วยิ้ม ถอดรองเท้า แล้วสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม
ทั้งสองนอนเคียงไหล่กันโดยไม่มีผู้ใดพูดจา ชวนให้รู้สึกราวกับเป็นสามีภรรยาที่อยู่กินกันมานาน
"ยังไม่ดึก คุยอะไรกันสักหน่อยดีหรือไม่?" ซินจั๋วเอ่ย
ซูเมี่ยวจิ่น "..."
"เจ้าว่าเราสองคนเป็นเช่นนี้กันแล้ว ภายหน้าเจ้าจะออกเรือนได้อย่างไร?"
"ไม่ใช่กงการของเจ้า!"
"เปลี่ยนเรื่องก็แล้วกัน เหตุใดเจ้าจึงไม่ฝึกยุทธ์? หากมีวรยุทธ์ขั้นเจ็ดหรือแปด ผู้ใดจะจับเจ้าได้?"
"..." ซูเมี่ยวจิ่นคล้ายถูกคำพูดนี้สะกิดความคิดบางอย่าง จึงตกอยู่ในภวังค์
"ไม่พูดอีกแล้วหรือ?"
"ท้องข้าเจ็บ! ไม่อยากพูด"
"ท้องเจ็บหรือ? หรือว่าระดูมาแล้ว?"
"...ใช่!"
เดิมทีนี่เป็นเรื่องยากจะเอ่ยปาก แต่เมื่อซูเมี่ยวจิ่นพูดออกมา นางกลับไม่รู้สึกหนักใจเลย ยังมีสิ่งใดเลวร้ายไปกว่าสภาพของนางในตอนนี้อีกหรือ?
"มาตั้งแต่เมื่อใด?"
"เที่ยงวัน!"
"ดื่มน้ำอุ่นให้มากๆ!"
"?"
จากนั้นก็ไม่มีอะไรต่อ
ซินจั๋ว "คร่อก~"
ซูเมี่ยวจิ่นหันไปมองเขา เมื่อแน่ใจว่าเขาหลับจริงๆ ก็ย่นจมูกทำหน้าดุร้าย ก่อนจะใช้ปลายเท้าสะกิดเท้าของเขาเบาๆ เพียงครั้งเดียว
"ให้เจ้าวางท่า ให้เจ้าจับมือข้า ข้าจะเตะเจ้าให้ตายเลย"
จากนั้นนางกลับแอบหัวเราะออกมาอย่างไร้สาเหตุ
ครู่ต่อมาก็ตีหน้าเคร่ง ขมวดคิ้วแน่น ราวกับตกใจกับความคิดประหลาดของตนเอง
'เหตุใดข้าจึงเป็นเช่นนี้? บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว ข้าคงบ้าไปจริงๆ'
ดึกสงัดไร้สรรพเสียง!
ภายในลานเรือนอันเงียบสงบด้านนอก จู่ๆ ก็มีเสียงแหวกอากาศเบาๆ ดังขึ้น ตามด้วยเสียงนกชนิดหนึ่งกระพือปีก
"ประมุขใหญ่?"
เป็นเสียงของมู่หรงซิว
ซินจั๋วสะดุ้งตื่นฉับพลัน มือคว้าด้ามดาบ ก่อนหันไปมองซูเมี่ยวจิ่นซึ่งเบียดเข้ามาแนบชิดเขาอีกครั้งด้วยท่าทางหลับใหลน่าเอ็นดู แล้วจึงลุกจากเตียงเดินไปข้างประตู "มีเรื่องอันใด?"
"เมื่อครู่บัณฑิตใฝ่รู้มาที่นี่ แต่ถูกข้าทำให้ตกใจหนีไปแล้วขอรับ"
น้ำเสียงของมู่หรงซิวเจือความตึงเครียด "ข้าได้รับสารจากพิราบของทางบ้าน เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ"
ซินจั๋วเดินออกไปอย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้อื่นจึงยืนเรียงเป็นแนวเดียวกับมู่หรงซิว "เรื่องใหญ่อันใด?"
"กองทัพกบฏแห่งเขาซยงเฟิงกำลังโจมตีตำบลชีเสียทางตะวันออกของตัวเมือง กองทัพนอกเมืองยกไปปราบแล้วขอรับ"
มู่หรงซิวถูมือไปมา "เจ้าเมืองมีคำสั่งด่วน เรียกเหล่ามือปราบกลับไปรักษาความสงบ!"
"ไม่ช่วยแม่นางซูแล้วหรือ?"
ซินจั๋วประหลาดใจ หากอีกฝ่ายถอดใจไม่เอาอะไรแล้ว สถานการณ์ก็จะกลับมามีทางออกอีกครั้ง
"ย่อมต้องช่วย! เพียงเปลี่ยนเป็นยอดฝีมือจากสี่ตระกูลใหญ่ มีขั้นแปดราวสามสิบคน ขั้นเจ็ดหกคน ส่วนท่านปู่ของข้าเพราะเรื่องของข้า...จึงมาด้วย ท่านเป็นยอดฝีมือขั้นหก และสั่งให้ข้ากลับไปเข้ากองทัพ ฆ่าโจรสร้างผลงานเพื่อไถ่โทษขอรับ"
เมื่อมู่หรงซิวกล่าวถึงตรงนี้ แม้อยู่ใต้แสงจันทร์ก็ยังมองเห็นความเจ็บปวดและสับสนบนใบหน้าของเขา
"เจ้าอยากกลับไปแล้วหรือ?" ซินจั๋วถามเสียงเย็น
มู่หรงซิวส่ายหน้าแล้วตอบอย่างหนักแน่น "กลับไปไม่ได้แล้วขอรับ ข้าหันมาเข้ากับโจรต่อหน้าผู้คนมากมาย ชื่อเสียงมีมลทินไปแล้ว ต่อให้กลับไปก็มีแต่ถูกเยาะเย้ย อยู่มิสู้ตาย
อีกทั้งข้าอยากเป็นโจรภูเขาจากใจจริง ชีวิตโจรภูเขาช่างอิสระสำราญ ประมุขใหญ่โปรดอย่าเข้าใจผิดขอรับ ที่ข้าอยากพูดแท้จริงคือ...พวกเราหนีกันเถอะ คนเหล่านั้นจะมาถึงในคืนพรุ่งนี้"
ซินจั๋วนิ่งเงียบ อันที่จริงเขาก็มีความคิดคล้ายกัน ได้ประโยชน์แล้วก็ควรรู้จักหยุด ทว่ายังอดถามอย่างไม่ยอมตัดใจไม่ได้ว่า "เจ้าคิดว่าแม้เรามีแม่นางซูอยู่ในมือ ก็ยังควบคุมพวกเขาไม่ได้หรือ?"
มู่หรงซิวตอบว่า "มิใช่ควบคุมไม่ได้ แต่สตรีในห้องผู้นั้นมีภูมิหลังยิ่งใหญ่เกินไป ไม่มีผู้ใดกล้าทำร้ายนาง เพียงแต่คราวนี้ผู้ที่มาล้วนเป็นยอดฝีมือ มีเรื่องไม่คาดฝันได้มากเกินไป หากถูกพวกเขาไล่จี้ติด พวกเราจะหนีไม่พ้น
แต่ก็มีข้อดีอยู่ประการหนึ่ง พวกเขามิใช่คนของทางการ จึงไม่อาจระดมกำลังทั่วทั้งเมืองมาปิดล้อมระหว่างทางได้ ขอเพียงเรามุดเข้าไปซ่อนในซอกเขา พวกเขาก็หาไม่พบ กระทั่งยังไปปล้นสะดมตามภูเขาลูกอื่นอย่างสำราญได้ด้วย!"
"หากเป็นเช่นนี้ ย่อมพาซูเมี่ยวจิ่นไปด้วยไม่ได้กระมัง?"
"ย่อมไม่ได้ ทิ้งนางไว้เถอะขอรับ มิฉะนั้นพวกเราจะถูกไล่ฆ่าไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว!"
"ต่อให้ทิ้งนางไว้ พวกเขาจะปล่อยเราหรือ?"
"ไม่ขอรับ!" สีหน้ามู่หรงซิวกระอักกระอ่วน "คราวนี้ทางการเสียหน้าอย่างหนัก ตระกูลหยวนก็ขาดทุนย่อยยับ ข้ายังแปรพักตร์มาอีก เกรงว่าตระกูลข้าคงไม่ยอมเลิกราเช่นกัน แต่หากทิ้งซูเมี่ยวจิ่นไว้ อย่างน้อยสถานการณ์ก็จะไม่คับขันถึงเพียงนั้น!"
"เอาเถอะ ข้าจะลองคิดดู เจ้าไปพักผ่อนแต่หัวค่ำเสีย!"
ซินจั๋วหมุนตัวกลับเข้าห้อง หากไม่ถูกระดมกำลังมาปิดล้อมทั่วทุกแห่ง ก็เท่ากับขจัดความกังวลภายหลังเรื่องการหลบหนีได้
แผนเพิ่มพูนพลังของเขาจึงนับว่าสิ้นสุดลงเท่านี้ มิใช่ทุกคนจะยอมเล่นตามแผนของเขา โลกนี้ไม่มีเรื่องดีใดเป็นไปตามใจคิดง่ายๆ จริงด้วย
ยอดฝีมือขั้นแปดราวสามสิบคน ขั้นเจ็ดหกคน แล้วยังมีผู้เฒ่าขั้นหกอีกหนึ่งคน 'ช่างให้เกียรติข้าเสียจริง!'
'เอ๊ะ? หรือจะเชือดเจ้าพวกนี้แล้วใช้เลื่อนขั้นดี?'







