การซ้อมในช่วงบ่าย กงชิงอี๋ใจลอยไม่มีสมาธิ เธอยืนอยู่บนเวทีสวมหูฟัง เสียงดนตรีประกอบเพลง "โม่" ดังอยู่ข้างหู แต่พอร้องถึงท่อนฮุกที่ว่า "ฉันถูกความรักตัดสินให้โดดเดี่ยวไปตลอดชีวิต ไม่ตอบโต้ ไม่ปล่อยมือ วงกลมที่วาดไม่เคยจบสิ้นใต้ปลายพู่กัน วาสนาที่เติมไม่เคยเต็มในหัวใจ คือเธอ" จู่ๆ เธอก็หยุดชะงักไป
"อาจารย์กงครับ?"
ช่างเสียงที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าสงสัย "คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?"
กงชิงอี๋ส่ายหน้า "ฉันเหม่อไปหน่อยค่ะ ลองอีกรอบนะคะ"
ช่างเสียงพยักหน้า ยิ้มแล้วบอกว่าเขาคิดว่าเสียงออกมาดีมากเลย จากนั้นก็เริ่มใหม่อีกครั้ง ทว่าไม่รู้ทำไม กงชิงอี๋ถึงไม่สามารถทุ่มเทสมาธิได้อย่างเต็มที่ พอร้องถึงท่อนฮุกก็หยุดไปอีก
ช่างเสียงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ตัดเสียงดนตรีประกอบออก
ภายในห้องซ้อมเงียบสงบลง กงชิงอี๋ถอดหูฟังออกด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย เอ่ยขอโทษว่า "วันนี้สภาพฉันไม่ค่อยพร้อม พรุ่งนี้เราค่อยซ้อมกันใหม่นะคะ ลำบากทุกคนแล้วค่ะ"
"ครับๆ"
"อาจารย์กงสู้ๆ นะครับ"
หลังจากบอกลาทีมงาน กงชิงอี๋ก็เดินลงจากเวทีด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น พอรู้สึกตัวอีกที เธอก็พบว่าตัวเองเดินมาถึงหน้าประตูห้องพักของกู้สิงเสียแล้วโดยไม่รู้ตัว
เธอตบหน้าผากตัวเองด้วยความหงุดหงิด และรีบหันหลังกลับทันที
โถงทางเดินเงียบสงัด เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังเป็นจังหวะชัดเจน ราวกับเสียงหัวใจของกงชิงอี๋ เมื่อกลับมาถึงห้องพักของตัวเองและเห็นกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิบนโต๊ะ จู่ๆ เธอก็กัดฟันกรอด
สองนาทีต่อมา
กงชิงอี๋กลับมายืนอยู่หน้าประตูห้องพักของกู้สิงอีกครั้ง ในมือบีบกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิของอีกฝ่ายไว้แน่น ของยังไงก็ต้องคืนเจ้าของ ถึงแม้ชาข้างในเธอจะดื่มหมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่วันนี้เธอก็ชงแก้วใหม่มาให้ด้วย
กงชิงอี๋คิดในใจเช่นนั้น
ทว่าพอมายืนอยู่หน้าประตูห้องพักของกู้สิงจริงๆ กงชิงอี๋ก็ลังเลขึ้นมาอีก คืนให้เขาแล้วเธอควรจะพูดอะไรดีล่ะ?
พูดว่า "เอาของมาคืน"?
แล้วความหมายที่เธอมาที่นี่คืออะไรกัน?
ถ้าแค่เอากระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิมาคืน เธอให้ผู้ช่วยเอามาส่งก็ได้ หรือฝากทีมงานมาให้ก็ได้ หรือแม้กระทั่งวางทิ้งไว้หน้าประตูห้องซ้อมของกู้สิงก็ยังได้
ไม่มีความจำเป็นต้องมาด้วยตัวเองเลยสักนิด
แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว กงชิงอี๋ไม่อยากคิดอะไรให้มากความ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเคาะประตู
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงของกู้สิงดังลอดออกมาจากข้างใน ทุ้มต่ำและอู้อี้เล็กน้อยเมื่อผ่านบานประตู
"เชิญครับ"
จู่ๆ กงชิงอี๋ก็รู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก เธอกำกระบอกน้ำแน่น ผลักประตูเดินเข้าไป
กู้สิงนั่งอยู่บนโซฟา ในมือถือโน้ตเพลงกับปากกา บนโต๊ะกระจกตรงหน้ามีต้นฉบับเพลง "เสี่ยวฟาง" ฉบับดัดแปลงกางอยู่ บนนั้นเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนแก้ไข สายตาของเธอหยุดอยู่ที่กระดาษแผ่นนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนไปที่ใบหน้าของเขา
"อาจารย์กง?"
กู้สิงมองกงชิงอี๋ สีหน้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่มียิ้มและไม่ได้ขมวดคิ้ว เพียงแค่มองเธอเงียบๆ
"เมื่อวานคุณลืมกระบอกน้ำไว้ที่ห้องฉันน่ะค่ะ"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเป็นงานเป็นการของกู้สิง กงชิงอี๋ก็รู้สึกไม่ค่อยดีในใจนัก เธอเดินเข้าไปวางกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิลงบนโต๊ะกระจก
"คืนให้ค่ะ น้ำนี่เพิ่งชงวันนี้ ดื่มได้นะคะ"
กู้สิงปรายตามองกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมินั้นแวบหนึ่ง เอ่ยคำว่า "ขอบคุณครับ" แล้วก็ก้มหน้าดูโน้ตเพลงของตัวเองต่อไป
กงชิงอี๋หันหลังเตรียมตัวจากไป
ตอนที่เดินมาถึงประตู ฝีเท้าของกงชิงอี๋ก็ชะงักไปเล็กน้อย นิ้วมือที่อยู่ข้างลำตัวกำเข้าหากัน ก่อนจะค่อยๆ คลายออก
"กู้สิง"
กงชิงอี๋เรียกชื่อเขา
กู้สิงเงยหน้าขึ้นมองเธอ ยังคงเป็นสีหน้าแบบเดิม เรียบเฉย สุภาพ ราวกับกำลังมองเพื่อนธรรมดา หรือเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง
"มีท่อนหนึ่งที่ฉันร้องได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คุณช่วยฟังให้หน่อยได้ไหมคะ?"
พูดจบประโยคนี้กงชิงอี๋ก็รู้สึกเสียใจทันที ข้ออ้างนี้มันฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย เมื่อวานพวกเขาตกลงกันแล้วว่าจะรักษาระยะห่าง แถมเธอยังเป็นคนเสนอเรื่องนี้เองด้วย
แต่ตอนนี้เธอกลับมาหากู้สิงเสียเอง ช่างเป็นคนที่โลเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจริงๆ
กู้สิงจะรู้สึกได้ใจไหมนะ ถ้าเดี๋ยวเขาเกิดลวนลามหยอกล้อเธอหนักกว่าเดิม เธอจะยังมีความกล้าพอที่จะปฏิเสธอีกครั้งหรือเปล่า?
"อ้อ"
กู้สิงมองกงชิงอี๋อยู่ไม่กี่วินาที แล้วถามว่า "ตรงไหนครับ?"
กงชิงอี๋ชะงักไป เธอไม่คิดว่ากู้สิงจะถาม เธอแค่หาข้ออ้างส่งๆ ไปเท่านั้น ไม่ได้เตรียมใจมาเลยว่าจะบอกว่าท่อนไหน
"คือ..."
กงชิงอี๋พยายามเค้นสมองหาจุดที่พอจะถามได้ แต่ในหัวกลับขาวโพลนไปหมด "ท่อนฮุกช่วงที่สองลมหายใจยังดูแปรปรวนอยู่นิดหน่อย คราวก่อนคุณบอกว่าฉันใช้แรงมากไป ฉันเลยลองลดลงมาดู แต่พอลดแล้วก็รู้สึกว่าอารมณ์มันไม่ถึงค่ะ"
เธอพูดตะกุกตะกัก เหมือนเป็นข้ออ้างที่เพิ่งแต่งขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ
ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นข้ออ้างที่เพิ่งแต่งขึ้นมาจริงๆ เพลงนี้กงชิงอี๋ฝึกจนชำนาญมากแล้ว ขอแค่ตอนขึ้นเวทีไม่ใจลอยก็ไม่มีทางพลาดแน่นอน
กู้สิงฟังจบก็ไม่ได้พูดอะไร เขาหยิบกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิขึ้นมาบิดฝาแล้วดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง
กงชิงอี๋นึกขึ้นได้ว่าตัวเองเคยแอบใช้กระบอกน้ำนี้ดื่มน้ำ ก็อดรู้สึกผิดสังเกตไม่ได้ หัวใจเต้นแรงขึ้นมาหลายจังหวะ แต่คำพูดต่อมาของกู้สิง กลับทำให้เธอใจหายวาบในพริบตา
"คุณไปถามอาจารย์หลิวจัวเหวินดูก็ได้ครับ"
กู้สิงวางกระบอกน้ำลง แล้วเอ่ยแนะนำกงชิงอี๋ "เขาเป็นผู้อำนวยการด้านดนตรีของทีมงานรายการ เรื่องพวกนี้เขาเชี่ยวชาญกว่าผมครับ"
ลำคอของกงชิงอี๋ตีบตันไปชั่วขณะ
หลิวจัวเหวินคือผู้ชายที่นั่งตรงข้ามเธอในโรงอาหารตอนมื้อเที่ยง เห็นได้ชัดว่าตอนกินข้าวกู้สิงก็เห็นเหมือนกัน
โกรธงั้นเหรอ?
ถึงกับไล่ให้เธอไปถามหลิวจัวเหวิน แทนที่จะบอกว่าเดี๋ยวผมช่วยฟังให้ กงชิงอี๋กัดริมฝีปากเบาๆ "ฉันกับอาจารย์หลิวจัวเหวินไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ค่ะ แค่บังเอิญเจอกันตอนกินข้าวเท่านั้นเอง"
นี่เธอจะพยายามอธิบายไปทำไมกัน?
กงชิงอี๋มีสีหน้าไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ "อีกอย่าง เพลงนี้คุณก็เป็นคนเลือกให้ ฉันเชื่อคำแนะนำของคุณมากกว่าค่ะ"
"คำแนะนำของผมก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไปหรอกครับ"
น้ำเสียงของกู้สิงยังคงราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นใดๆ "อาจารย์หลิวมีประสบการณ์มากมาย คุณเชื่อใจเขาได้ครับ"
กงชิงอี๋มองเขา ริมฝีปากขยับเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
โลกของผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้ชัดเจนขนาดนั้น ความหมายที่กู้สิงสื่อออกมานั้น ชัดเจนมากพออยู่แล้ว
คุณไม่ควรมาหาผม ไปหาคนอื่นเถอะ ผมช่วยคุณไม่ได้
แน่นอนว่าไม่ใช่ช่วยไม่ได้จริงๆ เพียงแต่กู้สิงไม่อยากช่วยแล้ว เธอเป็นคนพูดเองว่าจะรักษาระยะห่าง เขาก็รักษาระยะห่างจริงๆ ตั้งแต่ร่างกาย คำพูด สีหน้า ไปจนถึงท่าทีที่มีต่อกงชิงอี๋ ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยความห่างเหินและแปลกหน้า!
แม้ว่ากงชิงอี๋จะหาข้ออ้างอย่างเห็นได้ชัด เพราะอยากจะพูดคุยกับกู้สิงบ้างก็ตาม
แต่กู้สิงก็ยังคงแสดงท่าทีเย็นชาอย่างยิ่ง ไม่เหลือพื้นที่ให้แม้แต่การเป็นเพื่อนธรรมดาเลยสักนิด
ต่อให้เป็นแค่เพื่อนธรรมดา เวลาเจอคำขอร้องแบบนี้ ก็ไม่น่าจะปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้หรือเปล่า?
เมื่อคิดถึงตรงนี้
กงชิงอี๋ยืนอยู่ตรงนั้น นิ้วมือบีบเข้าหากันจนข้อต่อขาวซีด ทั้งที่อยากจะหันหลังเดินหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง แต่ขากลับเหมือนถูกตอกตะปูติดกับพื้นจนขยับไม่ได้
"ยังมีธุระอะไรอีกไหมครับ?"
สายตาของกู้สิงไม่ได้มองกงชิงอี๋อีกต่อไป เขาก้มหน้าดูโน้ตเพลงต่อ ปากกาในมือขีดเขียนลงบนกระดาษ เสียงสวบสาบดังชัดเจนท่ามกลางห้องพักที่เงียบสงัด
"ไม่มีอะไรแล้วค่ะ"
กงชิงอี๋พูดจบ ผ่านไปไม่กี่วินาที จู่ๆ เธอก็พูดขึ้นว่า "ตอนกินข้าวเที่ยง ผู้อำนวยการหลิวถือวิสาสะมานั่งตรงข้ามแล้วชวนฉันคุย ฉันไม่ได้สนใจเขาหรอกนะคะ แล้วตอนนั้น ก็มีผู้หญิงตั้งหลายคนรุมล้อมคุณไม่ใช่เหรอ พวกเธอยังคีบกับข้าวให้คุณด้วย..."
"ไม่ต้องอธิบายให้ผมฟังหรอกครับ"
กู้สิงเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง แล้วพูดกับกงชิงอี๋ว่า "อาจารย์กงอย่าอยู่นานๆ เลยจะดีกว่าครับ ห้องพักก็แค่นี้ เดี๋ยวจะเกิดข่าวฉาว ทำให้คุณเสียชื่อเสียงเปล่าๆ"
คุณไปกลัวข่าวฉาวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ลมหายใจของกงชิงอี๋เริ่มปั่นป่วน "ก่อนหน้านี้ตอนที่คุณไปหาฉันที่ห้องพัก ทำไมถึงไม่เห็นกลัวว่าข่าวฉาวจะทำให้ฉันเสียชื่อเสียงบ้างล่ะคะ?"
"ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าอาจารย์กง ก็มีใจให้ผมเหมือนกันน่ะสิครับ"
กู้สิงยิ้มบางๆ "แต่สุดท้ายผมก็คิดไปเองฝ่ายเดียว แบบนั้นก็คงต้องรักษาระยะห่างตามที่อาจารย์กงต้องการแล้วล่ะครับ"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
รอยยิ้มของกู้สิงหายไป "เพราะงั้น ก็ขอให้อาจารย์กง รักษาระยะห่างจากผมด้วยนะครับ"
บูมเมอแรงบางอันต้องย้อนกลับมาโดนตัวเองถึงจะรู้ว่ามันเจ็บ กงชิงอี๋มองดูสีหน้าเย็นชาของกู้สิงแล้วรู้สึกแปลกหน้าอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งที่เป็นคนพูดเองแท้ๆ ว่าจะรักษาระยะห่าง
กู้สิงกำลังทำตามข้อตกลงของทั้งสองคนอย่างจริงจัง แต่ทำไม หัวใจของเธอ ถึงได้เจ็บปวดราวกับโดนเข็มทิ่มแทงแบบนี้ล่ะ?
กงชิงอี๋หันหลัง แล้วเดินออกจากห้องพักของกู้สิงไป