หลังจากกงชิงอี๋จากไป กู้สิงมองตามแผ่นหลังของเธอแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
ไม่ใช่ว่ากู้สิงจงใจทำตัวเย็นชา แต่เป็นเพราะทุกครั้งที่เข้าใกล้กงชิงอี๋ เขาเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้และอยากจะถึงเนื้อถึงตัวเธอ
เพื่อนธรรมดางั้นเหรอ?
ตราบใดที่ยังมีคำว่า "เพื่อน" ค้ำคออยู่ ทั้งสองคนก็มีโอกาสได้ใกล้ชิดกัน แล้วถ้าใกล้ชิดกันขึ้นมากู้สิงอดใจไม่ไหวจะทำยังไงล่ะ?
ดังนั้นจึงทำได้เพียงแค่รักษาระยะห่างอย่างเด็ดขาดและสิ้นเชิงเท่านั้น
ถึงอย่างไรกงชิงอี๋ก็แสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่อยากเป็นผู้หญิงคนที่สี่ของเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ภรรยาทั้งสามคนในบ้านของกู้สิงก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจนักหากเขาจะรับคนเข้าฮาเร็มเพิ่ม
เมื่อรวมปัจจัยหลายๆ ด้านเข้าด้วยกัน กู้สิงจึงทำได้เพียงแสดงท่าทีแบบนี้กับกงชิงอี๋ ซึ่งก็นับว่าเป็นการทำตามความปรารถนาของอีกฝ่ายด้วย
ทว่าทั้งที่เขาทำตามที่เธอต้องการแล้ว ทำไมเธอถึงเป็นฝ่ายเข้ามาหาเขาก่อนล่ะ?
ถ้าแค่จะเอาแก้วเก็บความเย็นมาคืน เธอให้ผู้ช่วยหรือทีมงานรายการจัดการแทนก็ได้ ส่วนเรื่องจุดที่สงสัยในเพลง คราวก่อนเขาก็อธิบายให้เธอฟังอย่างชัดเจนแล้ว แถมตอนซ้อมครั้งสุดท้ายเธอก็ทำผลงานออกมาได้ดีมาก...
กู้สิงส่ายหน้า ขี้เกียจจะคิดเรื่องพวกนี้อีก
เพื่อตัดความคิดที่ไม่ควรมีและมีไปก็รังแต่จะเพิ่มความรำคาญใจทิ้งไปให้หมด ในช่วงหลายวันต่อจากนี้กู้สิงจึงไม่คิดที่จะมาซ้อมที่ฝั่งทีมงานรายการอีก ถึงอย่างไรเพลง «เสี่ยวฟาง» ก็ซ้อมจนเข้าที่เข้าทางแล้ว เขารู้ทิศทางการดัดแปลงเพลงนี้เป็นอย่างดี จึงไม่ต้องขัดเกลาอะไรอีก
ขัดเกลาไปก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม การแสดงหน้างานต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ
ที่สำคัญกว่านั้น กู้สิงไม่อยากบังเอิญเจอกับกงชิงอี๋ที่โถงทางเดินหรือในห้องพักอีก ไม่อยากเห็นเธอนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวไกลๆ ในโรงอาหารแต่กลับเข้าไปร่วมโต๊ะไม่ได้ และยิ่งไม่อยากเห็นใครไปนั่งข้างๆ เธอ เพราะความหวงแหนจะทำให้เขาหงุดหงิดมาก
วิธีจัดการที่ง่ายที่สุดเพื่อไม่ให้ความรู้สึกหวงแหนปะทุขึ้นมาอีกก็คือไม่เห็นเสียก็ไม่หงุดหงิด
เมื่อคิดได้ดังนั้น กู้สิงก็แจ้งกับทีมงานรายการโดยตรง "การซ้อมในช่วงสองสามวันต่อจากนี้ผมจะไม่เข้าไปแล้วนะครับ จะซ้อมอยู่ที่บ้าน"
ทางทีมงานรายการย่อมไม่ขัดข้อง
ในช่วงหลายวันต่อจากนั้น กู้สิงไม่ได้ไปซ้อมอีกจริงๆ ตอนกลางวันก็ออกกำลังกายอยู่ที่บ้าน หรือไม่ก็อยู่ทำกับข้าวกับเฉินหลิงซู ลั่วหนิง และหลินนั่วทั้งสามคน พอมีเวลาว่างก็ค่อยมาคิดเรื่องเพลงที่จะใช้แข่งในรอบชิงชนะเลิศของรายการ «นักร้อง» ส่วนตอนกลางคืนก็ยังอยู่ดูทีวีเป็นเพื่อนเฉินหลิงซู อ่านหนังสือเป็นเพื่อนลั่วหนิง และไปวิ่งกับหลินนั่วได้อีกด้วย
เมื่ออัดตารางเวลาจนแน่นเอี้ยดแบบนี้ กู้สิงก็ไม่ต้องไปคิดถึงกงชิงอี๋อีก
และแล้วเวลาก็ล่วงเลยมาถึงวันแข่งขันอีพีที่เก้าของรายการ «นักร้อง» ต่อให้กู้สิงอยากจะหลบหน้ากงชิงอี๋แค่ไหน เขาก็คงไม่ถึงขั้นไม่มาแข่งหรอก
ตอนที่กู้สิงเดินเข้าไปในห้องโถงนักร้อง ด้านในก็มีคนนั่งอยู่หลายคนแล้ว
หานลี่ตันกำลังก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือ เหลยเสวี่ยตงกำลังคุยกับชาร์ลี หลังจากที่เหล่านักร้องค่อยๆ ทยอยถูกคัดออกไป ห้องโถงนักร้องก็ดูโล่งขึ้นเรื่อยๆ ทว่ากลับไม่มีใครรู้สึกว่ามันกว้างขวางขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งใกล้รอบชิงชนะเลิศ บรรยากาศก็ยิ่งตึงเครียด แม้แต่เสียงพูดคุยยังเบากว่าปกติไปหลายระดับ
กู้สิงนั่งลงที่นั่งของตัวเอง ด้านข้างคือที่นั่งของกงชิงอี๋
มันว่างเปล่า
กู้สิงมองแวบหนึ่งแล้วดึงสายตากลับมาอย่างแนบเนียน เขาหยิบแก้วเก็บความเย็นออกมาวางบนโต๊ะ บิดฝาออกแล้วดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง
น้ำเก๋ากี้ยังอุ่นๆ อยู่ เป็นน้ำที่ลั่วหนิงชงให้เขาหลังจากตื่นนอนเมื่อเช้า
ตอนนั้นเองประตูถูกผลักออก กงชิงอี๋เดินเข้ามา วันนี้เธอสวมชุดเดรสสีเทาอ่อนเข้ารูปเน้นสัดส่วน ปล่อยผมสยายประบ่า แต่งหน้าอ่อนกว่าปกติมาก ทาลิปสติกสีชมพูอมน้ำตาลอ่อนๆ ดูราวกับว่าสีสันบนตัวเธอจางลงไปชั้นหนึ่ง ให้ความรู้สึกสวยงามแบบหม่นหมองจางๆ
สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ ห้องโถงนักร้อง ตอนที่มองผ่านกู้สิงก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเบือนหน้าหนี เธอเดินตรงไปนั่งที่นั่งของตัวเอง หยิบน้ำแร่ที่ทีมงานรายการเตรียมไว้ให้แขกรับเชิญบนโต๊ะขึ้นมาบิดฝาแล้วดื่มไปอึกหนึ่ง
ในระหว่างกระบวนการนี้เธอไม่ได้มองกู้สิงอีก และแน่นอนว่ากู้สิงก็ไม่ได้มองเธอเช่นกัน
หานลี่ตันที่อยู่ข้างๆ ชวนกู้สิงคุย กู้สิงก็ตอบรับไปแบบขอไปที
กงชิงอี๋นิ่งเงียบ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเขี่ยเล่น ตอนนั้นเองเหอหานก็เดินออกมาจากหลังม่านด้านข้าง ในมือถือการ์ดสคริปต์ พลางแจ้งกับทุกคนด้วยรอยยิ้มว่าอีกห้านาทีจะเริ่มถ่ายทอดสด
ทุกคนพยักหน้า เสียงพูดคุยเบาลงเล็กน้อย
ในช่วงสิบวินาทีสุดท้าย อาจารย์เหอก็นับถอยหลัง ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง การถ่ายทอดสดเริ่มขึ้น
เหล่านักร้องเข้าสู่สภาวะพร้อมทำงานหน้ากล้อง คอมเมนต์ในห้องถ่ายทอดสดก็คึกคักขึ้นมาทันที ล้วนแต่กำลังพูดถึงประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดบนเวยป๋อในช่วงนี้
อย่างเช่นกู้สิงจะร้องเพลง «เสี่ยวฟาง» ยังไง
หรือไม่ก็เหลยเสวี่ยตงจะร้องเพลง «เส้นทางสวรรค์» ยังไง
หลังจากที่ประเด็นร้อนแรงถูกพูดถึงไปรอบหนึ่ง ก็มีคนสังเกตเห็นความผิดปกติ และในไม่ช้าก็มีคอมเมนต์จำนวนมากกำลังถกเถียงกัน:
[ทำไมรู้สึกว่ากงชิงอี๋ดูหงอยๆ?]
[พักผ่อนไม่พอหรือเปล่า รู้สึกสภาพดูโทรมๆ แต่ก็ยังสวยอยู่นะ]
[แหงล่ะ ต่อให้อยู่บนจอใหญ่หน้าตาก็ยังเป๊ะปัง แถมหุ่นแบบนี้ ไม่ต้องพยายามก็เซ็กซี่แล้ว คุณภาพของนางเอกระดับท็อปไม่ต้องพูดให้มากความ]
[แต่งหน้าอ่อนมาก แต่ก็ปกปิดออร่าและหน้าตาที่สวยฟ้าประทานไม่ได้หรอก]
[อาจจะอารมณ์ไม่ดีมั้ง ปีที่แล้วเจ๊ตระกูลกงเคยไลฟ์สดอยู่ครั้งนึง นักข่าวถามเธอว่าเวลาอารมณ์ไม่ดีจะระบายยังไง เธอบอกว่าเวลาอารมณ์ไม่ดีก็จะปล่อยผมเผ้ายุ่งเหยิง ปล่อยตัวโทรมๆ ไม่แต่งหน้า ก็คงไม่ต่างจากสภาพตอนนี้เท่าไหร่หรอก]
[ฉันว่าแล้วเชียวว่าสภาพเธอดูแปลกๆ ทำไมถึงอารมณ์ไม่ดีล่ะ วันนี้เตรียมเพลงมาไม่พร้อมเหรอ?]
[ฉันจำได้ว่ารอบนี้กงชิงอี๋จะร้องเพลง «เงียบงัน» เพลงนี้ก็ไม่น่าจะยากสำหรับเธอนี่นา?]
[อาจจะไม่ใช่เรื่องเพลงก็ได้ สภาพแบบนี้ เหมือนคนอกหักเลย ฮ่าๆๆๆ]
[ซี๊ด อย่าพูดเป็นเล่นไปนะ กู้สิงก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีสีหน้าอะไรเหมือนกัน คนที่ตามดูรายการนี้มาตลอดน่าจะรู้ว่าในอีพีก่อนๆ ต่อให้เฉินหลิงซูจะอยู่ข้างๆ กงชิงอี๋กับกู้สิงก็จะคุยกันบ้างอะไรบ้าง แต่ผลปรากฏว่าวันนี้สองคนนี้กลับไม่คุยกันเลย แถมยังไม่มีการสบตากันด้วยซ้ำ!]
[เชี่ย! ชาวเน็ตแม่งเป็นยอดนักสืบกันหมดเลยเหรอวะ แต่ละคนสังเกตกันละเอียดขนาดนี้เลย?]
[ตาชาวเน็ตก็คือกล้องจุลทรรศน์นั่นแหละ ฉันว่าแล้วเชียวทำไมรู้สึกบรรยากาศมันแปลกๆ ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ด้วย ทั้งที่สองคนนี้นั่งใกล้กันที่สุดแท้ๆ แต่กลับไม่มีการโต้ตอบอะไรกันเลย ผิดวิสัยการแสดงออกของทั้งคู่ในไลฟ์สดอีพีก่อนๆ มาก]
[มีเรื่องผิดปกติต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ สองคนนี้คงไม่ได้ทะเลาะกันหรอกนะ?]
[เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า การที่กงชิงอี๋ร้องเพลง «เงียบงัน» ที่กู้สิงเตรียมไว้แต่แรกก็เป็นสิ่งที่ทีมงานรายการจัดเตรียมไว้ให้ ไม่ใช่ว่าเธอแย่งมาสักหน่อย ทำไมบรรยากาศถึงตึงเครียดขนาดนี้ล่ะ?]
[ไม่แน่ว่าอาจจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นลับหลังก็ได้ เรื่องความรักเหรอ?]
ชาวเน็ตนี่เก่งจริงๆ แค่คอมเมนต์ปะติดปะต่อกันก็แทบจะจำลองความจริงของเรื่องราวออกมาได้แล้ว ทว่าคนส่วนใหญ่ก็แค่เดาสุ่มไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่ต้องรับผิดชอบ นึกอยากจะพิมพ์อะไรก็พิมพ์ โดยที่ตัวเองก็ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ
จนกระทั่งอาจารย์เหอดูเวลา:
"อาจารย์ทุกท่านครับ การแข่งขันอีพีที่เก้ากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว สภาพร่างกายและจิตใจเป็นยังไงกันบ้างครับ?"
"ก็ดีค่ะ"
หานลี่ตันตอบกลับเป็นคนแรก
เหลยเสวี่ยตงที่อยู่ข้างๆ พยักหน้า
ชาร์ลีทำมือเป็นสัญลักษณ์โอเค
กู้สิงกับกงชิงอี๋ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มบางๆ ออกมา
สายตาของเหอหานหยุดอยู่ที่ใบหน้าของกงชิงอี๋ครู่หนึ่ง แต่ความเป็นมืออาชีพทำให้เขาไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไร "งั้นก็มาจับฉลากลำดับการแสดงกันเลยครับ"
ทุกคนพยักหน้า
หลังจากจับฉลากลำดับเสร็จ การถ่ายทอดสดก็เริ่มขึ้น พิธีกรบนเวทีหันหน้าเข้าหากล้องด้วยน้ำเสียงดังกังวาน:
"ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่สถานที่ถ่ายทอดสดของรายการ «นักร้อง» อีพีที่เก้าครับ! คืนนี้อาจารย์ทั้งห้าท่านจะทำการร้องเพลงสองรอบ ผู้ที่ได้รับคะแนนโหวตรวมต่ำที่สุดจะต้องออกจากเวที «นักร้อง» ไปครับ"
เสียงกระซิบกระซาบด้วยความตึงเครียดดังขึ้นในสถานที่ถ่ายทำ
ในห้องโถงนักร้อง ทั้งห้าคนนั่งอยู่ที่นั่งของตัวเองพลางมองดูหน้าจอขนาดใหญ่ บนนั้นกำลังแสดงภาพการถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์ คอมเมนต์เลื่อนจากขวาไปซ้ายราวกับสายน้ำ
เวลาที่เลื่อนเร็วเกินไปก็แทบจะมองเนื้อหาไม่ชัดเลย
แต่ก็ยังพอมองเห็นชื่อ "กงชิงอี๋" กับ "กู้สิง" ปรากฏขึ้นบ่อยครั้ง
หลังจากที่ทุกคนสังเกตเห็นเนื้อหาคร่าวๆ แล้ว ก็มองกู้สิงกับกงชิงอี๋ด้วยสีหน้าเคลือบแคลงใจเล็กน้อย
แน่นอนว่ากู้สิงกับกงชิงอี๋ก็เห็นการเดาสุ่มแบบไร้ความรับผิดชอบในคอมเมนต์เหมือนกัน นี่ถึงกับบอกว่าพวกเขาสองคนมีปัญหาเรื่องความรักกันงั้นเหรอ?
ทำเหมือนกับว่าทั้งสองคนเป็นแฟนกันอย่างนั้นแหละ ทั้งที่เป็นแค่เพื่อนแท้ๆ
สำหรับเรื่องนี้ สีหน้าของกู้สิงไม่ได้เปลี่ยนไปเลย กงชิงอี๋ก็ทำเพียงแค่เม้มริมฝีปากเบาๆ แล้วแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
ตามลำดับการจับฉลาก ในรอบแรก หานลี่ตันเป็นคนขึ้นเวที
หานลี่ตันร้องเพลงภาษาอังกฤษของชาร์ลีที่ชื่อว่า «Baby» พอเปล่งเสียงออกมาผู้ชมก็หัวเราะครืน
ไม่ใช่ว่าหานลี่ตันร้องไม่ดีหรอกนะ หากพูดถึงเทคนิค พลังเสียง และเสียงสูง หานลี่ตันเรียกได้ว่ายอดเยี่ยมกว่าต้นฉบับอย่างชาร์ลีเสียอีก
เพียงแต่กลิ่นอายของเพลงนี้ ภายใต้การถ่ายทอดของหานลี่ตัน มันมีกลิ่นอายที่แปลกประหลาดอยู่บ้าง
คงเป็นเพราะต้นฉบับของชาร์ลีให้ความรู้สึกแบบวัยรุ่นนิดๆ เป็นกลิ่นอายของความบ้าคลั่งและดื้อรั้นเวลาที่คนหนุ่มสาวมีความรักล่ะมั้ง
ส่วนหานลี่ตัน ถึงอย่างไรก็เป็นนักร้องในกลุ่มวัยกลางคนถึงวัยชราแล้ว รูปร่างหน้าตาก็ไม่ได้สวยสะพรั่ง การมาร้องเพลงของคนหนุ่มสาวแบบนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีความรู้สึกขัดแย้งอยู่บ้าง
[เพราะนะ แต่แปลกๆ นิดนึง]
[ฮ่าๆๆ ไม่แปลกสิถึงจะแปลก ทีมงานรายการเล่นแบบนี้ ฉันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าอาจารย์หานจะร้องเพลงแนวรักวัยรุ่นแบบนี้ยังไง แถมแม่งยังเป็นภาษาอังกฤษอีก ร้องจนจบเพลงโดยไม่ผิดเพี้ยนได้ก็เก่งมากแล้ว...]
[ถึงจะมีความแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ฉันดันชอบแฮะ จะพูดยังไงดีล่ะ?]
[พอพูดแบบนี้ฉันก็ชอบเหมือนกันนะ แปลกๆ นิดหน่อย แต่เป็นความแปลกที่ให้ความรู้สึกสดใหม่มาก!]
[ชาวเน็ตสมัยนี้ก็คือชอบดูเรื่องสนุกๆ โดยไม่กลัวเรื่องบานปลายเลยนะ ฮ่าๆๆๆ แต่ดูเหมือนว่าชาร์ลีตัวจริงจะชอบมากเลยนะ ฟังอย่างออกรสออกชาติเลย]
[ถึงยังไงก็เป็นนักร้องระดับท็อป สิ่งที่ฟังก็คือเรื่องของเทคนิคและพลังเสียงอะไรพวกนั้น ส่วนเรื่องการถ่ายทอดอารมณ์ ด้วยภาพลักษณ์และบุคลิกของอาจารย์หานลี่ตันที่เห็นๆ กันอยู่ อย่าไปบีบบังคับกันเลย คุณให้คนรุ่นคุณย่ามาฝืนแสดงเป็นสาวน้อยวัยสิบแปด มันก็ต้องมีความไม่เข้ากันอยู่บ้างแหละ]
ชาวเน็ตค่อนข้างใจกว้าง
เป็นเพราะกฎของทีมงานรายการข้อนี้เอาใจจิตวิทยาของผู้ชมในปัจจุบันที่ชอบหาความตื่นเต้นเร้าใจ
หากหานลี่ตันแสดงออกมาเหมือนปกติ ทุกคนก็อาจจะผิดหวังแทน กลิ่นอายในตอนนี้นี่แหละที่ทำให้ผู้ชมรู้สึก "ตื่นตาตื่นใจ" และถึงขั้นรู้สึกว่า "คุ้มค่าตั๋ว"
ร้องเพลงจบ
คนที่สองที่ขึ้นเวทีคือเหลยเสวี่ยตง
ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสในวงการเพลงเช่นเดียวกัน เพลงของเหลยเสวี่ยตงก็ทำให้ผู้คนอยากรู้อยากเห็นไม่แพ้กัน เพราะเขาถึงกับต้องร้องเพลง «เส้นทางสวรรค์» ที่อาจารย์หานลี่ตันถนัดที่สุด!
ในฐานะที่เป็นเพลงเสียงสูงคีย์ผู้หญิง ทุกคนจึงอยากรู้เหลือเกินว่าเหลยเสวี่ยตงจะร้องออกมาเป็นแบบไหน
ตอนที่เหลยเสวี่ยตงลุกขึ้นจากห้องโถงนักร้อง หานลี่ตันก็เดินกลับมาจากทางเดินเวทีพอดี
ทั้งสองคนเดินสวนกันที่ปากทางเดิน หานลี่ตันตบไหล่เขาโดยไม่พูดอะไร เพียงแต่สีหน้าของเธอดูเหมือนสวมหน้ากากแห่งความเจ็บปวดเอาไว้
"เก่งมากครับ"
ไม่รู้ว่าเหลยเสวี่ยตงชมหานลี่ตันหรือแค่ให้กำลังใจเฉยๆ พูดจบเขาก็จดปกเสื้อให้เข้าที่แล้วเดินไปที่เวที
เสียงปรบมือจากที่นั่งผู้ชมยังไม่ทันจะซาลงดี พอเห็นเหลยเสวี่ยตงขึ้นเวทีก็เกิดคลื่นความร้อนระลอกใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
ทุกคนอยากรู้เหลือเกิน
ผู้อาวุโสสายวิชาการที่ร้องเพลงเสียงบาริโทนมาทั้งชีวิตคนนี้ จะร้องเพลง «เส้นทางสวรรค์» ออกมายังไง
ต้องรู้ก่อนว่าเพลงนี้เป็นเพลงคีย์ผู้หญิงที่เป็นเครื่องหมายการค้าของหานลี่ตัน ช่วงเสียงสูงนั้นเหมือนกับการปีนภูเขาหิมะที่ต้องไต่ขึ้นไปทีละชั้น หานลี่ตันร้องเพลงนี้มาสิบกว่าปี ทุกครั้งก็สามารถทำให้คนทั้งฮอลล์ลุกขึ้นยืนได้เสมอ
แล้วเหลยเสวี่ยตงจะร้องยังไง?
ลดคีย์? เปลี่ยนสไตล์? หรือว่าฝืนร้องไปทั้งอย่างนั้น?
คอมเมนต์เริ่มไหลมาแล้ว:
[อาจารย์เหลยสู้ๆ นะ ฉันเตรียมตัวจิกเท้าด้วยความเกร็งไว้เรียบร้อยแล้ว!]
[อย่าทำให้ขายหน้านะคะอาจารย์เหลย คุณเป็นถึงหน้าตาของทีมชาติ จะพังไม่ได้นะคะ แค่เพลง «เส้นทางสวรรค์» จัดการให้อยู่หมัดไปเลยค่ะ!]
[แล้วถ้าเกิดว่าเหลยเสวี่ยตงร้องได้ดีกว่าหานลี่ตันล่ะ?]
[ไปล้างหน้าเข้านอนเถอะ ถึงหานลี่ตันจะไม่ใช่นักร้องต้นฉบับเพลงนี้ แต่เวอร์ชันคัฟเวอร์ของเธอก็ไร้เทียมทานนะเว้ย!]
[จริงด้วย เพลง «เส้นทางสวรรค์» ที่หานลี่ตันคัฟเวอร์ ในสายตาฉันคือผลงานที่ก้าวข้ามต้นฉบับไปแล้ว!]
[พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ทีมงานรายการไม่ยอมให้หานลี่ตันร้องเพลง «เส้นทางสวรรค์» แต่ให้คุณปู่เหลยเสวี่ยตงของเราขึ้นไปร้องแทน]
[อาจารย์เหลยลุยๆๆ!]
เหลยเสวี่ยตงยืนอยู่บนเวที หันหน้าเข้าหาไมโครโฟน พยักหน้าเบาๆ จากนั้นวงดนตรีก็เริ่มบรรเลง
ตอนที่เสียงอินโทรดังขึ้น สถานที่ถ่ายทำก็เงียบกริบ
การเรียบเรียงดนตรีแตกต่างจากต้นฉบับอย่างสิ้นเชิงจริงๆ
ต้นฉบับเป็นดนตรีออร์เคสตราที่ยิ่งใหญ่อลังการ ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เพื่อดันอารมณ์คนฟังให้พุ่งสูงขึ้น
ส่วนเวอร์ชันนี้เปิดด้วยเสียงเปียโน เสียงตัวโน้ตตกลงมาทีละตัวๆ เย็นยะเยือกราวกับสายลมบนที่ราบสูง แฝงไปด้วยไอเย็นของภูเขาหิมะ
เหลยเสวี่ยตงเปล่งเสียงออกมา เขาไม่ได้ใช้คีย์เดิม แต่ลดคีย์ลง ทว่าลดลงไม่มากนัก ตกอยู่ในช่วงเสียงที่เขามีเนื้อเสียงไพเราะที่สุดพอดี
น้ำเสียงของเขาไม่ได้สูงปรี๊ดและดังกังวานเหมือนหานลี่ตัน แต่ค่อนไปทางเล่าเรื่องมากกว่า
ราวกับแสงยามเช้าที่สาดส่องผ่านด้านหลังภูเขาหิมะ เขาเดินขึ้นไปทีละก้าวๆ ทิ้งรอยเท้าไว้ทุกย่างก้าว ทุกถ้อยคำล้วนหนักแน่นมั่นคง
ทิศทางของคอมเมนต์เริ่มเปลี่ยนไป:
[เกิดอะไรขึ้น เวอร์ชันนี้แอบเพราะนะเนี่ย ใครเป็นคนเรียบเรียงดนตรี? สุดยอดมาก!]
[จู่ๆ ก็ค้นพบว่าลูกเล่นนี้ของทีมงานรายการน่าสนใจดีแฮะ เวอร์ชันนี้ ถึงจะเทียบเวอร์ชันของอาจารย์หานลี่ตันไม่ได้ แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นเซอร์ไพรส์เลยล่ะ!]
[มีแค่ฉันคนเดียวหรือเปล่าที่รู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ?]
[แปลกจริงๆ ด้วย เพลงนี้พอลดคีย์ลงแล้วฟังดูดีนะ แต่ไม่ค่อยเข้ากับบรรยากาศเท่าไหร่]
[ช่วยไม่ได้นี่นา]
[ช่วงเสียงของอาจารย์เหลยเป็นแบบนี้ แม่ครัวฝีมือดียังไงก็หุงข้าวโดยไม่มีข้าวสารไม่ได้หรอก]
[อันที่จริงอาจารย์เหลยก็ทำผลงานได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในตอนนี้แล้วนะ]
[ถ้ามองในมุมของความท้าทาย เพลงนี้ของเหลยเสวี่ยตงก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วล่ะ]
ตอนนั้นเองท่อนฮุคก็มาถึง ซึ่งเป็นส่วนที่ยากที่สุดของทั้งเพลง เหลยเสวี่ยตงไม่ได้แผดเสียงสูงปรี๊ดขึ้นไป เพียงแต่เพิ่มระดับเสียงขึ้นมาเล็กน้อย แล้วร้องท่อน "นั่นคือเส้นทางสวรรค์อันแสนวิเศษ" ออกมา
จากนั้นในท่อนฮุคที่สอง ในที่สุดน้ำเสียงของเหลยเสวี่ยตงก็พุ่งทะยานขึ้น
แม้จะไม่ได้สูงเท่ากับคีย์ต้นฉบับ แต่ความสูงระดับนั้นก็เป็นขีดจำกัดที่เขาสามารถควบคุมได้พอดี
ทุกคนในห้องโถงนักร้องสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงของเหลยเสวี่ยตงสั่นเครือเล็กน้อยในช่วงเสียงสูง ทว่าความสั่นเครือนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออรรถรสในการฟังเลย
[จัดการได้ดีมากๆ แล้ว!]
[เหมือนกับอาจารย์หานนั่นแหละ พยายามทำให้ดีที่สุดแล้ว!]
[รู้สึกซาบซึ้งนิดๆ แฮะ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?]
[ลูกคอตอนสุดท้ายนี่จงใจใช่ไหม?]
[ฉันว่าไม่ได้จงใจหรอก แต่เป็นเพราะออกแรงร้องจนสุดเสียงแล้วจริงๆ ปอดไม่มีลมแล้ว ฮ่าๆ]
[ดีๆๆ สรุปว่าวันนี้อาจารย์ทุกคนต้องเกร็งตูดร้องเพลงกันหมดเลยใช่ไหมเนี่ย?]
[กฎของทีมงานรายการข้อนี้เล่นเอาอาจารย์ทุกคนแทบ "ตาย" เลยจริงๆ หึๆๆ ถึงจะร้ายกาจมาก แต่ฉันชอบนะ]