เกิด...อะไรขึ้น?
กู่ซือเท่อพบว่าเงาของตัวเองจู่ๆ ก็ชัดเจนขึ้นมา
ไม่สิ เป็นความสว่างของแสงไฟที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบดบังเงาจากหลายทิศทางไปจนหมด เหลือเพียงเงาหลักเพียงเงาเดียวเท่านั้น!
เขาหันขวับกลับไปมองที่เพดานโดม
นั่นมัน...เปลวไฟงั้นเหรอ?
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของกู่ซือเท่อ เพราะเขาไม่เคยเห็นแสงไฟที่สว่างเจิดจ้าขนาดนี้มาก่อน
มันทำให้เขาอดนึกถึงโรงงานถลุงเหล็กที่เคยไปตรวจตราก่อนหน้านี้ไม่ได้ มีเพียงน้ำเหล็กที่สาดกระเซ็นอยู่ในเตาหลอมเท่านั้นที่พอจะนำมาเทียบเคียงกันได้อย่างเฉียดฉิว
แต่การจะไปถึงอุณหภูมิระดับนั้นได้ โรงงานถลุงเหล็กต้องอาศัยความร่วมมือของคนนับหลายร้อยชีวิต รวมไปถึงเตาหลอมที่ใหญ่โตและแข็งแรง ทว่าชายตรงหน้ากลับใช้ตัวคนเดียวทำให้เปลวไฟสว่างไสวดุจแสงหลอดไส้ได้
จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฉีกขาดที่แหลมแสบแก้วหู
เสียงนั้นช่างเป็นลางร้าย ราวกับเสียงคร่ำครวญของกระดูกงูเรือก่อนที่เรือเดินสมุทรจะอับปาง
“ไม่จริงน่า...”
กู่ซือเท่อพึมพำ
ตลอดมาเขามองอีกฝ่ายเป็นเพียงหนูสกปรก เหมือนกับหนูหลายๆ ตัวที่เขาเคยจัดการมา เพราะหนูพวกนั้นไม่มีภัยคุกคามใดๆ ต่อเขา เขาถึงได้เอาความดูถูกเหยียดหยามในอดีตมาใช้กับคนเหล่านี้ แต่จนกระทั่งวินาทีนี้กู่ซือเท่อถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองน่าจะคิดผิด เพราะพวกหนูนั้นโง่เขลา ขี้ขลาด และไม่มีวันดิ้นหลุดจากโซ่ตรวน แต่คนเหล่านี้ไม่เหมือนกัน...ความกล้าหาญและวิสัยทัศน์ของพวกเขา มันก้าวข้ามขอบเขตสายตาของเขาไปแล้ว
“ใต้เท้า?” ลูกน้องมองมาที่เขาด้วยความตื่นตระหนก
“ถอย รีบถอยออกไปจากที่นี่ ”
เขาพูดยังไม่ทันจบ เสียงดังสนั่นของโคมระย้าที่ร่วงหล่นลงมาก็กลบเสียงของเขาไปจนหมด!
หลังจากโซ่หลักถูกหลอมละลาย เชือกหกเส้นรอบๆ ที่เอาไว้ใช้ทรงตัวโคมระย้าก็ทนรับน้ำหนักไม่ไหวอีกต่อไป ขาดผึงลงมาภายในพริบตา โคมทองแดงอันหนักอึ้งหลุดจากการจองจำ ลอยละลิ่วกระแทกเข้ากับโซนที่นั่งชมละครอย่างแรง น้ำมันเชื้อเพลิงหลายร้อยชั่งที่บรรจุอยู่ภายในสาดกระจายออกมาก่อนจะถูกจุดให้ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว! เปลวเพลิงเลื้อยคลานราวกับงูยักษ์ที่หมอบต่ำ พุ่งข้ามโต๊ะเก้าอี้เป็นแถวๆ แล้วโถมเข้าใส่กลุ่มคนชุดฟ้าอย่างดุดัน!
ความสว่างภายในโถงใหญ่เพิ่มขึ้นพุ่งพรวดหลายเท่าตัว!
ไม่จำเป็นต้องมีการแจ้งเตือนอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว
เสียงกึกก้องของโคมระย้าที่ร่วงหล่นและแสงไฟที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วคือสัญญาณที่ดีที่สุด เฉียวจานหมู่ ไท่เล่อ หมิงจื่อ และโจวจือพุ่งพรวดออกจากประตูโถงทางเดินโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วพุ่งเข้าเข่นฆ่าศัตรูที่กำลังแตกตื่นลนลานอยู่ในโถงใหญ่! ทั้งที่ฝ่ายเขาคือสี่คนสู้กับคนกว่าสิบคน แต่บรรยากาศของทั้งสองฝ่ายกลับสลับขั้วกันโดยสิ้นเชิง!
“ไอ้พวกบ้า ไม่กลัวถูกไฟคลอกตายรึไง?” มีคนตะโกนด้วยความหวาดกลัว
“ช่างเรื่องนั้นก่อน รับมือศัตรูสิ!”
“แกก็บ้าไปด้วยเหรอ! ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเราไม่ได้หนีรอดไปสักคนแน่!”
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม การต่อสู้ตะลุมบอนก็เปิดฉากขึ้นโดยมีกองไฟเป็นฉากหลัง อุณหภูมิที่ร้อนระอุและควันไฟที่สำลักจมูกเริ่มทดสอบความมุ่งมั่นและเส้นประสาทของทุกคน น่าเสียดายที่สี่คนจากกลุ่มดินแดนหรรษาได้ปรับลดการรับรู้ความเจ็บปวดลงจนเหลือต่ำสุด ต่อให้ไฟลุกท่วมตัวก็ไม่หยุดคมมีดในมือ
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งนาที ขวัญกำลังใจของทีมกรมตำรวจก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง กำลังเสริมทิ้งอาวุธของตัวเอง ทอดทิ้งเพื่อนร่วมทีมที่ยังต่อสู้กับศัตรู แล้ววิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง ในตอนนั้นโคมระย้าดวงที่สองก็ร่วงหล่นลงมา เปลี่ยนพื้นที่ครึ่งหลังของโรงละครให้กลายเป็นทะเลเพลิงอันร้อนแรง หากพวกเขายังไม่หนี ต่อให้ชนะก็มีจุดจบแค่ต้องตายตกตามกันไปเท่านั้น
แพ้แล้ว...กู่ซือเท่อมองภาพเหตุการณ์นี้อย่างไม่อยากเชื่อ แต่ก็จำต้องยอมรับความจริง
ภายใต้แสงเพลิงที่ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง ร่างของคู่ต่อสู้ที่กำลังเข่นฆ่าฟาดฟัน ไม่ใช่หนูสกปรกอะไรเลย แต่เป็นดั่งสัตว์ร้ายที่หลุดออกจากกรงต่างหาก!
เพียงแต่ลูกน้องหนีได้ ส่วนเขากลับหนีไม่ได้
เขาเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ลึกเกินไป ขืนออกไปก็มีแต่ทางตายอยู่ดี
จังหวะนั้นเองกู่ซือเท่อก็นึกถึงนักข่าวที่อยู่บนเวทีแสดงขึ้นมาได้
จริงสิ เขายังมีอีกหนึ่งภารกิจ หรือจะพูดให้ถูกก็คือสิ่งสุดท้ายที่สามารถทำได้...เครื่องสังเวยบนเวทีรู้มากเกินไป จะปล่อยให้พวกมันมีโอกาสเปิดปากพูดไม่ได้! ขอแค่ทุกคนตายในกองเพลิง ครอบครัวของเขาก็อาจจะไม่โดนหางเลขไปด้วย!
กู่ซือเท่ออาศัยช่องว่างที่พวกนั้นกำลังไล่ฟันลูกน้อง เดินลากขาขึ้นไปบนเวที มองไปยังตันเอินที่นั่งทรุดอยู่บนพื้น แล้วชักดาบที่เอวออกมา
“ห้ามขยับ!” จู่ๆ เสียงตวาดกร้าวก็ขัดจังหวะการกระทำของเขา
เขาหันไปมองตามเสียง และพบว่าคนที่หยุดตัวเองเอาไว้กลับเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
ในมือของหล่อนถือปืนยาวเอาไว้ ใบหน้าที่ถูกแสงไฟสะท้อนเผยให้เห็นถึงความตึงเครียดและแข็งทื่ออย่างชัดเจน
“จู จูตี๋?” ตันเอินมีสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน “แค่กๆ...คุณมาได้ยังไง? รีบหนีไปสิ!”
บ้าเอ๊ย ยัยนี่แอบเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่? กู่ซือเท่อสบถในใจ ฝีเท้าที่หยุดชะงักก้าวออกไปอีกครั้ง ผู้หญิงแบบนี้เขาเจอมานักต่อนักแล้ว มีความกล้าที่จะยกปืน แต่ไม่มีความกล้าที่จะเหนี่ยวไก ดูจากท่าทางมือสั่นๆ ของหล่อน แค่ถือปืนให้ขนานกับพื้นได้ก็นับว่าเก่งแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องตกอยู่ภายใต้การข่มขู่ของอีกฝ่าย แค่จัดการนักข่าวไปก่อน แล้วค่อยฆ่าทาสชาวไห่เว่ยที่ถูกมัดอยู่กับเสานั่น...
กู่ซือเท่อก้าวฉับๆ ไปข้างหน้าสองก้าว แล้วแทงดาบใส่ตันเอินอย่างไม่ลังเล!
ปัง!
เสียงปืนเบาๆ นัดหนึ่งดังก้องอยู่ข้างหู
กู่ซือเท่อก้มหน้าลง มองดูเสื้อบริเวณหน้าอกของตนที่ค่อยๆ ย้อมไปด้วยสีแดง จากนั้นก็มองไปที่ปากกระบอกปืนของอีกฝ่ายซึ่งมีควันลอยกรุ่นออกมา แล้วล้มลงไปอย่างช้าๆ
จูตี๋ทิ้งปืนลงด้วยความสั่นเทา แล้วรีบวิ่งไปหาตันเอิน “คุณยังรอดอยู่...ดีจริงๆ!”
“ทำไมคุณถึงรู้ว่าผมอยู่ที่นี่?”
“ฉันจ้างนักสืบให้ตามหาคุณ เขาเป็นคนพาฉันเข้ามา ” จูตี๋หันขวับไปมอง แล้วก็ต้องอึ้งไป เมื่อด้านหลังไม่มีแม้แต่เงาคน “ช่างเถอะ ฉันพาคุณออกไปก่อนดีกว่า! แค่กๆ...ที่นี่ดูท่าไม่ค่อยดีแล้ว คุณยังขยับตัวไหวไหม?”
“ผมไม่มีแรงเลย...”
“ไม่เป็นไร ฉันแบกคุณเอง!” พูดจบจูตี๋ก็ก้มตัวลง คว้าตัวตันเอิน แล้วแบกเขาขึ้นบ่าทันที
“เดี๋ยวก่อน ช่วยคนนั้นออกไปด้วย เธอยังมีชีวิตอยู่!” ตันเอินชี้ไปที่อีกคนบนโครงไม้
“แต่ฉันพาไปสองคนไม่ไหวหรอกนะ!”
“คนคนนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่เรา พวกคุณไปก่อนเลย” ตอนนั้นเอง ไท่เล่อและโจวจือก็ปีนป่ายขึ้นมาบนเวทีเช่นกัน
“สุภาพสตรีท่านนั้นกับสุภาพบุรุษที่จุดไฟล่ะ?” ตันเอินพบว่าอีกฝ่ายหายไปอีกสามคน
“พวกนั้นไม่รอดแล้ว” โจวจือพูดพลางหอบหายใจไม่ทัน
“เป็นไปได้ยังไง!” ในดวงตาของนักข่าวพลันเอ่อล้นด้วยความโศกเศร้าอย่างรุนแรง...เพราะการต่อสู้เพื่อช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเมื่อครู่นี้ เขาล้วนเห็นอยู่ในสายตาตลอด
“เร็วเข้า อย่ามัวชักช้า! ถ้าคุณตาย รางวัลของพวกเราก็ชวดไปด้วย!” โจวจืออดไม่ได้ที่จะตวาดออกมา ขณะเดียวกันไท่เล่อก็ตัดเชือกบนโครงไม้ แล้วแบกเหยื่ออีกคนขึ้นบ่า
เนื่องจากไฟลุกลามใหญ่โต ควันทึบม้วนตัวลอยอยู่เหนือหัว ทุกคนจึงจำต้องเดินค้อมตัวเพื่อค้นหาทางออกท่ามกลางกลุ่มควัน
“มาทางนี้”
พิธีกรโผล่มาถูกจังหวะพอดี ชี้บอกทิศทางที่ถูกต้องให้กับสองคู่หูจากดินแดนหรรษา
ผ่านไปครึ่งเค่อ ในที่สุดพวกเขาก็หนีออกจากโรงละครใหญ่ซินแคลร์ทางประตูหน้า ตอนนี้เปลวเพลิงได้แลบเลียออกมาจากหน้าต่างโรงละคร ปีนป่ายขึ้นไปตามกำแพงหินและเสา งูไฟที่กำลังลุกโชนเหล่านี้กลืนกินตัวอาคารไปพร้อมกับส่องสว่างให้ย่านนี้จนสว่างไสว ทุกคนได้ยินเสียงระเบิดและเสียงพังทลายดังมาจากในอาคารเป็นระยะๆ เห็นได้ชัดว่าตัวโรงละครหลักที่มีโครงสร้างเป็นไม้กำลังพังทลาย อีกไม่นานมันก็จะถูกไฟเผาจนถล่มลงมาอย่างราบคาบ แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น โรงละครซินแคลร์จะเป็นตะเกียงราตรีที่อลังการที่สุดของเมืองนี้
และความเคลื่อนไหวเช่นนี้ย่อมไม่มีทางรอดสายตาผู้คน ไฟในละแวกใกล้เคียงเริ่มสว่างขึ้นประปราย นั่นหมายความว่ามีคนไม่น้อยที่สะดุ้งตื่นจากฝัน และได้เห็นเปลวเพลิงที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ตันเอินเหม่อมองโรงละคร แววตาของเขามีความซับซ้อน
“ไม่นึกเลยว่ามันจะถูกทำลายด้วยน้ำมือของคนกลุ่มนี้...”
“แบบนี้มีอะไรไม่ดีเหรอ? ดีกว่าปล่อยให้พวกมันทำสำเร็จ พอมีคนมาเปิดม่านในตอนเช้าตรู่ กลับต้องมาเจอฉากฆาตกรรมนองเลือดก็แล้วกัน” โจวจือพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ยังไงซะเปลวไฟก็จะชำระล้างทุกสิ่งเอง”
“รีบไปกันเถอะ ที่นี่ไม่ใช่ที่มาจับเข่าคุยกันนะ” จูตี๋เร่งเร้า “เดี๋ยวต้องมีชาวบ้านแห่มาดูแน่ เราจะให้ใครเห็นไม่ได้”
“พวกคุณมีที่กบดานตรงไหนบ้างไหม?” โจวจือมองเหยื่อในอ้อมแขน “คนนี้ดูท่าทางอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
“ฉันมีกุญแจสำนักพิมพ์ ตอนนี้ที่นั่นน่าจะไม่มีคนอยู่”
“ไม่ กลับสำนักพิมพ์ไม่ได้!” ตันเอินพูดแทรกขึ้นมา “ไปถนนมรกต ผมมีบ้านพักหลังเล็กๆ อยู่ที่นั่น”
“ตกลง เอาตามที่คุณว่า” ผู้รอดชีวิตที่เหลือแสดงท่าทีไม่มีข้อโต้แย้ง คนกลุ่มนี้อาศัยความมืดในยามวิกาลเป็นเกราะกำบังเบียดตัวขึ้นรถม้า แล้วควบทะยานไปยังที่อยู่ที่นักข่าวบอกอย่างรวดเร็ว







