เมืองหนานหลิงตั้งอยู่บริเวณชายแดนของแคว้นต้าโจว สวามิภักดิ์ต่อต้าโจวมาได้เพียงยี่สิบกว่าปี ราชสำนักโจวส่งขุนนางหลักมาประจำการที่นี่อยู่เสมอ แต่กลับไร้ประโยชน์ ยิ่งเป็นอำเภอที่อยู่ลึกลงไป ขุนนางก็เป็นเพียงแค่หุ่นเชิดเท่านั้น
ที่นี่มีค่านิยมในการฝึกฝนคาถาอาคมอย่างแพร่หลาย แทบทุกครัวเรือนสามารถเลี้ยงภูตผีและกู่ และใช้คาถาสาปแช่งพื้นบ้านได้บ้าง
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วิชาการบำเพ็ญเพียรเพื่อความเป็นอมตะ คนธรรมดาฝึกฝนเพียงหนึ่งถึงสองปีก็สามารถสังหารผู้คนให้ตายได้อย่างไร้ร่องรอย มักจะเกิดข้อพิพาทเรื่องแหล่งน้ำในนาปราณและปัญหาเขตแดนอยู่บ่อยครั้ง แน่นอนว่าการแย่งชิงสิ่งวิเศษก็มีไม่น้อย ส่วนการต่อสู้เข่นฆ่าและสาปแช่งกันในที่ลับยิ่งมีให้เห็นอยู่ตลอด
อำเภอบึงหมอกที่จ้าวฟู่อวิ๋นกำลังจะไปนั้น อยู่ลึกเข้าไปในเมืองหนานหลิง เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาลึก
เมื่อไม่กี่วันก่อน ราชวงศ์ต้าโจวเนื่องจาก 'นโยบายผู้สืบทอดวิถี' จึงได้ส่งศึกษาธิการคนหนึ่งมาที่นี่ เพื่อพยายามสั่งสอนผู้คน และก่อตั้งอารามผู้สืบทอดวิถี ทว่าอยู่ได้ไม่นานก็เสียชีวิตลง
แต่นายอำเภอกลับไม่เป็นอะไร ทว่านายอำเภอก็ตกใจกลัวจนต้องยื่นเรื่องขอย้ายออกจากที่นี่หลายครั้ง แต่ที่ว่าการเมืองเบื้องบนกลับไม่อนุญาตให้เขาไป
เขาคิดหาวิธีหนึ่ง คือให้คนในพื้นที่เสนอชื่อคนคนหนึ่งขึ้นมาเป็นนายอำเภอ แล้วเขาค่อยรายงานขึ้นไป เพื่อที่ตัวเองจะได้หลุดพ้นจากที่นี่ แต่ชาวบ้านกลับไม่มีใครสนใจเขาเลย
การมาถึงของจ้าวฟู่อวิ๋น ทำให้จูผูอี้ดีใจมาก อย่างน้อยเขาก็รู้ว่านี่คือศิษย์ของภูเขาเทียนตู เขารู้สึกว่าในที่สุดตัวเองก็ไม่ต้องหวาดผวาอยู่ทุกวัน ไม่ต้องล็อคประตูหน้าต่างแน่นหนาตอนนอนทุกวันอีกต่อไปแล้ว
เขาจัดเตรียมที่พักให้จ้าวฟู่อวิ๋นในคืนนั้นเลย แต่จ้าวฟู่อวิ๋นพักอยู่เพียงคืนเดียวก็ไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว นายอำเภอไม่มีอะไรทำก็มักจะมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ตรงหน้า ถามนู่นถามนี่ รบกวนจนจ้าวฟู่อวิ๋นไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้อย่างสงบ
จ้าวฟู่อวิ๋นเริ่มจากสอบถามนายอำเภอว่าคนก่อนหน้าเขาพักอยู่ที่ไหน นายอำเภอบอกว่าพักอยู่บนเนินเขาริมแม่น้ำนอกเมือง เนื่องจากกลัวว่าเขาจะไปพักที่นั่น จึงไม่เพียงแต่บอกว่าที่นั่นมีคนตายไม่เป็นมงคล แต่ยังรีบบอกว่าจะช่วยหาที่พักให้จ้าวฟู่อวิ๋นทันที
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้คิดอยากจะไปพักบนเนินเขานอกเมืองอยู่แล้ว เพราะในเมืองนี้สามารถสัมผัสวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิดมากกว่า
อีกอย่าง เขายังจำหน้าที่ศึกษาธิการของตัวเองได้ ต่อให้ไม่ถึงขั้นสั่งสอนผู้คนทั้งดินแดน แต่อย่างน้อยก็ต้องปลุกปั้นคนที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วิถีการบำเพ็ญเพียรออกมาให้ได้สักสองสามคน
ดังนั้นนายอำเภอจึงเช่าเรือนเล็กๆ หลังหนึ่งใกล้กับที่ว่าการอำเภอให้จ้าวฟู่อวิ๋น เรือนเล็กๆ หลังนี้ความจริงแล้วเป็นเรือนหลังของเรือนใหญ่หลังหนึ่ง เรือนหน้าก็ไม่มีคนอยู่ ระหว่างเรือนหน้ากับเรือนหลังมีประตูบานหนึ่งกั้นเอาไว้
จ้าวฟู่อวิ๋นอยู่คนเดียว เรือนหลังหนึ่งหลังถือว่ากำลังดี
เป็นอันว่าจ้าวฟู่อวิ๋นได้ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่แล้ว
เขาเพิ่งมาถึงใหม่ๆ นอกจากการบำเพ็ญเพียรในแต่ละวันแล้ว ก็มักจะเดินดูรอบๆ อำเภอ
อำเภอบึงหมอกแห่งนี้ มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ที่ตั้งของตัวอำเภอคือบริเวณตรงกลางของแอ่งกระทะ ดูเหมือนจะไม่ใหญ่ แต่ถ้ารวมพื้นที่เขตภูเขาเหล่านั้นเข้าไปด้วย กลับถือว่ากว้างใหญ่มาก
เขากำลังสังเกตอำเภอแห่งนี้ คนในอำเภอเองก็กำลังสังเกตเขาอยู่เช่นกัน
ในช่วงเวลาหนึ่ง เขาได้เห็นการประลองคาถาอาคมสามครั้ง การต่อสู้ด้วยอาวุธสี่ครั้ง และการตายด้วยคำสาปแช่งอย่างเป็นปริศนาอีกหนึ่งครั้ง พวกเขาจะไม่ไปขอความช่วยเหลือจากที่ว่าการอำเภอ แต่จะไปสะสางความแค้นกันในศาลบรรพชน
เขาเฝ้าสังเกตทุกอย่างที่นี่เงียบๆ
เนื่องจากเขาไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายเรื่องอะไร ทุกคนจึงค่อยๆ ชินกับศึกษาธิการคนใหม่นี้ แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความรู้สึกของคนธรรมดาเท่านั้น
ทุกสิ่งผ่านพ้นไปท่ามกลางความวุ่นวายและความสงบสุข
คนที่สงบสุขคือจ้าวฟู่อวิ๋น ทุกวันเขาจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกในเรือนเพื่อรับปราณม่วงแห่งรุ่งอรุณ ตกค่ำก็ซึมซับน้ำค้างจันทรา
การบำเพ็ญเพียรนี้เป็นกระบวนการผสานกับฟ้าดิน สิ่งที่ต้องการคือความอุตสาหะอย่างยาวนาน
ผู้บำเพ็ญเพียรบนโลก ลำดับการฝึกฝนสามารถแบ่งออกเป็นการรับรู้หยินหยางของฟ้าดิน การหลอมรวมสภาวะของธาตุทั้งห้า การผสานกับความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลทั้งสี่ และการหยั่งรู้เจตจำนงของภูตผีเทวะ
นี่คือลำดับการฝึกฝน แต่ก็ไม่ได้ตายตัวเสมอไป ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันล้วนศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้งในสี่จุดนี้ เลือกหนึ่งจุดเพื่อเน้นฝึกฝน จากนั้นนำไปรวมกับอีกสามจุดที่เหลือประกอบเป็นเคล็ดวิชาการบำเพ็ญเพียรหนึ่งชุด
นิกายเต๋าขนานแท้ มักจะเน้นที่การค่อยเป็นค่อยไป เน้นที่การฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตวิญญาณควบคู่กัน หากการฝึกฝนเบี่ยงเบนไป แสวงหาความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มักจะเดินผิดทางฝึกฝนผิดวิธีได้ง่าย หรืออาจจะมีคาถาอาคมอันไร้ขีดจำกัดชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็ยากที่จะมีอายุยืนยาว
เขาเข้าใจดีว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ไม่มีปัญญาไปเปลี่ยนค่านิยมของสถานที่แห่งนี้ได้ อีกทั้งตอนที่ลงจากเขา อาจารย์เต๋าก็ได้กำชับเอาไว้ว่า หากเรื่องใดทำได้ก็ทำ หากทำไม่ได้ ก็แค่ปิดประตูบำเพ็ญเพียรไปก็พอ
วันนี้อากาศแจ่มใสอย่างหาได้ยาก เขาจึงออกจากอำเภอ มายังริมแม่น้ำสายนอกเมือง แม่น้ำสายนั้นมีชื่อว่าแม่น้ำหมอกเก้าโค้ง คดเคี้ยวเข้าไปในภูเขา ต่อให้แดดจะออก ผิวน้ำในแม่น้ำสายนี้ก็ยังคงมีหมอกปกคลุมอยู่ดี
เขายืนอยู่บนคันกั้นน้ำริมแม่น้ำ ข้างคันกั้นน้ำมีเนินเขาแห่งหนึ่ง บนเนินเขาเต็มไปด้วยต้นไม้เตี้ยๆ ขึ้นปะปนกัน
บังเอิญว่าบนเนินเขาแห่งนี้มีคนสองกลุ่มดูเหมือนกำลังโต้เถียงอะไรบางอย่างกันอยู่ เขาไม่ได้เข้าไปใกล้ คนสองกลุ่มนี้ก็เริ่มลงไม้ลงมือกันอย่างรวดเร็ว เป็นการต่อสู้ด้วยหมัดมวย
วิชาแบบนี้ แม้จ้าวฟู่อวิ๋นจะเคยฝึกฝนมาบ้าง แต่ก็เรียกไม่ได้ว่าเชี่ยวชาญ ทว่าดูออกว่าวิชาหมัดมวยของพวกเขานั้นเหี้ยมโหดอำมหิต ทุกกระบวนท่าหมายเอาชีวิต
เขามาดูที่ริมแม่น้ำแห่งนี้ หนึ่งคืออยากจะมาชมทิวทัศน์ของแม่น้ำ สองคืออยากจะหาหินภูเขาที่มีจิตวิญญาณมาหลอมรวมเป็นตราประทับสยบมารอีกสักชิ้น
ตอนนี้ในมือของเขามีเพียงเข็มขนอัคคี นี่คือหินแก่นอัคคีก้อนหนึ่งที่เขาได้มาตอนทำภารกิจครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ซื้อวัตถุดิบเพิ่มอีกเล็กน้อย แล้วก็ใช้เงินเก็บของตัวเองจนหมดเกลี้ยง ขอร้องศิษย์พี่ในตำหนักเทวะของสำนัก ให้ช่วยขัดเกลาเข็มขนอัคคีออกมาสามสิบหกเล่ม
เข็มขนอัคคีสามสิบหกเล่มนี้ จึงถูกเขาใช้พลังเวทชำระล้างมาจนถึงทุกวันนี้ กลายเป็นอาวุธวิเศษเพียงชิ้นเดียวในมือเขาที่สามารถใช้สังหารศัตรูได้โดยตรง
บนแม่น้ำหมอกภายใต้แสงแดด ผิวน้ำทอประกายระยิบระยับ ห่างออกไปเล็กน้อย เนื่องจากหมอกยังไม่จางหายไป มีเรือประมงกำลังทอดแหจับปลาอยู่ท่ามกลางสายหมอก มองเห็นรำไร ราวกับแดนเซียนก็มิปาน
ในตอนนั้นเอง คนสองกลุ่มนั้นก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว คนคนหนึ่งกุมท้องล้มลงไปกองกับพื้น
จ้าวฟู่อวิ๋นเดินอ้อมคนเหล่านี้มาบนเนินเขา บังเอิญเห็นศาลเจ้าแห่งหนึ่ง จึงเดินเข้าไปด้วยความสบายใจ
ประตูศาลเจ้าใช้กิ่งไผ่หนึ่งก้านเสียบเป็นกลอนล็อกเอาไว้ เขาชักมันออก แล้วผลักประตูเข้าไป
ในศาลเจ้านี้มีเทวรูปองค์หนึ่งตั้งบูชาอยู่
เทวรูปเป็นรูปสลักหินหยาบๆ ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ป้ายวิญญาณด้านล่างสลักตัวอักษรสี่ตัวว่า 'เทพจ้าวเพลิงแดง'
ในอาณาเขตของแคว้นต้าโจว ศาลเจ้าที่มีจำนวนมากที่สุดก็คือศาลของเทพจ้าวองค์นี้ เพราะพระองค์ได้รับการบวงสรวงแต่งตั้งจากปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งแคว้นโจวที่เสด็จขึ้นเขาฉีอวิ๋น และหลังจากที่แคว้นโจวถูกก่อตั้งขึ้น ภูเขาเทียนตูก็มีคาถา 'มนตร์เทพเพลิงแดง' ขึ้นมา รวมถึง 'คัมภีร์เพลิงแดงสถิตกาย' เป็นต้น
แม้แต่ยันต์เพลิงเทวะที่พัฒนาขึ้นมาจากยันต์อัคคี บนนั้นก็มียันต์เพลิงแดงเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งบท
สวี่ย่าจวินที่ถูกจ้าวฟู่อวิ๋นสังหารไปก่อนหน้านี้ ก็เคยฝึกคัมภีร์เพลิงแดงสถิตกายมา
เคล็ดวิชาการบำเพ็ญเพียรแบบนี้ที่ไม่ต้องเสียทรัพยากรเพิ่มเติม แน่นอนว่าเขาก็เคยฝึกฝนมาก่อนเช่นกัน
ในหมู่ชาวบ้านของแคว้นต้าโจว สิ่งที่ถูกอัญเชิญกลับบ้านมากที่สุดก็คือ 'เทพจ้าวเพลิงแดง' สามารถปกป้องบ้านเรือนและขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้
แต่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ เขาไม่เห็นมีใครอัญเชิญ 'เทพจ้าวเพลิงแดง' มาปกป้องบ้านเรือนในเมืองเลย ดังนั้นเทวรูปในศาลเจ้าแห่งนี้ ย่อมต้องเป็นฝีมือการแกะสลักและตั้งขึ้นของคนก่อนหน้าเขาอย่างแน่นอน
เขามองไปรอบๆ พบว่าภายในห้องยังคงสะอาดสะอ้านดี เดินเข้าไปข้างใน เป็นลานบ้าน ถึงแม้จะไม่ใหญ่ แต่ก็มีครบทุกอย่าง แสดงให้เห็นว่าคนที่พักอยู่ที่นี่ในตอนนั้น ตั้งใจจะอยู่ที่นี่แบบถาวร
เขาผลักประตูเข้าไปในห้องนอน กลับเหลือบไปเห็นแมวลายขาวตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงขอบเตียง วินาทีที่ประตูถูกผลักเปิดออก มันหันกลับมามองจ้าวฟู่อวิ๋นแวบหนึ่ง จากนั้นก็กระโจนขึ้นไปบนกำแพงแล้วปีนขึ้นไปบนขื่อ ลอดออกไปทางช่องว่างของชายคา
จ้าวฟู่อวิ๋นมองตามไปสองสามครั้ง แล้วค่อยหันกลับมามองในห้องนี้ ภายในห้องค่อนข้างสะอาด ไม่เหมือนกับที่ที่มีคนตายมาก่อน
เห็นได้ชัดว่าถูกปัดกวาดทำความสะอาดมาแล้ว
เขามองดูรอบๆ พบว่าการตกแต่งที่นี่เรียบง่ายมาก บางทีอาจจะยังไม่ทันได้ซื้อหาอะไรมา ตู้เสื้อผ้าใบหนึ่งตั้งอยู่ตรงนั้น เมื่อเปิดออก ข้างในก็ไม่มีอะไรเลย
จู่ๆ หูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ พอเดินออกมาจากห้องนอน ก็เห็นคนสองสามคนเดินออกมาจากห้องโถงเล็กๆ ที่มีเทวรูปตั้งอยู่ กำลังชะโงกหน้ามองเข้ามาในห้อง
จ้าวฟู่อวิ๋นจำพวกเขาก็ได้ในทันที ว่าเป็นพวกที่เพิ่งต่อสู้กันบนเนินเขาด้านหน้านั่นเอง
เขาไม่ได้พูดอะไร ในสายตาของเขา ศาลเจ้าแห่งนี้ ตัวเขาเข้ามาได้ คนอื่นก็เข้ามาได้เหมือนกัน
เพียงแค่มองพวกเขาสายตาหนึ่ง แล้วก็หันไปดูห้องอื่นๆ ต่อ
"ใต้เท้า ท่านมาทำอะไรที่นี่?"
เขาเพิ่งจะหันหน้ากลับมา อีกฝ่ายกลับชิงถามเขาขึ้นมาก่อน
คำพูดนี้เหมือนเป็นการซักไซ้ แฝงความรู้สึกเหมือนกำลังถูกไต่สวน
จ้าวฟู่อวิ๋นหยุดฝีเท้าลง ราวกับสายลมที่พัดเข้ามาในลานบ้าน แต่เมื่อพัดมาโดนตัวเขา กลับหยุดนิ่งลงในฉับพลัน







