ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ฉู่ชิงถึงได้เผลอหลับไปอย่างงัวเงีย
และไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน เขาได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมา จากไกลค่อยๆ ใกล้เข้ามา จากเลือนรางกลายเป็นชัดเจน
ฉู่ชิงลืมตาขึ้น ลูบหน้าลูบตา พยายามตั้งใจฟังจนแน่ใจว่าเสียงนั้นดังมาจากโถงทางเดิน พอหันไปมองท้องฟ้าด้านนอกก็ยังคงมืดมิด นี่มันกี่โมงกี่ยามกันเนี่ย?
"พี่เวย! พี่เวย?"
เขาเห็นอวี๋ลี่เวยไม่อยู่บนเตียงข้างๆ จึงตะโกนเรียกไปสองครั้ง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ
เสียงที่โถงทางเดินยังคงดังต่อเนื่อง แถมยังฟังดูคุ้นหู ฉู่ชิงสวมเสื้อผ้า สวมรองเท้าแตะเดินลากเท้าออกไปนอกห้อง
สุดโถงทางเดินแคบๆ ภายใต้แสงไฟสีเหลืองสลัว คนสามคนกำลังยืนคุยอะไรบางอย่างกันอยู่
เขาไม่เคยเห็นเจี่ยจางเคอโกรธจัดขนาดนี้มาก่อน ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเล็กน้อย ตะคอกเสียงดัง "ปล่อยให้หล่อนไปเลย! พวกเราไปหาผู้หญิงนั่งดริ้งก์มาแสดงแทนจริงๆ ก็ได้! ไม่ได้แย่ไปกว่าหล่อนหรอก!"
กู้เจิ้งพยายามเกลี้ยกล่อม "เหล่าเจี่ย อย่าเพิ่งพูดด้วยอารมณ์สิ เขาคงมีเหตุผลอื่นแน่ๆ"
เจี่ยจางเคอสวนกลับ "จะมีเหตุผลอะไรอีก! พรุ่งนี้ก็จะถ่ายฉากของเขาอยู่แล้ว คืนนี้ดันมาบอกว่าไม่ทำแล้ว มีคนแบบนี้ด้วยเหรอวะ?!"
อวี๋ลี่เวยเห็นว่าตอนนี้อารมณ์ของเขาไม่มั่นคงอย่างมาก รู้ดีว่าพูดคุยกันต่อไปไม่ได้ จึงกล่าวว่า "นายกลับห้องไปสงบสติอารมณ์ก่อนเถอะ เดี๋ยวเราสองคนไปเจรจาเอง"
เจี่ยจางเคอยังอยากจะพูดต่อ แต่กู้เจิ้งก็ลากเขาให้กลับไปที่ห้องของตัวเองเสียก่อน
อวี๋ลี่เวยหันมาเห็นฉู่ชิงพอดี จึงเอ่ยขึ้น "อาชิง พอดีเลย นายก็มาด้วยกันสิ"
ฉู่ชิงงุนงงไปหมด ถามขึ้นว่า "เกิดอะไรขึ้นน่ะ?"
"นางเอกจะไปน่ะสิ!" กู้เจิ้งที่เดินตามมาสมทบพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
"ทำไมล่ะ?"
ต่อให้ฉู่ชิงจะโง่แค่ไหนก็รู้ว่า หนังกำลังถ่ายทำอยู่ แต่นางเอกกลับโวยวายจะไป มันคือสถานการณ์แบบไหน
"ก็ไม่ใช่เพราะเรื่องเงินหรือไง!" กู้เจิ้งพูดอย่างเคียดแค้น
ห้องของจั่วเหวินลู่อยู่ชั้นบน ทั้งสามคนเดินขึ้นไปบนชั้น ตอนนั้นท้องฟ้าก็เริ่มสว่างรำไรแล้ว
อวี๋ลี่เวยเคาะประตูนำไปก่อน "เข้ามาสิ!" คนข้างในเอ่ย
เมื่อทั้งสามเข้าไปก็เห็นว่าจั่วเหวินลู่กำลังเก็บกระเป๋าเดินทาง เธอไม่ได้ดูแปลกใจที่เห็นพวกเขามา
กู้เจิ้งพยายามข่มน้ำเสียง ถามขึ้นว่า "เหวินลู่ ฉันฟังเหล่าเจี่ยบอกว่าเธอจะกลับเมืองหลวง เกิดอะไรขึ้นเหรอ?"
"อ้อ พ่อฉันป่วยน่ะ ฉันต้องกลับไปซื้อยาให้เขา แล้วก็ดูแลเขาสักหน่อย"
จั่วเหวินลู่พูดเหตุผลแบบเดียวกับที่บอกเจี่ยจางเคอไปแล้วอีกครั้ง
กู้เจิ้งฟังแล้วรู้สึกว่านี่มันไร้สาระสิ้นดี แต่ก็ยังพยายามเกลี้ยกล่อม "เหวินลู่ เธอก็รู้ว่าตอนนี้การถ่ายทำกำลังอยู่ในช่วงสำคัญ พรุ่งนี้ เอ๊ะ ไม่สิ ต้องบอกว่าวันนี้จะต้องถ่ายฉากของเธอแล้ว เธอเป็นนางเอกนะ จะไปไม่ได้เด็ดขาด!"
"พี่เจิ้ง เรื่องนั้นฉันรู้ดี แต่พ่อฉันป่วย ข้างกายก็ไม่มีใคร ฉันไม่วางใจจริงๆ ทำได้แค่ต้องขอโทษด้วย" จั่วเหวินลู่มีท่าทีเด็ดเดี่ยวมาก
"เธอ!"
กู้เจิ้งเพิ่งจะระเบิดอารมณ์ ก็ถูกอวี๋ลี่เวยดึงตัวเอาไว้
"คุณจั่ว ฉันขอพูดอะไรสักหน่อย หวังว่าคงไม่ถือสานะ" อวี๋ลี่เวยกล่าว
ในฐานะที่เขาเป็นพี่ใหญ่ของกองถ่าย จั่วเหวินลู่ยังคงให้ความเคารพอยู่พอสมควร จึงตอบว่า "พี่เวย เชิญพูดมาเถอะค่ะ"
"พวกเราน่ะ มีปัญหาก็ต้องแก้ อย่าทำตัวงอแงเป็นเด็กๆ ฉันขอถามเธอหน่อย ในใจเธอคิดยังไงกันแน่? มีอะไรก็พูดออกมา พวกเราเชื่อใจเธอ เธอก็ต้องเชื่อใจพวกเรา พวกเรามาคุยกันดีๆ ทุกอย่างก็เพื่อถ่ายหนังให้ออกมาดีทั้งนั้น!"
จั่วเหวินลู่นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ วางของในมือลง แล้วกล่าวว่า "พี่เวย พี่เจิ้ง พวกคุณนั่งก่อนสิคะ"
หล่อนไม่แม้แต่จะปรายตามองฉู่ชิงเลยสักนิด
บ้านเกิดของจั่วเหวินลู่ก็อยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือว่าเป็นคนบ้านเดียวกันกับฉู่ชิง แถมทั้งสองคน คนหนึ่งเป็นพระเอก อีกคนเป็นนางเอก มีฉากที่ต้องแสดงคู่กันเยอะมาก แต่นอกจากการพูดคุยกันแค่ประโยคเดียวตอนที่เจอฉู่ชิงครั้งแรก หล่อนก็ไม่เคยสื่อสารกับเขาอีกเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต่อบทด้วยกัน
ฉู่ชิงรู้ดีว่า นี่คือการดูถูกเขาอย่างแท้จริง เขาก็ไม่หาเรื่องใส่ตัว เจอกันก็ยังคงทักทายตามปกติ รักษาระดับความสัมพันธ์ที่สุภาพเอาไว้
ทั้งสามคนนั่งลง ฉู่ชิงลากม้านั่งตัวเล็กมานั่งเอง ทำตัวเป็นตัวประกอบที่เงียบเชียบ
"พี่เวย ฉันรู้สึกว่าบทของฉัน พูดให้ดูดีคือนางเอก แต่บทมันน้อยเกินไป แถมยังไม่มีจุดเด่นอะไร ฉันรู้สึกว่ามันไม่มีคุณค่าให้แสดงเลยค่ะ" จั่วเหวินลู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมา
"คุณจั่ว..." อวี๋ลี่เวยฟังแล้วจู่ๆ ก็รู้สึกมีอารมณ์ขึ้นมา แต่ทักษะภาษาจีนกลางของเขานั้นแย่มาก ยิ่งรีบก็ยิ่งรวน จู่ๆ เขาก็คว้าไหล่ของกู้เจิ้ง จ้องมองเขาแล้วบอกว่า "นายบอกเขาไปสิ ว่าโปรดิวเซอร์ที่ฮ่องกงประเมินบทนี้ไว้ว่ายังไง?"
กู้เจิ้งก็งงไปชั่วขณะ แต่ก็ตั้งสติได้เร็ว หันไปพูดกับจั่วเหวินลู่ "เหวินลู่ บทหูเหมยเหมยเนี่ย ถึงบทจะไม่เยอะ แต่ความสำคัญของเธอ ถ้ามองในบางมุมแล้วยังถือว่ามีมากกว่าเสี่ยวอู่เสียอีก..."
จากนั้นเขาก็ร่ายยาวเป็นชุด ทั้งเรื่องโครงสร้างบทละคร ทั้งเรื่องสตรีนิยม ฉู่ชิงนั่งฟังอย่างกับกำลังฟังคัมภีร์สวรรค์
ฝั่งเขาพูดจนน้ำลายแตกฟอง แต่สีหน้าของจั่วเหวินลู่ก็ยังคงไม่เห็นด้วยอยู่ดี
กู้เจิ้งเห็นแบบนั้นก็ไม่อยากเปลืองน้ำลายอีก อดไม่ได้ที่จะพูดว่า "เธอพูดมาตรงๆ เถอะ ทุกคนในใจก็รู้กันดี"
"ได้! ฉันอยู่ต่อก็ได้ แต่เงินหนึ่งหมื่นหยวนนั่นต้องให้ฉันก่อน" ในที่สุดจั่วเหวินลู่ก็พูดถึงปัญหาที่แท้จริง
ถึงแม้หล่อนจะเป็นนักศึกษา แต่ก็เคยผ่านโลกมาบ้าง ลองดูคนพวกนี้สิ แบบนี้เรียกว่ากองถ่ายได้ด้วยเหรอ? ผู้กำกับยังไม่รู้จักเลยว่าจอมอนิเตอร์คืออะไร ตากล้องก็หิ้วกล้องที่มีอยู่ตัวเดียวทั้งวัน เห็นอะไรก็ถ่าย ไม่มีจัดแสง แม้แต่แต่งหน้าก็ยังต้องทำเอง แล้วยังมีพระเอกที่ไม่เอาไหนคนนั้นอีก...
หล่อนก็แค่กลัวว่าคณะงิ้วปาหี่วงนี้จะล่มเอาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เลยอยากจะเอาค่าตัวของตัวเองมาไว้ในมือก่อน
กู้เจิ้งไม่ได้ตอบอะไร แต่กลับชำเลืองมองปฏิกิริยาของฉู่ชิง
ค่าตัวของพระเอกเพิ่งจะสองพัน แต่นางเอกกลับได้หนึ่งหมื่น ต่างกันตั้งห้าเท่า
ฉู่ชิงไม่แม้แต่จะกะพริบตา ตั้งอกตั้งใจรับบทเป็นคนเดินผ่านทางของตัวเองต่อไป เขาได้ยินเรื่องเงินหนึ่งหมื่นหยวนนั่นแล้ว แต่เขากลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติมาก อีกฝ่ายเป็นถึงนักศึกษาหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยครุศาสตร์เมืองหลวง ตัวเองเป็นแค่คนเก็บขยะ ได้สองพันก็ดีแค่ไหนแล้ว
"คุณจั่ว เธอก็รู้ว่ามันผิดกฎ ทำให้พวกเราลำบากใจมากนะ"
อวี๋ลี่เวยยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี แต่ท่าทีของจั่วเหวินลู่นั้นชัดเจนมาก ถ้าไม่ให้เงินก่อน ก็ไม่ต้องคุย!
ทั้งสองคนพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่อีกพักหนึ่งแต่ก็ไร้ผล ทำได้เพียงพาฉู่ชิงกลับไปที่ห้องของเจี่ยจางเคอ
ตอนนี้อารมณ์ของเขาสงบลงแล้ว เมื่อได้ยินสถานการณ์ เขาก็แค่นหัวเราะเยาะออกมา เอ่ยว่า "ฉันว่าแล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนี้!"
"เหล่าเจี่ย เอาไงดี? จะให้เขาไปก่อนไหม?" กู้เจิ้งถาม
"ไม่ได้ เด็ดขาดเลย!"
เจี่ยจางเคอมีสีหน้าจริงจัง กล่าวว่า "ทีมงานคนอื่นยังไม่ได้เงินกันสักแดงเดียว มีสิทธิ์อะไรถึงต้องให้หล่อน! นี่มันคือกฎ จะยกเว้นไม่ได้! งานอาจจะออกมาไม่ดี แต่จะทำตัวไม่ยุติธรรมกับเพื่อนๆ ไม่ได้!"
เขาถอนหายใจอีกครั้ง แล้วพูดต่อ "แถมเงินในมือพวกเราตอนนี้ จะพอประคองไปจนถ่ายเสร็จหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กู้เจิ้งก็นิ่งเงียบไป ส่วนอวี๋ลี่เวยก็ยิ่งไม่ปริปากพูดอะไรเลยตั้งแต่เดินเข้ามา
ฉู่ชิงรู้ว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้ เขามีความประทับใจที่ดีต่อคนกลุ่มนี้และถือว่าพวกเขาเป็นเพื่อน เมื่อเพื่อนมีปัญหา ถึงจะออกแรงช่วยไม่ได้ แต่ก็ต้องให้รู้ว่าตัวเองสนับสนุนอยู่ ดังนั้นถึงจะไม่มีธุระอะไรของตัวเอง เขาก็ยังอยู่เป็นเพื่อนตลอด
เจี่ยจางเคอสูบบุหรี่มวนแล้วมวนเล่า กู้เจิ้งก็สูบเป็นเพื่อน ฉู่ชิงก็มาร่วมแจมด้วย ไม่นานในห้องเล็กๆ ก็เต็มไปด้วยควันบุหรี่ อากาศดูอึมครึมลงไปถนัดตา
ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเช้ากว่าแล้ว หวังหงเหว่ยก็ตื่นแล้วเช่นกัน พอได้ยินเรื่องราวก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ทั้งสี่คนเอาแต่อุดอู้อยู่ในห้องอย่างเงียบเชียบ
เรื่องราวดูเหมือนจะกู่ไม่กลับเสียแล้ว
ท้องฟ้าสว่างเต็มที่ จั่วเหวินลู่หิ้วกระเป๋าเดินทางลงไปข้างล่างแล้ว ไม่มีใครไปส่ง เจี่ยจางเคอยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูหล่อนขึ้นรถตู้เตรียมตัวไปสถานีรถไฟ
"ปัง!"
จั่วเหวินลู่ปิดประตูรถ
รถยนต์กระตุกเบาๆ และค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ดูเหมือนจะพัดพาเอาความหวังทั้งหมดของเจี่ยจางเคอไปด้วย ดวงตาที่เล็กอยู่แล้วดูเลือนรางยิ่งขึ้นจนมองไม่เห็นประกายในนั้น
"เฮ้ย นายดูนั่น!"
จู่ๆ กู้เจิ้งก็ร้องขึ้นมา
เจี่ยจางเคอได้สติกลับมา มองเห็นประตูรถบานนั้นถูกเลื่อนเปิดออกอีกครั้ง วินาทีนั้นเขารู้สึกเพียงแค่หัวใจเต้นโครมคราม
จั่วเหวินลู่หิ้วกระเป๋าเดินทางกระโดดลงจากรถ เงยหน้าขึ้นไปเห็นเจี่ยจางเคอที่ริมหน้าต่าง หล่อนโบกมือให้อย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก แล้วเดินเข้าไปในตึก
หล่อนยังคงไม่ไป หล่อนยังคงอยากแสดงบทนี้ ถึงแม้หล่อนจะยังคงคิดว่านี่มันก็แค่คณะงิ้วปาหี่ก็ตาม
…………
เรื่องวุ่นวายครั้งนี้ถือว่าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่เจี่ยจางเคอก็กลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว เขาแก้ไขแผนการถ่ายทำ เลื่อนฉากของจั่วเหวินลู่ทั้งหมดขึ้นมาถ่ายก่อน ถ่ายเสร็จเร็วก็จะได้สบายใจเร็ว
ความสัมพันธ์ระหว่างจั่วเหวินลู่กับทีมงานในกองถ่ายก็กลายเป็นเรื่องน่าอึดอัด ถึงแม้หล่อนจะพยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทุกคนก็รักษาระยะห่างและความสุภาพกับหล่อนอย่างแปลกประหลาด
และดูเหมือนความโชคดีของกองถ่ายจะเปลี่ยนไปพร้อมกับเรื่องวุ่นวายนี้ เริ่มมีเรื่องน่าปวดหัวสารพัดเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
วิธีการถ่ายทำของเจี่ยจางเคอ ในสายตาของเพื่อนร่วมชั้นอย่างหวังหงเหว่ยและกู้เจิ้งนั้น เรียกได้ว่าแหกกฎอย่างสิ้นเชิง มันไม่เหมือนกับที่สอนในโรงเรียนเลยสักนิด อะไรที่เป็นข้อห้ามที่อาจารย์ตักเตือนในห้องเรียน เขาจะต้องไปลองทำดูทั้งหมด ราวกับว่าจงใจ
เขาไม่เคยทำสตอรี่บอร์ดไว้ล่วงหน้าเลย อวี๋ลี่เวยถามเขาถึงวิธีการเคลื่อนกล้องในวันรุ่งขึ้น เขาก็บอกว่าอยู่ในหัวหมดแล้ว แต่พอไปถึงหน้าเซ็ตก็ยังต้องแก้แล้วแก้อีก มีแรงบันดาลใจใหม่ๆ พรั่งพรูออกมาไม่หยุด
โชคดีที่อวี๋ลี่เวยก็ไม่ใช่เล่นๆ เขาสามารถรับมือกับแรงบันดาลใจที่อัปเดตอยู่ตลอดเวลาของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นักแสดงยังดีหน่อย เจี่ยจางเคอไม่ได้เรียกร้องอะไรจากพวกฉู่ชิงมากนัก แค่ให้นักแสดงนำดูบทของวันนั้น ส่วนนักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็แค่เล่าโครงเรื่องคร่าวๆ และบอกความต้องการพื้นฐานในการแสดงเท่านั้น
หลังจากนั้น ก็คือการที่นักแสดงซึ่งไม่มีประสบการณ์การแสดงเลยแม้แต่น้อยเหล่านี้ ได้ไป "เล่น" หนังกันอย่างเต็มที่ในหน้าเซ็ต
เนื่องจากวิธีการถ่ายทำที่ไม่เป็นโล้เป็นพายแบบนี้ ผลลัพธ์โดยตรงที่ตามมาก็คือการสิ้นเปลืองฟิล์มที่มากเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่แรกไปไกล
หลังจากนั้นกู้เจิ้งก็ได้รับโทรศัพท์จากเมืองหลวง บอกว่ามีธุระนิดหน่อยต้องกลับไปจัดการ เจี่ยจางเคอจึงให้เขานำฟิล์มที่ถ่ายเสร็จแล้วกลับไปด้วย และฝากซื้อฟิล์มกลับมาเพิ่มอีก
เรื่องราวใหญ่โตและเล็กน้อยทั้งหมดนี้ ไม่ค่อยเกี่ยวข้องอะไรกับฉู่ชิงนัก
อยู่ที่เฟินหยางยังไม่ถึงหนึ่งเดือน แต่เขากลับรู้สึกว่าตัวเองกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไปแล้ว กินข้าว นอนหลับ ซื้อของ เวลาว่างก็ไปเดินเล่นตามท้องถนน ทุกอย่างล้วนเหมือนกับชีวิตก่อนหน้านี้
เหล่าเจี่ยค่อนข้างพอใจกับการแสดงของเขามาก โดยเฉพาะตอนที่ถ่ายฉากโป๊ของเสี่ยวอู่
เสี่ยวอู่เพื่อที่จะไปพบกับนักร้องสาวที่ตัวเองรัก จึงวิ่งไปที่โรงอาบน้ำและขัดสีฉวีวรรณร่างกายที่สกปรกของตัวเองอย่างดี
ฉากนี้ฉู่ชิงต้องแก้ผ้าทั้งหมด ถึงแม้จะอธิบายให้เขาฟังล่วงหน้าแล้ว และฉู่ชิงก็รับปากอย่างตรงไปตรงมา แต่เจี่ยจางเคอก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ดี ถึงขั้นจงใจส่งกู้เจิ้งไปทำความเข้าใจเชิงลึกกับเขา เช่น ความจำเป็นในการแสดงฉากเปลือย และวิธีการนำเสนอแบบสัจนิยม เป็นต้น...
ฉู่ชิงฟังอย่างมึนงง แล้วกล่าวว่า "ก็แค่แก้ผ้าโชว์ก้นไม่ใช่เหรอ ขอแค่ไม่ถ่ายข้างหน้าก็พอแล้ว"
วันรุ่งขึ้นเปิดกล้อง ห้องอาบน้ำนั้นฝ่ายศิลป์ใช้เวลาจัดฉากอยู่หนึ่งวันเต็มๆ คนที่อยู่ตรงนั้นล้วนเป็นชายอกสามศอก ฉู่ชิงถอดเสื้อผ้าออกอย่างคล่องแคล่ว แล้วกระโดดลงไปในอ่างอาบน้ำ
ร่างกายของเขาผอมแห้งมาก ไม่เหมือนตอนที่ฝึกศิลปะการต่อสู้เมื่อก่อนซึ่งเต็มไปด้วยความงามและพลังอันระเบิดพล่าน กระดูกแต่ละซี่นูนปูดออกมา ดูเหมือนซี่โครงหุ้มหนัง เรียกได้ว่าน่าเกลียดน่าชัง
แต่เจี่ยจางเคอก็ไม่ได้ใช้แสงซอฟต์ๆ มาช่วยให้ดูดีขึ้น และไม่ได้ใช้ควันหรือหมอกมาสร้างบรรยากาศ เขาเลือกที่จะนำเสนอความหยาบกระด้างที่สมจริงแบบนี้ออกมาตรงๆ เลย
เมื่อจัดการฉากนี้เสร็จ ฉู่ชิงก็รีบปีนขึ้นมาจากอ่างอาบน้ำ ปากก็บ่นเสียงดัง
น้ำแม่งโคตรเย็นเลย!
อวี๋ลี่เวยมองดูภาพในจอ แล้วพูดขึ้นประโยคหนึ่ง "น่าตกใจจริงๆ!" ไม่รู้ว่าหมายถึงความหมายที่สะท้อนออกมาจากภาพ หรือกำลังพูดถึงร่างกายของฉู่ชิงกันแน่
เจี่ยจางเคอก็เอ่ยชมฉู่ชิงเป็นการใหญ่ โดยมองว่าเขาแสดงให้เห็นถึง "ความรักและความโดดเดี่ยวเมื่อต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของสังคม"
ฟังแล้วเขาถึงกับปวดไข่







