เพิงฟางแม้จะซอมซ่อ แต่ก็ถือเป็นบ้านใหม่
หลัวซานตั้งใจสอนพิธีกรรมบางอย่างให้หลี่อี้
เริ่มจากไหว้ทั้งสี่ทิศ เป็นการทักทายเทพยดาฟ้าดิน เข้าบ้านต้องเรียกขาน เข้าศาลต้องไหว้พระ
จากนั้นก็หิ้วถังน้ำใบหนึ่งมาวางไว้ในเพิงฟาง ภูเขาดูแลผู้คน สายน้ำดูแลทรัพย์สิน นี่เรียกว่าลมหนุนน้ำส่ง
แล้วนำดินเก่ากำมือหนึ่งที่เอามาจากอารามอู๋จี๋มาโปรยในบ้านใหม่ ว่ากันว่าจะช่วยแก้โรคผิดน้ำผิดอากาศได้
ขั้นตอนสุดท้ายของพิธี คือการก่อไฟตั้งเตา
หลัวซานส่งท่อนไม้พุทราให้หลี่อี้ท่อนหนึ่ง ให้เขาปั่นไม้แกว่งไฟ
หลี่อี้ถือไม้พุทราท่อนนั้นด้วยความประหลาดใจ เดิมทีคิดว่าหลัวซานยากจนจนไม่มีแม้แต่หินเหล็กไฟสักก้อน ใครจะรู้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น
นี่เป็นประเพณีดั้งเดิม
ในราชวงศ์ถัง ก่อนเทศกาลเชงเม้งคือเทศกาลหานสือ ต้องดับไฟเก่าในบ้านและกินอาหารเย็น วันต่อมาจึงเป็นวันเชงเม้ง วันนี้ต้องปั่นไม้เปลี่ยนไฟ จุดไฟขึ้นมาใหม่
และทุกครั้งที่ย้ายบ้านใหม่ ก็ต้องดับเชื้อไฟจากบ้านเก่า แล้วปั่นไม้เปลี่ยนไฟในบ้านใหม่เช่นกัน
แต่ละฤดูกาลยังต้องใช้ไม้ต่างชนิดกันมาปั่นเอาไฟ ฤดูใบไม้ผลิใช้ไม้เอล์มไม้หลิว ฤดูร้อนใช้ไม้พุทราไม้แอปริคอต ปลายฤดูร้อนใช้ไม้หม่อนไม้เจ๋อ ฤดูใบไม้ร่วงใช้ไม้โอ๊ก ฤดูหนาวใช้ไม้หวยไม้จันทน์
ตระกูลใหญ่โต ปีหนึ่งต้องเปลี่ยนไฟถึงห้าครั้ง
ทุกปีหลังเทศกาลเชงเม้ง ฮ่องเต้ยังพระราชทานเชื้อไฟใหม่ให้เหล่าขุนนาง เพื่อแสดงถึงความโปรดปรานเป็นพิเศษ
การปั่นไม้แกว่งไฟนั้นค่อนข้างยาก
พระสนมและนางกำนัลในสมัยเป่ยฉีเคยเอาผงกำมะถันแต้มบนท่อนไม้ อาศัยหินเหล็กไฟเปลี่ยนไฟหยินให้เป็นไฟหยาง
หลี่อี้ไม่มีไม้ขีดไฟแบบนี้ อีกทั้งไม่สามารถควักไฟแช็กออกมาต่อหน้าผู้คนได้ ทำได้เพียงเหลาไม้ให้แหลมท่อนหนึ่ง แล้วใช้ฝ่ามือปั่นอย่างซื่อสัตย์
ฝ่ามือของเขาปั่นจนแทบจะควันขึ้นแล้ว
ภายใต้คำชี้แนะของหลัวซาน เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ในที่สุดก็ปั่นจนควันขึ้นมาจริงๆ
ไฟใหม่จากไม้พุทราลุกโชนบนกองฟาง
หลี่อี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบเติมฟางและกิ่งไม้ลงไป รอจนไฟนิ่งดีแล้ว ก็ตั้งหม้อดินต้มน้ำเริ่มทำอาหาร
ปลาหลีฮื้อสองตัว ตัวหนึ่งตุ๋น อีกตัวหนึ่งทอด
ขอดเกล็ดเอาเหงือกออก ดึงเส้นคาวปลาออก จากนั้นผ่าท้องควักไส้ บั้งเนื้อปลา ท่วงท่าการกระทำทั้งหมดชำนาญยิ่งนัก หลังจากน้ำในหม้อดินดำเดือดพล่าน ก็ใส่น้ำมันหมู ใส่ต้นหอมลงไปหนึ่งกำ แล้วเอาปลาลงไปตุ๋น
หันกลับไปจัดการปลาอีกตัวให้เรียบร้อยแล้วหั่นเป็นชิ้น ใช้เกลือกับต้นหอมหมักไว้ก่อน
ตุ๋นปลาไปราวๆ ยี่สิบนาทีก็สุก หลี่อี้อาศัยจังหวะที่พวกเขายังไม่ทันสังเกต แอบใส่ผงปรุงรสไก่และเกลือป่นลงไปนิดหน่อย เติมน้ำส้มสายชูและน้ำตาลทรายขาวลงไปอีกเล็กน้อย สุดท้ายก็ใส่น้ำมันหอยลงไปหน่อย แล้วโรยต้นหอมซอยสีเขียวสดใสลงไป
ตั้งหม้อดินอีกใบ ตักน้ำมันหมูใส่ลงไปหนึ่งช้อน เอาชิ้นปลาหลีฮื้อที่หมักไว้ค่อยๆ ทอดด้วยไฟอ่อน
“ว้าว หอมจังเลย”
สือโถวและโก่วเซิ่งสองพี่น้องที่กำลังคุยกันอยู่ใต้ต้นพ็อปลาร์ข้างนอกจมูกไวอย่างกับสุนัข ตามกลิ่นหอมมาจนถึงข้างกองไฟโดยไม่กลัวร้อน
“ทำไมปลานี่ถึงหอมขนาดนี้ล่ะ”
โก่วเซิ่งแทบไม่อยากเชื่อ หมู่บ้านหลัวเจียอยู่ริมแม่น้ำฮ่าว ในแม่น้ำมีปลาสารพัดชนิด ในคูน้ำนาข้าวสองฝั่งก็มีปลาจิงจ้อกบเขียดและอื่นๆ มากมาย ทุกคนมักจะจับปลาจับกุ้งมากินอยู่บ่อยๆ แต่ตั้งแต่ผู้ใหญ่ไปจนถึงเด็ก กลับไม่มีใครชอบกินปลากุ้งกันนัก
ปลากุ้งก้างเยอะแถมคาว อีกทั้งยังไม่อยู่ท้อง
ความจริงถ้าจะพูดให้ชัดก็คือปลาจะให้อร่อย ต้องใช้น้ำมันปรุง ไม่ว่าจะทอดต้มผัด ล้วนต้องมีน้ำมันมีเกลือ ใส่เยอะไม่ได้ ดีที่สุดคือต้องมีสามสหายขิงหอมกระเทียมดับคาว แต่ตัวปลากุ้งนั้นขาดไขมัน ดังนั้นจึงกินไม่อิ่ม
แต่บ้านคนจนทั่วไปมักจะขาดน้ำมันขาดเกลือ ปลากุ้งที่จับมาได้ก็เอามาต้มรวมกันในหม้อเดียว แม้แต่ขิงหอมกระเทียมก็ยังไม่ครบ ทำออกมาจะไปอร่อยได้อย่างไร
แต่ปลาของหลี่อี้ในวันนี้ ใส่เครื่องปรุงไปเยอะมาก แค่พูดถึงปลาทอดนี่ เพราะใช้หม้อดินทอด จึงใช้น้ำมันหมูไปไม่น้อย ถ้าน้อยไปก็จะติดหม้อ ตอนหมักยังแอบใส่เครื่องปรุงสูตรลับลงไปด้วย
“ใส่น้ำมันหมูน่ะ” หลี่อี้ยิ้มพลางหลอกเด็กสองคน
หุงข้าวฟ่างหนึ่งหม้อ แล้วก็ต้มผักบุ้งอีกอย่าง ของกินนี่ก็คือผักบุ้งที่คุ้นเคยกันดี นึกไม่ถึงเลยว่าราชวงศ์ถังจะมีแล้ว
ตามด้วยซุปผักป่า เป็นกับข้าวสามอย่างซุปหนึ่งอย่าง
บ้านใหม่ของหลี่อี้ไม่มีแม้แต่โต๊ะ จึงเอากับข้าวไปวางไว้ใต้ร่มไม้ข้างนอกเพิง ทุกคนหาใบไม้มาปูรองนั่งบนพื้น
กัวเอ้อร์หลางมองกับข้าวสามอย่างซุปหนึ่งอย่างที่หลี่อี้ใช้รับรองเขา ก็รู้สึกประหลาดใจมาก ดูเรียบง่ายดี ทำไมถึงหอมขนาดนี้ล่ะ
“วันนี้ข้ายืมดอกไม้ถวายพระ หวังว่าท่านอาสองคงไม่รังเกียจ”
หลัวซานนั่งเป็นเพื่อนอยู่อีกด้าน เด็กสามคนของบ้านเขาก็ไปเอาชามตะเกียบจากบ้านตัวเองมา ตักข้าวฟ่างแล้วคีบกับข้าวไปนิดหน่อย ยืนกินอยู่ข้างๆ
“ระวังก้างปลาด้วยนะ ค่อยๆ กิน” หลี่อี้เตือน
ปลาหลีฮื้อก้างเยอะแถมกลิ่นโคลนคาวก็ค่อนข้างแรง แต่แม่น้ำฮ่าวและแม่น้ำเจวี๋ยล้วนเป็นแม่น้ำก้นทรายกรวด ปลานี้จึงไม่นับว่าคาวมากนัก เมื่อผ่านเครื่องปรุงสูตรลับของหลี่อี้แล้ว แม้แต่กัวเอ้อร์หลางเจ้าที่ดินที่มีที่ดินหลายร้อยหมู่ ก็ยังกินจนเอ่ยปากชมไม่ขาดปาก
“คิดไม่ถึงเลยว่าปลาหลีฮื้อทั้งตุ๋นและทอด จะอร่อยได้ขนาดนี้ สุดยอดไปเลย”
เด็กสามคนทางนั้นยิ่งไม่เหลือมาดในการกินแล้ว โก่วเซิ่งโดนก้างปลาติดคอไปถึงสองรอบ
ซุปผักป่าก็อร่อยไม่เบา หลี่อี้แอบเอาผงปรุงรสบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่กินเหลือเมื่อวานโรยลงไป นี่คือผงปรุงรสซุปกระดูกหมูเชียวนะ รสชาตินั้นยิ่งกลมกล่อม
ต่อมรับรสของผู้ใหญ่บ้านกัวและคนอื่นๆ ล้วนถูกจู่โจมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
หลี่อี้หุงข้าวฟ่างสี่เซิง
ข้าวสารหนึ่งเซิงหุงออกมาได้ข้าวสุกสองเซิง หุงได้เต็มหม้อดินใบใหญ่ๆ พอดี
เดิมทีหลี่อี้คิดว่าตัวเองกินข้าวสองชามก็พอแล้ว ผลคือพอเริ่มกินก็ชักจะหยุดไม่อยู่ กินข้าวไปห้าชาม แถมยังซดน้ำซุปไปอีกสองชาม
เรียกได้ว่าเป็นถังข้าวดีๆ นี่เอง
ผู้ใหญ่บ้านกัวที่เป็นเจ้าที่ดินแบบนี้ ก็ยังกินข้าวไปห้าชามซดน้ำซุปไปสองชามเหมือนกัน
หลัวซานก็กินข้าวไปห้าชามแถมดื่มน้ำซุปไปสามชาม แต่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งกินอิ่มไปได้ครึ่งเดียวก็วางชามลงแล้ว
เด็กสามคน คนละสามชาม ซุปสองชาม
โก่วเซิ่งและสือโถวถึงกับพูดตรงๆ ว่ายังไม่อิ่ม ผลคือโดนหลัวซานด่าไปคนละสองสามประโยค
เด็กวัยกำลังโตนี่ทำเอาคนเป็นพ่อกินจนยากจนได้จริงๆ
หลี่อี้เข้าใจในทันที สาเหตุหลักยังคงเป็นเพราะคนในยุคนี้ขาดแคลนน้ำมัน ประกอบกับต้องใช้แรงงานมาก ปริมาณข้าวที่กินจึงเยอะตามไปด้วย ปกติวันละสองมื้อส่วนใหญ่ก็ซดแต่ข้าวต้มใสๆ ขาดน้ำมันน้อยเกลือ ยิ่งไม่มีอาหารว่างหรือผลไม้อะไร
ราชสำนักกำหนดไว้ว่า ทหารทุกคนจะได้รับข้าวสารวันละสองเซิง เดือนละหกโต่ว มาตรฐานของครัวเรือนขุนนาง ครัวเรือนต่างด้าว ครัวเรือนจิปาถะก็เหมือนกัน ล้วนให้ข้าวสารวันละสองเซิง ผู้ใหญ่หนึ่งเซิงห้าเหอ เด็กเล็กหกเหอ
อาหารมื้อนี้ของหลี่อี้ ผู้ชายสามคนเด็กสามคน ตามมาตรฐานก็ควรจะเป็นสามเซิงเก้าเหอ แต่ทุกคนกลับกินอิ่มไปแค่เจ็ดส่วน
“ข้าจะหุงข้าวอีกหม้อ”
“อย่าลำบากเลย” ผู้ใหญ่บ้านกัวและหลัวซานล้วนยิ้มพลางห้ามหลี่อี้ไว้ “กับข้าวพวกนี้น้ำมันเยอะ อยู่ท้องนัก”
หลัวซานก็พูดอย่างพึงพอใจว่าต้องประหยัดหน่อย
พูดถึงปริมาณการกิน ผู้ใหญ่บ้านกัวบอกว่ากัวซานหลางน้องชายของเขากินจุที่สุด เคยมีอยู่มื้อหนึ่งกินข้าวสารไปถึงสามเซิง ไม่ใช่ข้าวสุกสามเซิงนะ แต่เป็นข้าวสารสามเซิง
หลัวซานบอกว่าเขาก็กินได้เยอะขนาดนี้เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีให้กิน ตอนนี้ราคาธัญพืชแพงเกินไปแล้ว
“กวนจงของพวกเรายังนับว่าดี เจ้ารู้ไหมว่าแถบสามแม่น้ำทางกวนตงเป็นอย่างไร โดยเฉพาะที่เหอหนาน ข้าวหนึ่งโต่วราคาพันอีแปะ แถมยังหาซื้อไม่ได้อีก ในเมืองลั่วหยางยิ่งเกิดทุพภิกขภัย ผ้าไหมหนึ่งพับแลกข้าวฟ่างได้แค่สามเซิง ผ้าฝ้ายหนึ่งพับแลกเกลือได้แค่หนึ่งเซิง หวังซื่อชงถึงกับต้องเอาทองคำเงินตราไปแลกเสบียงกับศัตรูอย่างหลี่มี่ นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดใหญ่โตในใต้หล้าจริงๆ” ผู้ใหญ่บ้านกัวกล่าว ราคาธัญพืชในลั่วหยางสูงกว่าในฉางอันถึงห้าหกเท่า
หลี่อี้ฟังแล้วไม่ได้ตกใจอะไรมากนัก ตอนนี้เพิ่งจะปีอู่เต๋อศกที่หนึ่ง หวังซื่อชงในตอนนี้ยังไม่ได้ตั้งตัวเป็นฮ่องเต้เลย หลังจากนี้ที่กองทัพถังล้อมลั่วหยาง ตอนนั้นข้าวสารหนึ่งโต่วมีค่าเท่ากับผ้าไหมสิบพับ แถมยังมีแต่ราคาไม่มีของให้ซื้อ
ผู้ใหญ่บ้านกัวพิจารณาเพิงฟางของหลี่อี้
“รอให้ขอที่ดินลงมาได้ วันเวลาก็จะสงบร่มเย็นแล้ว ตอนนี้ในบ้านของเจ้าขาดก็แต่ผู้หญิงเท่านั้นแหละ”
“อู๋อี้เอ๋ย เจ้าเอาภรรยาหรือไม่ ถ้าจะเอาภรรยา ขอเพียงเจ้าเอ่ยปาก ข้าจะส่งมาให้เจ้าสักคนเดี๋ยวนี้เลย”
หลี่อี้อึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่ใช่เฉาเชาสักหน่อยนี่ กัวเอ้อร์หลางอธิบายให้ฟังเขาถึงได้เข้าใจ คำว่าภรรยาที่คนถังพูดกัน โดยทั่วไปก็หมายถึงเจ้าสาว หรืออาจหมายถึงภรรยาหรือลูกสะใภ้ก็ได้ ความหมายของกัวเอ้อร์หลางก็คือถามเขาว่าอยากจะแต่งเมียไหม
หลัวซานก็บอกว่า “ใช่แล้วล่ะ รีบแต่งเมียเร็วหน่อยก็ดี ในบ้านมีผู้หญิงคอยซักผ้าทำกับข้าว คอยดูแลเอาใจใส่ ผู้ใหญ่บ้านมีใครเหมาะสมบ้างไหม”
ผู้ใหญ่บ้านกัวหัวเราะกล่าว “ตอนนี้ที่เหอหนาน หลงโย่ว ซั่วฟาง ทุกที่ล้วนมีผู้ประสบภัยหนีตายมุ่งหน้ามากวนจง นอกเมืองฉางอันนั่นก็เต็มไปด้วยผู้ประสบภัย ข้าวฟ่างหนึ่งโต่วก็แลกเด็กได้หนึ่งคน ข้าวฟ่างสามโต่วก็เลือกหญิงสาวบริสุทธิ์ได้ตามใจชอบเลยนะ
มีสตรีหลายคนที่สูญเสียสามีแถมยังพกเด็กมาด้วย ถึงขนาดที่ขอแค่ให้สองแม่ลูกมีข้าวกิน นางก็ยินดีจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยแล้ว”
“อู๋อี้ยังหนุ่มยังแน่น ในบ้านมีเสบียง อีกประเดี๋ยวก็จะแบ่งที่ดินแล้ว แค่ตะโกนเรียกเสียงเดียวในเขตเพิงพักผู้ลี้ภัยนอกเมืองฉางอัน ก็จะมีคนจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้ามาหาแล้ว แม้แต่หลัวซานอย่างเจ้าไปเดินสักรอบ ก็ยังพาสตรีกลับมาได้สักคนเหมือนกัน”
ภรรยาสองคนก่อนหน้านี้ของหลัวซาน ก็เป็นผู้ประสบภัยที่พาตัวกลับมาตอนเกิดทุพภิกขภัยจริงๆ
“ขอบคุณในความหวังดีของท่านอาสอง ทว่าตอนนี้ข้ายังไม่มีความคิดนี้เลยขอรับ” หลี่อี้รีบปฏิเสธ
“อู๋อี้ หากเจ้าอยากจะแต่งหญิงสาวท้องถิ่น ความจริงก็ไม่ยากหรอก มีเงินสักสองสามก้วนก็พอเป็นค่าสินสอดแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านกัวพูดอ้อมไปอ้อมมา ในที่สุดก็วกเข้าเรื่องหลัก “หม้อเงินเร้นลับใบเล็กของเจ้านั่น อาสนใจจริงๆ สู้เจ้าตัดใจขายให้อาเถอะ อาจะไม่มีทางเอาเปรียบเจ้าเด็ดขาด
อาชอบมันมากจริงๆ ยินดีจะให้ทองคำเจ้าอีกสิบตำลึงเพื่อซื้อมันไว้ ทองคำหนึ่งตำลึง ข้าวหนึ่งสือครึ่งกับผ้าไหมหนึ่งพับที่เจ้าจำนองไว้ก่อนหน้านี้ ก็ไม่ต้องคืนแล้วล่ะ”
“เจ้าอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธสิ ตอนนี้เจ้าสึกออกมาแล้ว วันหน้าจะอยู่แต่ในเพิงฟางนี่ตลอดไปก็ไม่ได้ รอให้แบ่งที่ดินลงมา เจ้าก็ต้องซ่อมแซมบ้าน ต้องจัดเตรียมอุปกรณ์การเกษตร ดีที่สุดคือซื้อวัวได้สักตัว อาศัยช่วงที่ยังหนุ่มรีบแต่งเมีย รีบมีลูกแต่เนิ่นๆ พวกนี้ล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้นนะ”
หลี่อี้ก้มหน้า ทำท่าทางลำบากใจ
ผู้ใหญ่บ้านกัวกัดฟัน “ทองคำสิบตำลึง มากพอจะให้เจ้าสร้างบ้านใหม่ได้หลายห้อง แต่งเมีย จัดเตรียมอุปกรณ์การเกษตร ถึงขั้นซื้อวัวได้อีกตัวเลยนะ”
“ท่านอา นี่คือของที่ท่านอาจารย์ข้าทิ้งไว้ ข้า...”
“อาแถมวัวตัวเมียให้เจ้าอีกตัว อายุสามปี มีค่าเท่ากับผ้าไหมสิบพับเลยนะ” กัวเอ้อร์หลางเห็นเขามีท่าทีโอนเอียง ก็รีบเพิ่มวัวให้ทันที
หลัวซานที่ฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกร้อนรุ่มในใจ ทองคำสิบตำลึง แถมวัวตัวเมียหนึ่งตัว เงินและเสบียงที่ยืมมาก่อนหน้านี้ก็ไม่ต้องคืนแล้ว
แค่ขายหม้อใบนี้ ก็ตั้งตัวได้ทันทีเลยนะ
“อู๋อี้เอ๋ย นี่เจ้าไม่ได้เห็นข้าเป็นอาจากใจจริงเลยนะ” กัวเอ้อร์หลางเห็นเขายังคงลังเล ก็ทำท่าทางปวดใจเหลือแสน
“ท่านอาสอง ในเมื่อท่านชอบถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ขายให้ท่านเถิดขอรับ” หลี่อี้กล่าวอย่างจนใจ
กัวเอ้อร์หลางพอได้ฟังก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ใบหน้าแดงก่ำ กลัวว่าหลี่อี้จะกลับคำ รีบจะทำสัญญาทันที
ทองคำสิบตำลึง แถมวัวตัวเมียอายุสามปีหนึ่งตัว ทองคำหนึ่งตำลึง ข้าวฟ่างหนึ่งสือครึ่ง และผ้าไหมหนึ่งพับที่จำนองยืมไปก่อนหน้านี้ก็ไม่ต้องคืนแล้ว
หม้อใบเล็กหนึ่งใบ เท่ากับว่าขายไปรวมแล้วเกือบสิบสองตำลึงทองคำ
ผู้ใหญ่บ้านกัวยังเรียกหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านหลัวเจียหลายคนมาเป็นพยานร่วมกัน
ทำสัญญา เซ็นชื่อ ประทับรอยนิ้วมือ
“เมื่อตกลงกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายห้ามกลับคำ หากผู้ใดกลับคำก่อน ปรับทองคำยี่สิบตำลึงชดเชยให้ผู้ที่ไม่กลับคำ เกรงว่าคนจะไร้สัจจะ จึงบันทึกสัญญาฉบับนี้ให้แต่ละฝ่ายลงนามด้วยตนเอง ใช้เป็นหลักฐานในภายหลัง
ทำสัญญา ณ วันที่ยี่สิบเอ็ด เดือนสี่ ปีอู้หยิน”
ผู้ใหญ่บ้านกัวไม่เพียงแต่ทำสัญญาอย่างเป็นทางการเท่านั้น ยังจงใจกำหนดค่าปรับไว้สูงมากเพื่อป้องกันไม่ให้หลี่อี้กลับคำอีกด้วย
เขาไม่รู้เลยว่าความจริงแล้วในใจหลี่อี้เบิกบานจนดอกไม้บาน หม้อหิมะที่ซื้อมาในราคา 99 หยวน ขายได้ทองคำสิบกว่าตำลึง แถมยังมีวัวอีกตัวหนึ่ง กำไรมหาศาลจริงๆ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะบอกว่าเงินเร้นลับหนึ่งตำลึงมีค่าเท่ากับทองคำสองตำลึง แต่อลูมิเนียมผสมขายได้ในราคาทองคำก็พอใจมากแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านกัวมองลายเซ็นของหลี่อี้และรอยประทับนิ้วมือสีแดงของทุกคนบนสัญญา พลางเก็บเข้าอกเสื้ออย่างระมัดระวังด้วยความพึงพอใจ “ไป ไปเอาเงินจูงวัวที่บ้านข้า”
หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยหลายคนของหมู่บ้านหลัวเจียต่างพากันแสดงความยินดีกับหลี่อี้ทีละคน
“อู๋อี้เอ๋ย หากท่านอาจารย์ของเจ้ายังทิ้งของดีอะไรไว้อีก วันหน้าก็เอามาขายให้อาสองได้ รับรองว่าจะให้ราคาดีแน่นอน” ผู้ใหญ่บ้านกัวคล้องแขนเขาพลางกล่าว
ส่วนหลี่อี้กำลังคิดว่า มีทองคำสิบตำลึงแล้ว เขาก็สามารถพิจารณาจ้างคนมาซ่อมแซมอารามอู๋จี๋สักหน่อย อย่างน้อยก็ยังดีกว่าอาศัยอยู่ในเพิงฟางนี่ เขาถึงกับคิดว่า จะฉวยโอกาสที่ตอนนี้ราคาบ้านในฉางอันยังถูก ไปตั้งรกรากที่ฉางอันเลยดีไหม?







