วันนี้สวี่ซื่อเยี่ยนดื่มหนักมาก สุดท้ายก็เป็นลี่เฉิงหรงที่ช่วยพากลับบ้าน
“พี่สะใภ้ครับ วันนี้พี่สวี่ดื่มหนักไปหน่อย ขอโทษจริง ๆ ครับ พ่อผมดีใจเกินไป วันนี้ดื่มกันเยอะมากเลย”
ลี่เฉิงหรงยังอายุน้อย ดื่มไปไม่มาก ส่วนคนอื่น ๆ รวมถึงหานเหวินจงด้วย ดื่มกันจนเมามายแทบยืนไม่อยู่
เขาอาสาไปส่งหลินฉี่เยว่กลับบ้านก่อน แล้วจึงมาส่งสวี่ซื่อเยี่ยนต่อ
ขณะนั้นซูอันอิงและน้องสาวอีกสองคนกำลังดูแลต้นคลิเวียอยู่ในบ้านเก่าฝั่งตะวันออก พอได้ยินเสียงข้างนอกก็รีบออกมาดู
แล้วก็เห็นสามีตัวเองเมาแอ๋ เดินเซ ๆ ถูกลี่เฉิงหรงประคองเข้ามา
“โอ๊ย นี่คุณไปดื่มมากี่แก้วกันเนี่ย?”
ซูอันอิงรู้ดีว่าสามีของเธอมีลิมิตเรื่องเหล้าแค่ไหน ปกติเขาไม่ดื่มหนักขนาดนี้
วันนี้มันเกิดอะไรขึ้น ถึงได้เมาจนแทบยืนไม่อยู่แบบนี้?
“ภรรยา วันนี้มีเรื่องน่ายินดี เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังนะ”
ถึงแม้จะเมาไม่น้อย แต่สวี่ซื่อเยี่ยนก็ยังพอมีสติอยู่ พอเห็นหน้าภรรยาก็ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
ซูอันอิงเห็นสภาพเขาแล้วทั้งโมโหทั้งหงุดหงิด แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมากเพราะมีลี่เฉิงหรงอยู่ตรงนั้น
เธอได้แต่เข้าไปประคองสามีไว้ “ไปเถอะ เข้าบ้านก่อน
น้องลี่ ขอบใจมากนะ ที่อุตส่าห์ลำบากมาส่งพี่สวี่ถึงบ้าน”
แม้ในใจจะอยากระเบิดลงแค่ไหน แต่ต่อหน้าแขกก็ต้องรักษามารยาทไว้ ซูอันอิงจึงยิ้มขอบคุณ
“พี่สะใภ้ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ ผมต่างหากที่ต้องขอโทษแทนพ่อกับคนอื่น ๆ ดื่มกันหนักไปหน่อย”
ลี่เฉิงหรงยังเด็กนัก พอเกิดเรื่องแบบนี้ก็รู้สึกผิด เขาคิดว่าเป็นเพราะบ้านเขาเองที่จัดเลี้ยงจนคนอื่นเมาหนักแบบนี้
แต่เขาจะทำอะไรได้ พ่อเขาเองเป็นคนเริ่มชนแก้ว และเมาหนักกว่าทุกคนอีก ตอนนี้คงเมานอนอยู่บ้านไม่รู้ตัวแล้ว
อย่างน้อยพี่สวี่ก็ยังไม่อ้วก ไม่วุ่นวาย ถือว่าโชคดีแล้ว
“พี่สะใภ้ งั้นผมไม่เข้าไปละนะ ฝากดูแลพี่สวี่ด้วยครับ”
ลี่เฉิงหรงเกาหัวอย่างเก้อเขิน กล่าวลาซูอันอิง แล้วเดินออกจากบ้าน
“อ้าวน้องลี่ เดินระวังด้วยนะ ทางลื่น ตอนนี้อากาศเย็นแล้ว กลับบ้านปลอดภัยล่ะ”
ช่วงนี้ พอตกบ่ายอุณหภูมิก็ลดลง ทางเดินที่ละลายเมื่อตอนกลางวันก็กลายเป็นน้ำแข็ง เดินทีเหมือนจะลื่นไถลได้ตลอดเวลา
“รู้แล้วครับพี่สะใภ้ รีบกลับเข้าบ้านเถอะ” ลี่เฉิงหรงโบกมือ ก่อนจะรีบเดินจากไป
ทันทีที่เขาไป ซูอันฮวากับซูอันฟางก็เดินออกมาจากบ้านเก่าฝั่งโน้น
“พี่รอง เมื่อกี้คนนั้นใช่เจ้าหนุ่มหนอนหนังสือคนนั้นหรือเปล่า? ฉันมองแค่แผ่นหลัง แต่ดูคล้ายมากเลย”
ซูอันฮวามองไปที่หน้าประตูบ้าน เห็นเพียงเงาหลังของคนที่เพิ่งเดินออกไป ดูท่าทางเหมือนกับชายหนุ่มที่มักจะมาหาสวี่ซื่อเยี่ยนเสมอ
“อืม ใช่เขานั่นแหละ
วันนี้พี่เขยไปที่ไร่โสม คงได้ดื่มกับพวกที่ไร่นั่นแหละ ดูสิ เมากลับมาเลย ลี่เฉิงหรงเป็นคนพากลับมาส่ง”
พอไม่มีคนนอกอยู่ตรงหน้าแล้ว ซูอันอิงก็หันไปมองสามีด้วยแววตาเอือมระอา
สองพี่น้องซูหัวเราะเบา ๆ แล้วรีบเข้าไปช่วยกันประคองสวี่ซื่อเยี่ยนเข้าบ้าน
ทันทีที่ถึงบ้าน สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่สนอะไรแล้ว ล้มตัวลงนอนทันที
คราวนี้หลับยาวไปจนถึงสองทุ่ม เขาจึงตื่นขึ้นมา
“ภรรยาตอนนี้กี่โมงแล้ว?”
เพิ่งตื่นนอน แถมยังเมาค้าง เขามองนาฬิกาก็ยังมองไม่ชัด เลยถามภรรยา
“จะถามเวลาทำไมอีก? ก็นอนต่อไปสิ นอนซักสามวันสองวันก็ดี จะได้สร่างเมาไปเลย
คิดอะไรอยู่ถึงดื่มขนาดนั้น? คุณไม่รู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเองเหรอ?”
ซูอันอิงปรายตามองสามีอย่างไม่พอใจ ตั้งแต่เข้าปีใหม่มา เขาก็ไม่ค่อยเว้นเรื่องเหล้า เมาบ่อยเกินไป
คนดี ๆ ที่ไหนเขาดื่มกันแบบนี้? ถ้าเกิดป่วยขึ้นมาจะทำยังไง?
แต่ถึงจะบ่น ปากก็ยังพูด มือก็ยังทำงาน เธอลุกจากเตียงไปตักน้ำอุ่นมาให้
คนเมาตื่นขึ้นมักจะกระหายน้ำ ดื่มน้ำหน่อยจะได้รู้สึกดีขึ้น
สวี่ซื่อเยี่ยนรับแก้วน้ำมาดื่มรวดเดียวหมด รู้สึกตัวตื่นเต็มที่ขึ้นหน่อย
“อย่าให้พูดเลย วันนี้ดื่มกับลุงหาน พี่ลี่หมิง แล้วก็เลขาธิการหลินจากศูนย์โสม กับหัวหน้าลี่จากทีมหนึ่ง พ่อของลี่เฉิงหรงนั่นแหละ พวกเราดื่มกันจนสุดท้ายไม่มีใครรอดเลย
โอ๊ย พวกนี้ดื่มกันเก่งจริง ๆ สุดท้ายก็เมากันหมด”
สวี่ซื่อเยี่ยนส่ายหน้าอย่างปลง ๆ เขาเองก็ไม่อยากดื่มเยอะขนาดนั้น แต่พวกนั้นก็ชวนไม่หยุด จะทำไงได้?
“ภรรยา จริง ๆ แล้วมีเรื่องหนึ่งที่อยากคุยกับคุณ”
สวี่ซื่อเยี่ยนนึกขึ้นได้ว่า วันนี้เลขาธิการหลินอยากให้เขาไปรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคนิคให้กับศูนย์โสม เขาจึงรีบเล่าให้ซูอันอิงฟัง
“พี่ลี่หมิงเป็นคนเสนอความคิดนี้ บอกว่าให้จดทะเบียนฟาร์มปศุสัตว์กับบริษัทดอกไม้ไว้ในชื่อคุณ
ทีนี้คุณก็เปิดบริษัททำธุรกิจ ส่วนผมไปทำงานประจำ แบบนี้คุณคิดว่าเป็นยังไง?” ที่จริงแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนก็เห็นว่าข้อเสนอนี้ไม่เลวเลย ดูสมเหตุสมผลดี
“เดี๋ยวก่อนนะ ขอฉันเรียบเรียงความคิดก่อน
คือ ศูนย์โสมที่หนึ่งอยากให้พี่ไปทำงานที่นั่นเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค ใช่มั้ย?
ต่อไปพี่ก็จะเป็นลูกจ้างรัฐ ได้รับเงินเดือน มีเบี้ยเลี้ยง ได้สิทธิ์รับข้าวสารจากรัฐด้วย ใช่หรือเปล่า?”
ซูอันอิงเองก็งงเหมือนกัน ก็ได้ยินกันมาตลอดว่าการรับเข้าทำงานประจำนั้นยากมาก
ก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่าการจะเข้าไปทำงานแบบนี้ ส่วนใหญ่ต้องเป็นคนโสด
แต่สวี่ซื่อเยี่ยนแต่งงานมีลูกแล้ว จะได้งานแถมยังเป็น “ที่ปรึกษาทางเทคนิค” ได้เงินเดือนสูงสุดเท่าระดับช่างเทคนิคอีก แบบนี้มันฟังดูแปลกเกินไปหรือเปล่า?
“แล้วพี่คิดจะให้ฉันรับช่วงต่อจากพี่ ไปดูแลฟาร์มปศุสัตว์กับพวกคลิเวียใช่ไหม?
แต่ฉันไม่เคยเรียนหนังสือเลยนะ พี่คิดว่าฉันจะดูแลได้จริงเหรอ?”
ซูอันอิงไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ เธอไม่เคยได้เรียนหนังสือแม้แต่วันเดียว
ก็แค่ไปเข้าคลาสเรียนรู้หนังสือของชุมชนในช่วงที่จัดขึ้นในหมู่บ้านเท่านั้นเอง
หลายปีที่ผ่านมาก็เอาตัวรอดไปวัน ๆ พอให้มีข้าวกินได้
แต่พอจะให้มาดูแลอะไรใหญ่โตแบบนี้ เธอจะทำได้จริงเหรอ?
“ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ? คุณฉลาดจะตาย ถ้าไม่รู้ก็เรียนเอาสิ
ภรรยา ที่จริงผมอยากบอกคุณมาตั้งนานแล้วว่า คุณต้องเริ่มเรียนรู้บ้างแล้ว
ผมไม่ได้หวังว่าจะต้องเรียนถึงระดับสูง แค่ให้พออ่านหนังสือออก คิดเลขได้ก็พอ
ไม่อย่างนั้น อีกหน่อยเจ้าสี่ตัวเล็กโตขึ้น มันกำลังทำอะไรอยู่ คุณจะตามพวกเขาไม่ทันเอานะ
ตอนนั้นก็ได้แต่โดนพวกเขาปั่นหัวเล่นแน่ ๆ”
สวี่ซื่อเยี่ยนกลับมั่นใจในตัวภรรยาเต็มเปี่ยม เขารู้ว่าซูอันอิงฉลาด เรียนรู้ไว
ขอแค่ตั้งใจและไม่กลัวเหนื่อย ถึงจะเพิ่งเริ่มเรียนตอนนี้ก็ยังไม่สาย
เรื่องอื่นซูอันอิงยังเฉย ๆ แต่พอพูดถึงลูกทั้งสี่ขึ้นมา เธอก็ถลึงตาใส่ทันที
“ใช่แล้ว! อีกหน่อยพวกซนๆ นั้นโตขึ้นมาแล้วหลอกฉัน แล้วฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย แบบนั้นยอมไม่ได้เด็ดขาด!”
ทั้งสองคนเรียนหนังสือไม่จบ เลยฝากความหวังไว้กับลูก
ขอแค่ลูกได้ดี สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้บ้าง ก็ถือว่าเป็นการชดเชยให้พ่อแม่แล้ว
แต่ถ้าปล่อยให้พวกเด็ก ๆ หลอกเล่นได้ นั่นมันไม่ใช่เรื่องเล็ก
“งั้นฟังจากที่พี่พูด พี่ตั้งใจจะไปทำงานที่ศูนย์โสมจริง ๆ ใช่ไหม?”
พูดตามตรง ซูอันอิงก็อดตื่นเต้นไม่ได้
ในยุคนี้ ใคร ๆ ก็อยากเป็นลูกจ้างรัฐทั้งนั้น
อาชีพลูกจ้างรัฐดีมาก ไม่ต้องกลัวฝนฟ้า ได้เงินเดือนทุกเดือน แถมยังมีสวัสดิการอีก
ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่ศูนย์โสมนั้นให้ค่าตอบแทนดี
อนาคตยังมีเงินบำนาญอีก แบบนี้ใครจะไม่อยากได้ล่ะ?
“อืม ก็คิดไว้แบบนั้น เลยอยากถามคุณก่อน
พรุ่งนี้เช้าจะไปถามพ่อแม่ก่อน แล้วก็ค่อยไปหาลุงอวี่กับลุงเฉิน ไปขอความคิดเห็นจากพวกเขาด้วย”
พูดจากใจจริง สวี่ซื่อเยี่ยนก็อยากไปทำงานที่ศูนย์โสม
ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย ก็เพราะคำพูดของหลินฉี่เยว่ที่ว่า จะส่งเขาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตร
พอเกิดใหม่มา สวี่ซื่อเยี่ยนถึงได้เข้าใจ ว่าการไม่มีความรู้มันแย่แค่ไหน
การกลับชาติมาเกิด ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่เอาชนะทุกอย่างได้
ยิ่งไม่สามารถเติมเต็มช่องว่างของความรู้ที่ขาดไปได้
เขาแค่มีประสบการณ์มากกว่าคนอื่นนิดหน่อย แต่ประสบการณ์ก็มีวันหมด
มีทั้งความรู้และประสบการณ์ต่างหาก ถึงจะสร้างคุณค่าได้มากยิ่งขึ้น







