วันแรกของการทำงานหลังช่วงปีใหม่ ช่วงนี้ม.เยียนจิงยังไม่เปิดเทอม ห้องสมุดจึงยังคงว่างจนน่าเบื่อ หลินเฉาหยางเริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องนิยายเรื่องใหม่อีกครั้ง
พอมีเรื่องซื้อบ้านเข้ามา แรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานของเขาช่วงนี้จึงเปี่ยมล้นอย่างผิดปกติ
ทว่าการสร้างสรรค์แบบนี้รีบร้อนไม่ได้จริงๆ ก่อนหน้านี้เขาใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนเศษเขียนนวนิยายขนาดยาวสองแสนตัวอักษรจนจบ ตอนนี้ทิ้งช่วงไม่ถึงเดือนก็อยากจะจับปากกาเขียนอย่างรวดเร็วอีกครั้ง จึงรู้สึกว่าในหัวค่อนข้างว่างเปล่า
ความรู้สึกแบบนี้เขาคุ้นเคยดี มันแทบไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกตอนไถนาเสร็จแต่ละครั้ง
เพราะฉะนั้นคนเป็นนักเขียนก็ยังต้องสั่งสม ทั้งวัตถุดิบ ทักษะ แรงบันดาลใจ ตั๋วรายเดือน... สิ่งเหล่านี้ต้องมีอย่างอุดมสมบูรณ์ แรงจูงใจในการสร้างสรรค์ของนักเขียนถึงจะแข็งแกร่ง
เขาควงปากกาเล่นอยู่นานก่อนจะตัดสินใจอ่านหนังสือให้มากขึ้น เขาค้นเจอหนังสือ เล มีเซราบล์ บนชั้นหนังสือ จึงหยิบขึ้นมาอ่านอย่างสบายๆ
นวนิยายเรื่อง เล มีเซราบล์ เขาเคยอ่านมามากกว่าหนึ่งรอบ ในปี 77 และ 78 สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน ได้จัดโครงการ "ตีพิมพ์วรรณกรรมคลาสสิกซ้ำ" ทั้ง สงครามและสันติภาพ, อันนา คาเรนินา, ดอนกิโฆเต้, เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์, กอริโอต์, วิญญาณที่ตายแล้ว...
วรรณกรรมต่างประเทศชื่อดังกว่าสี่สิบเรื่องที่ห่างหายไปนานได้ปรากฏตัวขึ้นบนชั้นหนังสือของร้านหนังสือซินหัวตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสการแย่งชิงกันซื้อในหมู่ผู้อ่าน ถึงขั้นมีภาพผู้อ่านมาเข้าคิวรอข้ามคืนเพื่อแย่งกันซื้อหนังสือให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
สิ่งนี้สร้างความฮือฮาในวงการวรรณกรรมและกลุ่มผู้อ่านในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการเบิกโรงกระแสความนิยมการอ่านในประเทศช่วงสิบกว่าปีตั้งแต่ปลายยุคเจ็ดศูนย์จนถึงยุคแปดศูนย์
เล มีเซราบล์ ในฐานะผลงานชิ้นเอกของวิกตอร์ อูโก และผลงานชิ้นเอกระดับจุดสูงสุดของวรรณกรรมฝรั่งเศสย่อมต้องรวมอยู่ในนั้นด้วย มันได้สร้างความประทับใจและหล่อเลี้ยงจิตใจผู้อ่านในประเทศนับล้านคน
ดังคำกล่าวที่ว่าเปิดหนังสือย่อมได้ประโยชน์ ต่อให้เป็นหนังสือที่เคยอ่านมาแล้ว แต่เมื่อหยิบมาอ่านอีกครั้งก็มักจะพบความประหลาดใจที่ไม่เคยพบมาก่อนเสมอ
อู้งานจนถึงเวลาเลิกงาน หลินเฉาหยางยังอ่านไม่จุใจ จึงยืมหนังสือกลับบ้านโดยตั้งใจว่าจะไปอ่านต่อ
เมื่อถึงบ้าน ก็เห็นตาแก่จูนั่งดื่มชาอยู่บนเก้าอี้ในบ้านอย่างสบายอารมณ์
พอเขาเห็นหลินเฉาหยางกลับมาก็ร้องทักว่า "มาๆๆ มาเดินหมากรุกกันสักสองสามกระดาน"
"ไม่ว่างครับ ผมต้องอ่านหนังสือ"
จูกวงเฉี่ยนชำเลืองมองปกหนังสือ "เดี๋ยวนี้คนวุฒิม.ต้นเขาก็ไม่อ่านไอ้นี่กันแล้วไม่ใช่หรือไง"
พอตาแก่จูอ้าปากพูด ก็ยังคงเป็นสไตล์เดิมไม่เปลี่ยน
"วรรณกรรมคลาสสิกอ่านกี่รอบก็ยังได้มุมมองใหม่ๆ อธิบายให้คนหมดมุกอย่างคุณฟังไปก็ไม่เข้าใจหรอก"
หลินเฉาหยางตอกกลับไปประโยคหนึ่งอย่างไม่ยอมแพ้ ตาแก่คนนี้จะตามใจไม่ได้ ยิ่งตามใจเขาก็จะยิ่งได้ใจ
"ฉันเนี่ยนะหมดมุก" จูกวงเฉี่ยนราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ขำขันที่สุดในโลก เขามองหลินเฉาหยางด้วยสายตาดูแคลน "ไอ้หนู แกอย่าคิดว่าตีพิมพ์นิยายไปได้ไม่กี่เรื่องแล้วจะยิ่งใหญ่นักนะ ระดับของแกน่ะยังห่างไกลอีกเยอะ!"
หลินเฉาหยางพูดพลางหัวเราะร่วน "ระดับผมไม่สูงก็จริง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าระดับของคุณจะสูงนี่ครับ!"
"ดี ดี ดี!" จูกวงเฉี่ยนยกไม้เท้าขึ้นขวาง ทำเอาหลินเฉาหยางตกใจแทบคิดว่าตาแก่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟจนจะลงไม้ลงมือกับเขา จึงรีบก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"มาๆๆ วันนี้ฉันจะสอนบทเรียนให้แกสักหน่อย ให้แกรู้ซะบ้างว่าอะไรที่เรียกว่าการเคารพผู้ใหญ่!"
ที่แท้ก็จะมาสั่งสอนเขานี่เอง หลินเฉาหยางโล่งอก วิ่งไปนั่งแหมะอยู่ข้างตาแก่จูอย่างอารมณ์ดี
ที่ปากเขาพูดจาไม่ค่อยลื่นหูกับตาแก่จูนัก นั่นก็เป็นเพราะความสนิทสนมกัน
สำหรับความรู้และพรสวรรค์ของตาแก่จู เขายังคงนับถืออยู่มาก
ตาแก่มีตำแหน่งมากมายติดตัว ทั้งนักสุนทรียศาสตร์ นักทฤษฎีวรรณศิลป์ นักการศึกษา นักแปล ทว่ายังมีอีกตำแหน่งหนึ่งที่คนรู้น้อยมาก นั่นคือนักเขียนความเรียง
ผลงานอย่าง จดหมายสิบสองฉบับถึงเยาวชน และ ว่าด้วยความงาม ที่เขาเขียนในช่วงวัยหนุ่ม อันที่จริงก็สามารถนับเป็นความเรียงในความหมายกว้างๆ ได้ หรืออย่าง งานดอกไม้ ที่เขาเขียนในช่วงวัยกลางคนก็เช่นกัน
เรื่องนั้นบรรยายถึงความยิ่งใหญ่ของงานดอกไม้ในเดือนสามของเมืองเฉิงตู ในบทความเขียนถึงชาวเฉิงตูว่า ไม่ว่าชายหญิงหรือเด็กและคนชราต่างพากันออกไปเที่ยวชมฤดูใบไม้ผลินอกเมืองเป็นกลุ่มก้อน "อาศัยช่วงที่ลมโชยแดดอุ่น คายอากาศอันแสนขุ่นมัวของเมืองทิ้งไป"
ถ้อยคำลื่นไหลทว่าไม่ตื้นเขิน สละสลวยทว่าไม่อ่านยากจนเกินไป การบรรยายภาพทิวทัศน์ที่แปรเปลี่ยนไปตามการย่างก้าวล้วนแฝงไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึก นับเป็นผลงานความเรียงชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่ง
น่าเสียดายที่หลังยุคห้าศูนย์เป็นต้นมา บรรยากาศทางการเมืองเกิดความแปรปรวน ในตอนนั้นมีกวี นักเขียนนวนิยาย และนักเขียนความเรียงจำนวนมากได้รับผลกระทบจนต้องระงับการสร้างสรรค์วรรณกรรม จูกวงเฉี่ยนก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาหันไปทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาวิจัยเฉพาะทางแทน
จูกวงเฉี่ยนชี้ไปที่ เล มีเซราบล์ ซึ่งหลินเฉาหยางนำกลับมาด้วยพลางพูดว่า "ฉันขอถามแกหน่อย แกอ่านนิยายฝรั่งเศสพวกนี้แล้ว แกคิดว่ามันมีนัยสำคัญทางความคิดและวัฒนธรรมอะไรบ้างไหม"
"อืม..." ตาแก่กะจะทดสอบเขาให้หน้าหงาย หลินเฉาหยางครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า "น่าจะบอกได้ว่าพวกมันได้มอบแรงขับเคลื่อนและสารอาหารให้กับโครงสร้างความรู้และมนุษยศาสตร์ของผู้อ่านรุ่นใหม่ในประเทศ ซึ่งในท้ายที่สุดแรงขับเคลื่อนและสารอาหารเหล่านี้อาจจะพัฒนาไปสู่กระแสทางความคิดและวัฒนธรรม และอีกหลายปีให้หลังก็อาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศจีนในทุกๆ ด้านครับ"
หลินเฉาหยางคิดว่าตัวเองตอบได้ไม่เลว แต่กลับถูกตาแก่แค่นเสียงเหยียดหยาม "พูดจาเลื่อนลอย ไร้สาระ มีแต่ความทะเยอทะยานแต่ไร้ความสามารถ!"
"งั้นคุณลองพูดมาสิครับ" หลินเฉาหยางพูดยั่ว
ตาแก่วางไม้เท้าลง แววตาเปล่งประกายคมปลาบออกมา
"อ่านหนังสือไม่ใช่แค่อ่านตัวอักษร แต่ต้องมองให้ลึกไปถึงผู้แต่งเบื้องหลัง มองให้เห็นสังคมเบื้องหลัง และมองให้เห็นถึงวัฒนธรรมเบื้องหลังด้วย
ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศสหรือประเทศต่างๆ ในยุโรป ผู้ที่ทำงานด้านวรรณกรรมสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มหนังสือพิมพ์ และกลุ่มนักประพันธ์ขนานแท้
กลุ่มนักวิชาการจัดอยู่ในประเภทปัญญาชน บทบาทสำคัญที่สุดคือ หนึ่ง ทำให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจในผลงานวรรณกรรมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น สอง คือการรักษาประเพณีดั้งเดิมของประเทศเอาไว้
กลุ่มหนังสือพิมพ์มุ่งเน้นการเอาใจรสนิยมของประชาชน บทบาทของพวกเขาคือการทำให้วงการวรรณกรรมเจริญรุ่งเรือง
ส่วนกลุ่มนักประพันธ์ขนานแท้นั้น พวกเขาได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเช่นเดียวกับกลุ่มนักวิชาการ ทว่ากลับไม่มีความคร่ำครึแบบคนเหล่านั้น มีความแปลกใหม่แบบกลุ่มหนังสือพิมพ์ ทว่ากลับไม่มีความตื้นเขินฉาบฉวย คนเหล่านี้ต่างหากที่เป็นกองกำลังสำคัญที่สุดของวงการวรรณกรรม
วงการวรรณกรรมของประเทศจีน สิ่งที่ขาดไปก็คือคนแบบนี้แหละ
พลังชีวิตของชนชาติหนึ่งจะถูกถ่ายทอดออกมาทางวรรณกรรมและศิลปะทั่วไปอย่างตรงไปตรงมาที่สุด นัยสำคัญทางความคิดและวัฒนธรรมของวรรณกรรมฝรั่งเศสก็คือ การที่มันได้เผยให้เห็นถึงพลังชีวิตทางวัฒนธรรมของชนชาติกอลอย่างเต็มเปี่ยม
แต่เมื่อนำมาเปรียบกับประเทศของเรา การที่คนหนุ่มสาวพากันอ่านวรรณกรรมคลาสสิกของฝรั่งเศส ความคิดของพวกเขาย่อมได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเบื้องหลังของสิ่งนี้ก็คือการได้เปรียบเสียเปรียบของพลังชีวิตทางวัฒนธรรมนั่นเอง
วรรณกรรมจีนนับตั้งแต่ยุคสมัยใหม่เป็นต้นมากำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บทกวีโบราณที่เหล่านักปราชญ์ใช้เวลาเพาะบ่มมานานนับพันปีด้วยความยึดติดจนเกินพอดีนั้นได้ผุพังลงไปแล้ว อีกทั้งการทำลายล้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็รุนแรงมากพอแล้วเช่นกัน
ช่วงก่อนหน้านี้ภาควิชาภาษาจีนได้เขียนหนังสือ ภาพรวมวรรณกรรมร่วมสมัย ขึ้นมาเล่มหนึ่ง ในนั้นมีคำหนึ่งที่ใช้ได้ถูกต้องแม่นยำมาก นั่นก็คือคำว่า วรรณกรรมยุคใหม่
หลังจากผ่านการทำลายล้างมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ในยุคนี้เรายิ่งควรทำให้วรรณกรรมยุคใหม่ของเราเข้าใกล้วรรณกรรมพื้นบ้าน เพื่อดูดซับพลังชีวิตจากสิ่งเหล่านั้น..."
จูกวงเฉี่ยนพูดจาฉะฉานน้ำไหลไฟดับ สีหน้าเบิกบาน ทว่าพอพูดถึงตอนท้ายกลับขมวดคิ้วแน่น เขามองหลินเฉาหยางด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความรังเกียจอยู่หลายส่วน
"พวกแกที่ทำงานการสร้างสรรค์วรรณกรรมนี่ก็ดีแต่ทำตัวสบาย วันๆ ไม่ยอมศึกษาหาวิธีเสริมสร้างพลังชีวิตทางวัฒนธรรมให้กับวรรณกรรมท้องถิ่น เอาแต่ยกย่องวรรณกรรมต่างประเทศ และคอยลอกเลียนแบบไปซะทุกอย่าง
อย่าลืมสิว่า รูปแบบของวรรณกรรมนั้นหยั่งรากลึกมาจากความคิด ค่านิยม และอุปนิสัยของชนชาตินั้นๆ การเอาแต่เชิดชูชาติตะวันตก มีแต่จะทำให้เปลือกนอกกับแก่นแท้ไม่สอดคล้องกัน จนกลายเป็นเรื่องน่าขบขันให้คนเขาหัวเราะเยาะเอาได้"
ตาแก่ร่ายยาวอยู่นาน หลินเฉาหยางลองขบคิดดูอย่างละเอียด นี่มันก็ความหมายเดียวกับที่เขาพูดไปไม่ใช่หรือไง เขาชักจะสงสัยแล้วว่าตาแก่คนนี้แค่ฉวยโอกาสด่าคนเท่านั้น
"ดูไม่ออกเลยนะครับเนี่ย ถ้าคุณหนุ่มกว่านี้สักหกสิบปี ก็คงเป็นวัยรุ่นหัวรุนแรงคนหนึ่งแน่ๆ" หลินเฉาหยางพูดล้อเลียน
เขาพูดต่อว่า "คำพูดของคุณนี่มันเก่งหลังเกมนี่ครับ ถ้าจะให้พูดแบบนั้น ภาษาร่วมสมัยมันก็ผิดเพี้ยนมาตั้งแต่รากเหง้าแล้ว"
ตาแก่ถลึงตาใส่ "ไอ้หนู แกจะกวนประสาทฉันใช่ไหม ฉันหมายความว่าพวกแกอย่าเอาแต่ลอกเลียนแบบวรรณกรรมตะวันตก นั่นมันเป็นทางตัน"
หลินเฉาหยางหัวเราะร่วนอีกครั้ง คำพูดเมื่อครู่ของเขาแฝงความหยอกล้ออยู่บ้าง ทว่าคราวนี้เขากลับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เข้าใจแล้วครับ วรรณกรรมต้องเดินไปในเส้นทางที่เข้าถึงได้ทุกชนชั้น ในชาติตะวันตกก็ต้องเป็นแบบโฮเมอร์และเชกสเปียร์ ส่วนในจีนก็ต้องเป็นแบบเฉาเสวี่ยฉินและทังเสี่ยนจู่ อ้อ ใช่ แล้วก็ต้องแบบคุณด้วยครับ"
หลินเฉาหยางพูดยกยอปอปั้นตบท้ายอย่างไม่ลืมตัว น่าเสียดายที่คำยกยอนี้ดูแข็งทื่อไปสักหน่อย แถมยังแฝงความประชดประชันเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ทำเอาตาแก่จูถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน
ทว่าตาแก่ก็ยังรู้สึกยินดีกับความฉลาดหลักแหลมและวิสัยทัศน์ของหลินเฉาหยาง การที่สามารถเอ่ยชื่อโฮเมอร์ เชกสเปียร์ เฉาเสวี่ยฉิน และทังเสี่ยนจู่ ทั้งสี่คนนี้ออกมาได้ ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขามีความเข้าใจในแก่นแท้ของวรรณกรรมอย่างถ่องแท้
"ถึงจะโง่ไปหน่อย แต่ก็ยังพอเยียวยาได้!"
คำวิจารณ์เช่นนี้เมื่อหลุดออกมาจากปากของตาแก่จู ก็นับว่าเป็นคำชมที่สูงส่งมากแล้ว
แต่ถึงตาแก่จะปากร้ายไปบ้าง ทว่าความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีวรรณกรรมและสุนทรียศาสตร์นั้นถือเป็นเลิศ สามารถขอคำชี้แนะจากเขาได้มากทีเดียว
เขาถึงกับครุ่นคิดว่า ควรจะงดส่งบุหรี่ให้เหล่าอู๋ไปก่อน แล้วเอาบุหรี่พวกนั้นมาเซ่นไหว้ตาแก่จูแทนดีหรือไม่
เถาอวี้ซูที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างพักใหญ่เอ่ยปากขึ้นมาในตอนนั้น "คุณลุงจูคะ วันๆ เขาก็เอาแต่อ่านหนังสือสะเปะสะปะ ถ้าคุณลุงพอมีเวลาช่วยสั่งสอนเขาให้ดีหน่อยนะคะ เขาจะได้ไม่เดินหลงทางผิด"
หลินเฉาหยางยกนิ้วโป้งชื่นชมภรรยาอยู่ในใจเงียบๆ
แต่นึกไม่ถึงว่าจูกวงเฉี่ยนจะทำหน้ารังเกียจ "ระดับของเขามันห่วยเกินไป สอนเขาไปก็สู้เอาเวลาไปสอนพวกนักศึกษาปริญญาตรียังจะดีกว่า"
"คุณดูถูกคนเกินไปแล้วครับ อีกไม่กี่วันผมก็จะเป็นนักศึกษาปริญญาตรีของม.เยียนจิงเหมือนกันนะ"
จูกวงเฉี่ยนปรายตามองเขาอีกครั้ง "แกหมายถึงหลักสูตรทางไปรษณีย์นั่นน่ะเหรอ แบบนั้นเรียกนักศึกษาด้วยหรือไง"
"เรียนทางไปรษณีย์แล้วมันทำไมล่ะครับ ผมมีใบรับรองก็แล้วกัน!" หลินเฉาหยางเถียงอย่างมั่นใจ
เถาอวี้ซูพูดเสริมขึ้นมาอีกว่า "คุณลุงจูคะ ระดับของเฉาหยางต่อให้แย่แค่ไหนก็ต้องเก่งกว่านักศึกษาปริญญาตรีทั่วไปแน่ๆ ค่ะ คำว่า 'วรรณกรรมยุคใหม่' ที่คุณลุงเพิ่งพูดถึงเมื่อครู่ เขาก็เป็นคนคิดขึ้นมานะคะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของจูกวงเฉี่ยนก็ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย "อย่างนั้นรึ"
เขากวาดสายตามองหลินเฉาหยางตั้งแต่หัวจรดเท้า "ถือว่าพอมีวิสัยทัศน์อยู่บ้าง"
"มาเดินหมากรุกสักสองกระดาน!" ตาแก่เอ่ยปากชวนอีกครั้ง
สองวันต่อมา หลินเฉาหยางก็เดินทางมาที่อพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเลในหมู่บ้านฮวาหยวนอีกครั้ง
ก่อนช่วงปีใหม่ตู้เฟิงช่วยนัดหมายให้เขามาพบกับหลินฝูกุ้ยเพื่อคุยเรื่องบ้าน แต่ประจวบเหมาะกับที่หลินเฉาหยางต้องกลับไปตงเป่ยในช่วงปีใหม่พอดี จึงต้องเลื่อนมาเป็นหลังปีใหม่แทน
เมื่อได้พบกันอีกครั้ง ท่าทีของหลินฝูกุ้ยก็ดูอ่อนลงกว่าเดิมมาก ทว่าพอหลินเฉาหยางเปิดปากเสนอราคาที่แปดพันหยวน ก็ทำเอาเขาแทบจะล้มโต๊ะด้วยความโมโห
"มีใครเขาต่อราคาแบบคุณบ้าง ผมไม่ได้ขายผักกาดขาวนะ!" หลินฝูกุ้ยพูดด้วยความโกรธ
"ของอย่างบ้านน่ะ เขาไม่ได้ยึดราคาตอนที่คุณซื้อมาเป็นเกณฑ์หรอกนะ แต่ต้องยึดตามราคาตลาดเป็นหลัก
ผมได้ยินตู้เฟิงบอกว่า คุณเองก็ตระเวนถามไปทั่วซื่อจิ่วเฉิงว่ามีซื่อเหอเยี่ยนที่ไหนประกาศขายบ้าง คุณก็น่าจะรู้ดีว่าราคาหนึ่งหมื่นสองพันหยวน เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยก็ซื้อบ้านแบบสามลานเรือนได้สบายๆ แล้ว
ผมให้คุณแปดพันหยวน เอาไปซื้อบ้านแบบลานเดียวสองหลังก็ยังไม่เหนื่อยแรงเลย"
หลินฝูกุ้ยจับช่องโหว่ในคำพูดของหลินเฉาหยางได้ "แล้วคุณก็ไม่ได้ซื้อซื่อเหอเยี่ยนไม่ใช่หรือไง สภาพแวดล้อมของบ้านผมในเยียนจิงถือว่าเป็นที่หนึ่งเลยนะ"
"คุณคิดว่าผมไม่อยากซื้อหรือไง ก็แค่มันยังไม่เจอที่ถูกใจต่างหากล่ะ!" หลินเฉาหยางพูดทีเล่นทีจริง
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินฝูกุ้ยก็เกิดความคลางแคลงใจขึ้นมาทันที เขาเคยได้ยินตู้เฟิงบอกว่าก่อนหน้านี้หลินเฉาหยางเคยคิดจะซื้อซื่อเหอเยี่ยนอยู่เหมือนกัน
กว่าจะเจอผู้ซื้อที่มีความสนใจ เขาย่อมไม่อยากปล่อยให้หลินเฉาหยางหลุดมือไป
การเจรจาต่อรองก็เหมือนกับการทำสงครามจิตวิทยา หลินฝูกุ้ยตั้งใจจะสับเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นสภาพจิตใจของเขาย่อมต้องมีความร้อนรนมากกว่าหลินเฉาหยางอยู่บ้าง
ทั้งสองฝ่ายเจรจากันอยู่นาน ในที่สุดก็มาติดแหงกอยู่ที่ราคาหนึ่งหมื่นห้าร้อยหยวน หลินฝูกุ้ยไม่ยอมอ่อนข้อให้อีกเป็นอันขาด นี่ถือเป็นจุดต่ำสุดในใจของเขาแล้ว
หลินเฉาหยางลอบสังเกตสีหน้าของเขา ก็รู้สึกว่าได้จังหวะที่เหมาะสมแล้วเช่นกัน
"ตกลง งั้นก็หนึ่งหมื่นห้าร้อยหยวน เราจะจ่ายแบบผ่อนชำระ ผมจะจ่ายให้คุณก่อนสี่พันหยวน อีกครึ่งปีให้หลังจะจ่ายให้อีกสามพันห้า ส่วนสามพันหยวนก้อนสุดท้ายจะจ่ายให้อีกหนึ่งปีครึ่งให้หลัง"
หลินฝูกุ้ยมีสีหน้าขมขื่น "อุตส่าห์ลดให้ตั้งหนึ่งพันห้าร้อยหยวนแล้ว ก้อนสุดท้ายอย่าให้ถึงหนึ่งปีครึ่งเลย เอาเป็นช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปีหน้าก็แล้วกัน"
หลินเฉาหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "ก็ได้ครับ"
ไม่ว่ากระบวนการเจรจาจะตึงเครียดเพียงใด แต่เมื่อผลลัพธ์ออกมาแล้ว อารมณ์ของทุกคนก็มักจะดีขึ้นเสมอ
เมื่อกลับถึงบ้านในตอนเย็น หลินเฉาหยางก็เล่าสถานการณ์ให้เถาอวี้ซูฟังจนจบ เธอดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ กระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของหลินเฉาหยาง
เขาเอ่ยถามเถาอวี้ซู "เรื่องบ้านเนี่ย ควรจะบอกพ่อกับแม่สักหน่อยแล้วใช่ไหม"
เถาอวี้ซูครุ่นคิด "ควรจะบอกพวกท่านสักหน่อยจริงๆ นั่นแหละ"







