ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทเกาลูน ซึ่งเป็นกลุ่มคลังสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง
ทุกเช้า รถมินิบัสของบริษัทจะรับส่งพนักงานจากทุกทิศทุกทางมายังสำนักงานใหญ่ มีเพียงไม่กี่บริษัทในฮ่องกงที่มีสวัสดิการเช่นนี้ให้กับพนักงาน
หวังฉีอิงเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของกลุ่มเกาลูน ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการสรรหาบุคลากรโดยเฉพาะ
เช้าวันที่ 22 พฤศจิกายน ขณะที่เธอมาทำงานตามปกติ ผู้ช่วยของเธอได้นำกล่องใส่ซองจดหมายมาวางไว้ข้างโต๊ะทำงาน
“หัวหน้าหลาน ซองสมัครงานของคุณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ” พนักงานอีกคนของเกาลูนซึ่งดูเหมือนจะสนิทกับหวังฉีอิงกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ขณะนั่งลงที่โต๊ะของตัวเอง
หวังฉีอิงยิ้มตอบ “ใช่สิ ช่วงนี้ราคาตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มฟื้นตัวแล้ว เศรษฐกิจก็ดีขึ้น บริษัทเลยเปิดรับพนักงานเยอะขึ้น เราแผนกบุคคลแทบจะยุ่งไม่ไหวแล้ว”
“ก็ดีน่ะสิ บ้านที่ฉันซื้อไว้ หวังว่าจะขึ้นราคาอีกหน่อย” พนักงานคนนั้นหัวเราะตอบ
หวังฉีอิงย้อนถาม “อาเสวี่ย เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตอนเธอยังไม่ได้ซื้อบ้าน เธอบ่นว่าราคาแพงไปไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้กลับอยากให้มันขึ้นราคาอีก?”
อาเสวี่ยพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ แล้วตอบว่า “มันไม่เหมือนกันแล้วไง”
นี่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ตอนที่ยังไม่ได้ซื้อบ้านก็บ่นว่าราคาแพง แต่พอซื้อไปแล้วก็หวังให้ราคาขึ้นสิบเท่า หวังฉีอิงเข้าใจเรื่องพวกนี้ดีอยู่แล้ว เธอเพียงแค่หยอกล้อกับเพื่อนร่วมงานเล่น ๆ เท่านั้น
เมื่อเธอนั่งลงก็เริ่มเปิดดูซองจดหมายในกล่อง ซึ่งมีจำนวนมากจนแทบล้นออกมา การประกาศรับสมัครของบริษัทระดับเกาลูนย่อมมีผู้สมัครส่งเอกสารเข้ามามหาศาล
“หืม?” หวังฉีอิงหยิบซองจดหมายซองหนึ่งขึ้นมา สัมผัสของมันต่างจากปกติอย่างชัดเจน ดูหนากว่าซองอื่น ๆ จึงหยิบขึ้นมาตรวจสอบ
อาเสวี่ยสังเกตเห็นอาการผิดปกติจึงหันมาถาม “เป็นอะไรเหรอ?”
“ซองนี้หนาแปลก ๆ ข้างในไม่น่าจะเป็นเอกสารสมัครงาน” หวังฉีอิงพูดก่อนจะเตรียมฉีกซองออกดู
อาเสวี่ยล้อเล่นว่า “หรือว่าจะเป็นเงินสด?”
หวังฉีอิงไม่ได้คิดมากอะไร เมื่อฉีกซองออกก็พบกระดาษสีเหลืองเป็นแผ่น ๆ ข้างใน
“นี่มันอะไร?” อาเสวี่ยมองกระดาษสีเหลืองด้วยความสงสัย
“ไม่รู้สิ ไม่เคยเห็นมาก่อน” หวังฉีอิงเองก็งงไม่แพ้กัน แต่ไม่นานเธอก็สังเกตเห็นตัวหนังสือเล็ก ๆ บนกระดาษแผ่นหนึ่ง ซึ่งมีข้อความว่า:
【กระดาษโพสต์อิท หากคุณต้องการเตือนตัวเองเกี่ยวกับเรื่องสำคัญในอนาคต คุณสามารถเขียนข้อความลงบนกระดาษแผ่นนี้ แล้วแปะไว้ที่โต๊ะทำงาน หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยให้คุณจำได้ง่ายขึ้น
กาวที่ใช้กับกระดาษนี้ไม่มีสารตกค้าง ไม่ทิ้งรอยบนโต๊ะทำงานหรือเอกสารของคุณ
เมื่อพร้อมใช้งาน ให้ลอกกระดาษออกจากด้านบนได้เลย!】
เหนือข้อความยังมีลูกศรชี้ขึ้นด้านบนอีกด้วย
“ตัวหนังสือนี้เขียนได้ดีนะ แต่รู้สึกแปลก ๆ ยังไงไม่รู้” อาเสวี่ยที่อ่านเนื้อหาเสร็จแล้วก็กล่าวพลางยิ้ม
หวังฉีอิงไม่ได้สนใจตัวหนังสือ แต่ทำตามคำแนะนำ หยิบกระดาษแผ่นเล็กแผ่นแรกออกมา กาวที่ติดระหว่างกระดาษไม่แน่นมากนัก จึงฉีกออกได้อย่างง่ายดาย
จากนั้นเธอก็นำกระดาษแผ่นนั้นไปติดลงบนกระดาษที่ใช้แล้วอีกแผ่นหนึ่ง ก็สามารถติดได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
เมื่อเธอยกกระดาษทั้งแผ่นขึ้นมา กระดาษโน้ตสีเหลืองก็ยังติดอยู่กับกระดาษอีกแผ่นโดยไม่ร่วงหล่น พอเธอลองลอกออกอีกครั้ง ก็ทำได้อย่างง่ายดาย และบนกระดาษแผ่นที่สองก็ไม่มีร่องรอยอะไรเหลืออยู่
“อาอิง เจ้านี่ใช้ดีจริง ๆ นะ” อาเสวี่ยที่เพิ่งหยิบกระดาษโน้ตสีเหลืองอีกแผ่นหนึ่งขึ้นมาแล้วทดลองติดบนโต๊ะ ก็พูดขึ้นว่า “ดูสิ โต๊ะก็ไม่มีรอยอะไรเลย ถ้าเป็นเทปกาวล่ะก็ ต้องมีคราบเหนียว ๆ ติดแน่ แล้วก็สกปรกง่ายด้วย”
หวังฉีอิงมองโต๊ะก่อนพยักหน้าแล้วพูดว่า “ไม่มีข้อเสียอะไรเลย ของแบบนี้ก็สะดวกต่อการจดบันทึกของเราจริง ๆ”
อาเสวี่ยอยิ้มก่อนพูดว่า “งั้นฉันขอแผ่นนี้ไปใช้แล้วกันนะ”
“เอาไปเถอะ” หวังฉีอิงมองดูนามบัตรที่อยู่ในซองจดหมาย แล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่าบริษัทอุตสาหกรรมฉางซิงที่ส่งของพวกนี้มาให้เรา คงอยากให้เราได้ลองใช้ฟรีก่อน พอใช้หมด หรือมีคนอื่นเห็นเราใช้ ก็คงอยากไปซื้อมาใช้บ้าง”
อาเสวี่ยพลิกกระดาษโน้ตในมือเล่นไปมา แล้วพูดว่า “น่าจะเป็นแบบนั้นนะ แต่ถ้าของมันดี ก็ซื้อเถอะ ยังไงเราก็ทำงานให้บริษัทอยู่แล้ว”
“อืม” หวังฉีอิงพยักหน้าก่อนพูดว่า “ลองใช้ดูก่อน ถ้าดีจริง เดี๋ยวฉันจะขออนุมัติซื้อเพิ่ม”
“โอเค” อาเสวี่ยอยิ้ม
เรื่องของกระดาษโน้ตเป็นเพียงแค่เรื่องเล็ก ๆ ในระหว่างทำงานของทั้งสองคน ไม่นานพวกเธอก็กลับไปทำงานตามปกติ
แต่เมื่อมีโน้ตนี้แล้ว พวกเธอก็เริ่มใช้มันโดยไม่รู้ตัว เพราะงานที่ต้องทำมีเยอะมาก ถ้าลืมขึ้นมา ผลกระทบอาจจะร้ายแรงได้
การมีกระดาษโน้ตแบบนี้ช่วยให้พวกเธอสามารถแปะไว้บนโต๊ะ แก้วน้ำ หรือแม้กระทั่งในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ลืมเรื่องสำคัญที่ต้องทำ
ไม่เพียงแค่ที่โกดังเกาลูนเท่านั้น แต่บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งที่มีฝ่ายรับสมัครงานและติดต่อธุรกิจภายนอก ต่างก็ได้รับกระดาษโน้ต 5-10 แผ่น
บนกระดาษโน้ตเหล่านั้นมีวิธีการใช้งานอธิบายไว้ชัดเจน ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่าควรใช้ยังไง
และในซองจดหมายแต่ละซอง ก็มีข้อมูลติดต่อของบริษัทอุตสาหกรรมฉางซิงแนบมาด้วย
ผ่านไปไม่กี่วัน โทรศัพท์ของบริษัทอุตสาหกรรมฉางซิงก็ดังขึ้นไม่หยุด
ซูอีอีและคนอื่น ๆ ยังคงทำกระดาษโน้ต 20 แผ่นต่อชุดด้วยมือ และหลังจากบรรจุลงซองแล้ว เธอก็ถามว่า “พี่ตง ตอนนี้มีคนต้องการซื้อกระดาษโน้ตของเราตั้งเยอะ เราจะยังไม่คิดเงินอีกเหรอ?”
หยางเหวินตงที่กำลังช่วยตัดกระดาษอยู่ก็หัวเราะแล้วตอบว่า “ยังไม่ต้องคิดเงินหรอก ของแค่นี้ขายไปก็ไม่ได้กำไรมาก แถมต้องให้คนโอนเงินมาอีก มันยุ่งยากเกินไป กระดาษโน้ตถึงจะสะดวกก็จริง แต่มันไม่ใช่ของจำเป็น ถ้ายุ่งยากเกินไป คนอาจจะเลิกใช้ไปเลย”
ซูอีอีพยักหน้าก่อนพูดว่า “ก็จริงนะ ถ้าคนมีนิสัยที่ดีอยู่แล้ว ใช้สมุดบันทึกจดทุกอย่างก็ได้”
หยางเหวินตงพูดว่า “ตามทฤษฎีแล้วทำได้ แต่ในความเป็นจริง คน 100 คน จะมีสักคนไหมที่ทำได้แบบนั้น? อีกอย่าง บางทีเราก็ลืมหยิบสมุดขึ้นมาเปิดดู”
“อืม” ซูอีอีเห็นด้วย
หยางเหวินตงพูดต่อว่า “ช่วงนี้นอกจากบริษัทใหญ่ที่ต้องการกระดาษโน้ตแล้ว เราก็ต้องส่งให้บริษัทเล็ก ๆ ต่อไปด้วย ส่งให้ใช้ฟรีต่อไป ไม่ต้องถึงขนาดให้ทุกคนติดเป็นนิสัยหรอก แค่ให้พวกเขารู้ว่ามีของแบบนี้ก็พอ”
“ได้เลย ไม่มีปัญหา” ซูอีอียิ้มตอบ







