"โคตรเหี้ยเลย ปล่อยข่าวปลอมออกมาไม่มีใครจัดการเลยเหรอวะ?"
"เล่นหุ้นตามข่าวก็เป็นแบบนี้แหละ"
"ช่วงท้ายตลาดแย่งซื้อหุ้นกันบ้าคลั่งมาก ไม่กี่นาทีดึงราคาขึ้นไปตั้งเจ็ดแปดเปอร์เซ็นต์ ถ้าเวลาไม่หมดซะก่อนคงพุ่งชนซิลลิ่งไปแล้ว"
"เชี่ยเอ๊ย ฉันโดนเขย่าหลุดไปแล้ว... [ร้องไห้หนักมาก]"
"พวกสถาบันรายใหญ่แม่งโคตรทุเรศ พอตกรถก็เล่นตุกติกแบบนี้"
"จริงสุดๆ รายย่อยใจไม่นิ่งพอ มีอะไรมากระทบนิดหน่อยก็โดนเขย่าร่วงหมดแล้ว"
"หลักๆ คือช่วงนี้หุ้นตัวนี้ผันผวนน่ากลัวเกินไป แม่งขึ้นลงแรงจนรับไม่ไหว ใครจะไปรู้ว่าหลังจากนี้มันจะทุบฟลอร์รวดห้าหกวันติดอีกหรือเปล่า?"
"โดนฟันจนกลัวแล้ว ถ้าเกิดเป็นเรื่องจริงก็จบเห่... [ขำทั้งน้ำตา]"
"เชื่ออี้เกอ มีหรือจะไม่รวย? เดือนมีนาคมตอนที่กองทุนผสมเทียนเซิ่งเซียนเฟิงเพิ่งเปิดตัว ฉันก็ทุ่มหมดหน้าตักซื้อกองทุนตัวนี้ ถือยาวจนมูลค่าหน่วยลงทุนกลับมาที่หนึ่งเป็นครั้งที่สอง ฟันกำไรไป 3.3 ล้าน กำไรตั้ง 13 เท่ากว่า ตอนที่อี้เกอประกาศกว้านซื้อหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน ช่วงที่ราคาร่วงติดฟลอร์ต่อเนื่องจนดิ่งลงมาเหลือ 12.86 ฉันก็ทุ่มเงิน 3.3 ล้านซื้อหมดหน้าตักแล้วถือยาวมาตลอด นี่ไงหลักฐานใบเสร็จ"
"รอบนี้ลูกพี่โคตรเทพ ต้นทุนต่ำกว่าอี้เกออีก!"
"โชว์เหนือสุดๆ ให้ตายสิ บวกมา 117.72% แล้ว ทะลุ 7 ล้านไปแล้ว โคตรเทพเลย"
"เชี่ย ต้นทุน 12.86? ช้อนซื้อได้ที่ราคาฟลอร์เลยเหรอ? ทำได้ไงวะเนี่ย?"
"เอ่อ... หลังจากขายกองทุนทิ้ง ฉันก็มีธุระต้องไปทำ พอกลับมาดูอีกทีก็เห็นว่าอี้เกอไล่ซื้อหุ้นจนต้องประกาศเจตนาซื้อหุ้น พอดีกับที่เห็นราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันทำนิวโลว์ ฉันก็เลยจัดเต็มไปเลย"
"ลูกพี่โคตรเทพ กล้าทุ่มขนาดนี้แถมยังถูกจังหวะด้วย มีหลักการอะไรไหม?"
"หลักการเหรอ? หลักการก็คือเลิกคิดให้ปวดหัวแล้วหลับหูหลับตาเชื่ออี้เกอไงล่ะ!"
"เจอคำตอบนี้เข้าไปถึงกับพูดไม่ออกเลยว่ะ!"
...
ท่ามกลางเสียงก่นด่าของนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่ถูกสลัดหลุดจากขบวน ตลาดหุ้นก็ก้าวเข้าสู่วันทำการถัดไป หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันยังคงเป็นเป้าหมายที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดเช่นเดิม
วันพุธที่ 16 กันยายน ช่วงจับคู่คำสั่งซื้อขายก่อนเปิดตลาด หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันไม่ได้เปิดมาชนซิลลิ่ง แต่เปิดกระโดดขึ้นไปเพียง +3.86% เท่านั้น
เมื่อคืนทุกคนพากันก่นด่าข่าวปลอมที่ทำให้ตัวเองต้องเทขายทิ้ง และบอกว่าวันนี้ถ้ามีโอกาสจะช้อนซื้อกลับมา ทว่าคนที่มีความกล้าพอจะทำตามที่พูดได้จริงๆ กลับมีเพียงไม่กี่คน
นักเล่นหุ้นนึกว่าราคาเปิดก่อนตลาดจะพุ่งชนซิลลิ่ง แต่ผลปรากฏว่าแค่เปิดกระโดดเท่านั้น พวกเขาจึงเริ่มปอดแหกอีกครั้ง
หลังตลาดเปิด ราคาหุ้นก็ถูกดึงขึ้นไปชนซิลลิ่งอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เกิดเป็นภาวะบีบให้ต้องซื้อคืนภายในวันเดียว
ตอนนี้นักลงทุนรายย่อยตั้งคำสั่งซื้อก็ไม่ทันแล้ว เพราะมีคำสั่งซื้อจากสถาบันจำนวนมหาศาลขวางอยู่ หากฝั่งสถาบันยังจับคู่คำสั่งซื้อไม่เสร็จก็ไม่มีทางถึงคิวของรายย่อย
บนกระดานหุ้น หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันถูกไล่ราคาขึ้นไปอย่างบ้าคลั่ง กราฟพุ่งทะยานเป็นเส้นตรง ออเดอร์ใหญ่ระดับหลายหมื่นไปจนถึงหลักแสนลอตแห่กวาดซื้อหุ้นกันอย่างดุเดือด
ภายในเวลาเพียงหนึ่งนาที ราคาหุ้นก็ไปหยุดนิ่งอยู่ที่ 30.80 หยวน พุ่งขึ้น +10.00% ปิดซิลลิ่งสนิท ปริมาณการซื้อขายตลอดทั้งวันมีเพียง 8.7 พันล้านหยวน ซึ่งถือเป็นการชนซิลลิ่งด้วยปริมาณการซื้อขายที่ลดลง
หากดูจากรูปแบบแท่งเทียน นี่คือกราฟพุ่งชนซิลลิ่งที่กลืนกินแท่งเทียนขาลงก่อนหน้า นับเป็นรูปแบบคลาสสิกของความขัดแย้งที่กลายเป็นความเห็นพ้องต้องกัน
การที่กลุ่มบริษัทตระกูลอันออกมาปฏิเสธข่าวลือเมื่อวานนี้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถเล่นตุกติกอะไรได้อีก จังหวะนี้กลุ่มเงินร้อนในตลาดเริ่มเข้ามาป่วนแล้ว รายย่อยอาจจะโดนหลอกได้ แต่ในตลาดก็มีกลุ่มเงินร้อนที่ฉลาดหลักแหลมอยู่ไม่น้อย พวกเขาตอบสนองเร็วกว่ารายย่อยไปอีกขั้น เม็ดเงินจากสถาบันจึงต้องดันราคาขึ้นไปปิดซิลลิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกลุ่มเงินร้อนชิงตัดหน้า
พวกกลุ่มเงินร้อนจะไปปั่นหุ้นขยะหรือหุ้นปั่นที่ไหนก็ไปเถอะ แต่อย่าหวังว่าจะได้มาแตะต้องหุ้นบลูชิปคุณภาพดีที่มีน้ำหนักในตลาดสูงอย่างกลุ่มบริษัทตระกูลอันเลย
เมื่อรายชื่อหุ้นที่ติดชาร์ตยอดซื้อขายสูงสุดประจำวันประกาศออกมา หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันก็ปรากฏอยู่บนนั้นด้วย และช่องคอมเมนต์ก็เต็มไปด้วยเสียงด่าทออีกครั้ง
"โอ้โห ล้างไพ่กันสนุกเลยสิเนี่ย~~"
"มีแต่รายชื่อพอร์ตของสถาบันล้วนๆ ตลกชะมัด!"
"พวกสถาบันนี่แม่งตะกละตะกลามน่าเกลียดฉิบหาย!"
"ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว ที่เมื่อวานคุมราคาตอนดิ่งลงให้ไม่เกินลบห้าเปอร์เซ็นต์ พอเกือบจะหลุดลบห้าเปอร์เซ็นต์ถึงสามครั้งก็ถูกดึงกลับขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ที่ทำไปก็เพื่อไม่ให้ราคาหลุดแนวรับนี้นี่เอง!"
"ทำไมต้องเป็นลบห้าเปอร์เซ็นต์ด้วยล่ะ?"
"เวรเอ๊ย! นายไปดูกฎการติดชาร์ตยอดซื้อขายสูงสุดสิ ถ้าราคาแกว่งตัวระหว่างวันเกินสิบห้าเปอร์เซ็นต์ก็จะติดชาร์ต ถ้าเห็นว่ามีแต่สถาบันติดชาร์ต วันนี้จะแย่งกันซื้อของต่อได้ยังไง? ที่จงใจกดราคาไว้ไม่ให้ติดชาร์ตก็เพื่อจะได้ลอบโจมตีไงล่ะ เมื่อวานราคาแกว่งไป 14.86% การคุมเกมของสถาบันนี่มันสุดยอดจริงๆ ถึงอย่างนั้น วันนี้ก็ยังเป็นการดันราคาชนซิลลิ่งอย่างรวดเร็วด้วยปริมาณการซื้อขายที่ลดลงเพื่อกลืนกินแท่งเทียนขาลง กลุ่มเงินร้อนกำลังเข้าตลาด สถาบันก็เลยต้องรีบดันราคาชนซิลลิ่ง"
"วันนี้ติดชาร์ตแล้ว ก็เท่ากับบอกว่าฉันเก็บของใกล้จะครบแล้ว พวกรายย่อยหน้าโง่มาช่วยแบกเสลี่ยงให้ปู่หน่อยเร้ว... [ใส่อีโมจิหน้าทะเล้น]"
"เก่งหลังเกม ทำตัวเป็นขงเบ้งหลังเหตุการณ์ พูดซะดิบดี ทำไมเมื่อวานไม่เห็นนายช้อนซื้อเลยวะ!"
...
กว่าที่นักลงทุนรายกลางและรายย่อยในตลาดจะตระหนักได้ว่าตัวเองถูกเขย่าร่วงจากขบวน และเห็นรายชื่อพอร์ตของสถาบันล้วนๆ ปรากฏอยู่ในฝั่งซื้อบนชาร์ตยอดซื้อขายสูงสุดของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว
คราวนี้หมดโอกาสที่จะได้ขึ้นรถไปเก็บของถูกอีกต่อไป
วันเวลาหลังจากนั้น หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันก็ได้สร้างปรากฏการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจของหุ้นบลูชิปมูลค่าระดับแสนล้านที่ทำราคาปิดบวกและพุ่งชนซิลลิ่งติดต่อกัน
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน เปิดโดดชนซิลลิ่ง ปิดตลาดที่ 33.88 หยวน พุ่งขึ้น +10.00% มูลค่าตามราคาตลาดรวม 5.353 แสนล้านหยวน อยู่อันดับที่ 9 ของทั้งสองตลาด
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน เปิดโดดชนซิลลิ่ง ปิดตลาดที่ 37.27 หยวน พุ่งขึ้น +10.01% มูลค่าตามราคาตลาดรวม 5.888 แสนล้านหยวน อยู่อันดับที่ 7 ของทั้งสองตลาด
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน เปิดโดดชนซิลลิ่ง ปิดตลาดที่ 41.00 หยวน พุ่งขึ้น +10.01% มูลค่าตามราคาตลาดรวม 6.478 แสนล้านหยวน อยู่อันดับที่ 7 ของทั้งสองตลาด
วันอังคารที่ 22 กันยายน เปิดโดดชนซิลลิ่ง ปิดตลาดที่ 45.10 หยวน พุ่งขึ้น +10.00% มูลค่าตามราคาตลาดรวม 7.125 แสนล้านหยวน อยู่อันดับที่ 7 ของทั้งสองตลาด
วันพุธที่ 23 กันยายน เปิดโดดชนซิลลิ่ง ปิดตลาดที่ 49.61 หยวน พุ่งขึ้น +10.00% มูลค่าตามราคาตลาดรวม 7.838 แสนล้านหยวน อยู่อันดับที่ 6 ของทั้งสองตลาด
หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันเปิดกระโดดชนซิลลิ่งติดต่อกันถึงห้าวันทำการรวด สร้างรูปแบบกราฟที่สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน ในที่สุดวันนี้หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันก็ไม่ได้เปิดกระโดดชนซิลลิ่งแล้ว เพราะซิลลิ่งเมื่อวานนี้มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก แม้ว่าซิลลิ่งจะไม่แตก แต่ตลอดทั้งวันก็มีเม็ดเงินไหลเวียนถึง 6 พันล้านหยวน แสดงให้เห็นว่าเมื่อวานเริ่มมีเม็ดเงินบางส่วนที่มีความเห็นแตกแยกออกไปแล้ว
นี่คือเหตุผลที่วันนี้ราคาไม่ได้เปิดโดดชนซิลลิ่ง หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันเปิดตลาดด้วยราคาบวก และพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงราคาหุ้นก็แตะระดับ 54.57 หยวน พุ่งขึ้น +10.00% ปิดซิลลิ่งไปอีกครั้ง มูลค่าตามราคาตลาดรวม 8.622 แสนล้านหยวน อยู่อันดับที่ 6 ของทั้งสองตลาด
ซิลลิ่งวันนี้เป็นการชนซิลลิ่งด้วยปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้น มูลค่าการซื้อขายตลอดทั้งวันอยู่ที่ 3.25 หมื่นล้านหยวน
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันเปิดตลาดด้วยราคาเสมอตัวก่อนจะพุ่งสูงขึ้น ปิดตลาดที่ 60.03 หยวน พุ่งขึ้น +10.00% มูลค่าตามราคาตลาดรวม 9.484 แสนล้านหยวน อยู่อันดับที่ 6 ของทั้งสองตลาด
วันนี้เป็นการชนซิลลิ่งวันที่แปดติดต่อกัน ทว่าปริมาณการซื้อขายกลับไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกันมันลดลงไปถึงหมื่นล้านหยวน มูลค่าการซื้อขายตลอดทั้งวันอยู่ที่ 2.25 หมื่นล้านหยวน
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันเปิดตลาดด้วยราคาเสมอตัวก่อนจะพุ่งสูงขึ้น ช่วงเช้าราคาเคยพุ่งทะยานไปถึง 65.99 หยวนจนเกือบจะชนซิลลิ่ง ในตอนที่คนทั้งตลาดคิดว่าหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันกำลังจะชนซิลลิ่งเป็นวันที่เก้าติดต่อกัน ราคาหุ้นกลับไม่สามารถทะลวงผ่าน 4 เฟินสุดท้ายไปได้ แม้จะพยายามอยู่นานนับสิบนาทีก็ไม่สามารถปิดซิลลิ่งได้สำเร็จ ก่อนที่ราคาจะเริ่มอ่อนตัวลงมา
ช่วงบ่ายเวลา 15.00 น. หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันปิดตลาดที่ราคา 62.22 หยวน ปรับตัวเพิ่มขึ้น +3.65% มูลค่าตามราคาตลาดรวมหยุดนิ่งอยู่ที่ 9.83 แสนล้านหยวน ขยับอันดับในทั้งสองตลาดขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น เบียดธนาคารหนงเย่ที่เคยอยู่อันดับห้าตกลงไป โดยมูลค่าตลาดของทั้งสองบริษัทห่างกันเพียง 1.8 พันล้านหยวนเท่านั้น
ระหว่างวัน หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันเคยมีมูลค่าตลาดทะลุล้านล้านหยวนไปชั่วขณะ ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กลุ่มบริษัทตระกูลอันมีมูลค่าตลาดแตะระดับล้านล้าน
ตลอดช่วงเดือนกันยายน หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันถือเป็นลูกรักที่โดดเด่นที่สุดในตลาดหุ้น A-Share มีคนหยิบยกเอาหุ้นรถไฟเทวดาเมื่อเดือนเมษายนขึ้นมาเปรียบเทียบอีกครั้ง แต่ก็พบว่าแม้หุ้นรถไฟเทวดาทั้งสองตัวจะแข็งแกร่งมาก ทว่าทิศทางของหุ้นกลุ่มบริษัทตระกูลอันนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า
ในระยะเวลาสองเดือนเท่ากัน หุ้นรถไฟเทวดาทะยานขึ้นสองเท่าตัว ในขณะที่หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันพุ่งกระฉูดไปถึงสี่เท่าตัว
หุ้นรถไฟเทวดาเองก็เคยรุ่งโรจน์มาก่อนในปีนี้ และเคยมีมูลค่าตลาดทะลุล้านล้านหยวนเช่นกัน หากนับตั้งแต่วันที่กลับมาซื้อขาย ในช่วงครึ่งปีแรกราคาหุ้นก็พุ่งทะยานไปถึง 7 เท่า
แต่พอลองเปิดดูราคาหุ้นของรถไฟเทวดาในวันนี้ มูลค่าตามราคาตลาดรวมกลับเหลือเพียง 3.797 แสนล้านหยวน ช่างน่าเศร้าใจเสียจริง
ช่วงครึ่งหลังของเดือนกันยายน ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง ความสนใจจากตลาดทุนก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย สื่อสายการเงินทุกสำนักต่างพากันรายงานข่าวตำนานหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน
และนับตั้งแต่การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นสิ้นสุดลงเมื่อเดือนกันยายน สถาบันต่างๆ ก็แห่กันเข้าไปทำวิจัยที่กลุ่มบริษัทตระกูลอัน ภายในเวลาเพียงครึ่งเดือน กลับมีสถาบันกว่า 300 แห่งหลั่งไหลเข้าไปทำการวิเคราะห์เจาะลึก นักวิเคราะห์จากสถาบันยักษ์ใหญ่ทุกแห่งต่างก็ให้เรตติ้ง 'ซื้อ' และ 'เพิ่มน้ำหนักการลงทุน'
ทว่าจากราคาปิดในวันนี้ หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันได้สร้างแท่งเทียนรูปแบบ 'ค้อนกลับหัว' ขึ้นมา ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหลังจากมูลค่าตลาดทะลุล้านล้านหยวน แรงส่งขาขึ้นก็เริ่มแผ่วลงแล้ว
เม็ดเงินในตลาดนั้นมีความทรงจำ หลายคนนึกย้อนไปถึงหุ้นรถไฟเทวดามูลค่าล้านล้านเมื่อเดือนเมษายน พอหันกลับมาดูราคาของหุ้นรถไฟเทวดาในวันนี้ หลายคนก็เริ่มรู้สึกหวั่นใจ
...
วันอังคารต่อมา หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันเปิดตลาดด้วยราคาบวกก่อนจะร่วงลงมา สิ่งนี้ยิ่งไปกระตุ้นความทรงจำของหลายๆ คนเกี่ยวกับทิศทางของหุ้นรถไฟเทวดาหลังจากทำจุดสูงสุด
มันคือความทรงจำอันแสนน่ากลัว
วันพุธที่ 30 กันยายน หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันปิดตลาดที่ราคา 59.04 หยวน ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดสะสม -10.53% การร่วงลงติดต่อกันสองวันทำการหลังจากซิลลิ่งแตก เป็นการยืนยันโดยพื้นฐานแล้วว่า 65.99 หยวนคือจุดสูงสุดของหุ้นกลุ่มบริษัทตระกูลอัน
ต่อให้หลังจากนี้จะยังมีแนวโน้มขาขึ้นครั้งใหญ่อีก แต่ในระยะสั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะมีแรงส่งมากพอให้ทะลวงผ่านไปทำนิวไฮได้อีกครั้ง หรือบางทีนี่อาจจะเป็นจุดสูงสุดของยอดเขาเอเวอเรสต์ไปแล้วก็ได้
โดยพื้นฐานแล้ว ในช่วงหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันที่พุ่งขึ้นมาถึงจุดนี้ ได้ดึงเอาผลประกอบการที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นในช่วงสามปีข้างหน้าของกลุ่มบริษัทตระกูลอันมาใช้ล่วงหน้าจนเกือบหมดแล้ว
เทียนเซิ่งแคปปิตอลถือครองหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันจำนวน 3.66 พันล้านหุ้น คิดเป็น 23.16% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด โดยทุ่มเงินลงทุนไปทั้งสิ้น 5.94 หมื่นล้านหยวน ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 16.23 หยวน
ต้นทุนราคานี้ในช่วงเดือนกรกฎาคมถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงด้วยซ้ำ และในช่วงเวลาหนึ่งก็เคยเกิดตัวเลขขาดทุนทางบัญชีมหาศาล
แต่หากมองในวันนี้ มันคือราคาติดฟลอร์ชัดๆ
คำนวณจากราคาปิดที่ 59 หยวนในวันนี้ มูลค่าหุ้นที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลถือครองอยู่จะพุ่งสูงถึง 2.16 แสนล้านหยวน อัตราผลตอบแทนทางบัญชีสูงถึง +263.77% อย่างน่าทึ่ง และมีกำไรทางบัญชีทะลุ 1.5 แสนล้านหยวนไปแล้ว
กำไรทางบัญชีก้อนนี้ เทียนเซิ่งแคปปิตอลใช้เงินทุนเพียงหมื่นกว่าล้านไปงัดคานเงินทุนสี่หมื่นกว่าล้านมาได้ ครอบครองสัดส่วนถึง 75.75% หรือราวๆ 1.17 แสนล้านหยวน ส่วนเงิน 1.5 หมื่นล้านของเฉาอวิ๋นทรัสต์ที่ทุ่มลงไปทั้งหมด เมื่อแบ่งตามสัดส่วนแล้วก็จะได้กำไรทางบัญชีไปกว่า 3.7 หมื่นล้าน ฟันกำไรเละเทะจนรวยอู้ฟู่ไม่ต่างกัน
แม้ว่านี่จะเป็นเพียงความมั่งคั่งบนหน้ากระดาษ แต่มันก็คือความมั่งคั่ง หากแลกเปลี่ยนออกมาก็คือเงินสดจริงๆ ต่อให้ราคาหุ้นจะดิ่งพสุธา อย่างไรเสียก็ไม่มีทางขาดทุนอยู่ดี
ตอนนี้ทางเฉาอวิ๋นได้แต่เจ็บใจที่ตอนนั้นไม่ได้ให้เงินลู่หมิงไปอีก 1.5 หมื่นล้าน พอคิดแบบนี้ก็ถึงกับต้องตบเข่าฉาด รู้สึกเหมือนตัวเองขาดทุนย่อยยับไปถึง 3.7 หมื่นล้าน
หากตอนนั้นเฉาอวิ๋นทรัสต์ยอมให้เงินลู่หมิง 3 หมื่นล้านจริงๆ เขาก็คงจะลดสัดส่วนการกู้ยืมเงินลงครึ่งหนึ่ง ความคิดในตอนนั้นเรียบง่ายมาก ขอแค่รวบรวมเงินทุนให้มากพอที่จะโค่นล้มกลุ่มบริษัทตระกูลอันได้ก็พอแล้ว
ลู่หมิงไม่เคยหาเงินเพียงเพื่อให้ตัวเองมีเงินมากแค่ไหน
เขาไม่ได้ตั้งเป้าหมายเลยว่าตัวเองจะต้องมีความมั่งคั่งมากเท่าไหร่ ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามใจ เขาไม่สนด้วยซ้ำว่าเงินก้อนนั้นจะเป็นของเขาในทางกฎหมายหรือไม่ สิ่งที่เขาสนใจคือเงินก้อนนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาในทางกฎหมายหรือเปล่าต่างหาก
เห็นได้ชัดว่านี่คือคำถามให้เลือกระหว่างสิทธิ์ในการครอบครองกับสิทธิ์ในการควบคุม ลู่หมิงเลือกสิทธิ์ในการควบคุม เพราะสิ่งนี้ต่างหากคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
...