บัณฑิตของเรือนอี่ขุยอย่างไรก็ต้องเกรงใจฐานะของแขก จึงไม่ได้ลงมือถึงตาย
ซินจั๋วก็รู้สึกว่าการต่อสู้กับพวกลูกเศรษฐีแปลกประหลาดเหล่านี้ ช่างไม่มีความหมายอะไรเลย นอกจากการเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้าง ก็ไม่มีความท้าทายอะไรอีก
ผลลัพธ์ก็เพียงแค่ขับไล่ซ่างกวนฟ่านชิ่งและพวกพ้องที่หน้าตามอมแมมออกไปให้พ้นเรื่องพ้นราว
เวลาหนึ่งวันช่างยาวนาน แต่หากมัวแต่อู้งานไปเรื่อยๆ มันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เมื่อยามราตรีมาเยือน
ณ ห้องพักฟูจื่อของเรือนอี่ขุย
บนโต๊ะจุดตะเกียงขี้ผึ้งไร้กลิ่น ซึ่งสว่างไสวกว่าตะเกียงน้ำมันพืชคุณภาพต่ำของค่ายพิชิตมังกรมากนัก
ฟูจื่อสาลี่เพิ่งส่งข่าวมาว่า ในช่วงเวลาสามวันแห่งการทำความเข้าใจศิลาไร้อักษรของหอสารทสถาน ฟูจื่อซินห้ามกลับค่ายบนเขาเด็ดขาด
ซินจั๋วไม่มีความเห็นอะไร เพียงแต่รู้สึกว่าการต้องแยกจากพวกลูกน้องโจรภูเขาที่คลุกคลีกันอยู่ทุกวันกะทันหัน มันค่อนข้างน่าเบื่อและไม่ชินนัก เขานั่งขัดสมาธิบนเตียง หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ความจริงก็อ่านไม่รู้เรื่องหรอก แค่ทำตัวให้ดูวุ่นวายเข้าไว้
หลี่ซีเยวี่ยนั่งพับเพียบอยู่หลังโต๊ะหนังสือไม่ไกลนัก แผ่นหลังเหยียดตรง เส้นผมสีดำขลับทิ้งตัวยาวถึงเอว สีหน้าของนางจริงจัง ในมือประคองปึกรายงานความรู้สึกหลังการอ่านพร้อมกับอ่านออกเสียงอย่างฉะฉาน
นี่ควรจะเป็นหน้าที่ของหัวหน้าเรือน เพียงแต่ไป๋เสวียนจีเพิ่งถูกฟูจื่อเจี่ยงเรียกตัวไปคอยปรนนิบัติแขกสตรี
"นี่คือความเห็นของมู่หรงอวิ๋นซีเจ้าค่ะ 'ศิษย์คิดว่า การยืมพลังผู้อื่นมารับมือศัตรู ช่างล้ำเลิศนัก แต่หากล้อมไว้ทว่าไม่โจมตี ใช้ไฟโต้กลับ สยบศัตรูได้โดยไม่ต้องรบ ย่อมแยบยลยิ่งกว่า...'"
อ่านมาถึงตรงนี้ หลี่ซีเยวี่ยก็ชักจะอ่านต่อไม่ไหว มู่หรงอวิ๋นซีแม้นจะได้เรียนพิชัยสงครามซุนวู แต่ก็เรียนมาไม่มากนัก ช่างคิดเองเออเองเสียจริง สถานการณ์โจมตีด้วยไฟยังไม่ทันก่อตัว อีกฝ่ายจะไม่หนีหรืออย่างไร จะยืนรอให้ไฟคลอกตายอยู่กับที่งั้นหรือ
ซินจั๋วปรายตามองนางแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ของอย่างพิชัยสงคราม ยังคงต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติจริง การฝึกซ้อมบนหน้ากระดาษใดๆ ล้วนเป็นการคิดเองเออเองมากเกินไป ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นเพียงแค่การรบกระดาษ เพิ่มเรื่องน่าขบขันเปล่าๆ เจ้าจงจำให้ขึ้นใจ"
"ฟูจื่อกล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ"
หลี่ซีเยวี่ยทำท่าทางตั้งใจฟังอย่างศิษย์ที่ดี นางเกิดในจวนราชครู พบเจอขุนนางใหญ่โตและอัจฉริยะผู้เก่งกาจมาก็มาก แต่คนที่จะทำให้นางยอมรับนับถือจากใจจริงนั้นมีไม่มากนัก ทว่าฟูจื่อหนุ่มน้อยตรงหน้านี้กลับเปี่ยมล้นไปด้วยภูมิความรู้ ความสามารถโดดเด่น ทั้งพิชัยสงครามและกลยุทธ์ล้วนแตกฉาน ทั้งยังมักจะกล่าววาจาที่ทำให้ผู้คนต้องเก็บไปคิดทบทวนอย่างลึกซึ้งได้เสมอ ตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม นางยอมศิโรราบให้เขามานานแล้ว
คิดๆ ดูแล้ว ดวงตาทั้งคู่ของนางก็เป็นประกายสุกใส และแทบจะเงยหน้าขึ้นถามไปตามสัญชาตญาณว่า "ฟูจื่อยังไม่เคยแต่งงานจริงๆ หรือเจ้าคะ?"
ซินจั๋วแกล้งพูดตอบไปส่งๆ ว่า "ภรรยามีแต่จะส่งผลกระทบต่ออนาคต ไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า หากแผ่นดินยังไม่สงบร่มเย็น จะสร้างครอบครัวไปไย หรือ ไม่ต้องพูดถึงหรอก"
หลี่ซีเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย บางทีคนอื่นพูดประโยคแบบนี้อาจจะเป็นแค่การพูดจาไร้สาระ แต่พอฟูจื่อซินเป็นคนพูด มันกลับดูเหมือนเป็นเรื่องจริง วาจาอันห้าวหาญเช่นนี้ ช่างทำให้ผู้คนหลงใหลได้อย่างแท้จริง หรือบางทีการที่ฟูจื่อไปเป็นโจรจะเป็นเพียงแค่แผนการชั่วคราวกันนะ
"นั่นสินะเจ้าคะ ฟูจื่อไม่เพียงแต่มีรูปโฉมหล่อเหลาอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นผู้มีความมุ่งมั่นอันสูงส่ง จะมีแม่นางบ้านใดคู่ควรกัน เป็นศิษย์ที่วู่วามไปเองเจ้าค่ะ!"
ช่างเป็นคำชมที่แปลกประหลาดเสียจริง
ด้านนอกพลันมีเสียงเอะอะโวยวายแว่วมา
ซินจั๋ววางหนังสือลง แล้วถามว่า "ครั้งนี้มีแขกมาเท่าไหร่หรือ"
"น่าจะเจ็ดแปดสิบคนเจ้าค่ะ เรื่องนี้... พูดไปแล้วก็น่าโมโหนัก"
หลี่ซีเยวี่ยรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย นางวางรายงานความรู้สึกหลังการอ่านลง แล้วกล่าวว่า "เดิมทีศิลาไร้อักษรเป็นของไม่มีเจ้าของบนภูเขาพิชิตมังกร แต่บนนั้นมียอดฝีมือถ่ายทอดพลังปราณใช้เคล็ดวิชาตวัดวาดไท่ซวีบันทึกวิทยายุทธ์เอาไว้ชุดหนึ่งเจ้าค่ะ
เนื่องจากผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานเกินไป ยาวนานยิ่งกว่าเวลาการก่อตั้งราชวงศ์ของเราเสียอีก ร่องรอยของวิทยายุทธ์จึงฝังลึกลงไปในเนื้อหินจนหมดสิ้น มองไม่เห็นสภาพเดิมแล้ว แต่กลับใช้กำลังเข้าสัมผัสหรือชำระล้างไม่ได้เด็ดขาด หากทำลายร่องรอยตวัดวาดไท่ซวีไป ทุกอย่างก็จะพังทลายลงทั้งหมด
จำต้องใช้พลังปราณแผ่ออกจากร่างเพื่อสัมผัสเท่านั้น และหากจะแผ่พลังปราณออกจากร่าง อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับขั้นเจ็ดเจ้าค่ะ
ทว่าสถานศึกษาของเราแม้จะมีชื่อเสียงไม่น้อยในราชสำนัก แต่ในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วหล้า กลับเป็นเพียงสถานศึกษาที่ไม่มีใครรู้จัก
ดังนั้น ต่อให้พวกเราจะแจกเทียบเชิญไปอย่างกว้างขวาง ก็ไม่มียอดฝีมือที่ดูเป็นชิ้นเป็นอันมาเยือนเลยสักคน
แม้แต่คฤหาสน์ทวนเทพ หรือสกุลตู้แห่งอี้เหมินที่อยู่ห่างออกไปเพียงครึ่งเดือนก็ไม่มีใครมา จะมีก็แต่พวกปลาซิวปลาสร้อยระดับขั้นแปดขั้นเจ็ดมากันไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ"
ขั้นเจ็ดยังเป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อย...
"ในเมื่อมีเคล็ดวิชาให้เรียนรู้ได้ แล้วทำไมคนพวกนั้นถึงไม่มาลองเสี่ยงดวงดูเล่า"
ซินจั๋วลองคิดสลับบทบาทดู วิทยายุทธ์ในใต้หล้าเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะสามารถนำมาผสมผสานและพลิกแพลงได้ราวกับใช้สูตรโกงเหมือนอย่างเขา ไม่ต้องพูดถึงว่าการฝึกยุทธ์เป็นเรื่องที่เจ็บปวดทรมานอย่างยิ่ง ลำพังแค่วิทยายุทธ์ล้ำเลิศก็ล้ำค่าหาใดเปรียบแล้ว ยอดฝีมือยังให้ความสำคัญกับสายเลือดการสืบทอดวิชา ย่อมไม่มีทางถ่ายทอดให้ผู้อื่นง่ายๆ มาลองเสี่ยงดวงดูก็ยังดีกว่าไม่มีไม่ใช่หรือ
หลี่ซีเยวี่ยหัวเราะเบาๆ "จุดสำคัญอยู่ที่เคล็ดวิชาตวัดวาดไท่ซวีเจ้าค่ะ เคล็ดวิชาแบบนี้ กว่าจะทำความเข้าใจได้ก็ต้องใช้เวลายาวนานมาก ไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าเดินผิดทาง ก็จะไม่มีวันเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายพรสวรรค์และวิถีความคิดของคนคนหนึ่งอย่างมาก ไม่ใช่ว่าบรรลุขั้นสูงแล้วจะสามารถทำความเข้าใจได้เสมอไป
ดังนั้น ข้อแรก หอสารทสถานของเราไม่มีชื่อเสียง ข้อสอง สำหรับหลายๆ คนแล้ว ศิลาไร้อักษรก็เป็นเพียงแค่ศิลาไร้อักษรจริงๆ เป็นก้อนหินแตกๆ ก้อนหนึ่ง ใครทำความเข้าใจได้ก็ถือว่าโชคดีไปเท่านั้น จุดสำคัญคือ หลังจากทำความเข้าใจได้แล้ว หากมันเป็นแค่วิชาบำรุงสุขภาพแย่ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องน่าขบขันไปเสียเปล่าๆ พรุ่งนี้ฟูจื่อไปดูด้วยตาตัวเองก็ได้เจ้าค่ะ"
"ได้เลย!"
ซินจั๋วอดรู้สึกจืดชืดขึ้นมาไม่ได้ นี่มันก็คือการสุ่มกล่องสุ่มไม่ใช่หรือ ผลลัพธ์อาจจะเป็นคำว่า ขอบคุณที่มาอุดหนุน ก็ได้ ช่างไม่มีความหมายอะไรจริงๆ ด้วย
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังมาจากนอกประตู ตามมาด้วยเสียงใสกระจ่างของเด็กสาว "ฟูจื่อ... ซิน นายน้อยหอ ซ่างกวนฟ่านชิ่ง แห่งหออักษรหยาของหอเทียนจีมาขอพบเจ้าค่ะ!"
หมอนี่อีกแล้ว ว่างจนไม่มีอะไรทำแล้วหรือไง
ซินจั๋วขมวดคิ้ว
หลี่ซีเยวี่ยลดเสียงต่ำลงแล้วกล่าวว่า "คนผู้นี้เมื่อเช้าพวกเราเคยพบแล้ว หอเทียนจีเป็นสำนักเร้นลับ ยิ่งใหญ่อลังการ อำนาจบารมีล้นฟ้า ยอดฝีมือดั่งเมฆา ในเมื่อเขามาขอเข้าพบด้วยตัวเอง ฟูจื่อจะลองพบเขาสักหน่อยก็ไม่เสียหายเจ้าค่ะ"
ซินจั๋วพยักหน้า "ก็ดีเหมือนกัน!"
หลี่ซีเยวี่ยลุกขึ้นไปเปิดประตูห้อง "คุณชายซ่างกวน เชิญเจ้าค่ะ!"
ซ่างกวนฟ่านชิ่งดูเหมือนจะอาบน้ำมาแล้ว สวมชุดผ้าไหมคาดเข็มขัดหยก แต่งกายเยี่ยงคุณชาย ด้านหลังมีไห่ถัง สาวใช้ตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่มีแววตาหลบหลีกเดินตามมาด้วย เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง เขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อย่างไม่เกรงใจ พลางประสานมือคารวะ "ฟูจื่อซิน!"
กลิ่นอายอันธพาลบนตัวมลายหายไปจนสิ้น สีหน้าจริงจัง กิริยาท่าทางมีระเบียบแบบแผน ไม่เสียทีที่เป็นคนมีหัวนอนปลายเท้า
"มีธุระอะไรก็ว่ามา"
ซินจั๋วชักจะไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเขาแล้ว ต่อให้เจ้าจะมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา แต่ท้ายที่สุดก็เป็นแค่ระดับขั้นหก บัณฑิตหลี่ซีเยวี่ยที่มีทั้งอาวุธลับและวิทยายุทธ์ความว่างเปล่าติดตัว สามารถจัดการเจ้าได้สบายๆ ราวกับเล่นสนุก ยังอยากจะมาหาเรื่องอีกหรือ
หลี่ซีเยวี่ยปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้ว นางหยิบเบาะรองนั่งมานั่งพับเพียบอยู่ข้างเตียงด้วยท่าทางว่านอนสอนง่าย แต่สายตาที่มองไปยังซ่างกวนฟ่านชิ่งกลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
บรรยากาศภายในห้องดูแปลกประหลาดมาก
"ขอยกแม่หนูคนนี้ให้ฟูจื่อซินไว้ใช้อุ่นเตียงก็แล้วกัน แม่หนูนี่เพิ่งจะรู้จักความรัก และมีใจให้ฟูจื่อมาเนิ่นนานแล้ว!"
ซ่างกวนฟ่านชิ่งเอ่ยปากมาก็ทิ้งไพ่ตาย แถมยังจริงจังมากเสียด้วย
ไห่ถัง สาวใช้ตัวน้อยหน้าแดงเถือกไปจนถึงลำคอ เอาแต่ก้มหน้าไม่ปริปากพูด
หลี่ซีเยวี่ยนิ่งอึ้งไป
ซินจั๋วมองไห่ถังด้วยความประหลาดใจ หน้าตาก็พอใช้ได้ แต่หุ่นไม่มีทรวดทรงเอาเสียเลย เป็นแค่ยัยเปี๊ยกคนหนึ่ง สู้หานชีเหนียงก็ยังไม่ได้ "เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
ซ่างกวนฟ่านชิ่งกางพัดจีบออก "ความหมายชัดเจนมาก ข้าน้อยเสียเปรียบท่านมาหลายครั้ง รู้สึกว่าท่านเป็นคนมีความสามารถ ไม่ส่งยอดฝีมือในหอมาฆ่าท่านเพื่อระบายแค้น ก็ต้องผูกมิตรกับท่าน นี่คือหลักการใช้ชีวิตของข้าน้อยมาโดยตลอด
หลังจากที่ข้าน้อยคิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็รู้สึกว่าการฆ่าคนนั้นน่าเบื่อเกินไป ผูกมิตรกันไว้จะดีกว่า ไม่ท่านก็รับสาวใช้ของข้าน้อยไป สาวใช้คนนี้หนังเหนียวเนื้อหนา ท่านจะชอบแส้เส้นเล็ก หรือม้านั่งตัวเล็กก็ไม่เป็นไร พวกเรามาเกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกันเถอะ หรือไม่ก็..."
ไห่ถังยังคงก้มหน้า ร่างกายสั่นเทา
หลี่ซีเยวี่ยมึนงงไปหมด นางนึกเสียใจขึ้นมาทันทีที่ปล่อยให้หมอนี่เข้ามา ที่พูดมาทั้งหมดนี่มันวาจาบ้าบออะไรกัน
เกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกัน?
ซินจั๋วครุ่นคิดอย่างละเอียดว่าความสัมพันธ์นี้มันนับกันอย่างไร แต่ก็คิดไม่ออก ช่างเป็นพวกมาโซคิสม์ที่แปลกประหลาด เขาจึงทำหน้าขรึมแล้วกล่าวว่า "ฟังจากที่เจ้าพูดเหมือนมีนัยแอบแฝง หากข้าไม่รับไว้เล่าจะทำไม"
ซ่างกวนฟ่านชิ่งดูเหมือนจะคาดเดาไว้แต่แรกแล้ว เขาหัวเราะเบาๆ "หากไม่รับไว้ ท่านกับข้าก็คงต้องสาบานเป็นพี่น้องกันแล้ว!"
"เจ้าหมายความว่า... เจ้ากับข้าจะสาบานเป็นพี่น้องกัน?"
"ถูกต้อง! สาบานเป็นพี่น้องผูกพัน รักใคร่กลมเกลียว จูงมือกันไปตลอดชีวิต"
"?"
การใช้สำนวนที่แปลกประหลาดของเจ้านี่ เรียนไม่จบสำนักศึกษาเอกชนล่ะสิ?
แต่การขอสาบานเป็นพี่น้องที่จู่ๆ ก็โผล่มานี้...







