ซินจั๋วแทบไม่เข้าใจใจความสำคัญในคำพูดของซ่างกวนฟ่านชิ่ง ทั้งยังไม่อาจเข้าใจจิตวิทยาการคบหาเพื่อนที่แปลกประหลาดของเขา
ทว่าความประทับใจแรกนั้นสำคัญ ได้ยินชุยอิงเอ๋อร์แนะนำมาแต่เนิ่นๆ แล้วว่าหอเทียนจีร้ายกาจมาก ดังนั้น ในภายภาคหน้าหากคิดจะใช้ชีวิตให้ราบรื่น หากสามารถหยิบยืมอำนาจใดได้ก็ไม่ควรปล่อยผ่านไปแม้แต่น้อย ไม่แน่วันหน้าอาจได้ใช้ประโยชน์
อีกทั้งการสาบานเป็นพี่น้องตัวเขาเองก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไร ถือเสียว่าทำเล่นๆ ก็แล้วกัน
แม่หนูไห่ถังมีธูปเตรียมไว้พร้อมแล้ว ทั้งสองคนมีสีหน้าจริงจังขณะโขกศีรษะและจุดธูปสี่ดอก
การจุดธูปสี่ดอกเป็นเรื่องที่เป็นทางการ เคร่งขรึม และเต็มไปด้วยพิธีการอย่างยิ่ง ดอกที่หนึ่งเรียกว่าธูปเมตตาธรรม ดอกที่สองเรียกว่าธูปภักดี ดอกที่สามเรียกว่าธูปคุณธรรมน้ำมิตร และดอกที่สี่เรียกว่าธูปร่วมวาสนาร่วมเป็นร่วมตาย
เสร็จพิธี!
เดิมทีเป็นศัตรูกัน ทว่าด้วยเหตุผลแปลกประหลาดและการมาเยือนอย่างกะทันหัน จู่ๆ กลับกลายเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่พึ่งพาได้และจริงจังที่สุดในโลกนี้ ทุกอย่างช่างดูตามมีตามเกิด ไร้สาระ ทว่ากลับเป็นไปอย่างราบรื่นลงตัว
นี่ช่างเป็นวิถียุทธภพนัก ชวนให้รู้สึกทอดถอนใจ
“ข้าอายุสิบเก้า เจ้าอายุสิบหก ภายหน้าเจ้าเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ คงไม่มีปัญหาอะไรกระมัง” ซ่างกวนฟ่านชิ่งแสร้งทำเป็นทอดถอนใจแล้วนั่งลง แววตาหลบเลี่ยงเล็กน้อย
“มีปัญหาใหญ่เลยล่ะ!”
ซินจั๋วเข้าใจความนึกคิดเล็กๆ น้อยๆ ของเขาในทันที ทว่าเจ้าอยู่ระดับไหนกัน ถึงจะมารับข้าเป็นลูกน้อง ความคิดบ้าบอเช่นนี้ช่างอ่อนหัดเกินไปแล้ว “ข้าน้อยไม่มีนิสัยยอมเป็นลูกน้องใคร!”
ซ่างกวนฟ่านชิ่งขยี้จมูกแล้วยิ้ม “เช่นนั้นพวกเราพบกันครึ่งทาง ต่างคนต่างเรียก ต่างฝ่ายต่างเรียกอีกฝ่ายว่าน้องรอง เจ้าเห็นเป็นเช่นไร”
“ย่อมได้!”
“น้องรอง”
“น้องรองไม่ต้องเกรงใจ!”
“หึๆ…”
หลี่ซีเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน ก่อนจะรีบปั้นหน้าขรึม กระแอมเบาๆ แล้วจ้องมองกระดาษบันทึกความรู้สึกหลังการอ่านในมือด้วยท่าทางจริงจัง
“ของขวัญเล็กน้อยถือเป็นน้ำใจ!” ซ่างกวนฟ่านชิ่งหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อเปิดออก ด้านในเป็นไข่มุกสีสันสะดุดตาเม็ดหนึ่ง เขากล่าวด้วยสีหน้าขรึมว่า “นี่คือไข่มุกบำรุงกายผิวพรรณที่สำนักงานใหญ่ในหอของข้าประทานลงมา หมื่นตำลึงทองก็ไม่ขาย”
ดูออกว่านี่คือของวิเศษชิ้นหนึ่งจริงๆ เจ้านี่ถึงกับยอมทุ่มสุดตัวเพื่อการสาบานเป็นพี่น้อง
ซินจั๋วรับมาด้วยความยินดี แต่ผลคือค้นทั่วทั้งตัวก็ไม่มีของตอบแทน ขณะกำลังรู้สึกลำบากใจ ด้านนอกก็พลันมีคลื่นพลังปราณที่แผ่วเบาอย่างยิ่งทว่าดุดันถึงขีดสุดระลอกหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามา
สีหน้าของซินจั๋ว ซ่างกวนฟ่านชิ่ง และหลี่ซีเยวี่ยพลันเปลี่ยนไป
มียอดฝีมือประลองกันงั้นหรือ?
คนทั้งสามสบตากัน ก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกัน
ด้านนอก ณ ลานกว้างใต้ศิลาจารึกกฎระเบียบ เวลานี้มีทั้งบัณฑิตและแขกเหรื่อรวมแล้วกว่าร้อยคนยืนมือเปล่า ยืนล้อมวงมุงดูอยู่
กลางลานมีชายหนึ่งหญิงหนึ่งกำลังจ้องตากัน
ฝ่ายหญิงก็คือแม่นางชุดดำจ้าวหลีผู้นั้น เส้นผมยาวสยายปลิวไสว สีหน้าเย็นชา ในดวงตาหงส์แฝงเร้นไปด้วยจิตสังหารอันเยียบเย็น
ทั่วทั้งร่างราวกับเป็นกระบี่คมกริบเล่มหนึ่ง
ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามอายุราวสามสิบปี รูปร่างกำยำล่ำสัน สวมชุดยาวสีคราม ทว่าดวงตาที่ลึกล้ำเศร้าหมอง หนวดเคราหรอมแหรม และใบหน้าที่ซูบซีด ทำให้เขาดูราวกับคนขี้เมาที่ดื่มเหล้าหยำเปมาตลอดทั้งปี
ขณะนี้ทั้งสองคนยังไม่ได้ลงมือ ทว่าพลังปราณอันกล้าแข็งกลับแผ่พุ่งออกจากร่างโดยอัตโนมัติแล้ว นี่เป็นเพียงสัญชาตญาณในการคุ้มครองกายและการเผชิญหน้าเมื่อพบเจออันตรายอย่างแท้จริง
“สองคนนี้ข้ารู้จัก”
ซ่างกวนฟ่านชิ่งเคาะพัดจีบพลางพูดกลั้วหัวเราะ “ผู้หญิงคือจ้าวหลี ศิษย์สายตรงลำดับที่สามรุ่นปัจจุบันของสำนักกระบี่วิญญาณแห่งเมืองเว่ยโจวที่อยู่ห่างออกไปสามร้อยลี้
ส่วนผู้ชายได้ยินว่ามาจากสำนักกระบี่วิญญาณเช่นกัน นามว่าหลี่อู๋เหมียน ปีนั้นมีใจตรงกันกับศิษย์พี่หญิงใหญ่ของจ้าวหลี สมรู้ร่วมคิดทำชั่วด้วยกัน เดิมทีนับว่าเป็นบุพเพสันนิวาสที่ดีเรื่องหนึ่ง ปุ๋ยคอกไม่ไหลไปนาคนอื่นอย่างไรเล่า แต่ผลคือหลี่อู๋เหมียนผู้นี้เป็นคนเสเพล นอกจากจะไปได้เสียกับศิษย์พี่หญิงใหญ่แล้ว ยังไปมีเรื่องคลุมเครือกับอาจารย์หญิง กลายเป็นหมาป่าพยัคฆ์เสือดาวไปอีก
ผลคือถูกขับไล่ออกจากสำนัก ศิษย์พี่หญิงใหญ่ท่านนั้นทวารลำไส้ขาดสะบั้น ล้างหน้าด้วยน้ำตา แม่นางจ้าวหลีผู้นี้น่าจะสนิทสนมกับศิษย์พี่หญิงใหญ่ ครั้งนี้บังเอิญมาเจอหลี่อู๋เหมียนเข้า ย่อมต้องลงมือเป็นธรรมดา”
“น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้เชียว!”
ซินจั๋วพยักหน้า ปรายตามอง ‘น้องรอง’ ผู้นี้ปราดหนึ่ง ใช้สำนวนไม่เป็นก็ไม่ต้องใช้หรอก ความแค้นบุญคุณในยุทธภพดีๆ พอให้เจ้าพูดกลับกลายเป็นเหมือนจางซานเป็นชู้กับพี่สะใภ้รองไปเสียได้
หลี่ซีเยวี่ยยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า “แม้ในความเป็นจริงหลี่อู๋เหมียนกับจ้าวหลีจะไม่ได้มีความแค้นต่อกันโดยตรง แต่ความแค้นเรื่องชู้สาวเช่นนี้ไร้ทางออกที่สุด เกรงว่าคงต้องสู้กันแล้ว สถานศึกษาของพวกเรามีกฎว่า แขกอยากจะสู้ก็สู้ไปตามสบาย แต่ถ้าทำข้าวของเสียหาย ต้องชดใช้สิบเท่า”
ซินจั๋วถามด้วยความอยากรู้ “พวกเจ้าว่าสองคนนี้ใครจะชนะ”
จากคลื่นพลังปราณโลหิตของทั้งสองคน ล้วนมีระดับพลังสูงกว่าตนเอง ดูคล้ายจะอยู่ในขั้นหกหรือเกือบขั้นหก ทว่าระดับพลังแตกต่างกันไม่มากนัก ยังต้องดูความแข็งแกร่งของเคล็ดวิชาและทักษะการต่อสู้ สำหรับเรื่องนี้เขามีความรู้สึกร่วมอย่างลึกซึ้ง
ยังไม่ทันที่หลี่ซีเยวี่ยจะเอ่ยปาก ซ่างกวนฟ่านชิ่งก็พูดขึ้นว่า “จ้าวหลีน่าจะเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นหกได้ไม่นาน ส่วนหลี่อู๋เหมียนอยู่ในขั้นหกมานานแล้ว จ้าวหลีไม่มีกระบวนท่าวิปริตแบบน้องรองหรอกนะ หากต้องสู้กันถึงตายจริงๆ ย่อมเป็นหลี่อู๋เหมียนที่ชนะ เพียงแต่หลี่อู๋เหมียนผู้นี้มีความผิดติดตัว เกรงว่าคงจะออมมือให้กระมัง!”
สิ้นเสียง กลางลานก็มีพลังปราณแผ่ซ่านออกมาอย่างกว้างขวาง แม่นางจ้าวหลีผู้นั้นตวัดกระบี่ออกไปแล้วหนึ่งกระบวนท่า
พลานุภาพกระบี่ดุดัน ทว่าไม่ได้ยิ่งใหญ่โอฬาร คล้ายสายน้ำเส้นเล็กๆ ที่ไหลริน นำพากระแสแสงกระบี่ที่สาดประกายพุ่งตรงไปยังหลี่อู๋เหมียน
คลื่นพลังกระเพื่อมไหวไปตามทาง อิฐเขียวบนพื้นส่งเสียงดังกรอบแกรบ
เงากระบี่สายหนึ่งพุ่งมาถึงเบื้องหน้าหลี่อู๋เหมียนก่อนก้าวหนึ่ง แล้วแทงลงมาในแนวดิ่ง
พลังกระบี่ไร้รูปร่าง ทำให้ผู้คนที่มุงดูอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปหลายก้าว
ซินจั๋วและคนอื่นๆ ก็จ้องมองไปตาไม่กะพริบ
"ช่างเป็นกระบี่วิญญาณไร้เจตนาที่ยอดเยี่ยม!" ซ่างกวนฟ่านชิ่งกล่าวชม
ทว่า
หลี่อู๋เหมียนกลับไม่ขยับเขยื้อน
รับคมกระบี่เข้าไปเต็มๆ
"ฉึก!"
บนหน้าอกปรากฏรอยแผลกระบี่ลึกถึงกระดูก เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาเป็นสาย
เขาอดไม่ได้ที่จะถอยร่นไปสามสี่ก้าว บนใบหน้าซอมซ่อมอมแมมแฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยที่ยากจะอธิบาย
"เหตุใดเจ้าจึงไม่รับกระบี่" จ้าวหลีจ้องเขม็ง ขมวดคิ้วตวาดเสียงเย็น
หลี่อู๋เหมียนยิ้มขื่น ก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว "เจ้าไม่รู้ใจข้าจริงๆ หรือ ไม่ว่าจะเป็นโหรวเอ๋อร์หรือซือเหนียง ล้วนไม่เกี่ยวกับข้า ภายในใจข้ามีเพียงเจ้าเสมอมา"
ความอ่อนโยนนี้ ต่อให้เป็นใครก็จับผิดไม่ได้
ฝูงชนรอบด้านชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเสียงโห่ร้องก็ดังระงม
นี่ไม่ใช่แค่ยอมรับกระบี่ นี่มันยอดฝีมือชัดๆ!
ซินจั๋วลอบชื่นชมในใจ กระบวนท่าไร้ยางอายเยี่ยงนี้ เรียกได้ว่าไร้กระบวนท่าชนะมีกระบวนท่าอย่างแท้จริง อัจฉริยะ!
จู่ๆ เขาก็นึกถึงฮุ่ยหรูชิง นางเคยบอกว่าคืนนี้จะมาด้วยมิใช่หรือ เหตุใดจึงไม่เห็นหน้า
กวาดสายตามองไปรอบๆ พลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นเยียบสายหนึ่งล็อคเป้ามาที่ตน
คล้ายมีจิตสังหาร ทว่าก็แฝงความหวาดระแวงอยู่หลายส่วน เรื่องนี้แตกต่างจากการหาเรื่องตรงๆ ของพวกเจียงเฮ่อจู๋โดยสิ้นเชิง ซ้ำยังน่ากลัวมาก
ขมวดคิ้วแน่น ลองมองดูรอบๆ อีกครั้ง จิตสังหารก็หายไปแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นใครกันแน่
คิดใคร่ครวญครู่หนึ่ง จึงถอยหลังไปไม่กี่ก้าว
จิตสังหารปรากฏขึ้นอีกครั้ง
จิตสังหาร? ใครอยากจะฆ่าข้า?
ซินจั๋วคิดไม่ออก แต่ในใจมีการคำนวณไว้แล้ว จึงหันหลังเดินจ้ำอ้าวออกไป
เมื่อมาถึงบริเวณที่มืดมิด จิตสังหารสายนั้นก็แทบจะเข้มข้นจนจับต้องได้
เขาหันขวับไปมอง ก็เห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เป็นชายชราร่างเตี้ย หลังค่อมเล็กน้อย หน้าขาวไร้หนวดเครา ดูอายุขัยที่แน่ชัดไม่ออก และที่สำคัญคือเขาไม่รู้จัก
"ท่านหมายความว่าอย่างไร" ซินจั๋วเอ่ยปาก พลางขยับฝีเท้าอย่างแผ่วเบา
คนผู้นั้นแค่นเสียงเย็นชา น้ำเสียงเล็กแหลมคล้ายสตรี ไม่เหมือนเสียงที่คนปกติจะเปล่งออกมาได้
"ข้ากับท่านไม่เคยมีความแค้นต่อกันกระมัง"
ซินจั๋วเอ่ยถามอีกครั้ง
ชายคนนั้นค่อยๆ เดินเข้ามา ลมปราณแท้จริงทั่วร่างทรงพลังประดุจกระแสน้ำ ซ้ำยังมีควันดำพวยพุ่ง ม้วนตลบพัดมาตามพื้นดิน
ระดับพลังและท่าร่างเปิดการโจมตีนี้ ดูไม่ออกเลยว่าตื้นลึกหนาบางเพียงใด
รูม่านตาของซินจั๋วหดเกร็ง เขาหันหลังสับเท้าวิ่งทันที ใช้วิชาตัวเบากระโดดหลบหลีกไปมา
ทว่าจิตสังหารสายนั้นยังคงติดตามไปราวกับเงาตามตัว
เบื้องหน้าเป็นเรือนเล็กอันเงียบสงบ ห้องทางปีกตะวันตกจุดตะเกียงสว่างไสว บริเวณริมหน้าต่าง มีเงาร่างอ้อนแอ้นสายหนึ่งสั่นไหวลางๆ
ซินจั๋วหันขวับกลับไปมอง พบว่าชายชราผู้นั้นยืนประดุจภูตผีอยู่ในความมืดไม่ไกลนัก กำลังจ้องมองเขาเขม็ง
เขากัดฟันกรอด พุ่งชนประตูจนพังแล้วพรวดพราดเข้าไปในห้อง
ภายในห้องพลันมีเสียงอุทานแผ่วเบาดังขึ้นทันที
ฟูจื่อฉินอวี้หลิวกำลังนั่งอาบน้ำอยู่ในถังไม้ แถมยังเป็นการแช่ตัวแบบเต็มรูปแบบอีกด้วย
ใบหน้างดงามเหนือโลกีย์ถูกไอร้อนจากน้ำระอุจนแดงระเรื่อ พวงแก้มมีหยดน้ำเกาะพราว เส้นผมยาวสลวยที่เปียกชื้นไปครึ่งหนึ่งปรกอยู่บนหน้าอก







