'ขอให้คนอื่นช่วย จะมัวไปเรื่องมากอะไรได้!'
'จะให้นั่งหรือไม่ให้นั่งก็ไม่สำคัญหรอก'
'แค่แก้ปัญหาเรื่องทะเบียนราษฎรได้ก็พอแล้ว!'
หวังหยางคิดได้อย่างปลงตกว่าง เขากวักมือให้หลิวเจาและส่งสายตาให้
หลิวเจาเองก็จนใจ จึงได้แต่ต้องนั่งลงไปก่อน แล้วบอกจุดประสงค์ในการมาเยือนให้สหายเก่าทราบ
ใครจะคาดคิดว่าจงเช่อเพิ่งฟังได้แค่ตอนต้นก็พูดแทรกหลิวเจาขึ้นมา แสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจน
“อย่าพูดๆ! เรื่องทางโลกพรรค์นี้ท่านยังมาหาข้า ท่านนี่มันดูถูกข้าเกินไปแล้ว! อีกอย่างข้าก็ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ หากท่านอยากจะจัดการเรื่องอะไร ก็ไปหาจงรุ่ยโดยตรงเลย!”
หลิวเจาพูด “นิสัยลูกชายท่าน ท่านก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้ ดื้อรั้นเหมือนท่านไม่มีผิด เรื่องแบบนี้หากท่านไม่เอ่ยปาก เขาจะยอมตกลงรับปากข้าได้อย่างไร”
“ไม่ยุ่งๆ เรื่องทางโลกเหล่านี้ข้าไม่เคยยุ่งเกี่ยว ท่านก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้ ขนาดเรื่องที่สำนักศึกษาประจำจวิ้นของท่านใกล้จะล่มข้ายังไม่ยุ่งเลย เรื่องทำทะเบียนราษฎรปลอมพรรค์นี้ข้ายิ่งไม่เข้าไปยุ่งเด็ดขาด”
หลิวเจาขมวดคิ้ว “ทะเบียนราษฎรปลอมอะไรกัน เขาเป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ลงทะเบียน ตอนนี้ก็แค่มาทำเรื่องย้อนหลัง ท่านจะพูดว่า...”
“เหลวไหล! ชนชั้นสูงที่ไหนมีทำเรื่องย้อนหลังกัน หากจะทำเรื่องย้อนหลังจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่คนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาต้องไปประสานงานกับกรมซ่างซูเอง ท่านจะไปเดือดร้อนแทนทำไม ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ว่าแต่สำนักศึกษาประจำจวิ้นของท่านกำลังจะล่มจริงๆ ใช่หรือไม่ ถ้างั้นท่านก็เปลี่ยนมาศึกษาเสวียนเสวียกับข้าเถอะ พวกแนวคิดหลักปรัชญาขงจื๊อมันน่าเบื่อจริงๆ”
“ผายลม!”
หลิวเจาเริ่มโมโห ไม่ยอมอ่อนข้อให้เช่นกัน กล้ามาลบหลู่ดูหมิ่นความรู้ ต่อให้เป็นสหายเก่าก็ต้องด่า!
“ข้าไม่ไปวิจารณ์ว่าหลักของเหลาจื่อและจวงจื่อของท่านเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ท่านก็อย่ามาลบหลู่หลักคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของท่านขงจื๊อของข้า! ต่อให้สำนักศึกษาประจำจวิ้นจะล่มสลาย! ข้าก็จะยังคงยึดมั่นในวิถีแห่งความดีงาม แม้ต้องตายเก้าครั้งก็ไม่เสียใจ!”
จงเช่อประสานมือทั้งสองข้างไว้ท้ายทอย ค่อยๆ เอนกายลงนอนไขว่ห้าง แล้วหลับตาลง “ต้องมีการตื่นรู้อันยิ่งใหญ่เสียก่อนจึงจะรู้ว่านี่คือความฝันอันยิ่งใหญ่ ทว่าคนเขลาล้วนหลงคิดไปเองว่าตนนั้นตื่นรู้แล้ว และทำตัวอวดรู้เข้าใจไปเอง ว่าผู้ใดคือจอมคน ผู้ใดคือคนเลี้ยงสัตว์ ช่างดื้อดึงโง่เขลายิ่งนัก!”
นี่คือประโยคจากคัมภีร์จวงจื่อ บทฉีอู้ลุ่น (สรรพสิ่งล้วนเท่าเทียม) ความหมายคือคนเขลาที่ถูกกักขังอยู่ในความฝันอันยิ่งใหญ่โดยไม่ตื่นขึ้นมา แต่กลับหลงคิดไปเองว่าตื่นแล้ว พร่ำเพ้อเรื่องนายเรื่องบ่าว ช่างเป็นเรื่องน่าเวทนาและตื้นเขินเสียเหลือเกิน และเนื่องจากลัทธิขงจื๊อนั้นให้ความสำคัญกับสถานะนายบ่าวมากที่สุด ประโยคนี้จึงแทงใจดำเรื่อง 'หลักคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของท่านขงจื๊อ' ที่หลิวเจาเพิ่งพูดไปเมื่อครู่อย่างจัง
หลิวเจามีเรื่องต้องขอร้องจงเช่อ จึงได้แต่ทำเป็นไม่สนใจคำเหน็บแนมของเขา ข่มความโกรธไว้ในใจ แล้วเอ่ยขอร้องต่อไปว่า
“ข้ารู้ทัศนคติของท่านที่มีต่อลัทธิขงจื๊อ ดังนั้นเรื่องของสำนักศึกษาประจำจวิ้นข้าจึงไม่ได้มาขอให้ท่านช่วย เพียงแต่เรื่องนี้จำเป็นต้องให้ท่านออกหน้าจริงๆ ท่านเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันมิตรหลายปีของเรา ช่วยข้าสักครั้งเถอะ ได้หรือไม่”
จงเช่อพูดอย่างเกียจคร้าน “ข้าเป็นผู้ศึกษาคัมภีร์จวงจื่อ ท่านก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้ จวงจื่อนั้นเน้นย้ำเรื่องความไร้รักไร้ความรู้สึกมากที่สุด ท่านจะมาคุยเรื่องความสัมพันธ์ฉันมิตรกับข้าเพื่ออะไร”
หวังหยางพูดแทรกขึ้นมาทันที “จวงจื่อไม่ได้ไร้รัก แต่กลับมีรักลึกล้ำที่สุดต่างหาก”
สีหน้าของหลิวเจาแข็งค้าง แม้เขาจะเป็นผู้ศึกษาหลักคำสอนของขงจื๊อ แต่ก็รู้ว่าจวงจื่อนั้นส่งเสริมความไร้รัก คำพูดของหวังหยางนี้ขัดกับสามัญสำนึกอย่างชัดเจน แต่ก็โทษเขาไม่ได้ อายุยังน้อยเพียงนี้กลับศึกษาจนแตกฉานในซ่างซู คงไม่มีเวลาไปศึกษาตำราของสำนักเต๋าเป็นแน่
จงเช่อไม่เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เขาพูดพลางหัวเราะเบาๆ “เกรงว่าเจ้าคงไม่เคยอ่านแม้กระทั่งคัมภีร์จวงจื่อกระมัง”
หวังหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เหลาจื่อกล่าวว่า 'เมื่อครอบครัวขาดความปรองดอง จึงปรากฏความกตัญญูและเมตตา เมื่อบ้านเมืองวุ่นวายโกลาหล จึงปรากฏขุนนางตงฉิน'
มีเพียงยามที่ผู้คนในครอบครัวขาดความกตัญญูและเมตตาเท่านั้น ผู้คนจึงจะออกมายกย่องเชิดชูความกตัญญูและเมตตา
มีเพียงยามที่บ้านเมืองวุ่นวายตกอยู่ในอันตราย ขุนนางผู้ภักดีจึงจะโดดเด่นขึ้นมา
ด้วยเหตุผลเดียวกัน
คนแบบใดกันเล่าที่ถึงกับร้องตะโกนป่าวประกาศถึงวิถีแห่ง 'การไร้รัก'
คนผู้นั้นย่อมเป็นผู้ที่เก็บซ่อนความรู้สึกอันลึกล้ำไว้ในใจ
ผู้มีสติปัญญาสูงสุดจะละทิ้งความรู้สึก ผู้โง่เขลาต่ำต้อยที่สุดจะไปไม่ถึงความรู้สึก
ผู้ที่ไปไม่ถึงความรู้สึก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีรักหรือไร้รัก
มีเพียงผู้ที่ลุ่มหลงในรักลึกล้ำ และถูกความรักนั้นคอยทนทุกข์ทรมานเท่านั้น จึงจะโหยหาความไร้รัก และขบคิดจนค้นพบวิถีแห่งความไร้รักขึ้นมาได้
ในคัมภีร์จวงจื่อมักมีการรำพึงรำพันว่า 'น่าเศร้าใจยิ่งนัก' 'ไม่น่าสลดใจหรอกหรือ' 'อนิจจา' 'ไม่น่าเวทนาหรอกหรือ' คำรำพึงแห่งความโศกเศร้าเหล่านี้มีมากมายรวมแล้วไม่ต่ำกว่ายี่สิบครั้ง คนที่ไร้ความรู้สึกอย่างแท้จริงจะกล่าวคำเหล่านี้ออกมาได้อย่างไร”
“จือเหยียน... เจ้า...”
หลิวเจาตกตะลึงเป็นอย่างมาก!
เขาคิดมาตลอดว่าหวังหยางเป็นคนของลัทธิขงจื๊อ นึกไม่ถึงเลยว่าจะสามารถพูดคุยเรื่องของเหลาจื่อและจวงจื่อได้ด้วย?!
จงเช่อเองก็ลุกขึ้นนั่งพิจารณาหวังหยางตั้งแต่หัวจรดเท้า สีหน้าเริ่มเคร่งขรึมขึ้นมา “ภรรยาของจวงจื่อตาย จวงจื่อกลับเคาะกะละมังร้องเพลง หากไม่ใช่การไร้รักแล้วจะเป็นอะไร”
หวังหยางถามกลับ “หากไร้รักจริงๆ แล้วจะเคาะกะละมังไปทำไม จะร้องเพลงไปทำไม
นี่คือความจนใจ จึงได้กล่าวถ้อยคำอันเปิดกว้างเพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ในใจตนเอง
การเคาะกะละมังร้องเพลง ก็เป็นเพียงการใช้เสียงเพลงแทนการร่ำไห้เท่านั้น!
เรื่องราวในใต้หล้า เมื่อใดที่เผชิญกับความจนใจ นั่นแหละคือความอ้างว้างที่สุด
มารดาของหร่วนจี๋ตาย หร่วนจี๋กลับเล่นหมากล้อมกินเนื้อ นึ่งหมูอ้วนตุ้วน ดื่มสุราถึงสามโต่ว นั่นเพราะเหตุใดกัน
เขาอาศัยพฤติกรรมอันหยาบคายไร้เหตุผล เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจที่สุมอยู่เต็มอกต่างหาก!
จวงจื่อกล่าวว่า 'เอาฟองน้ำลายรดให้กันและกัน สู้ต่างคนต่างลืมเลือนกันไปในแม่น้ำทะเลสาบไม่ได้'
คนที่ไร้เยื่อใยอย่างแท้จริง จะมีการพูดถึงเรื่องการลืมเลือนกันได้อย่างไร
คนที่ไร้เยื่อใยไม่จำเป็นต้องลืมความรัก มีเพียงคนรักลึกล้ำเท่านั้นที่ต้องลืมความรัก
คำว่า 'สู้ลืมเลือนกันไปไม่ได้' เป็นเพียงคำรำพึงรำพัน ดูเหมือนไร้รัก ทว่าแท้จริงแล้วคือถ้อยคำของคนมากรัก
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เสียงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักไร้เสียง หิมะตกหนักมักไร้ร่องรอย ความสุขที่สุดคือการไร้สุข รักที่ลึกล้ำที่สุดคือการไร้...”
จงเช่อร้อง “โอ๊ย” ออกมาคำหนึ่งแล้วกระโดดลุกขึ้น ขนลุกซู่ไปทั้งตัว น้ำเสียงสั่นเทา
“รักลึกล้ำที่สุดคือไร้รัก! รักลึกล้ำที่สุดคือไร้รัก! พูดได้ดี พูดได้ดีมาก! ข้าอ่านคัมภีร์จวงจื่อมาสี่สิบกว่าปี กลับคิดไม่ตกทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้!”
เขาพุ่งเข้าไปดึงมือหวังหยาง ลากตัวเขามานั่งที่นั่งของซานเทา “มาๆๆ น้องหวัง เจ้านั่งตรงนี้ แล้วพูดต่อเลย!”
หลิวเจายังคงตกอยู่ในความตกตะลึงอย่างหาที่สุดไม่ได้ เขามองหวังหยางอย่างเหม่อลอย “จือเหยียน เจ้า เจ้าทำไม ถึงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...”
“อย่าเพิ่งพูดแทรกน่า!” จงเช่อถลกแขนเสื้อขึ้น โบกมือขัดจังหวะหลิวเจา
หวังหยางเองก็ยืนจนเมื่อยแล้ว จึงนั่งลงตามน้ำ เพื่อที่จะแก้ปัญหาเรื่องทะเบียนราษฎร เขาจึงเอ่ยต่อไปว่า
“จวงจื่อมองว่าโลกหล้าล้วนแปดเปื้อนเสื่อมทราม ไม่อาจพูดคุยด้วยถ้อยคำจริงจังได้
ดังนั้นจึงสร้างคำพูดแปลกประหลาดพิสดาร มองจักรวาลเป็นเพียงสิ่งเล็กจ้อย ล้อเลียนเหล่านักปราชญ์ผู้ทรงธรรม ดูราวกับเป็นถ้อยคำหยอกเย้าขบขัน
ผู้คนล้วนรู้ถึงความเศร้าสลดของชวีจื่อ แต่กลับไม่รู้ถึงความเศร้าสลดของจวงจื่อ
ความเศร้าสลดของชวีจื่ออยู่ที่แว่นแคว้นหนึ่ง แต่ความเศร้าสลดของจวงจื่ออยู่ที่ทั่วทั้งใต้หล้า
ความเศร้าสลดของชวีจื่ออยู่ที่ยุคสมัยหนึ่ง แต่ความเศร้าสลดของจวงจื่ออยู่ที่หมื่นชั่วอายุคน
ในคัมภีร์จวงจื่อ บทไจ้อิ้ว กล่าวไว้ว่า 'ทุกวันนี้คนต้องโทษประหารนอนตายทับกัน ผู้ถูกจองจำด้วยเครื่องมือทรมานมีมากมายจนผลักไสกัน ผู้ถูกลงทัณฑ์มีจำนวนมากจนมองเห็นกันได้ทั่วไป ทว่าลัทธิขงจื๊อและสำนักม่อจื่อกลับเพิ่งจะเริ่มถกเถียงและแสดงท่าทีวุ่นวายอยู่ท่ามกลางขื่อคาตรวนเหล่านี้ ช่างน่าอนาถใจยิ่งนัก!'
ผู้ที่สามารถเอ่ยถ้อยคำอันเปี่ยมไปด้วยความเมตตาสงสารต่อเพื่อนมนุษย์เช่นนี้ออกมาได้ จะเป็นผู้ที่ไร้ความรู้สึกได้อย่างไรกัน
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า 'โลกหล้าล้วนแปดเปื้อนเสื่อมทราม' ทว่าทั้งลัทธิขงจื๊อและม่อจื่อต่างก็ไม่อาจช่วยเหลือได้ ดังนั้นจวงจื่อจึงขบคิดทฤษฎีของเขาขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของแผ่นดินให้กลับคืนสู่ความถูกต้อง!”
“พูดได้ดี! พูดได้ดีมาก!”
จงเช่อตบต้นขาฉาดใหญ่ แล้วหันไปมองหลิวเจาด้วยท่าทางลำพองใจ
“เป็นอย่างไรล่ะ ท่านมักจะพูดเสมอว่าหลักของเหลาจื่อและจวงจื่อนั้นมองโลกในแง่ร้าย ไม่มีประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่กลับไม่รู้เลยสินะว่าจวงจื่อก็มีความรู้สึกห่วงใยต่อโลกหล้าถึงเพียงนี้!”
หลิวเจาพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ท่านจะมาลำพองใจอะไร ท่านเองก็เพิ่งจะรู้ไม่ใช่หรือไง”
จงเช่อกวักมือเรียกหวังหยางอย่างกระตือรือร้น “มาๆๆ น้องหวัง เจ้าลุกขึ้น อย่าไปนั่งที่ของซานเทาเลย มานั่งที่ของจีคังตรงนี้! คำวิจารณ์อันลึกซึ้งของเจ้าคู่ควรกับที่นั่งนี้!”
“ไม่เป็นไรขอรับ ข้านั่งตรงนี้ก็ดีแล้ว”
“เช่นนี้จะไปดีได้อย่างไร! ซานเทาจะนำไปเทียบกับจีจงซ่านได้อย่างไรกัน!”
จงเช่อยืนกรานที่จะเปลี่ยนที่นั่งให้กับหวังหยาง หวังหยางจึงได้แต่ “ตามใจเจ้าบ้าน”
“น้องหวัง เจ้าพูดต่อเถอะ”
จงเช่อถูมือไปมา สีหน้ากระตือรือร้น พวงแก้มคล้ายกับจะแดงระเรื่อขึ้นมาเพราะความตื่นเต้น
หวังหยางพูดต่อ
“จวงจื่อกล่าวว่าแว่นแคว้นบนหนวดหอยทากทำสงครามแย่งชิงกัน มีซากศพนับล้านกองเกลื่อนกลาด กล่าวว่าผู้ขโมยตะขอต้องถูกประหาร ผู้ขโมยแว่นแคว้นกลับได้เป็นเจ้านครรัฐ...”
“จือเหยียน!” หลิวเจาเห็นหวังหยางใช้ถ้อยคำที่ล้ำเส้นเกินไป จึงรีบเอ่ยห้ามทันที จากนั้นก็มองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง
ในเวลานี้ราชวงศ์ฉีใต้เพิ่งก่อตั้งประเทศมาได้เพียงสิบเอ็ดปีเท่านั้น ปฐมกษัตริย์ฉีเกาตี้ (ซึ่งก็คือพระบิดาของโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบัน) ในอดีตนั้นเคยเป็นขุนนางของราชวงศ์หลิวซ่ง หลังจากกุมอำนาจไว้ในมือก็เลียนแบบเฉาผี บีบบังคับให้ฮ่องเต้ราชวงศ์ซ่งสละราชสมบัติ ถึงได้ช่วงชิงใต้หล้ามาครอบครอง ดังนั้นหัวข้อที่จวงจื่อกล่าวถึงเรื่อง "การขโมยแว่นแคว้น" จึงถือเป็นการละเมิดข้อห้ามของราชสำนักอย่างแท้จริง







