เรือนลึกสงัด ไผ่เขียวชอุ่มหนาทึบ
หวังหยางและหลิวเจาเดินอยู่บนทางสายเล็กในป่าไผ่ ด้านหน้ามีชายรับใช้หนุ่มแต่งกายสะอาดสะอ้านคอยเดินนำทาง
หลิวเจาชื่นชมทิวทัศน์ของป่าไผ่ รู้สึกเบิกบานใจยิ่ง "เจ้านายของเจ้าช่างรู้จักเลือกสถานที่นัก เรือนในเมืองที่มีป่าไผ่ผืนใหญ่ถึงเพียงนี้หาดูได้ไม่ง่ายเลย"
บ่าวรับใช้กล่าวว่า "เจ้านายบอกว่า นี่คือป่าไผ่ของเจ็ดปราชญ์ป่าไผ่ในอดีตที่มาจุติ ณ ที่แห่งนี้ขอรับ"
หลิวเจาพูดพลางหัวเราะ "คำพูดนี้ก็มีเพียงเขาเท่านั้นแหละที่พูดออกมาได้" จากนั้นจึงกระซิบกับหวังหยางว่า
"สหายของข้าผู้นี้เป็นคนไม่เลว เพียงแต่นิสัยค่อนข้างพิลึกพิลั่น คนเขาวิจารณ์กันว่า 'มีกลิ่นอายของหร่วนจี๋' หากถึงเวลาแล้วเขาเผลอล่วงเกินเจ้าไปบ้าง เจ้าก็อย่าได้ถือสากันเลยนะ"
เจ้าของเรือนหลังนี้มีนามว่าจงเช่อ นามรองจิ้งเวย เป็นบัณฑิตเลื่องชื่อแห่งเมืองจิงโจว นิสัยหยิ่งผยองไร้กฎเกณฑ์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาแต่ไหนแต่ไร
ปีนั้นอ๋องอวี้จางมาประจำการที่จิงโจว เคยเตรียมของขวัญล้ำค่าเพื่อเชิญเขาไปเป็นที่ปรึกษากองทัพ เขากลับบอกปัดไม่ยอมไป
เมื่อห้าปีก่อน ตอนที่อ๋องหลูหลิงดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการมณฑลจิงโจว ก็ใช้ขบวนรถประดับพงอ้อพร้อมผ้าแพรพรรณเป็นบรรณาการ เชิญจงเช่อออกมารับราชการ ทว่าก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน
แม้แต่หน้าของท่านอ๋องยังไม่ให้ ความอวดดีของเขาจึงพอจะนึกภาพออกได้เลย
การปกครองส่วนภูมิภาคของราชวงศ์ใต้แบ่งเป็นสามระดับ ได้แก่ อำเภอ (เซี่ยน), เขต (จวิ้น) และ มณฑล (โจว) เมืองจิงโจวอยู่ในสังกัดอำเภอเจียงหลิง ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า "เมืองเจียงหลิง" อำเภอเจียงหลิงอยู่ในความดูแลของเขตหนานจวิ้น และเมืองเจียงหลิงก็เผอิญเป็นศูนย์กลางของเขตหนานจวิ้นพอดี ดังนั้นจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองหนานจวิ้น" เมืองหนานจวิ้นก็เป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการ (คล้ายเมืองหลวงของมณฑล) ของมณฑลจิงโจวทั้งหมด ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกว่า "เมืองจิงโจว"
ที่เรียกกันว่า "หนึ่งเมืองสามชื่อ" ก็มีที่มาเช่นนี้เอง
จงรุ่ยบุตรชายของจงเช่อปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการเขตหนานจวิ้น ผู้ช่วยผู้ว่าการเขตหนานจวิ้นเป็นรองผู้ว่าการเขตหนานจวิ้น ตำแหน่งประมาณเลขาธิการมณฑล การจัดการทะเบียนราษฎรก็เป็นหนึ่งในอำนาจหน้าที่ของเขา ดังนั้นการที่หลิวเจาพาหวังหยางมาเยี่ยมเยียนจงเช่อในครั้งนี้ ก็เพื่อเรื่องทะเบียนราษฎรนั่นเอง
ในเมื่อเป็นการมาขอร้องให้คนช่วยทำงาน หวังหยางก็ย่อมไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องไปถือสา ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นี้ยังมีกลิ่นอายบัณฑิตเลื่องชื่อเว่ยและจิ้น นี่จึงกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของหวังหยาง เขาอยากเห็น 'ท่วงทีบัณฑิตเลื่องชื่อ' ที่ว่านั่นสักหน่อย
ทั้งสามคนเดินทะลุออกมาจากป่าไผ่ ก็เห็นทะเลสาบเล็กๆ แห่งหนึ่งทอดขวางอยู่เบื้องหน้า
บนสนามหญ้าริมทะเลสาบมีหินยาวหน้าเรียบดั่งกระจกเจ็ดก้อน จัดเรียงเป็นรูปโค้ง
บนหินก้อนหนึ่งในนั้น มีชายสวมเสื้อคลุมกว้างสีขาวคนหนึ่งกำลังหลับตาขับขานเสียงเบา นอนเปิดอกเสื้อ ท่าทางผ่อนคลายสบายใจ
ทั้งสามเดินเข้าไปใกล้ ได้ยินเพียงเขาท่องว่า "รับราชโองการไปยังเมืองหลวงอันห่างไกลเอ๋ย จึงมุ่งหน้ากลับขึ้นเหนือ ข้ามแม่น้ำฮวงโหด้วยการล่องเรือเอ๋ย ผ่านที่พำนักเก่า ณ ซานหยาง..."
หวังหยางฟังออกว่า นี่คือบทกวีใน 'ลำนำรำลึกความหลัง' ที่เซี่ยงซิ่ว หนึ่งในเจ็ดปราชญ์ป่าไผ่เขียนขึ้นเพื่อรำลึกถึงสหายเก่าอย่างจีคัง
หลิวเจาเดินเข้าไปหา "จิ้งเวย นี่เกิดอยากจะออกไปเที่ยวเล่นอีกแล้วงั้นหรือ"
จงเช่อหลับตาพูด "เรือนเพิ่งจะซื้อมา ข้าไม่ออกไปไหนหรอก นี่ข้ากำลังท่องเที่ยวอยู่ในห้วงความคิด"
พูดจบก็ท่องต่อว่า "มองทุ่งร้างอันวังเวงเอ๋ย หยุดเกวียนพักที่มุมกำแพงเมือง ตามรอยของสองสหายเอ๋ย ผ่านตรอกลึกสู่เรือนว่างเปล่า..."
หลิวเจาชินกับนิสัยของจงเช่อมานานแล้ว เห็นเขาไม่ยอมลืมตาขึ้นมองคนก็ไม่โกรธ เอ่ยถามอย่างหยอกล้อว่า
"เซี่ยงจื่อชีคิดถึงสหายเก่าจึงแต่ง 'ลำนำรำลึกความหลัง' ตอนนี้สหายเก่าของเจ้าก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ไฉนถึงไม่มองสักแวบเลยเล่า"
จงเช่อพลิกตัว หันหลังให้หลิวเจาและหวังหยาง "เมื่อวานข้าอารมณ์ดี ส่งเทียบเชิญเจ้า เจ้าก็ไม่มา ตอนนี้ข้าหมดอารมณ์แล้ว จะมีอะไรน่าดูอีกเล่า"
"ตอนนั้นข้ามีธุระนี่นา! ข้าจะบอกเจ้าให้ ข้ากำลังรวบรวมตำราวิเศษม้วนหนึ่ง ชี้ข้อผิดพลาดของซ่างซู..."
"หยุดๆๆๆๆ! เรื่องของสำนักหรูของพวกเจ้า ขอบอกไว้เลยว่าอย่าได้เอามาพูดกับข้าเชียวนะ!"
หลิวเจาเดิมทีอยากอาศัยหัวข้อนี้ชักนำเข้าสู่เรื่องของหวังหยางอย่างแนบเนียน แต่คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะพูดได้ประโยคเดียวก็ถูกขัดจังหวะเสียแล้ว จึงได้แต่ต้องค่อยๆ คิดหาวิธีอื่น "ในเมื่อแขกมาแล้ว อย่างไรเจ้าก็ต้องสละที่นั่งสักหน่อยกระมัง"
จงเช่อถึงได้ลุกขึ้นนั่ง หันกลับมา ลืมตาขึ้น ไม่ได้มองหลิวเจาและไม่ได้มองหวังหยาง แต่กลับจ้องมองหินก้อนใหญ่หกก้อนที่อยู่ข้างๆ ปากก็พึมพำว่า
"ก้อนนี้ไม่ได้ ก้อนนี้ก็ไม่ได้ ก้อนนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้..."
หลิวเจาเอ่ยถาม "เจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะ"
จงเช่อถึงได้หันไปมองหลิวเจาแล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า "หมิงหยาง เจ้าดูหินเจ็ดก้อนนี้สิ เหมือนที่นั่งเจ็ดที่หรือไม่"
"ก็เหมือนมาก..."
"หินพวกนี้วางอยู่หลังป่าไผ่ นี่ไม่ใช่สวรรค์ลิขิตหรอกหรือ"
เห็นหลิวเจายังคงไม่เข้าใจ จงเช่อก็เอ่ยอย่างมีอารมณ์ว่า
"นี่คือที่นั่งของเจ็ดปราชญ์ป่าไผ่ในอดีตไงเล่า! เวลาผ่านไปสองสามร้อยปี กลับสามารถคล้ายคลึงกันได้ถึงเพียงนี้ นี่หากไม่ใช่บุพเพสันนิวาสแห่งยุคแล้วจะเป็นอะไรได้อีก!
เจ้าของเรือนคนก่อนบอกว่า หินเจ็ดก้อนนี้ตั้งอยู่ที่นี่มานานแล้ว เป็นแท่นหินที่เกิดจากธรรมชาติ บางครั้งในตอนกลางคืนเขายังถึงกับได้ยินเสียงคนเจ็ดคนกำลังคุยกัน! ตอนนั้นเขายังนึกว่าโดนผีหลอกเสียอีก!
ข้าก็เพื่อแท่นหินเจ็ดก้อนนี้แหละ ถึงยอมควักเงินก้อนโตซื้อเรือนหลังนี้มา!
เมื่อวานข้ารอมาทั้งคืน ไม่ได้ยินเสียงคนคุยกัน คิดว่าเจ็ดปราชญ์คงไม่ได้มาทุกวัน แต่ช่างเถอะ อย่างไรเสียตอนนี้เรือนก็เป็นของข้าแล้ว ย่อมต้องมีสักวันที่รอจนได้พบ ถึงตอนนั้นยามเช้าข้าอ่านเหลาจื่อและจวงจื่อเพื่อหาความสำราญ ยามเย็นคบหากับเจ็ดปราชญ์เป็นสหาย จะมีความสุขปานใด! ฮ่าๆๆๆ!"
หลิวเจามองหวังหยางแวบหนึ่ง สายตาดูจนใจเป็นอย่างมาก
หวังหยางกลับไม่ได้หัวเราะเยาะจงเช่อเท่าไหร่นัก เขารู้สึกว่าตอนที่วิญญาณเบียวในตัวเขาถูกจุดประกายขึ้นมา ก็คงไม่ได้ดีไปกว่าจงเช่อสักเท่าไหร่
หลิวเจาพูดพลางหัวเราะ "ไม่แน่ว่าอาจเป็นเรื่องที่เจ้าของเดิมแต่งขึ้นเพื่อหลอกขายเรือนให้เจ้า โดยไปหาแท่นหินมาวางไว้เป็นพิเศษก็ได้"
จงเช่อชะงักค้างไปในทันที
หลิวเจารีบเอ่ย "ข้าล้อเล่นน่ะ"
หวังหยางรู้สึกว่าเรื่องล้อเล่นนี้ดูเหมือนจะเป็นความจริง
"ไม่สำคัญหรอก!" จงเช่อโบกมือ "ถึงจะเป็นเช่นนั้นจริง นั่นก็เป็นเพราะเจ้าของเรือนอุตส่าห์รวบรวมที่นั่งเจ็ดที่ในป่าไผ่นี้มาเพื่อข้า เจตนาของเขานับว่าจริงใจยิ่งนัก! นี่ก็เป็นชะตาที่ถูกกำหนดไว้ในเบื้องลึก เป็นวาสนาที่บรรจบกัน ต้องการยืมมือของจงเช่อผู้นี้ เพื่อทำให้การเที่ยวชมป่าไผ่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง!"
เขาชี้ไปที่แท่นหินตามลำดับแล้วแนะนำให้หลิวเจาฟังอย่างกระตือรือร้น "เจ้าดูสิ นี่คือที่ของจีคัง นี่คือที่ของหร่วนจี๋ นี่ของซานเทา นี่ของเซี่ยงซิ่ว หวังหรง หร่วนเสียน ส่วนที่ข้านั่งอยู่คือที่ของเซี่ยงซิ่ว"
หวังหยางรู้สึกว่าน่าสนใจมาก หลิวเจาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ทำไมเจ้าถึงไม่นั่งที่ของหร่วนจี๋เล่า เจ้าไม่ได้ชื่นชมหร่วนจี๋มากที่สุดหรอกหรือ"
จงเช่อทำหน้าตกใจสุดขีด "ที่ของหร่วนซื่อจง ข้าจะมีคุณสมบัติไปนั่งได้อย่างไร! หร่วนจี๋ จีคัง ซานเทา ที่ของสามท่านนี้ข้าไม่คู่ควรจะนั่ง หวังหรงไม่ใช่คนพวกเดียวกับข้า ที่ของเขาข้าไม่ลดตัวลงไปนั่งหรอก..."
หลิวเจาได้ยินจงเช่อพูดจาดูหมิ่นหวังหรง ก็แอบมองหวังหยางด้วยความกังวลใจ เพราะถึงอย่างไรหวังหรงก็เป็นบรรพชนของตระกูลหวังแห่งหลางหยา หากบังเอิญเป็นสายตระกูลเดียวกับหวังหยางพอดี เรื่องก็คงจะไม่ค่อยดีนัก เมื่อเห็นหวังหยางมีสีหน้าปกติ ถึงได้วางใจลง
ได้ยินเพียงจงเช่อกล่าวทฤษฎีประหลาดของเขาต่อไป "หลิวหลิงกับหร่วนเสียนสู้ข้าไม่ได้ นั่งไปก็ไม่มีความหมาย ส่วนเซี่ยงซิ่วนั้น พอๆ กับข้า นับว่าพอจะนั่งได้อยู่"
จงเช่อพูดจบก็มองไปทางหลิวเจา "มา หมิงหยาง เจ้านั่งตรงหลิวหลิงนี่"
หลิวเจา: (-__-)b
เพิ่งจะพูดจบว่าหลิวหลิงสู้เขาไม่ได้ แต่กลับให้ข้านั่งตรงหลิวหลิง นี่มันจงใจบอกว่าข้าสู้เจ้าไม่ได้ชัดๆ ไม่ใช่หรือไง!
เขาไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับจงเช่อ หากแม้แต่เรื่องแค่นี้ยังต้องมาคิดเล็กคิดน้อย พวกเขาสองคนก็คงเป็นสหายกันไม่ได้มาตั้งนานแล้ว
หลิวเจาไม่ได้นั่งลง แต่กลับแนะนำหวังหยางขึ้นมาแทน "ท่านนี้ก็คือเด็กหนุ่มอัจฉริยะที่ข้าเล่าให้เจ้าฟัง หวังหยาง หวังจือเหยียน"
หวังหยางถ่อมตัวลง "มิกล้า ผู้น้อยหวังหยาง คารวะท่านจง"
จงเช่อกลอกตาใส่หวังหยางวงเบ้อเร่อ "ยามไร้วีรบุรุษ จึงทำให้เด็กอมมือได้มีชื่อเสียง! เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นอัจฉริยะกันแล้วหรือ!"
หลิวเจาเอ่ยตำหนิ "จิ้งเวย เจ้าทำเกินไปแล้ว จือเหยียนคือแขกคนสำคัญของข้า..."
จงเช่อไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย "เช่นนั้นก็ให้เขากลับไปนั่งที่สำนักศึกษาประจำจวิ้นของเจ้าเสียสิ! ที่นั่งเจ็ดที่นี้ไม่ใช่ว่าใครก็จะมานั่งได้ หรือไม่ก็ให้เขาเข้าไปนั่งในเรือนเอาล่ะ"
หลิวเจาหมดหนทางรับมือกับจงเช่อ จึงได้แต่ส่งสายตาขอโทษอย่างยิ่งไปให้หวังหยาง
หวังหยางไม่ได้โกรธเคือง กลับรู้สึกว่าจงเช่อเป็นคนไม่เสแสร้ง ชอบหรือเกลียดก็เป็นไปตามใจปรารถนา ไม่หมกเม็ดปิดบัง นับเป็นคนตรงไปตรงมาที่หาได้ยากยิ่ง ในประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าหร่วนจี๋ถนัดการทำ 'ตาดำตาขาว' เมื่อพบคนหยาบกระด้าง ก็จะมองด้วยตาขาว อาการกลอกตาเมื่อครู่นี้ของจงเช่อ ช่างมีเค้าลางของหร่วนจี๋อยู่บ้างจริงๆ







