หลังลาออกจากเสี่ยวมี่ ผมก็กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของวงการทันที · khram
ตอนที่ 120
บทที่ 120 ไหนลองแปลดูสิ
ทำไมต้องเป็นควอลคอมม์ ไม่ใช่ผู้ผลิตรายอื่น
นั่นเพราะว่าในยุคเทคโนโลยีอนาล็อก เทคโนโลยีสื่อสารสำคัญถูกผูกขาดอยู่ในมือของผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่เจ้า เช่น อินเทล (Intel), บรอดคอม (Broadcom), แอปเปิล (Apple), ซัมซุง (Samsung) เป็นต้น จึงเกิดการผูกขาดทางเทคโนโลยีขึ้น หากพวกเขาไม่เปิดเผยเทคโนโลยี คนอื่นก็ซื้อชิปไม่ได้ และย่อมไม่มีโอกาสในอุตสาหกรรมนี้เลย
แต่การถือกำเนิดของควอลคอมม์กลับแก้ปัญหานี้ ควอลคอมม์แตกต่างจากบริษัทรายอื่นที่ใช้สิทธิบัตรเทคโนโลยีเป็นป้อมปราการปกป้องตนเอง พวกเขาใช้วิธีการทางเทคนิคพัฒนาชิปขึ้นมา แล้วปลดปล่อยเทคโนโลยีผ่านการอนุญาต
จุดแข็งที่สุดของโมเดลนี้คือ ช่วยให้ผู้เล่นหน้าใหม่สร้างความสามารถในการแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว แถมยังช่วยบริษัทรายใหญ่ที่ทำธุรกิจทั่วโลก ลดความเสี่ยงคดีความด้านทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองเข้มแข็ง ไม่ว่าผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารรายใด ขอเพียงทำวิจัยได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพกว่า ก็สามารถประสบความสำเร็จในการยึดครองตลาดได้
ดังนั้น การสนับสนุนและการทำวิจัยร่วมจากผู้ผลิตชิปแกนหลักอย่างควอลคอมม์จึงมีความสำคัญยิ่งต่อ Xiaomi
นี่เองคือเหตุผลว่าทำไมเมื่อสองเดือนก่อน หลินปินจึงได้ส่งอีเมลหาผู้บริหารควอลคอมม์อย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อขอความร่วมมือ
ความพยายามไม่เคยทรยศคนมีใจ เพียงไม่กี่วันหลังเฉินโม่เริ่มติดตามงานฮาร์ดแวร์ หลินปินก็คว้ากระดาษแฟกซ์มาในมือ หน้าตาเปี่ยมด้วยความยินดี
“ทางควอลคอมม์ตอบกลับมาแล้ว จะส่งผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบธุรกิจการอนุญาตในภูมิภาคหัวเซี่ยมาคุยกับเรา”
สองวันต่อมา ศูนย์การค้าเคอรี่เซ็นเตอร์ ปักกิ่ง ตั้งอยู่ใจกลางย่านศูนย์กลางธุรกิจ เป็นที่ตั้งของบริษัทนานาชาติชื่อดังมากมาย
ที่บาร์แห่งหนึ่งตรงข้ามเคอรี่เซ็นเตอร์ เพื่อแสดงความสำคัญของการนัดพบ เหลยจวิน เฉินโม่ หลินปิน นัดพบกับโรเบิร์ต อัน ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายธุรกิจการอนุญาตของควอลคอมม์ไชน่า
ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่า หน้าเหลี่ยม มารยาทงาม กิริยาสุภาพเรียบร้อย เปี่ยมด้วยความเป็นมืออาชีพแบบคนบริษัทต่างชาติ
หลังสื่อสารพูดคุยกันไปพักใหญ่ ฝ่ายตรงข้ามถึงกับทึ่งที่ Xiaomi ครอบครองผู้ใช้ระดับหลักล้าน สุดท้ายเขาก็อธิบายอย่างสุภาพถึงกระบวนการและขั้นตอนที่จำเป็นต่อการขอรับการอนุญาตจากควอลคอมม์ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะสนับสนุน Xiaomi บุกตลาดมือถือ และจะส่งต่อคำขอการอนุญาตของ Xiaomi กลับไปยังสำนักงานใหญ่
อีกสองวันถัดมา ชายชาวต่างชาติผู้นั้นก็ทำตามที่รับปากไว้ ส่งจดหมายตอบกลับมา ระบุว่าได้ส่งต่ออีเมลคำขอความร่วมมือของ Xiaomi แล้ว ตามธรรมเนียมเดิม สำนักงานใหญ่น่าจะให้คำตอบภายในประมาณหนึ่งเดือน
คราวนี้เหลยจวินอยู่ไม่ติด ขอข้อมูลที่อยู่สำนักงานใหญ่ควอลคอมม์และช่องทางติดต่อรองประธานที่ดูแลการอนุญาตผ่านโรเบิร์ต จากนั้นก็พาหลินปินกับเฉินโม่ ขึ้นเครื่องพุ่งตรงไปยังสำนักงานใหญ่ของควอลคอมม์ในสหรัฐอเมริกา เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย!
นำทัพด้วยตนเอง!
ก่อนออกเดินทางหนึ่งวัน เฉินโม่เรียกประชุมทั้งแผนก ในที่ประชุมเขาได้ถ่ายโอนอำนาจทั้งหมดที่ถืออยู่ มอบหมายงานบริหารให้หวงเจียงจี๋รับผิดชอบเต็มตัว และกำชับให้ทุกคนทำหน้าที่ของตนตามแผนที่วางไว้ต่อไป หลังเลิกประชุม เฉินโม่ได้นัดหมายกับหวงเจียงจี๋ ให้ส่งรายงานผลการทำงานทุกสองวัน และจัดประชุมทางโทรศัพท์หนึ่งครั้ง
ค่ำวันนั้น เฉินโม่เป็นเจ้าภาพ เชิญเพื่อนๆ ที่รับผิดชอบพัฒนาฟอรั่มจือเหยียนมารวมตัวกัน เลี้ยงข้าวมื้อหนึ่ง
ระหว่างมื้อ ทุกคนคุยกันถึงสารพัดประเด็นบนฟอรั่มจือเหยียน ความรู้สึกภูมิใจเอ่อล้น บรรยากาศในชุมชนตอนนี้เป็นไปอย่างที่พวกเขาเคยจินตนาการไว้ตั้งแต่แรก
พออิ่มหนำสำราญ เฉินโม่ก็มอบเซอร์ไพรส์ให้ “ผมโอนเงินเข้าบัตรเงินเดือนของแต่ละคนไว้ก้อนหนึ่ง ถือเป็นค่าตอบแทนความทุ่มเทให้ฟอรั่มจือเหยียน ยังไงก็ปล่อยให้พวกคุณเหนื่อยมาหนึ่งเดือนกว่าๆ ฟรีๆ ไม่ได้”
แต่เพราะตั้งแต่แรกทุกคนวางตำแหน่งฟอรั่มจือเหยียนให้เป็นแพลตฟอร์มและช่องทางส่งเสียงของมนุษย์เงินเดือนอยู่แล้ว เดิมทีก็ทำด้วยใจ ไม่เคยนึกอยากได้ค่าตอบแทน
ดังนั้นพอได้ยินที่เฉินโม่พูด ทุกคนก็พากันปฏิเสธ ปากก็ว่า “เดิมทีตกลงกันแล้วว่างานอาสา หัวหน้าจะกลับคำได้ไง!” “นั่นสิ พวกเราก็เต็มใจทั้งนั้น!” “ความหมายของจือเหยียนมันไม่เหมือนที่อื่น ทำด้วยใจผมภูมิใจ!”
เฉินโม่ยกแก้วเหล้าขึ้น “พวกนายจะไม่เอาก็ได้ แต่ฉันจะให้ก็ต้องให้ คนละเรื่องกัน! เอาเถอะ อย่าทำตัวเก้ๆ กังๆ เหมือนสะใภ้ใหม่กันสิ จากนี้จือเหยียนยังต้องพึ่งทุกคนอยู่นะ~ ยกหมดแก้ว!”
“หมด!”
วันที่ 20 สิงหาคม บนฟ้าสูงหนึ่งหมื่นเมตร
เฉินโม่ที่นั่งอยู่ชั้นธุรกิจ กำลังอ่านนิตยสารอินเทอร์เน็ตอย่างเพลิดเพลิน
เดิมทีตามความเห็นของเหลยจวิน แค่ไปนั่งชั้นประหยัดก็จบ ใครจะคิดว่าเฉินโม่ไม่ยอมล่ะ ก็ครั้งแรกของเขาจะให้ไปเสียสละอยู่ชั้นประหยัดได้ไง ไม่ใช่ไม่มีเงิน แถมยังต้องบินไกลเป็นสิบๆ ชั่วโมง แบบนี้จะไม่ดูแลตัวเองหน่อยได้ยังไง
เลยคุยกับสองท่านเจ้านายแบบตรงไปตรงมา ว่าเดี๋ยวผมจัดการเอง ผมจะจัดการเรื่องอัปเกรดที่นั่งให้พวกพี่สองคนเอง!
แน่นอน ว่าความหมายก็เท่านั้นแหละ เวลาพูดกับเสี่ยวเหลยกับเสี่ยวหลิน เฉินโม่ก็ย่อมจะพูดให้สุภาพกว่านี้
พอเฉินโม่พูดจบ คราวนี้เสี่ยวเหลยไม่ปลื้มขึ้นมาบ้าง “แกนี่ดูถูกใครนะ?”
เหลยจวินที่เดิมทีอยากประหยัดเงินให้บริษัท พอโดนเฉินโม่จุดไฟให้ ก็ลุยชั้นธุรกิจทันที
ระหว่างบิน
“ดูอะไรอยู่ล่ะ? อินจริงเชียว?” เหลยจวินโน้มตัวมาดู มองเนื้อหาในนิตยสาร
“การประชุมอินเทอร์เน็ตหัวเซี่ย 2010 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 17 ถึง 19 สิงหาคม ปี 2010 ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติปักกิ่ง ธีมการประชุมมุ่งเน้นการส่งเสริมและสร้างสรรค์อินเทอร์เน็ตที่บูรณาการและเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้น
CEO ของ Baidu หลี่เยี่ยนหง, ประธานกรรมการของฉีหู โจวหงอี, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของพีเพิลส์เดลี่ออนไลน์, ผู้จัดการใหญ่ของซีซีทีวี อินเตอร์เน็ต ฯลฯ รวมกว่า 100 คนจากบรรดา CEO และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทอินเทอร์เน็ตหัวเซี่ยต่างมารวมตัวกันที่นี่ ร่วมกันถกสถานการณ์อุตสาหกรรม และชี้ทิศทางแนวโน้มอนาคต”
“ไงล่ะ เสี่ยวโม่สนใจการประชุมอินเทอร์เน็ตเหรอ?”
เฉินโม่มองภาพถ่ายร่วมของบรรดาบิ๊กเนมบนหน้า แล้วพูดยิ้มๆ “ก็พอประมาณครับ ที่จริงอยากไปเปิดหูเปิดตา ขยายมุมมองตัวเองมากกว่า พี่จวิน เขาไม่ได้เชิญพี่ไปเหรอ?”
เหลยจวินทำท่าทีไม่แยแส ฮึหนึ่งที “ตอนก่อนอยู่ KingSoft ก็เคยไปอยู่หรอก ตอนนี้น่ะเป็นคนว่างงาน ใครเขาจะเหลียวแล แต่รอให้สมาร์ทโฟน Xiaomi ของพวกเราทำออกมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ สร้างชื่อของ Xiaomi ให้ดังเสียก่อน ปีหน้าคงมีโอกาสพาแกไปเปิดหูเปิดตา”
ดูท่าว่าคนเป็นเจ้านายทุกคนล้วนมีสกิลวาดฝันไว้ก่อน เฉินโม่พยักหน้า แล้วถือโอกาสชงให้หนึ่งประโยค
“งั้นพอไปถึงอเมริกา ผมคงต้องไปซื้อสูทเตรียมไว้ก่อนเลย~”
“ฮ่าๆ~ ฉันชอบความเป็นพวกมองโลกในแง่ดีแบบแกนี่แหละ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มั่นใจเต็มเปี่ยม อะไรก็มั่นใจว่าจะครองโลก”
“ผมนี่เรียกว่าความฮึกเหิมในการทำงาน ล้นด้วยพลังบวก!” เฉินโม่ฮึกเหิมขึ้นทันตา
อีกฝั่ง หลินปินพูดขึ้นคำหนึ่ง “เป็นหนุ่มนี่มันดีจริงๆ นะ~”
สิบห้าชั่วโมงต่อมา
“อ้วก”
ฟร่ออออ... (เสียงกดน้ำชักโครก)
ตอนที่เฉินโม่เดินออกมาจากห้องน้ำที่สนามบินเคนเนดี นิวยอร์ก หน้าซีดเผือด
“ไง นายหนุ่มไฟแรง? ไหวมั้ย? ไม่คิดว่าแกจะเมาเครื่องนะ โชคดีที่ลงจากเครื่องแล้วค่อยอ้วก~” บนหน้าของเหลยจวินซ่อนแววเย้าแหย่ไม่มิด พอเห็นเจ้านี่เสียฟอร์มสักครั้ง ในใจก็แอบสะใจนิดๆ
หลินปินเห็นตรงนั้นมีร้านสะดวกซื้อ ก็ถามอย่างห่วงใย “ให้ฉันไปซื้อยาแก้เมามั้ย?”
“ยาคุม? กินนั่นไปจะช่วยอะไรได้?” แล้วเฉินโม่ก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองฟังผิด รีบกู้ศักดิ์ศรี “ไม่ต้องๆ แน่นอนว่าคงเพราะเมื่อกี้กินอาหารบนเครื่องมั่วไปหน่อย ผมจะเมาเครื่องได้ไงล่ะ?”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราต่อเครื่องอีก แค่บินอีก 3 ชั่วโมงก็ถึงซานดิเอโกแล้ว” เหลยจวินโบกมือบอก
“เอ่อ เดี๋ยวๆ ยังต้องบินอีกเหรอ? พี่ปิน จัดยามาให้ผมสองเม็ดเลย...” เฉินโม่ยอมยกธงทันที
หลังจากต่อเครื่องวุ่นวายกันพักหนึ่ง ในที่สุดทั้งสาม เหลย-หลิน-เฉิน ก็เดินทางถึงโรงแรมฮิลตัน ใกล้สำนักงานใหญ่ควอลคอมม์ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย
ใช้เวลาปรับเวลาอยู่หนึ่งวัน ทั้งสามก็กลับมาเป็นปกติ แล้วเริ่มลุยงานอย่างเป็นทางการ!
สองวันถัดมา การพบปะระหว่างคณะของเหลยจวินกับผู้บริหารระดับสูงของควอลคอมม์เป็นไปอย่างราบรื่น
แต่พอกลับถึงโรงแรม เฉินโม่ก็ต้องหอบสัญญาแบบฟอร์มของควอลคอมม์หนาเตอะกลับมาด้วย
อืม สัญญาซ้อนกันหนากว่าพจนานุกรมซินหัวอีก
ตอนที่เหลยจวินกับเฉินโม่หยิบมาอย่างละชุดตั้งใจจะลองอ่าน พอเห็นตัวอักษรภาษาอังกฤษเรียงถี่ยิบบนหน้าเอกสาร ก็เหมือนกำลังอ่านคัมภีร์สวรรค์ยังไงยังงั้น
ทั้งสองสบตากันโดยไม่รู้ตัว กลืนน้ำลายเอื๊อก
นึกๆ ดู เหลยจวินอย่างน้อยก็เป็นศิษย์เก่าหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น เฉินโม่เลยเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน “พี่จวิน ภาษาอังกฤษของพี่...” พอพูดถึงตรงนี้ก็ไปไม่เป็นต่อ
เพราะในหัวของเฉินโม่เริ่มเล่นเพลงฮิตติดหูขึ้นมาแล้ว พูดต่อไม่ออกจริงๆ
“เสี่ยวโม่ นายคงผ่านระดับ 4 ภาษาอังกฤษแล้วใช่ไหม?” เหลยจวินมองเฉินโม่ด้วยแววตาแฝงความหวัง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจริงจัง
เฉินโม่พยักหน้า ผ่านก็ผ่านแหละ แต่พอมองศัพท์เทคนิคกฎหมายเชิงธุรกิจที่ซับซ้อนมึนตึ้บในสัญญา จะให้ตายสิ ต่อให้นำทีมด้วยระดับ 8 ยังต้องเปิดดิกกันอยู่ดี
เลยหลุดพูดความเห็นตัวเองไปแบบขำๆ “อย่างน้อยคำง่ายๆ พื้นฐานอย่าง ‘ฟู้ด โอเค’ หรือ ‘คัมดาวน์ อีท’ อะไรแบบนี้ก็ยังพอพูดได้อยู่ครับ”
พูดกันมาถึงจุดนี้ ทั้งคู่ก็ถอนหายใจพร้อมกัน แล้วหันไปมองคนสุดท้าย
หลินปินเงยหน้าขึ้นจากสัญญา ก็เพราะสายตาของอีกสองคนน่ากลัวเกินไป ราวกับสปอตไลต์ส่องมา
เขาเข้าใจดีว่าหน้าสองคนนั้นกำลังมีแววคาดหวังอะไร แต่ในเอกสารสัญญาเต็มไปด้วยข้อกฎหมายเชิงธุรกิจภาษาอังกฤษที่ลึกซึ้งซับซ้อน ทุกประโยคต้องอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน และต้องแม่นยำสุดๆ แปลพลาดแม้แต่นิดเดียว ก็อาจทำให้บริษัทเสียผลประโยชน์ได้ ประมาทไม่ได้เลย
ต่อให้หลินปินเคยเรียนที่สหรัฐอเมริกา ทำงานที่กูเกิลมาหลายปี พอมาเจอเอกสารสัญญาพวกนี้ก็ถึงกับหนังศีรษะชาหน่อยๆ ต้องพึ่งพาพจนานุกรมกฎหมายอังกฤษมาช่วยขุดคุ้ยทำความเข้าใจ
ท้ายสุดหลินปินยิ้มแห้งๆ อย่างจนใจ “งั้นเดี๋ยวฉันลองก่อนก็แล้วกัน”
ผ่านไปครึ่งวัน เหลยจวินกับเฉินโม่ปล่อยให้หลินปินนั่งเดี่ยวอยู่ในโรงแรม ส่วนสองคนออกไปข้างนอก
ไม่ใช่ออกไปเที่ยวแบบไม่รู้สึกรู้สา แต่ไปหานักแปลเทพ!
เพราะแค่ครึ่งวัน หลินปินแปลได้ 3 หน้า เฉินโม่กับเหลยจวินกะคร่าวๆ ถ้าความเร็วเท่านี้ กว่าจะแปลเสร็จ คงได้อยู่ฉลองคริสต์มาสที่นี่พอดี
คุยกันพักหนึ่ง ก็ได้ข้อสรุปว่า ต้องใช้ไม้ตาย: คนเยอะพลังมาก!
ด้วยพลังเงินสด ภายในเวลาเพียงสองวัน ห้องรับรองห้องหนึ่งในโรงแรมมีคนนั่งขวักไขว่ มองเผินๆ ล้วนแต่นักแปลทั้งนั้น ความเร็วไม่พอ ก็เอาจำนวนมาถม
เพื่อความชัวร์ ยังไปหาบริษัทกฎหมายท้องถิ่นที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงอีกหลายเจ้า จ้างทนายแต่ละที่มาอีกหลายคน ให้คอยคุ้มกันจากมุมกฎหมาย
เหลยจวินก็ยังกันเหนียวไว้อีกชั้น พอทำเสร็จจะส่งให้เพื่อนที่รู้กฎหมายในประเทศตรวจทานรอบสอง เพื่อเลี่ยงโดนฝรั่งรุมฮั้วหักหลัง
หลังจากหลินปินประเมินใหม่ รอบนี้ระยะเวลาย่นลงมาก คาดว่าราวหนึ่งสัปดาห์ก็น่าจะถอดเอกสารสัญญาพวกนี้เป็นจีนได้หมด
แต่พอเวลาผ่านไป ก็เจอปัญหาใหม่ ถึงจะมีพจนานุกรมช่วย ก็ยังยากที่จะเข้าใจ “นัยลึก” เบื้องหลังคำศัพท์ยากๆ พวกนั้นจริงๆ
ขลุกอยู่กันหลายวัน ทีมแปลมืออาชีพเหล่านี้ถึงเริ่มจับทาง “ความหมายเชิงลึก” ของบางข้อได้
เงื่อนไขของควอลคอมม์ค่อนข้างโหด หลินปินซึ่งรับผิดชอบงานแปลรวม ก็ทำตัวเหมือนนักวิชาการที่เคร่งครัด ถอยจากบทบาทผู้ลงมือทำ มาควบคุมภาพรวมแทน
เขารวมความเห็นของทนาย แล้วทำไฮไลต์ทุกหน้าในสัญญา ขีดเส้นใต้กำกับ พร้อมแนบคำอธิบายละเอียดถี่ยิบ เพื่อที่เวลาไปเจรจากับควอลคอมม์ จะได้หยิบขึ้นมาคุยเป็นประเด็นๆ
สุดท้ายยังต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง เพราะแบบนี้จากเดิมกะไว้สัปดาห์เดียวก็ต้องขยายเวลาออกไปอีก คาดว่าโดยเร็วที่สุดต้องใช้เวลารวมอย่างต่ำครึ่งเดือน
เหลยจวินกับเฉินโม่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เหลยจวินคุมงานบริษัททางไกล คอยสั่งการเรื่องกิจวัตร และติดตามความคืบหน้าทางฝั่งโจวกวางผิง
ส่วนเฉินโม่ นอกจากฟังรายงานประจำวันจากหวงเจียงจี๋กับหลี่เจี้ยนเชา ก็แทบไม่มีอย่างอื่นให้ทำ
แค่พอเข้าประชุมสายทางโทรศัพท์วันที่สาม หวงเจียงจี๋ก็รายงานสถานการณ์หนึ่งที่ MIOS กำลังเจอ ทำเอาเขาปวดหัวนิดหน่อย
ไม่ใช่เรื่องความคืบหน้าโปรเจกต์ แต่เป็นบรรยากาศทางกระแสความคิดเห็น ตั้งแต่ศึกสงครามความเห็นครั้งก่อน ก็เงียบสงบอยู่พักหนึ่ง
แล้วสองวันที่ผ่านมาดูเหมือนน้ำจะเริ่มขุ่นอีกครั้ง ไม่ใช่แบบออกมาไล่ด่ายับใส่ฟังก์ชันของระบบ MIOS โต้งๆ
อะไรทำนองว่า ต่อให้แต่งหน้าแต่งตัว MIOS ดีแค่ไหน ก็เป็นแค่ระบบแอนดรอยด์ดัดแปลงขั้นหนักเท่านั้น
อะไรทำนองว่า Xiaomi แค่ได้เปรียบเพราะออกตัวก่อน เดี๋ยวพอระบบแอนดรอยด์แบบ custom ของรายอื่นอัปเดตเสร็จ สุดท้ายก็พอๆ กันหมด
อะไรทำนองว่า Xiaomi เพิ่งก่อตั้งมา 4 เดือน แรกๆ บอกว่าจะทำมือถือ แต่เงียบกริบไม่มีความคืบหน้า สุดท้ายได้แค่อาศัยกระแสแอนดรอยด์ทำระบบมือถือมาย้อมแมวขาย
วาทกรรมพวกนี้มาในโทนเหน็บแนมแฝงพิษ ผิวเผินดูเหมือนไม่มีอะไรผิด แต่ความหมายระหว่างบรรทัดชัดเจนมาก สรุปคือพื้นฐานของ Xiaomi ยังอ่อน อย่าไปโดน MIOS ลวงตา สุดท้ายก็เป็นของดัดแปลงจากแอนดรอยด์เหมือนเดิม ไม่เห็นมีอะไรน่าทึ่ง ฯลฯ
ถ้าเปรียบกระแสครั้งก่อนเป็นฝ่ามือวชิระ ลีลาหมัดมวยที่ชัดเจน ซัดกันซึ่งๆ หน้า เน้นความดุเดือดดุดันแบบโผงผาง
ตอนนี้กลับกลายเป็น ‘ฝ่ามือสลายกระดูก’ ที่ซึมลึกอย่างเงียบเชียบ ภายนอกดูไม่เป็นอะไร แต่ภายในถูกพิษร้ายทำลายจนหมดสิ้น!
เฉินโม่ฟังรายงานจบ ก็สั่งให้หวงเจียงจี๋ดูแลบรรยากาศในฟอรั่ม MIOS ให้ดี เรื่องอื่นไม่ต้องกังวล แผนกสามให้เดินตามแนวทางที่เขาวางไว้ก่อนบินออกมา ส่วนเรื่องกระแส เขาจะหาทางเอง
วางสายแล้ว เฉินโม่ตกอยู่ในห้วงคิดอยู่พักใหญ่ ไม่นานก็นึกถึงบทสนทนาบนเครื่องบินกับหลินปิน แล้วปิ๊งไอเดียขึ้นมา
วันถัดมา เหลยจวินกับเฉินโม่ก็ยังคงทำหน้าที่ทีมสร้างบรรยากาศกับยืนเฝ้าประตูในห้องประชุมเหมือนเดิม รายหลังเอาศอกเขี่ยเหลยจวินเบาๆ “พี่จวิน ยังไงซะสองเรานอกจากเชียร์ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ว่างก็ว่าง งั้นไปตะลุยซิลิคอนวัลเลย์ในตำนานกันไหม ไปเยี่ยมคนดังคนเด่นสักหน่อย?”
“หืม? ว่ายังไงนะ?”
“สนใจแอนดี้ รูบินไหม?”
เดิมทีเหลยจวินก็กำลังเบื่อจนจะเดินวนเป็นควายบดจุดเดิมอยู่แล้ว พอได้ยินก็ลุกวาบขึ้นมาทันที “นายหมายถึงผู้ก่อตั้งระบบแอนดรอยด์?”
“ว่าไง เราสองคนไปคุยกับลุงเขาหน่อยเป็นไง”
“นายรู้จักเขาเหรอ?” เหลยจวินเริ่มใจเต้น มองเฉินโม่สูงขึ้นอีกสเต็ป คิดไม่ถึงว่าไอ้หนุ่มนี่ของจริงนะ มีคอนเนคชันถึงกูเกิลอีกฟากฝั่งมหาสมุทรด้วย?
“ไม่รู้จัก”
งั้นพูดทำไมวะ เหลยจวินแทบอยากด่าออกมา
“แต่พี่ปินรู้จัก ตอนอยู่บนเครื่องเขาเล่าให้ฟัง สมัยก่อนตอนอยู่กูเกิล เขาบินไปซิลิคอนวัลเลย์บ่อย ทุกครั้งไปสำนักงานใหญ่กูเกิล เขาจะต้องไปคุยกับรองประธานที่ดูแลธุรกิจมือถือ ซึ่งก็รวมถึงแอนดี้ รูบินด้วย ทั้งสองคนค่อนข้างสนิทกัน”
“หืม? ทำไมฉันไม่เคยได้ยินหลินปินพูดถึงเรื่องนี้เลย?”
ตอนนั้นพี่กรนซะสะเทือนฟ้าดิน จะได้ยินก็บ้าแล้วสิ
เฉินโม่อธิบายว่า “ก็ไม่กี่วันก่อนบนเครื่องนั่นแหละ เราสองคนนอนไม่หลับเลยคุยกันไปเรื่อย”
“...แค่จะไปคุย?” เหลยจวินทำหน้าสงสัย รู้สึกว่ามันไม่น่าจะง่ายอย่างที่เฉินโม่ว่า
“รู้อยู่แล้วว่าปิดไม่มิด หลักๆ อยากให้เขาลองดูเดโม MIOS ของเรา อยากฟังคำวิจารณ์จากบิดาแห่งแอนดรอยด์ดูสักหน~”
“ช่างเถอะ นายไปเองเถอะ สองเราหายไปทั้งคู่ ปล่อยให้คุณปินลุยคนเดียว ไม่แฟร์”
ถึงจะอยากไปมาก เหลยจวินก็ยังปฏิเสธข้อเสนอของเฉินโม่







