จุดไฟอีกครั้ง 2003 · khram
ตอนที่ 36
บทที่ 36 ความน่าเกรงขามอันสูงสุดของพ่อตาและความเมตตาอันไร้เทียมทานของแม่ยาย
ฉินเทียนชวนแค่นเสียงฮึดฮัด ถลึงตาใส่เธออย่างแรง "ผมขอแนะนำให้คุณดูวิดีโอให้จบก่อนค่อยพูด"
เฉินหว่านรู้สึกหวั่นๆ ในใจ ตาแก่คนนี้กล้าถลึงตาใส่เธอเชียวหรือ?
ใครให้ความกล้าเขากัน!
ไม่เชื่อก็คอยดู วันนี้แม่จะนับหนึ่งถึงสามให้รู้เรื่องไปเลย!
ทว่าแววตาของฉินเทียนชวนในตอนนี้ทำให้เธอเดาทางไม่ถูกจริงๆ ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่กล้าพูดอะไรออกไป
เธอกดความโกรธในใจลงไป คลิกเปิดเครื่องเล่นวิดีโอที่หยุดชั่วคราวไว้ แล้วดูต่อไป
ครู่ต่อมา เฉินหว่านกุมขมับ ปิดวิดีโอ มองสามีของตัวเองด้วยท่าทีเหม่อลอย "นี่คือสิ่งที่ฉันเบ่งออกมางั้นเหรอ?"
เนื้อหาในวิดีโอทำให้เธอโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เธอผุดลุกขึ้นพรวดพราด มองหาของในห้องหนังสือที่พอจะเอาไปตีคนได้
"วันนี้ต้องสั่งสอนนังเด็กบ้าที่ทำให้ตระกูลฉินเสื่อมเสียชื่อเสียงให้ได้!"
ไม่รู้จักยางอายเอาเสียเลย!
ไม่รู้ไปเรียนมาจากไหน!
เธอดูออกจากวิดีโอว่า ว่าที่ลูกเขยกำลังพยายามข่มใจตัวเองอย่างสุดความสามารถ แต่ลูกสาวบ้านตัวเองกลับยั่วยวนอยู่บนเตียงอย่างไม่อายฟ้าดิน
ต่อให้ไฟราคะจะจุดติดจนเกือบเลยเถิด แต่ในวินาทีสุดท้ายก็ยังเป็นลูกเขยที่รักษาเส้นตายเอาไว้
ฉินเทียนชวนรีบลุกขึ้นมาห้ามเธอ แย่งม้วนภาพวาดในมือเธอมา แล้วตีก้นภรรยาตัวเองไปฉาดหนึ่งด้วยความหมั่นไส้
"พอแล้วๆ เลิกเล่นละครต่อหน้าผมสักที!"
เฉินหว่านคลึงก้น ปรายตามองเขาอย่างอ่อนหวาน "ตาแก่! ไม่รู้จักอาย! ยังแอบดูยัยหนูกับลูกเขยอีก!"
ฉินเทียนชวนกระแอมอย่างเก้อเขิน "ถ้าผมไม่ดู แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าลูกจะมาหลอกพวกเราแบบนี้?"
"พรุ่งนี้ถอดกล้องวงจรปิดออกเลยนะ ลูกสาวสุดที่รักของคุณน่ะฉลาดเป็นกรด ถ้าลูกจับได้ขึ้นมาล่ะก็ คุณโดนดีแน่"
เฉินหว่านพูดอย่างกลัดกลุ้ม
คราวนี้ดีล่ะ ไม่มีทางเลือกแล้ว
ความจริงในใจเธอ ยังมีตัวเลือกอีกหลายคน
พูดจบ เธอก็ถอนหายใจ "การตรวจร่างกายพรุ่งนี้...ยังจะทำอยู่ไหม?"
ทำหรือไม่ทำก็มีค่าเท่ากัน
ถ้าปฏิเสธชิงอวิ๋น ลูกสาวก็คงหลุดมือไปด้วย
ฉินเทียนชวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าก็ห่อเหี่ยวเช่นกัน "งั้นก็ตรวจแค่อายุกระดูกเถอะ ตรวจร่างกายไม่ต้องแล้ว ยังไงโอกาสมันก็น้อยอยู่แล้ว"
เฉินหว่านกลับไปที่หน้าคอมพิวเตอร์ เลื่อนแถบวิดีโอแล้วดูต่ออีกหน่อย ใบหน้าฉายแววโล่งอก "โชคดีที่นังลูกบ้ายังพอพูดจาเป็น งั้นก็เอาตามที่คุณว่าเถอะ จะได้ไม่ทำให้ลูกเขยเข้าใจผิด"
ฉินเทียนชวนแค่นเสียงฮึดฮัด "เรียกลูกเขยเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?"
เฉินหว่านตีหลังเขาไปหนึ่งที "ไม่เรียกลูกเขยแล้วจะให้เรียกอะไร? ก็ดูลูกสาวคุณสิ แทบจะอยากประเคนตัวเองให้เขาตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว!"
ฉินเทียนชวนกลอกตาบน "ไม่รู้เหมือนกันว่าใครสอนมา!"
เฉินหว่านได้ยินดังนั้นก็อยากจะวีนแตก แต่ก็ต้องกลืนความโกรธลงไปอย่างจนใจ
ดูเหมือนว่าเรื่องพรรค์นี้ คนเป็นแม่ก็ควรจะต้องสอนจริงๆ นั่นแหละ
"โชคร้ายของตระกูลแท้ๆ!"
เธอกุมขมับ ร้องโอดโอยว่าปวดหัว
ฉินเทียนชวนปรายตามองเธออย่างขำๆ อายุขนาดนี้แล้วยังชอบมาแสดงละครต่อหน้าเขาอีก!
"เอาล่ะ! สรุปว่านิสัยใจคอของชิงอวิ๋น เชื่อถือได้แล้วใช่ไหม?"
เฉินหว่านรีบเก็บอาการพยักหน้า "เด็กคนนี้ใช้ได้เลยล่ะ"
ลูกสาวตัวเอง เธอรู้ดีที่สุด
รูปร่างหน้าตาสวยหยาดเยิ้มปานล่มบ้านล่มเมืองแบบนั้น ตอนอยู่ม.สี่ก็มีคนระดับเดียวกันมาทาบทามสู่ขอตั้งไม่รู้กี่คนต่อกี่คน
แต่ในขณะที่ลูกสาวเป็นฝ่ายกระโดดเข้าหาและยั่วยวนไม่หยุดหย่อน ชิงอวิ๋นกลับยังสามารถอดทนและรักษาเส้นตายที่ทั้งสองคนตกลงกันไว้ได้ นี่มันหายากมากเลยนะ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เธอก็ถลึงตาใส่สามีตัวเองอย่างแรง "ดูคนอื่นเขาบ้างสิ!"
ฉินเทียนชวนลูบจมูกอย่างเก้อเขิน เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่อีกแล้ว
ก็แค่ตอนนั้นหลอกให้เธอเข้าไปในกองฟางไม่ใช่หรือไง?
"ลูกโตป่านนี้แล้ว จะพูดเรื่องพวกนี้ทำไมอีก!"
เฉินหว่านทุบเขาไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้ แล้วทำหน้ากลัดกลุ้ม "เทียนชวน คุณอยากจะคุยกับเด็กคนนั้นดีๆ ไหม?
ยังไงเสียตรรกะทางธุรกิจที่ปั่นหัวคนแบบนี้ของเขา มันก็ดูขาดคุณธรรมอยู่นะ"
ฉินเทียนชวนส่ายหน้า ภายใต้สายตาโกรธเคืองของภรรยา เขากลับหัวเราะออกมา "คุณนี่นะ ก็เหมือนกับที่ยัยหนูถามเขาในวันนี้ว่าทำไมไม่เรียนสายวิทย์นั่นแหละ ออกจะเหมือนพวก 'ไม่มีข้าวกินทำไมไม่กินเนื้อ' ไปสักหน่อย"
เฉินหว่านได้ยินก็ของขึ้นทันที "คุณพูดให้มันชัดเจนหน่อยนะ! ฉันไปเหมือนคนไม่รู้ประสีประสาแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่!
ตอนที่คุณขายไข่นกกระทา นกกระทาพวกนั้นฉันก็เป็นคนดูแลทั้งนั้น!"
ฉินเทียนชวนก็นึกถึงภาพในตอนนั้นขึ้นมา มุมปากจึงยกขึ้นอย่างอดไม่ได้ "แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ?"
เฉินหว่านชะงัก ก่อนหน้านั้น?
ฉินเทียนชวนหัวเราะลั่น "ตอนนั้น เงินก้อนแรกของเรา ก็คือการที่พวกเราสี่พี่น้องรวมหัวกันก๊อปปี้วิทยุตงจือของคนอื่นมาขายไง
ตอนนั้นยังไม่กล้าขายในเมืองด้วยซ้ำ ต้องไปขายตามชานเมืองกับตามหมู่บ้าน ตอนนั้นนะ พวกเรา..."
เฉินหว่านก็นึกขึ้นมาได้แล้ว สิ่งที่ฉินเทียนชวนทำในตอนนั้น ยิ่งไม่เหมือนคนดีเข้าไปใหญ่
"ตอนนั้น พวกคุณยังโดนตำรวจไล่จับจนวิ่งหนีกันป่าราบเลย" พอคิดถึงเรื่องในอดีต เธอก็อดขำไม่ได้
ฉินเทียนชวนลูบคลำเฟอร์นิเจอร์สไตล์โบราณในห้องหนังสือตอนนี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความทอดถอนใจ "ตอนนั้น ผมนึกไม่ถึงเลยนะว่าจะมีวันนี้..."
เฉินหว่านสวมกอดเขาจากด้านหลังด้วยใบหน้าอ่อนโยน ทั้งสองคนต่างจมดิ่งอยู่ในความทรงจำในอดีต
เนิ่นนาน ฉินเทียนชวนก็ตบมือเธอเบาๆ "ความจนทำให้เกิดเล่ห์เหลี่ยม ความรวยทำให้เกิดมโนธรรม เรื่องของชิงอวิ๋น ผมเข้าใจเขาดี
อีกอย่าง คุณดูสิ สิ่งที่เขาทำอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟิวเจอร์สหรือแผนการที่มั่นมั่นบอก ความจริงก็คือการหาเงินด่วนทั้งนั้น"
เฉินหว่านร้องเอ๊ะ "คุณหมายความว่า?"
เธอพลันนึกถึงบทสนทนาในวิดีโอขึ้นมาได้ จึงรีบเปิดเล่นใหม่อีกครั้ง
ฉินเทียนชวนหัวเราะหึๆ "ไอ้เด็กนั่นน่ะ เป็นคนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี เขาต้องการ 'สู่ขอ' ไม่ใช่ 'แต่งเข้าบ้านผู้หญิง' คุณเข้าใจไหม?"
เฉินหว่านชะงักไปทันที จากนั้นก็หัวเราะออกมาเช่นกัน "ฉันว่าเขาเหมือนคุณมากเลยนะ"
"เหมือนตรงไหน? ตรงไหนที่เหมือน?" ฉินเทียนชวนงุนงงเล็กน้อย
เฉินหว่านปรายตามองเขา "หน้าหนาเหมือนกันไง"
ครอบครัวของเธอนั้น ในอดีตเป็นครอบครัวผู้ดีเก่า พ่อแม่ล้วนเป็นศาสตราจารย์อาวุโสที่ได้รับการเคารพนับถือ
ส่วนเขากลับเป็นแค่เด็กหนุ่มยากจนจากชนบท
เฉินหว่านที่แต่งงานกับเขาในตอนนั้น คือการลดตัวลงมาแต่งงานอย่างแท้จริง
เพียงแต่เธอนึกไม่ถึงว่า ลูกสาวตัวเองก็ดูเหมือนจะเดินตามรอยเธอเสียด้วย
ชั่วขณะหนึ่ง เฉินหว่านก็รู้สึกเหม่อลอยไปบ้างเหมือนกัน
ฉินเทียนชวนลูบเคราที่คาง "จะว่าไป มันก็เหมือนจริงๆ นั่นแหละ แต่ไอ้เด็กนี่มันเจ๋งกว่าผมนะ เจ๋งจนออกจะไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำไปหน่อย
การสู่ขอ สู่ขอเนี่ย อย่างน้อยก็ต้องมีฐานะทัดเทียมกัน นี่เขาคงมั่นใจว่าจะมาประลองฝีมือกับผมสินะ"
เฉินหว่านกระทุ้งศอกใส่เขาด้วยความหมั่นไส้ "เขาจะให้มั่นมั่นรอเขาสิบปีเหมือนกันใช่ไหม? ไอ้เด็กนี่ไม่อยากแต่งเข้าบ้าน หมายความว่าไม่อยากรับช่วงต่อกิจการโฮ่วผู่สินะ?"
ฉินเทียนชวนแค่นเสียงฮึดฮัด "เรื่องแบบนี้ จะถึงคิวให้พวกเขาเป็นคนตัดสินใจได้ยังไง!"
แววตาของเฉินหว่านเผยให้เห็นความหวัง "คุณกะจะทำยังไง?"
"ให้พวกเขามีลูกซะ! ผมจะปั้นหลานเองโดยตรง!" ฉินเทียนชวนพูดอย่างเหี้ยมเกรียม
เฉินหว่านถึงกับพูดไม่ออกทันที รู้อยู่แล้วเชียวว่าตานี่พึ่งพาไม่ได้
ฉินเทียนชวนหัวเราะร่วน "จะไปสนใจอะไรมากมาย? ลูกหลานก็มีบุญวาสนาของลูกหลานเอง สองคนนั้นยังเด็ก ผมก็ไม่ได้จะทำไม่ไหวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ซะหน่อย"
......
หกโมงเช้า ชิงอวิ๋นเดินออกจากประตูโรงเรียนอย่างตรงเวลา
หน้าประตูโรงเรียน รถบ้านคันนั้นก็ค่อยๆ เปิดประตูออก
ฉินมั่นมั่นยืนอยู่หน้าประตูรถด้วยใบหน้าสงวนท่าที โบกมือให้เขา "ขึ้นรถสิ~"
ชิงอวิ๋นรีบเดินเข้าไป รวบตัวเธอมากอด หมายจะคลอเคลียกับเธอ
ฤทธิ์กุยช่ายเมื่อคืนมันแรงเกินไป!
ฉินมั่นมั่นผลักหัวเขาออกอย่างหมั่นไส้ "พ่อกับแม่ฉันก็อยู่นะ"
ชิงอวิ๋นได้ยินก็เลิกคิ้วใส่เธอ "นิทานเด็กเลี้ยงแกะ ตอนเด็กๆ เธอไม่เคยฟังหรือไง?"
ล้อเล่นอะไรกัน!
ผลตรวจร่างกายออกแล้ว พ่อแม่เธอโผล่หน้ามาให้เห็นก็ยังพอเป็นไปได้ ถือว่าเป็นการพบปะอย่างไม่เป็นทางการ
แต่ตอนนี้?
เหอะๆ...
เขาเอียงคอ ขบเม้มติ่งหูสีชมพูระเรื่อของเธอเบาๆ
ติ่งหูของฉินมั่นมั่นแดงก่ำขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด สีชมพูกุหลาบเริ่มลามออกไป
เธอทุบหลังเขาซ้ำๆ ด้วยความเขินอายปนโกรธ ลดเสียงเบาลง "พ่อกับแม่ฉันมาจริงๆ อยู่บนรถเนี่ย! ไม่ได้ล้อเล่นนะ!"
ชิงอวิ๋นกะพริบตาปริบๆ จู่ๆ เขาก็มีความรู้สึกอยากจะหันหลังเดินหนีไปเสียเดี๋ยวนี้
"มั่นมั่น ทำไมยังไม่ขึ้นมาอีกล่ะ?" เสียงทรงอำนาจของผู้ชายดังมาจากในรถ
ฉินมั่นมั่นขานรับ ก่อนจะมองเขาอย่างหยอกล้อ "เอ๊ะ? ทำไมขาเธอสั่นล่ะ?"
ชิงอวิ๋นถลึงตาใส่เธออย่างหมั่นไส้ "ทำไมเธอไม่บอกให้เร็วกว่านี้? แล้วตอนนี้จะทำยังไง? พวกท่านมาได้ยังไง?"
โอ๊ะโอ!
วันนี้ต้องแข็งขืนไปเจอพ่อตาแม่ยายงั้นเหรอ?
หรือว่า: วันนี้ ต้องทนแข็งไปเจอพ่อตาแม่ยาย?
"ช่างมันเถอะ! ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน! วันนี้แม่ฉันยังเป็นคนปลุกฉันให้ตื่นด้วยซ้ำ รีบเข้าไปเถอะ"
พูดถึงตรงนี้ เธอก็หยิกเขาด้วยความเขินอาย เมื่อเช้าเกือบจะถูกแม่เห็นรอยพวกนั้นแล้วเชียว
"แต่ว่า..."
ชิงอวิ๋นมีความลำบากใจที่บอกใครไม่ได้
"ไม่เป็นไรหรอก พ่อแม่ฉันคุยง่ายทั้งนั้น พ่อฉันเธอก็เคยเจอแล้ว ไม่ต้องเกร็ง..."
ฉินมั่นมั่นที่พูดไปพลางผลักเขาออกไปพลาง ในที่สุดก็พบเห็นความนูนเด่นที่ผิดสังเกตนั้น เธอเบิกตากว้างทันที มือเล็กๆ โบกพัดลมให้เขา
"ทำยังไงดี! ทำยังไงดี!"
เธอไม่ได้โทษอะไรเขา เรื่องแบบนี้มันช่วยไม่ได้จริงๆ
ก็เหมือนกับที่พอเขาจูบเธอ เธอก็จะตัวอ่อนระทวยไปทั้งตัวนั่นแหละ
แค่เธอซุกหน้าไปหายใจรดซอกคอเขาสองสามที เขาก็จะตัวแข็งทื่อไปทั้งตัวเหมือนกัน
บังเอิญว่าส่วนสูงของทั้งสองคนดันเข้ากันได้ดีพอดี
ฉินมั่นมั่นรู้ดีว่าทุกครั้งถ้าไม่ผ่านไปสักสิบนาที เจ้านั่นมันก็ไม่ยอมลงไปหรอก เธอจึงลนลานทำอะไรไม่ถูก
ถึงอย่างไรก็เป็นวิญญาณอายุ 38 ปี ชิงอวิ๋นกลืนน้ำลายอึกใหญ่ บังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลง "เธอเดินบังอยู่ข้างหน้านะ เข้าไปแล้วหาจังหวะให้ฉันนั่งลงให้ได้"
ด้วยความรีบร้อนฉินมั่นมั่นก็คิดอะไรไม่ออก จึงต้องทำตามที่เขาบอก เดินนำไปข้างหน้า
จะยื้อเวลาต่อไปไม่ได้แล้ว
เมื่อเช้าตื่นมา สีหน้าของพ่อแม่เธอไม่ได้ดูดีนัก
ฉินเทียนชวนมองดูคนสองคนที่เดินแนบชิดติดกันเข้ามา สีหน้าก็เริ่มดูไม่ได้ขึ้นมาทันที
หมายความว่ายังไง?
มาโชว์หวานต่อหน้าฉันงั้นเหรอ?
ว่าแล้วเชียว!
ลูกสาวนี่มันเอาใจออกหากจริงๆ!
ก็แค่จะบอกฉันว่า วันนี้แกจะปกป้องเขา ไม่ให้โอกาสฉันได้งัดเอา 'ความน่าเกรงขามอันสูงสุดของพ่อตา' ออกมาใช้ใช่ไหมล่ะ?
เขาปรายตามองภรรยาตัวเองที่นั่งตัวตรงอยู่อีกด้านหนึ่ง
เฉินหว่านนั่งอยู่บนโซฟา หันไปทางประตูพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
มุมปากของฉินเทียนชวนกระตุก ส่งสายตา 'คุณจัดการเองก็แล้วกัน' ไปให้เธอ
เฉินหว่านปรายตามองเขา รอยยิ้มยังคงอ่อนโยนเช่นเดิม
เขาอ่านสายตานี้ออก "อย่ามาขัดจังหวะสกิล 'ความเมตตาอันไร้เทียมทานของแม่ยาย' ของฉันนะ"
ฉินเทียนชวนรู้สึกเปรี้ยวปรี๊ดในใจ กระแอมเบาๆ สองที จากนั้นก็ยื่นมือออกไป พยายามเค้นรอยยิ้มออกมา "เสี่ยวชิง เจอกันอีกแล้วนะ"
นี่ไม่ใช่การพบกันครั้งแรกของทั้งสองคน
ตอนที่ศาลเปิดพิจารณาคดี ฉินเทียนชวนกับชิงอวิ๋นเคยเจอกันมาแล้วครั้งหนึ่ง ในฐานะตัวแทนรุ่นพี่ของสมาคมศิษย์เก่า เขายังเคยตบไหล่ให้กำลังใจชิงอวิ๋นไปสองสามประโยค
ส่วนฉินมั่นมั่นนั้นนึกไม่ถึงเลยว่าพ่อของเธอจะมีไม้นี้
แบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ!
ในสถานการณ์ปกติ ไม่ใช่ว่าควรจะพยักหน้าอย่างน่าเกรงขาม แล้วค่อยให้นั่งลงคุยกันหรอกเหรอ?
การที่พ่อของเธอยื่นมือออกมาก่อนแบบนี้ มันคือการแสดงความเป็นมิตร ไอ้ผู้ชายเหม็นโฉ่ข้างหลังก็ปฏิเสธไม่ได้เสียด้วย
ถ้าอย่างนั้นตัวเองก็ต้องหลบทางให้
ชิงอวิ๋นเองก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน
ไม่มีเหตุผลเลย!
การพบกันอย่างไม่เป็นทางการครั้งแรกในชาติก่อน ฉินเทียนชวนไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา...
ยิ้มแย้มแจ่มใส?
ตรงกันข้าม ตั้งแต่เริ่มแรกก็ข่มขวัญเขาเสียแล้ว ปล่อยให้เขายืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานเป็นชั่วโมงถึงจะเรียกให้นั่งลง
ฉินเทียนชวนในตอนนั้น ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นประธานบริษัทพ่อตาจอมเผด็จการชัดๆ
แต่ตอนนี้?
ทำไมถึงรู้สึกว่าเขาตื่นเต้นกว่าตัวเองเสียอีก พอมาถึงก็เป็นฝ่ายลุกขึ้นมาจับมือก่อนเลย
แต่ว่า ตอนนี้?
จะจับมือยังไง?
เขากลัวว่าจะล่วงเกินว่าที่พ่อตาคนนี้น่ะสิ
ฉินมั่นมั่นที่ยืนยิ้มเจื่อนทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น จู่ๆ ก็ตาเป็นประกาย
ความคิดฉับไวผุดขึ้นในหัว เธอไพล่มือเล็กๆ ไปข้างหลังกะทันหัน แล้วหยิกหมับเข้าที่ความนูนเด่นด้านหลังอย่างแรง
เมื่อถูกจู่โจมจุดยุทธศาสตร์อย่างไม่ทันตั้งตัว ชิงอวิ๋นก็เบิกตากว้างทันที
เร้าใจ!
โคตรเร้าใจเลยโว้ย!
ต่อหน้าว่าที่พ่อตาแม่ยาย ยัยผู้หญิงคนนี้กล้าเล่นพิเรนทร์แบบนี้เลยเหรอเนี่ย
คราวนี้อารมณ์ดับมอดลงอย่างสิ้นเชิง
ไฟอะไรก็ดับหมดแล้ว
ความเร้าใจมันรุนแรงเกินไป ชิงอวิ๋นเจ็บจนต้องค้อมตัวลง แต่ข้างหูกลับมีเสียงแค่นหัวเราะเบาๆ ของฉินมั่นมั่นดังขึ้น "ไม่มีมารยาทเลย! พ่อฉันจับมือกับเธอ เธอยังไม่โค้งคำนับอีก!"
ชิงอวิ๋นหน้าเบ้ โค้งคำนับ 90 องศาตามน้ำไป แล้วจับมือของฉินเทียนชวน
"ฉินมั่นมั่น! ลูกทำอะไรเนี่ย!" ฉินเทียนชวนที่จับมือเสร็จก็หันไปตวาดลั่น
เขาโกรธจริงๆ แล้ว
เขานึกไม่ถึงเลยว่า ลูกสาวตัวเองจะทำตัวชี้นิ้วสั่งการต่อหน้าแฟนหนุ่มขนาดนี้
ฉินมั่นมั่นเองก็นึกไม่ถึงว่าพ่อจะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้
โตมาป่านนี้เธอยังไม่เคยถูกฉินเทียนชวนตะคอกใส่แบบนี้มาก่อน ขอบตาจึงแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
เธอถลึงตาใส่ชิงอวิ๋นด้วยความขุ่นเคือง แต่รายละเอียดนี้กลับถูกเฉินหว่านที่นั่งวางมาดสง่าอยู่ด้านข้างจับสังเกตได้
เฉินหว่านไม่สนที่จะแสร้งทำเป็นเมตตาอีกต่อไป เธอเดินเงียบๆ เข้ามา เงื้อมือขึ้นแล้วตบหน้าฉินมั่นมั่นไปฉาดหนึ่ง
เธอรู้สึกว่าลูกสาวคนนี้เสียแรงสอนจริงๆ
น้ำเสียงเมื่อกี้ มันใช่คำพูดที่ควรพูดกับแฟนตัวเองซะที่ไหน!
ต่อให้เป็นเจ้าที่ดิน ก็ไม่พูดกับคนงานรับจ้างแบบนี้หรอก
เมื่อวานซืนเพิ่งจะสอนไปหยกๆ ว่าการที่พวกเขาสองคนจะคบกันได้ เธอต้องลดความเย่อหยิ่งของตัวเองลง
แต่ดูตอนนี้สิ นี่มันความเย่อหยิ่งที่ไหนกัน?
มันคือความยโสโอหังชัดๆ!
ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!
ที่สำคัญที่สุดคือ พวกเธอยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันเลยนะ จะทำแบบนี้ได้ยังไง!
หลังแต่งงานลูกจะจัดการเขายังไงก็เชิญ แต่มาทำแบบนี้ก่อนแต่ง มันโง่เง่าสิ้นดี!
สองวันนี้เฉินหว่านอาศัยข้อมูลในมือ พินิจพิเคราะห์ชิงอวิ๋นที่จู่ๆ ก็โผล่มาคนนี้อยู่ตลอด
เธอรู้ดีว่า ว่าที่ลูกเขยคนนี้ ลึกๆ แล้วเป็นคนที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีมาก
การกระทำของลูกสาวตัวเองในตอนนี้ คือการผลักไสไล่ส่งเขาชัดๆ
ถ้าผลักไสจริงๆ ก็แล้วไปเถอะ
ในฐานะแม่ เธออยู่ข้างลูกสาวอย่างไม่มีเงื่อนไขอยู่แล้ว
แต่ว่า...
จากบทสนทนาทางวิดีโอของลูกสาวกับชิงอวิ๋นเมื่อวาน เธอรู้ชัดเจนว่า ถ้าพลาดชิงอวิ๋นไป ชาตินี้ลูกสาวก็อาจจะอุทิศตนให้ประเทศชาติไปเลยก็ได้
เฉินหว่านรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ได้สูงส่งขนาดนั้น
ครอบครัวของเธออุทิศอะไรให้ประเทศชาติก็ได้ แต่ลูกสาวไม่ได้เด็ดขาด
ลูกเขยคนนี้ เธอต้องยอมรับให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็คงเสียลูกสาวไป
ดังนั้นต่อให้จะสงสารลูกสาวแค่ไหน วันนี้เธอก็ต้องสั่งสอนให้หลาบจำ!
"เพียะ!" เสียงดังฟังชัด ทว่าฝ่ามือนี้กลับฟาดลงบนใบหน้าของชิงอวิ๋น







