เมื่อลูกน้อง 'สายฟ้า' ออกโรง เทพขวางฆ่าเทพ พระขวางฆ่าพระ
ทรงพลังดั่งสายฟ้าฟาด!
อักษรเทวะตัวนี้ดูเหมือนจะมีเพียงคุณสมบัติเดียวเท่านั้น คือ ระเบิดแกให้ตาย!
เป็นอักษรเทวะสายโจมตีโดยสมบูรณ์
บริสุทธิ์อย่างยิ่ง!
คราวก่อนตอนที่ซูอวี่สยบมันก็โดนช็อตจนแทบปางตาย นี่เป็นครั้งแรกที่ซูอวี่ควบคุมอักษรเทวะ 'สายฟ้า' พอได้ใช้ฆ่าฟันแล้วช่างสะใจเหลือเกิน
ตอนนี้พลังเจตจำนงของซูอวี่ยังอ่อนแอ ระยะเวลาที่หล่อเลี้ยงอักษรเทวะ 'สายฟ้า' ก็ยังสั้น หากให้เวลาอีกสักหน่อย มันจะต้องกลายเป็นอักษรเทวะที่มีพลังโจมตีแข็งแกร่งหาใดเปรียบได้อย่างแน่นอน
"สิ้นเปลืองพลังเจตจำนงมากเกินไปแล้ว..."
ซูอวี่พึมพำกับตัวเอง ทันใดนั้นก็เกิดความคิดแปลกประหลาดขึ้นมา หากใช้อักษรเทวะคำว่า 'เลือด' เป็นดาบ แล้วผสานอักษรเทวะ 'สายฟ้า' เข้าไปในดาบเพื่อระเบิดพลังเพลงดาบอสนีบาตล่ะ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร?
เมื่อมองดูสัตว์ประหลาดตรงหน้าที่ดูเหมือนจะมีมากมายไม่มีที่สิ้นสุด ซูอวี่ก็รู้สึกว่าตัวเองใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว
"ลองดูหน่อยดีไหม?"
ตอนนี้นี่เองที่หัวของเขาเริ่มหนักอึ้ง พลังเจตจำนงถูกใช้ไปมากเกินไป หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ยังไงก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี
สู้ลองดูสักตั้งดีกว่า!
วินาทีต่อมา ลูกน้อง 'เลือด' ที่เพิ่งใช้พลังไปอย่างมหาศาลก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และกลายสภาพเป็นดาบโลหิต
อักษรเทวะ 'สายฟ้า' ภายใต้การควบคุมของซูอวี่ พยายามผสานเข้าไปในดาบ
ทว่าทั้งสองกลับต่อต้านกัน!
ลูกน้อง 'เลือด' ผลักไสไม่ให้ 'สายฟ้า' เข้ามา และลูกน้อง 'สายฟ้า' ก็ดูเหมือนไม่อยากจะผสานกับอีกฝ่าย ทั้งสองต่างผลักไสซึ่งกันและกัน เหมือนกับตอนที่พวกมันต่างยึดครองพื้นที่ของตัวเองในทะเลเจตจำนงของซูอวี่ ยังไงก็ไม่ยอมผสานกัน
"เด็กดี เชื่อฟังหน่อย อย่าหาเรื่องเจ็บตัว!"
จิตสำนึกของซูอวี่ข่มขู่ลูกน้องทั้งสองให้ยอมผสานกันแต่โดยดี ทุกคนจะได้ร่วมมือกันทำเรื่องใหญ่
พวกแกทั้งคู่ต่างก็หมดสภาพกันแล้ว ถ้าไม่ร่วมมือกันตอนนี้ จะไปได้ไกลกว่านี้ได้ยังไง?
จะเอาที่หนึ่งมาได้ยังไง?
"ต้องหาเงิน พอได้แต้มผลงาน 20 แต้ม ฉันถึงจะแลกของดีๆ มาเลี้ยงดูพวกแกได้ พวกแกทั้งคู่เป็นตัวสูบเงินตัวสูบทอง ถ้าไม่หาเงินให้ฉัน พวกแกก็รอวันสูญสลายไปเองได้เลย!"
ซูอวี่ข่มขู่อย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่ยอมผสานกัน เชื่อไหมว่าฉันจะอัดพวกแกเดี๋ยวนี้?
อักษรเทวะทั้งสองยังคงต่อต้านกัน ทว่าดูเหมือนพวกมันจะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของผู้เป็นนาย จึงเริ่มผสานกันอย่างช้าๆ
ซูอวี่ในตอนนี้ไม่รู้เลยว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถควบคุมได้ การผสานอักษรเทวะนั้นมีอยู่จริง ในสถาบันอารยธรรม นี่นับเป็นวิชาขั้นสูง และโดยทั่วไปแล้วไม่ใช่วิชาสำหรับนักเรียนทั่วไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีเพียงผู้ที่อยู่เหนือระดับทะยานเวหาเท่านั้นถึงจะริเริ่มทดลองทำ
เส้นทางของปรมาจารย์อารยธรรมพัฒนามาหลายปี ปรมาจารย์อารยธรรมต่างก็ผลักดันสิ่งใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เส้นทางแห่งอักษรเทวะเป็นเส้นทางที่สำคัญอย่างยิ่งในหมวดหมู่ของปรมาจารย์อารยธรรม ย่อมมีคนนับไม่ถ้วนศึกษาค้นคว้า
การผสานอักษรเทวะ มักจะเป็นการผสานอักษรเทวะที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน หรือมีบทบาทเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
การผสานอักษรเทวะคำว่า 'เลือด' กับอักษรเทวะ 'สายฟ้า' แบบนี้ แท้จริงแล้วคุณสมบัติของทั้งสองไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย ความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลวมีสูงมาก หากล้มเหลวขึ้นมา การที่อักษรเทวะล่มสลายยังนับเป็นเรื่องเล็ก แต่การที่มันสะท้อนกลับมาทำร้ายทะเลเจตจำนงต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่
ซูอวี่ไม่รู้เรื่องนี้ และหลิวเหวินเยี่ยนกับไป๋เฟิงก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะนึกถึงการผสานอักษรเทวะในเวลานี้
เจ้านี่ครอบครองอักษรเทวะได้เร็วเกินไป อักษรเทวะทั้งสองตัวล้วนถูกสยบในช่วงเกือบสองเดือนนี้เอง
พวกเขายิ่งคิดไม่ถึงว่าซูอวี่จะเกิดความคิดแปลกประหลาด ให้ผสานอักษรเทวะเพื่อช่วยในการต่อสู้ในเวลานี้
นี่อยู่ในขอบเขตการครอบคลุมของบันทึกอารยธรรมกระดูก อันที่จริง หากยังไม่ถึงระดับทะยานเวหา อักษรเทวะก็จะไม่ปรากฏออกมาภายนอก และแทบจะไม่มีความเป็นไปได้ที่จะผสานกันเลย
แต่ภายในขอบเขตการครอบคลุมของบันทึกอารยธรรม กลับให้โอกาสแก่ซูอวี่ สถานที่แห่งนี้มีความพิเศษอยู่บ้าง เขาไม่ได้ทำให้มันปรากฏออกมาจริงๆ และไม่ได้ผสานมันเข้าด้วยกันจริงๆ แต่เป็นเพียงภาพฉายของอักษรเทวะในทะเลเจตจำนงกำลังผสานกัน
มันซับซ้อนมาก ซูอวี่ไม่เข้าใจ ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่รู้เลยว่าเขากำลังทำอะไร แม้แต่หัวหน้าซุนและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านนอก อันที่จริงพวกเขาก็ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงอะไรเลยแม้แต่น้อย
……
ดาบโลหิตและสายฟ้าผสานเข้าด้วยกัน
ซูอวี่เตรียมเบิกทาง!
และในตอนนี้ ภายในสนามสอบเหลือเพียงเขาและอู๋หลานแล้ว
เวลานี้อู๋หลานหยุดอยู่ที่ระยะประมาณ 18 เมตร ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ยอมถอย แม้ว่านางจะมีเหงื่อท่วมหัว แต่ก็ยังคงไม่ยอมขอความช่วยเหลือ
ส่วนซูอวี่ ในตอนนี้ได้ใช้สายฟ้าเปิดทาง และเดินมาถึงใกล้ๆ นางแล้ว ห่างกันไม่ถึง 1 เมตร
เบื้องหน้า หวงเซิ่งมองไปทางหัวหน้าซุน "จะให้อู๋หลานถอยออกมาไหมครับ?"
"รีบร้อนอะไร"
หัวหน้าซุนไม่รีบร้อน "พลังเจตจำนงของเธออยู่ในขั้นบ่มเพาะจิต วาดอักษรเทวะได้อย่างสมบูรณ์ จะเดินต่อไปอีกสักสองสามเมตรก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ที่เธอเดินต่อไปไม่ได้ในตอนนี้ เป็นเพราะความหวาดหวั่น ความกลัว ประกอบกับเพิ่งเคยเจอประสบการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก จึงสิ้นเปลืองพลังเจตจำนงไปไม่น้อย ให้อยู่ต่ออีกหน่อยก็ไม่ทำให้เธอเป็นอันตรายหรอก"
พื้นฐานของอู๋หลานดีมาก เพียงแต่ไม่มีประสบการณ์เลย หรือจะพูดว่าไม่มีประสบการณ์อะไรเลยก็ได้
ในฐานะปรมาจารย์อารยธรรมสำรอง ตระกูลอู๋ไม่ใช่ไม่อยากให้ลูกหลานไปเสี่ยงภัย เพื่อจะได้เผชิญกับความยากลำบากให้มากขึ้น อู๋ฉีพี่สาวของอู๋หลานเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง เป็นหญิงแกร่งที่ข่มไป๋เฟิงจนมิด
แนวคิดของตระกูลอู๋ก็คือ หากยังไม่ถึงระดับทะยานเวหา ก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้ลูกหลานที่อ่อนแอไปรนหาที่ตาย นี่เป็นแนวคิดของปรมาจารย์อารยธรรมเช่นกัน
ดังนั้นแต้มผลงานที่อู๋หลานสะสมมา ล้วนได้มาจากการช่วยงานแปลภาษาหรืออะไรทำนองนั้น ไม่ใช่ได้มาจากการเข้าร่วมภารกิจอะไร
ส่วนชนชั้นสามัญชนอย่างซูอวี่นั้นแตกต่างจากพวกเขา
ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มฝึกฝนและผจญภัยตั้งแต่ยังอยู่ในระดับล่างๆ มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ และไม่สามารถแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ได้
ในเมื่อหัวหน้าซุนพูดแบบนี้ หวงเซิ่งก็ไม่มีความคิดเห็นอะไร
เขามองไปที่ซูอวี่อีกครั้งแล้วส่ายหัวกล่าวว่า "เขาไปต่อไม่ได้แล้ว 17 เมตร ถือว่าเหนือความคาดหมายมาก! แม้ว่าจะวาดอักษรเทวะได้สมบูรณ์ แต่พลังเจตจำนงก็จำกัดพัฒนาการของเขาไว้ มิฉะนั้นด้วยความอดทนของเขา การจะเดินไปให้ถึง 20 เมตรก็ไม่ใช่เรื่องยาก"
แม้ว่าเขาจะมีข้อตกลงบางอย่างกับหลิวหง แต่ในตอนนี้เขาก็ยอมรับว่าซูอวี่นั้นยอดเยี่ยมมาก การที่สามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้ในหนานหยวน ต่อให้หลิวเหวินเยี่ยนจะให้ความช่วยเหลือเขาก็คงมีจำกัด ความช่วยเหลือด้านทรัพยากรไม่ใช่กุญแจสำคัญ บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ใช่ปัญหาเรื่องทรัพยากร
หัวหน้าซุนมองไปที่หวงเซิ่งพลางหัวเราะถาม "คุณคิดว่าถ้าเขาไปที่สถาบัน เขาจะเป็นไป๋เฟิงคนต่อไปไหม?"
"ไป๋เฟิงเหรอครับ?"
หวงเซิ่งลังเล "ซูอวี่ยอดเยี่ยมมากก็จริง แต่ตอนนั้นไป๋เฟิงก็เป็นหนึ่งในยอดอัจฉริยะเช่นกัน ถ้าไม่ได้คนจากตระกูลอู๋และตระกูลเซี่ยกดเขาไว้ ประกอบกับช่วงหลายปีมานี้เขาหมกมุ่นอยู่แต่งานวิจัยของผู้อาวุโสหง ก็ใช่ว่าจะตามคนพวกนั้นไม่ทัน... จะเอาซูอวี่ไปเทียบกับเขา... คงจะยังด้อยกว่าอยู่บ้างกระมังครับ?"
พูดจบ หวงเซิ่งก็กล่าวอีกว่า "งานวิจัยของผู้อาวุโสหงคืบหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว หัวหน้าซุนพอจะทราบไหมครับ?"
"ตลกน่า ผมไม่ได้อยู่ในสถาบัน คุณต่างหากที่เป็นนักวิจัยของสถาบัน มาถามผมเนี่ยนะ?"
หัวหน้าซุนพูดไม่ออก ขี้เกียจจะพูดอะไรอีก จึงหันกลับไปมองซูอวี่อีกครั้ง
ในขณะนี้ ใบหน้าของซูอวี่แดงก่ำ หยาดเหงื่อเม็ดโตหยดลงมาไม่ขาดสาย
ทว่าเจ้านี่กลับดูเหมือนจะไม่รู้สึกอะไร ใบหน้าในเวลานี้ฉายแววตื่นเต้นอยู่บ้าง ราวกับว่าเพิ่งบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อะไรสักอย่าง ดูตื่นเต้นไม่เบา
"ซูอวี่น่าจะออกมาได้แล้ว... เขาใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว"
หัวหน้าซุนตัดสินใจแล้ว ซูอวี่ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เขามาถึงขีดจำกัดแล้ว หากดึงดันต่อไปก็มีแต่จะทำให้ตัวเองบาดเจ็บ
แม้เขาจะหวังให้ซูอวี่คว้าอันดับหนึ่งเพื่อทำลายข้อจำกัดของตระกูลใหญ่ แต่หากต้องทำให้ตัวเองบาดเจ็บเพื่อแลกกับที่หนึ่งในการสอบเพียงครั้งเดียว มันย่อมได้ไม่คุ้มเสีย
หัวหน้าซุนกำลังจะสั่งให้คนพาตัวเขาออกมา แต่วินาทีต่อมา หนังสือกระดูกก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย
หวงเซิ่งที่คอยส่งมอบพลังเจตจำนงอยู่ตลอดเวลาสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยปากถามขึ้นว่า "ไอ้หนูนี่กำลังทำอะไรเนี่ย?"
สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่ซูอวี่!
วินาทีต่อมา แสงสีทองจางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนศีรษะของซูอวี่
สีหน้าของหัวหน้าซุนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้นแล้วหรือ?
สถานการณ์เป็นอย่างไรกันแน่?
สถานการณ์แบบนี้ เขาก็เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกเช่นกัน
นักเรียนระดับเบิกพลัง มีแสงสีทองปรากฏบนศีรษะ... แสงสีทองคือพลังเจตจำนงอันแข็งแกร่ง ซึ่งจะแสดงออกมาได้ก็ต่อเมื่อระเบิดพลังออกมาในตอนที่ใกล้จะปรากฏเป็นรูปร่างเท่านั้น
ในวันที่หลิวเหวินเยี่ยนทำให้พลังเจตจำนงปรากฏเป็นรูปร่าง ก็เคยมีแสงสีทองเช่นนี้ปรากฏขึ้น
แสงทางฝั่งของซูอวี่นั้นจางมาก แต่การที่มีสิ่งนี้ปรากฏขึ้น ย่อมหมายความว่าในขณะนี้ซูอวี่กำลังระเบิดพลังเจตจำนงอันอ่อนแอยิ่งของเขาออกมา และยังมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ!
"แย่แล้ว..."
หัวหน้าซุนตกใจ ในหัวพลันมีคำคำหนึ่งแวบขึ้นมา แสงเฮือกสุดท้าย!
ไอ้หนูซูอวี่นี่ คงไม่ได้ใช้พลังเจตจำนงจนหมดก๊อก จนทะเลเจตจำนงพังทลายลงในตอนนี้หรอกนะ?
เขายังไม่เคยได้ยินว่าคนระดับเบิกพลังจะมีเรื่องทะเลเจตจำนงล่มสลายด้วยซ้ำ!
เขากำลังจะเข้าไปโยนซูอวี่ออกมา แต่วินาทีต่อมา แสงสีทองจางๆ สายหนึ่งก็ปะทุออกจากมือของซูอวี่ ดูเหมือนเขากำลังชูอะไรบางอย่าง แล้วออกแรงฟาดฟันไปข้างหน้า!
"อักษรเทวะ... เขากำลังใช้อักษรเทวะ!"
ทุกคนประเมินสถานการณ์ออกในทันที ซูอวี่อาจกำลังเปลี่ยนอักษรเทวะให้กลายเป็นอาวุธ เพื่อต่อต้านการกดทับของบันทึกอารยธรรม
"จะโยนออกไปไหม?"
ในเวลานี้ หัวหน้าซุนกับหวงเซิ่งสบตากัน ต่างก็ลังเลอยู่บ้าง
จะโยนออกไปดีไหม?
ซูอวี่กำลังระเบิดการโจมตีครั้งสุดท้ายอย่างเห็นได้ชัด การโยนเขาออกไปในเวลานี้ย่อมไม่ยุติธรรม
แต่ถ้าไม่โยนออกไป แล้วเจ้านี่โดนพลังตีกลับใส่ตัวเองล่ะจะทำยังไง?
"หลิวเหวินเยี่ยน, ไป๋เฟิง, ผู้อาวุโสหง..."
ในเสี้ยววินาทีนั้น ชื่อของคนหลายคนก็ผุดขึ้นมาในหัวของพวกเขา ทั้งสองคนล้วนมีสีหน้าหดหู่ จัดการยากเสียแล้ว
และก็ไม่ต้องลังเลอีกต่อไปแล้ว!
เพราะซูอวี่เริ่มระเบิดพลังออกมาแล้ว ในตอนนี้คงเข้าไปขัดขวางไม่ทันแล้ว
วินาทีต่อมา เสียงระเบิดดังกึกก้องก็ดังขึ้นกลางสนาม!
แกรก!
แท่นวางบันทึกอารยธรรมกระดูกพังทลายลงอย่างกะทันหัน พลังเจตจำนงของหวงเซิ่งถูกใช้ไปอย่างมหาศาลในชั่วพริบตา เขากระท่อนกระแท่น ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวก็เกือบจะล้มคะมำ
……
ส่วนในสายตาของซูอวี่ ในตอนนี้เขาใช้อักษรเทวะคำว่า 'เลือด' กลายสภาพเป็นดาบ แล้วใช้อักษรเทวะ 'สายฟ้า' เสริมการโจมตี ระเบิดพลังเพลงดาบอสนีบาต
ภายใต้การโจมตีครั้งนี้ สัตว์ประหลาดหลายสิบตัวที่อยู่ตรงหน้าถูกเขาฟาดฟันจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงในทันที!
ปัง!
เสียงดังสนั่น ดาบในมือซูอวี่แตกสลายกลายเป็นเศษเสี้ยว และค่อยๆ เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว อักษรเทวะทั้งสองก็หายไปเช่นกัน พวกมันกลับคืนสู่ห้วงคำนึงด้วยสภาพที่หม่นหมองอย่างยิ่ง
สิ้นเปลืองไปอย่างมหาศาล!
ซูอวี่ปวดหัวแทบระเบิด รู้สึกเหมือนหัวจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ก็ยังจำได้ว่าต้องเดินต่อไปข้างหน้า
เดิน... เดินต่อไป!
เอ๊ะ ไม่มีความกดดันแล้วเหรอ?
สัตว์ประหลาดถูกฆ่าไปแล้ว ความกดดันก็เลยหายไปแล้วงั้นเหรอ?
ซูอวี่มีอาการเหม่อลอย เขาเดินต่อไปข้างหน้าอีกหลายก้าว วินาทีต่อมา เงาร่างเลือนลางหลายสายก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ซูอวี่สลัดศีรษะ ยังคงมึนงงอยู่บ้าง
และเบื้องหน้าของเขา หัวหน้าซุนกับคนอื่นๆ ต่างก็มองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
แท่นวางบันทึกอารยธรรมพังทลายลงไปแล้ว หนังสือกระดูกถูกหวงเซิ่งถือไว้ในมือ ในตอนนี้มันก็ดูหม่นหมองลงไปบ้างเช่นกัน
หวงเซิ่งมีสีหน้าปวดใจ เขาเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว
บันทึกอารยธรรมสูญเสียพลังไปมากเกินไป ไม่ต้องพูดถึงพลังเจตจำนงของเขาเองที่สูญเสียไป เมื่อครู่ซูอวี่ไม่รู้ว่าไปทำบ้าอะไรเข้า ถึงได้ดึงพลังภายในบันทึกอารยธรรมออกไปใช้ตั้งมากมาย หากทำให้มันพังทลายลง เขาคงได้ซวยแน่
นี่คือมรดกที่ปรมาจารย์อารยธรรมผู้ล่วงลับทิ้งเอาไว้ โดยทั่วไปแล้วจะเป็นตัวตนระดับภูผาสมุทร ทิ้งบันทึกอารยธรรมเอาไว้เพียงเล่มนี้
ถ้าพังขึ้นมา เขาไม่มีปัญญาชดใช้หรอก
ด้านหลังซูอวี่ อู๋หลานลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เห็นก็คือซูอวี่ พอมาดูระยะห่างอีกที... ห่างกันตั้ง 20 เมตรเป็นอย่างต่ำ!
สีหน้าของอู๋หลานเปลี่ยนไปแล้ว!
เป็นไปได้ยังไง!
ระยะห่างไม่น่าจะมากขนาดนี้ ต่อให้ซูอวี่จะอัจฉริยะแค่ไหน เก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่มีทางทิ้งห่างนางไปไกลกว่า 20 เมตรได้หรอก เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
อู๋หลานไม่อยากจะเชื่อ นางตกตะลึงตาค้าง วินาทีต่อมา ดวงตาก็พลันแดงก่ำ แดงก่ำไปหมด นาง... อยากจะร้องไห้แล้ว
ทนรับความคับข้องใจนี้ไม่ไหวแล้ว!
คับแค้นใจเหลือเกิน!
คับแค้นใจเป็นพิเศษจริงๆ
นางเบะปาก อยากจะร้องไห้ แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ ร้องไห้ไม่ได้ เดี๋ยวโดนคนอื่นหัวเราะเยาะเอา
แต่ว่า... อยากร้องไห้จริงๆ นะ
……
คนหลายคนทางด้านหน้า ไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจนางแล้ว
หัวหน้าซุนคิ้วกระตุก เขามองไปที่ซูอวี่ ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกล่าว "เหลวไหล!"
ซูอวี่ยังคงมึนงงอยู่บ้าง
"ทำอะไรบุ่มบ่าม!"
หัวหน้าซุนขมวดคิ้ว มีทั้งความประหลาดใจและโทสะ
"คำพูดก่อนหน้านี้ เธอได้ฟังเข้าหูบ้างไหม? เพื่อการสอบเพียงครั้งเดียว กลับเกือบจะทำลายตัวเอง นี่มันพวกบ้าบิ่นชัดๆ! อุตส่าห์ชมว่าเธอฉลาดหลักแหลม มาตอนนี้ดูแล้ว... ก็แค่คนมีไหวพริบนิดหน่อยเท่านั้น ไม่ได้มีความฉลาดที่แท้จริงเลย!"
เขาโกรธจริงๆ
สภาพของซูอวี่ในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเกิดจากการใช้พลังเจตจำนงมากเกินไป หากผลที่ตามมารุนแรง อาจส่งผลให้ทะเลเจตจำนงตายสนิทไปเลยก็ได้
นี่คือการเอาอนาคตมาแลกกับที่หนึ่งที่ไม่มีความหมายอะไรเลย!
การเลือกได้เลือกเสีย... จะเลือกอย่างไรดี ทางเลือกของซูอวี่ทำให้เขาหงุดหงิดมาก
ซูอวี่เริ่มได้สติกลับมาบ้างแล้ว เขาลืมตาขึ้นมา มองดูคนตรงหน้า หัวหน้าซุนมีโทสะ หวงเซิ่งมีสีหน้าปวดใจ ทางด้านสถาบันจิ่วเทียน ชายชราคนนั้นกำลังดึงหนวดเคราตัวเอง ราวกับกำลังครุ่นคิดถึงชีวิต
หัวหน้าซุนอาละวาดไปครู่หนึ่ง ก็รีบถามขึ้นว่า "ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง? ทะเลเจตจำนงมีปัญหาอะไรไหม?"
ซูอวี่ยังคงปวดหัวมาก แต่เมื่อลองสัมผัสดู ลูกน้องทั้งสองก็ดูเหมือนกำลังหลับใหล ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทะเลเจตจำนงก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก... ที่จริงคือไม่มีปัญหาอะไรเลย ในทะเลเจตจำนงยังมีสมุดภาพสีทองเล่มหนึ่งลอยอยู่ ซูอวี่รู้สึกว่าตราบใดที่ยังมีสิ่งนี้อยู่ เขาก็คงไม่มีทางมีปัญหาอะไรได้หรอก
ซูอวี่ส่ายหัว พอส่ายหัวที หัวก็ยิ่งปวดมากขึ้น จึงรีบเอ่ยปากว่า "ไม่เป็นไรครับ เพียงแต่อักษรเทวะสิ้นเปลืองพลังไปเยอะ คงต้องใช้เวลาบ่มเพาะอีกระยะหนึ่ง"
"ก็ดีแล้ว"
หัวหน้าซุนถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "เมื่อกี้เธอทำอะไรในนั้น?"
"ไม่ได้ทำอะไรนี่ครับ..."
ซูอวี่อยากจะพลิ้วหนี!
ไม่ใช่ไม่อยากพูดเรื่องอักษรเทวะทั้งสองตัว แต่เป็นเพราะหวงเซิ่งเอาแต่ลูบคลำหนังสือกระดูกด้วยสีหน้าปวดใจ ราวกับว่าเขาทำของสิ่งนี้พัง เขาเดาว่าหวงเซิ่งจะต้องให้เขาชดใช้ ซึ่งตัวเขาเองก็คงไม่มีปัญญาชดใช้แน่ๆ
ซูอวี่ถามด้วยความหวาดหวั่น "อักษรเทวะที่ใช้สอบ... พังแล้วเหรอครับ ซ่อมได้ไหม?"
"..."
หัวหน้าซุนทั้งโกรธทั้งอยากจะหัวเราะ เขาพูดไม่ออกพลางกล่าว "ไม่ได้พัง แค่สูญเสียพลังไปเยอะ นี่เตรียมไว้สำหรับพวกนักเรียนระดับเบิกพลังอย่างพวกเธอ เมื่อกี้เธอไปทำอะไรข้างในนั้นล่ะ ถึงได้กินพลังไปซะมากมาย ส่งกลับไปหล่อเลี้ยงสักพักก็ใช้ได้แล้ว!"
ซูอวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่พังก็ดีแล้ว
หวงเซิ่งเลิกลูบคลำหนังสือแล้วเช่นกัน เขาเงยหน้าขึ้นมองซูอวี่ กล่าวอย่างหมดหนทางอยู่บ้าง "เธอทำได้ยังไง? พลังเจตจำนงที่ระเบิดออกมาเมื่อครู่ยิ่งใหญ่กว่าขั้นบ่มเพาะจิตเสียอีก หนานหยวนเป็นแค่เมืองเล็กๆ บันทึกอารยธรรมเล่มนี้ก็ไม่ใช่บันทึกอารยธรรมที่ทรงพลังอะไรนัก สำหรับการทดสอบขั้นบ่มเพาะจิตทั่วไปมันไม่ค่อยมีปัญหาหรอก..."
ตอนนี้เขาไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว เขาต้องเสียเงินชดใช้แล้ว!
แน่นอนว่าความเป็นไปได้ที่จะต้องเสียเงินชดใช้จากการอธิบายสถานการณ์นั้นมีไม่มาก แต่... จะให้อธิบายยังไงล่ะ!
ใครเขาจะไปเชื่อ!
คงคิดแต่ว่าเขาต้องการประหยัดพลังเจตจำนง ก่อนหน้านี้จึงไม่ได้ใส่พลังเจตจำนงเข้าไปมากนัก ทำให้พลังงานสำรองของบันทึกอารยธรรมถูกใช้ไปจนหมด ก่อนมาที่นี่ก็มีกฎตั้งเอาไว้อยู่แล้ว ว่าหากถูกใช้ไปมาก เขาจะต้องเป็นคนจ่ายเงินชดใช้
หวงเซิ่งหันไปมองหัวหน้าซุน เขารู้สึกว่าหัวหน้าคนนี้น่าจะช่วยยืนยันให้เขาได้ ว่าเขาใส่พลังเจตจำนงเข้าไปไม่น้อยเลยทีเดียว
หัวหน้าซุนไม่สนใจเขาเลยสักนิด เสียเงินชดใช้ก็ไม่ใช่เงินของตัวเองซะหน่อย ทำไมเขาต้องไปอธิบายด้วย เขาขี้เกียจไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือจะให้เขาไปอธิบายให้พวกตาแก่ในสถาบันฟัง เขาไม่อยากเผชิญหน้ากับคนพวกนั้นหรอกนะ
ส่วนคนจากสถาบันจิ่วเทียน... เลิกหวังไปได้เลย
หัวหน้าซุนไม่สนใจเขา แล้วถามอีกครั้งว่า "ซูอวี่ เมื่อกี้เธอทำได้ยังไง?"
ซูอวี่ลังเลเล็กน้อย เมื่อหัวหน้าซุนเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยปากถาม "ไม้ตายของเธอเหรอ? พูดตามตรงนะ ของพรรค์นี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อระดับทะยานเวหาเลยแม้แต่น้อย ต่อระดับว่านสือก็เช่นกัน ฉันแค่เป็นห่วงว่าถ้าเธอทดลองส่งเดช มันอาจจะเกิดปัญหาได้ง่ายๆ"
สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ไม้ตายของคนระดับเบิกพลัง... สำหรับพวกเขาแล้วไม่มีค่าพอให้เอ่ยถึงด้วยซ้ำ
ซูอวี่คิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากบอก "เป็นเพลงดาบอสนีบาตครับ ผมใช้อักษรเทวะเสริมพลังให้กับอาวุธ ใช้เพลงดาบอสนีบาตฟันออกไปหนึ่งดาบ แล้วมันก็กลายเป็นแบบนี้"
"เพลงดาบอสนีบาต?"
"กระบวนท่าที่สองเหรอ?"
หัวหน้าซุนอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา หากเป็นเช่นนั้น ก็พอจะเป็นไปได้อยู่ ประเด็นสำคัญคือเจ้านี่เพิ่งจะอยู่ระดับเบิกพลังขั้นเก้า ก็สามารถเชี่ยวชาญกระบวนท่าที่สองได้แล้ว นี่มันยอดอัจฉริยะแห่งวิถีนักรบชัดๆ!
"ไม่ใช่ครับ แค่กระบวนท่าที่หนึ่งครับ"
"เป็นไปไม่ได้!"
หัวหน้าซุนส่ายหัว ดาบแรกบวกกับพลังเจตจำนงและอักษรเทวะของซูอวี่ จะไม่มีทางสร้างพลังทำลายล้างได้มากขนาดนี้หรอก
ซูอวี่เกาหัว ในที่สุดก็ยอมเปิดปากพูด "ไม่ใช่อักษรเทวะตัวเดียวครับ แต่เป็นอักษรเทวะสองตัว"
ซูอวี่กล่าวอย่างใสซื่อ "ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำลายไอ้นี่ ผมมีอักษรเทวะสองตัว ตัวหนึ่งเปลี่ยนเป็นดาบ อีกตัวใช้เสริมพลังสายฟ้าโจมตี แล้วมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ..."
"หืม?"
วินาทีต่อมา ดวงตากลมโตราวกับโคมไฟหกดวงก็เบิกโพลงจ้องมาที่เขา!
คนสามคน ตาหกดวง ในเวลานี้ล้วนทอแสงสีทองออกมา!
เป็นแสงสีทองจริงๆ!
ผู้แข็งแกร่งระดับทะยานเวหา พลังเจตจำนงปรากฏเป็นรูปร่าง จุดชีพจรเปิดออก ในเวลานี้ที่ไม่ได้สะกดกลั้นตัวเองไว้ แสงสีทองก็พลันระเบิดออกมาจริงๆ ซูอวี่รู้สึกเพียงแค่หนังศีรษะชาหนึบ แขนขาไร้เรี่ยวแรง น่ากลัวเกินไปแล้ว!
ในวินาทีต่อมา โคมไฟทั้งหกดวงก็หายวับไปทั้งหมด!
ชายชราจากสถาบันจิ่วเทียนที่ก่อนหน้านี้เอาแต่ทำตัวเกียจคร้าน ในหัวพลันมีห้วงความคิดนับไม่ถ้วนแล่นผ่านไป ในขณะที่อีกสองคนยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เขาก็รีบพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว "มาที่สถาบันจิ่วเทียนสิ ให้ผู้แข็งแกร่งระดับภูผาสมุทรเป็นอาจารย์ แต้มผลงานห้าร้อยแต้ม หยาดปราณเหลวร้อยหยด เข้าแดนลับได้สามครั้ง อธิการบดีสถาบันจิ่วเทียนเชี่ยวชาญด้านการผสานอักษรเทวะ เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเส้นทางการผสานอักษรเทวะของเขตปกครองต้าเซี่ยและรวมไปถึงทั่วทั้งแดนมนุษย์ด้วย!"
ชายชรามีสายตาเป็นประกาย "เงื่อนไขแบบนี้ สถาบันจิ่วเทียนมีให้ที่เดียวเท่านั้น! หวงเซิ่งก็อยู่ที่นี่ สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยไม่ขาดแคลนยอดอัจฉริยะหรอก ถ้าพวกเขาสามารถยื่นเงื่อนไขแบบนี้ได้ เธอก็ไปได้เลย ฉันจะไม่ห้ามปรามเธอเด็ดขาด!"
หวงเซิ่งชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าเผยให้เห็นถึงความกระอักกระอ่วนใจ
สิ่งที่ชายชราพูดนั้นไม่ผิดเลย
สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ยื่นเงื่อนไขแบบนี้ให้ไม่ได้หรอก
เพราะพวกเขาไม่ขาดแคลนยอดอัจฉริยะ และไม่เต็มใจที่จะทุ่มเททรัพยากรมากมายเพื่ออัจฉริยะที่พลังเจตจำนงยังไม่ทันได้ปรากฏเป็นรูปร่างด้วยซ้ำ
มีทรัพยากรมากมายขนาดนี้ สามารถนำไปปั้นอัจฉริยะได้ตั้งมากมายหลายคนเลยทีเดียว
พวกอัจฉริยะ ต่อให้ไม่ให้เงิน พวกเขาก็ยินดีที่จะไปสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยเอง นี่คือความมั่นใจของสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย
ส่วนหัวหน้าซุนในเวลานี้ก็ไม่ได้พูดอะไร เห็นได้ชัดว่าชายชราพูดความจริง หัวหน้าซุนยังคงนึกถึงคำพูดของซูอวี่เมื่อครู่ ผ่านไปครู่หนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า "ซูอวี่ การผสานอักษรเทวะ ไม่ใช่สิ่งที่เธอควรจะไปลองทำในระดับนี้!"
"หลิวเหวินเยี่ยนกับไป๋เฟิงอาจจะไม่ได้สอนเธอ วันนี้ฉันจะสอนเธอ เตือนเธอว่ามันอันตรายมาก! การทดลองเพียงครั้งเดียว ครั้งนี้อยู่ในขอบเขตของบันทึกอารยธรรม ถือว่าอยู่ในอาณาเขต เธอจึงปลอดภัยดี แต่ถ้าเปลี่ยนไปอยู่ข้างนอก เธออาจจะตายได้เลยนะ!"
"เรื่องของการผสานอักษรเทวะ ไปถึงสถาบันแล้วค่อยไปทำความเข้าใจ เธอสามารถเลือกเรียนคอร์สของนักวิจัยด้านการผสานอักษรเทวะบางวิชาได้ มันจะเป็นประโยชน์ต่อเธออย่างมาก!"
หัวหน้าซุนพูดพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย "เธอใช้พลังเจตจำนงไปมากเกินไป อาจต้องใช้เวลาไม่น้อยในการฟื้นฟู รวมถึงการฟื้นฟูอักษรเทวะ ก็ล้วนต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก ครั้งนี้เธอเสี่ยงเกินไปแล้ว!"
"นอกจากนี้ เธอยังครอบครองอักษรเทวะถึงสองตัว..." หัวหน้าซุนถามด้วยความสงสัย "เธอเริ่มสัมผัสอักษรเทวะตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
ซูอวี่สีหน้าไม่เปลี่ยน กล่าวอย่างซื่อๆ ว่า "หลายปีแล้วครับ เมื่อหลายปีก่อนอาจารย์หลิวก็สอนผมแล้ว แต่ตอนนั้นผมยังวาดไม่เสร็จ ภายหลังได้อ่านอักษรเจตจำนงไปห้าหกบท ก็เลยวาดอักษรเทวะออกมาได้สองตัวครับ"
"หลายปีแล้วเหรอ?"
หัวหน้าซุนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะถามอีกว่า "หลิวเหวินเยี่ยนยังมีอักษรเจตจำนงมากขนาดนั้นเลยเชียวหรือ?"
ซูอวี่ส่ายหัว "ผมไม่รู้ครับ แต่ก่อนหน้านี้เขามีอยู่"
"ตาแก่คนนี้นี่..." หัวหน้าซุนกระแอมเบาๆ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะและด่าทอ "เขาทางที่ดีควรจะซ่อนของพวกนี้ให้มิดชิด ไม่อย่างนั้นล่ะก็... เขตปกครองต้าเซี่ยคงได้ไปตามทวงหนี้เขาแน่!"
ด้านข้าง หวงเซิ่งก็พูดไม่ออก หลิวเหวินเยี่ยนกลับซ่อนอักษรเจตจำนงเอาไว้ไม่น้อย ตาแก่คนนี้ทนเก็บความลับเก่งจริงๆ
บ่นว่าจนกับเขตปกครองต้าเซี่ยทุกปี บ่นทุกปีว่าไม่มีเงินจะกินข้าวแล้ว ผลปรากฏว่ายังมีอักษรเจตจำนงให้ลูกศิษย์ใช้อีก...
แต่เมื่อลองคิดดู เขาก็ไม่ได้พูดอะไร
ศิษย์น้องของเขาตอนนี้ก็เป็นนักวิจัยระดับสูงผู้อาวุโสของสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย อักษรเจตจำนงก็ดูเหมือนจะไม่นับเป็นอะไรหรอก
ว่ากันไปแล้ว ภายในสถาบันก็ยังมีเรื่องซุบซิบนินทาแพร่สะพัดอยู่บ้าง ได้ยินว่าในอดีตยังมีเรื่องราวความรักโรแมนติกอยู่ด้วย
ใครจะรู้ว่าหลิวเหวินเยี่ยนไปขอมาจากใคร คนเขาสามารถเกาะผู้หญิงกินได้... อะแฮ่ม เกาะแล้วก็ไม่มีใครกล้าพูดด้วย ใครใช้ให้ตัวเอกในเรื่องราวไม่ใช่คนธรรมดากันล่ะ
เข้าไปหาเรื่องไม่ได้เด็ดขาด!
หวงเซิ่งเงียบกริบในทันที ทำเป็นไม่เคยได้ยิน เรื่องแบบนี้เขาไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรอก
แต่ไอ้หนูซูอวี่นี่... หรือว่านี่จะเป็นการแสดงออกว่าหลิวเหวินเยี่ยนอยากจะกลับมากันนะ?
ส่งซูอวี่เข้าไปในสถาบัน หลิวเหวินเยี่ยนอยากจะกลับไปที่สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยอีกครั้งอย่างนั้นหรือ?
"อักษรเทวะสองตัว..."
คนทั้งหลายยังคงจมอยู่ในภวังค์ความคิด ซูอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก "อาจารย์หลายท่านครับ... เอ่อ... ครั้งนี้ผมได้คะแนนเพิ่มเท่าไหร่ครับ?"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ทั้งหลายก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ผ่านไปครู่ใหญ่ หัวหน้าซุนถึงได้ลังเลกล่าว "ครั้งนี้เป็นความผิดพลาดของพวกเราเอง หากรู้ล่วงหน้า คงไม่นำบันทึกอารยธรรมเล่มนี้มาใช้หรอก หากเป็นไปตามมาตรฐานของเขตปกครองต้าเซี่ย การที่เธอระเบิดพลังโจมตีครั้งสุดท้าย ในตอนนั้นความกดดันด้านหน้าหายไปจนหมด การเดินหน้า 10 เมตรน่าจะไม่มีปัญหา"
หวงเซิ่งก็พยักหน้าเห็นด้วย "บันทึกอารยธรรมของเขตปกครองต้าเซี่ยเล่มนั้นแข็งแกร่งกว่าของทางเราไม่น้อยเลยทีเดียว ตามอานุภาพตอนที่ระเบิดพลังออกมา ก็น่าจะเดินได้ 10 เมตร บวกกับ 17 เมตรก่อนหน้านี้ เดินได้ 27 เมตรก็น่าจะเป็นไปได้"
พวกเขาก็ทำได้แค่ประเมินคร่าวๆ ในตอนนี้เท่านั้น หัวหน้าซุนมองไปที่ซูอวี่แล้วกล่าวว่า "เธอเดินมาอยู่ตรงหน้าพวกเรา ตามหลักแล้วนี่คือความผิดพลาดของพวกเรา จะนับให้เธอ 50 เมตรเลยก็ไม่มีปัญหา ความรับผิดชอบตกอยู่ที่พวกเรา ทางสถาบันรวมถึงเขตปกครองต้าเซี่ยก็จะลงโทษพวกเรา ไม่เกี่ยวกับเธอ"
"แต่ว่า... ซูอวี่ เธอต้องรู้นะว่า หากเธอบอกว่าตัวเองเดินได้ 50 เมตร ทางด้านสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย พวกยอดอัจฉริยะบางคนคงจะไม่เกรงใจเธอแน่!"
หัวหน้าซุนกล่าวอย่างจริงจัง "เดินไปจนสุดทาง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนทำได้ เธอไม่มีความสามารถขนาดนั้น แต่ดึงดันที่จะแบกรับเกียรติยศเช่นนี้ มันมีแต่จะเพิ่มปัญหาให้เธอ ในทางกลับกัน ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย"
"ปรมาจารย์อารยธรรมล้วนแต่มีสติปัญญา ตอนนี้ฉันมีทางเลือกให้นางสองทาง หนึ่ง คิดซะว่านางเดินได้ 50 เมตร
สอง คิดตามมาตรฐานของเขตปกครองต้าเซี่ย นับเป็น 27 เมตร เพิ่มคะแนนให้ 270 คะแนน"
"ถ้าเลือกข้อแรก คะแนนรวมของเธอคือ 1127 คะแนน ถ้าเลือกข้อสอง คะแนนรวมของเธอคือ 897 คะแนน"
หัวหน้าซุนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "897 คะแนน ระดับสูงขั้นสูงสุด!"
"1127 คะแนน ยอดอัจฉริยะแห่งเขตปกครองต้าเซี่ย เธอจะถูกจับตามองภายใต้สปอตไลท์ ทุกคนจะให้ความสนใจเธอ จับตามองเธอ ท้าทายเธอ ในเมื่อแบกรับรัศมีเกียรติยศเอาไว้ ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับเรื่องพวกนี้ให้พร้อม!"
หัวหน้าซุนสูดหายใจเข้าลึกๆ "เธอ... เตรียมใจพร้อมหรือยังล่ะ? ยอดอัจฉริยะ... นั่นหมายความว่าบางคนก็อยู่ห่างจากระดับทะยานเวหาเพียงแค่ก้าวเดียว อัจฉริยะของเขตปกครองต้าโจวที่เพิ่งเข้าเรียนครึ่งปีก็ก้าวเข้าสู่ระดับทะยานเวหา นั่นแหละคือยอดอัจฉริยะ"
"ส่วนทางฝั่งเขตปกครองต้าเซี่ย พี่สาวของอู๋หลาน, ไป๋เฟิง, เซี่ยอวี้เหวิน คนเหล่านี้ก็นับว่าเป็นยอดอัจฉริยะ ไป๋เฟิงถือว่าอ่อนแอที่สุดในหมู่พวกเขา ความจริงก็ค่อนข้างตามหลังอยู่บ้างแล้ว"
"พี่สาวของอู๋หลาน อู๋ฉี เข้าเรียนตอนอายุ 18 ทะลวงระดับทะยานเวหาตอนอายุ 20 อายุ 22 ทะลวงระดับทะยานเวหาขั้นสี่ อายุ 25 ทะลวงระดับทะยานเวหาขั้นเจ็ด ปีนี้อายุ 26 ระดับทะยานเวหาขั้นแปด!"
"ก่อนอายุ 30 ปี อู๋ฉีย่อมสามารถก้าวเข้าสู่ระดับหลิงอวิ๋นได้อย่างแน่นอน หรืออาจจะเป็นปีหน้าหรือปีถัดไปนี้เลยก็ได้"
หัวหน้าซุนกล่าวอย่างเคร่งขรึม "นี่เป็นความผิดพลาดของพวกเรา เธอเลือกได้ พวกเราจะไม่ให้เธอสอบใหม่"
ซูอวี่คิดพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ถามขึ้น "อาจารย์ครับ สวัสดิการตอนเข้าเรียนแตกต่างกันมากไหมครับ?"
"ไม่ค่อยต่างกันหรอก เพราะพอไปถึงจุดที่พวกเขายืนอยู่ อันที่จริงก็มักจะมีคนรับเข้าไปเป็นศิษย์ตั้งนานแล้ว สวัสดิการพื้นฐานบางอย่างของสถาบัน พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจหรอก"
หัวหน้าซุนหัวเราะ "ยกตัวอย่างเช่นเธอ ถ้าเธอไปสถาบันจิ่วเทียน ได้รับผลประโยชน์มากมายอย่างที่เขาว่ามา เธอจะยังสนใจเงินทอนแต้มผลงานเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาให้พวกเธอทุกเดือนอีกเหรอ? แน่นอน อัจฉริยะระดับสูงขั้นสูงสุด จะได้แต้มผลงาน 3 แต้มต่อเดือน ส่วนระดับยอดอัจฉริยะ จะให้เปล่าเดือนละ 5 แต้ม"
ซูอวี่พึมพำกับตัวเอง "พูดอย่างนี้ก็คือ ห่างกันเดือนละสองแต้ม ปีละ 24 แต้ม อยู่ในสถาบันถึงห้าปี ก็ห่างกันตั้ง 120 แต้ม นี่ยังไม่รวมถึงความแตกต่างในด้านอื่นๆ อีก..."
หัวหน้าซุนหัวเราะเบาๆ ไม่ได้พูดอะไร
ซูอวี่เอ่ยขึ้นอีกว่า "อาจารย์ครับ ถ้าครั้งนี้พวกคุณถูกลงโทษ จะโดนปรับเท่าไหร่ครับ?"
หัวหน้าซุนเลิกคิ้ว ยิ้มบางๆ กล่าวว่า "คงเริ่มต้นที่ร้อยแต้มล่ะมั้ง ก็เท่ากับต้องไปฆ่าผู้แข็งแกร่งระดับทะยานเวหาหนึ่งคน ถึงจะเอามาหักล้างกันได้"
ทำผิดพลาด ก็ต้องรับผิดชอบ ฆ่าระดับทะยานเวหาหนึ่งคน ก็คงหักล้างกันได้พอดี
ซูอวี่เกาหัวพร้อมกล่าว "อาจารย์ครับ แบบนี้มันไม่ค่อยเหมาะนะครับ! เสียค่าปรับไปเปล่าๆ ถ้าอย่างนั้น... คุณลองคิดดู... เอ่อ... อาจารย์จ่ายผมคนละ 20 แต้ม แล้วทำเป็นว่าไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นก็แล้วกันนะครับ..."
"..."
คนทั้งหลายต่างก็มองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด ไอ้หนู เอ็งนี่มันแน่จริงๆ!
นี่จะมาเจรจาต่อรองกันอย่างนั้นหรือ?
หัวหน้าซุนหัวเราะขบขัน "เธอไม่เลือกเป็นยอดอัจฉริยะเหรอ? ถ้าเป็นแบบนั้น คนทั่วทั้งเขตปกครองต้าเซี่ยก็จะได้รู้จักเธอนะ!"
ซูอวี่กล่าวอย่างใสซื่อ "ก็ผมไม่ได้เป็นนี่ครับ! ถ้าผมเป็น ผมก็ยอมรับ แต่ผมไม่ได้เป็นนี่นา... มันไม่มีความหมายเลย สิ่งที่ผมต้องการ ผมจะไขว่คว้ามาด้วยตัวเอง เมื่อผมรู้สึกว่าผมสามารถเดินไปถึงจุดนั้นได้"
"เมื่อถึงตอนนั้น จะยอดอัจฉริยะบ้าบออะไร ถ้าผมแข็งแกร่งกว่าเขา อัดเขาจนร้องไห้ได้ ยังจะมีใครคิดว่าผมไม่ใช่ยอดอัจฉริยะอีกเหรอ? แต่ตอนนี้... ผมกลัวโดนคนอื่นอัดจนร้องไห้มากกว่า ถ้ามีคนมาหาเรื่องทุกวัน แล้วผมจะมีเวลาไปฝึกฝนได้ยังไงล่ะครับ?"
ซูอวี่ถอนหายใจยาว "ที่อาจารย์พูดมาก็ถูกแล้วครับ ตอนนี้ผมยังทนรับการปฏิบัติแบบนั้นไม่ไหว ไม่มีเหตุผลเลยที่จะต้องทำแบบนั้น นอกจากจะได้ชื่อเสียงจอมปลอมมานิดหน่อย ก็มีแต่จะหาเรื่องใส่ตัวซะเปล่าๆ จะไปทำทำไมล่ะครับ"
หัวหน้าซุนหัวเราะ ก่อนจะค่อยๆ พูดขึ้นว่า "รู้จักตัวเองได้ทะลุปรุโปร่ง ก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง! แต่ทว่า... เรื่องการค้าขายน่ะช่างมันเถอะ! แต้มผลงานร้อยแต้ม พวกเรามีปัญญาจ่าย ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นเพราะพวกเราประมาทเลินเล่อกันไปเอง นี่คือแนวหลัง ถ้าไปอยู่แนวหน้าแล้วเกิดความประมาทเลินเล่อแบบนี้ล่ะก็ นั่นหมายถึงกองทัพถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้วนะ!"
"ถือซะว่าซื้อบทเรียน ให้ตัวเองจำให้ขึ้นใจ คราวหน้าจะได้ไม่ประมาทดูถูกผู้คนบนโลกอีก!"
หัวหน้าซุนในเวลานี้ไม่หัวเราะอีกต่อไป เขามีสีหน้าเคร่งขรึม "ครั้งนี้ฉันคิดไม่รอบคอบเอง ก่อนมาไม่ได้ขอทำเรื่องเบิกบันทึกอารยธรรมที่แข็งแกร่งกว่านี้มาใช้ทดสอบ มันคือความรับผิดชอบของฉันเอง ไอ้หนูอย่างแกอย่าหวังจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เลย!"
"ส่วนพวกเขาสองคน..." หัวหน้าซุนหันไปมองทั้งสอง หวงเซิ่งและอีกคนรีบกล่าว "เชื่อฟังหัวหน้าซุนครับ!"
"ก็ดี ไม่มีความจำเป็นต้องปัดความรับผิดชอบ ไม่ได้โดนตัดหัวซะหน่อย!"
"ฆ่าระดับทะยานเวหาสักคนหนึ่ง เดี๋ยวมันก็กลับมาหมดแล้ว!"
หัวหน้าซุนยิ้ม เขาหันไปมองซูอวี่อีกครั้ง "เธอฉลาดมาก แน่นอนว่าในสายตาฉันก็ยังเป็นแค่ความมีไหวพริบ ไม่ใช่ความฉลาดหลักแหลมอย่างแท้จริง! แน่นอน เรื่องความฉลาดที่ว่านี้ ต่อให้เป็นฉันเองก็ไม่กล้าพูดหรอกนะว่าตัวเองมีความฉลาดหลักแหลม มีไหวพริบนิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว มากพอที่จะทำให้ตัวเองอายุยืนยาวกว่าคนอื่น และใช้ชีวิตได้ดีกว่าคนอื่นแล้ว"
"เรื่องนี้ก็ให้จบลงเพียงเท่านี้ เธอไปรับรางวัลของเธอ พวกเราจะรับผิดชอบในส่วนของพวกเราเอง สอบได้ที่หนึ่งของสถาบันอารยธรรม รางวัลอื่นๆ ก็ให้เป็นไปตามมาตรฐาน หวงเซิ่งจะให้รางวัลพิเศษกับเธออีก 20 แต้ม..."
ซูอวี่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขารู้สึกว่าหวงเซิ่งกับชายชราเองก็หวั่นไหวแล้ว ที่จะยอมเสีย 20 แต้มผลงานเพื่อยุติเรื่องนี้
แต่หัวหน้าซุนที่ก่อนหน้านี้เอาแต่ยิ้มร่า พอถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มกลับไม่ยอมซะงั้น
ซูอวี่รู้สึกจนปัญญา สูญเสียแต้มผลงานไปตั้ง 60 แต้มเปล่าๆ ปลี้ๆ!
ไม่สิ รวมกับที่เสียไปก่อนหน้านี้ด้วย เท่ากับว่าสูญเสียไปทั้งหมด 80 แต้ม น่าเสียดายจริงๆ!
……
ซูอวี่ปวดใจ ส่วนอู๋หลานที่อยู่ด้านหลังนั้นใจสลายไปแล้ว
ไม่มีใคร... สนใจนางเลย!
655 คะแนน บวกกับตอนนี้อีก 180 คะแนน รวมเป็น 835 คะแนน อัจฉริยะระดับสูงขั้นสูงสุดมายืนรอตั้งนานจนแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว แต่กลับไม่มีใครสนใจเลย ทำเหมือนนางมองไม่เห็นซะอย่างนั้น
"อยากร้องไห้..."
นางอยากจะร้องไห้อีกแล้ว คนพวกนี้นิสัยไม่ดีเลย ไม่มีใครมาปลอบใจนางเลยสักคน







