"พี่กำลังล้อผมเล่นใช่มั้ยเนี่ย?"
"พี่กำลังขอร้องนายอยู่นะ!"
ฉู่ชิงสบถ ขอร้องบ้าอะไรกัน จะให้คนที่ทั้งสองชาติภพไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างจริงจังแบบเขาไปสอนหนังสือเนี่ยนะ?
"ให้ฉันเรียกนายว่าลูกพี่เลยก็ได้เอามั้ย นายช่วยฉันสอนแทนสักครึ่งวันเถอะ แค่สามคาบ สามคาบเท่านั้น!" เห่าหรงทำเสียงเล็กเสียงน้อยอ้อนวอนในโทรศัพท์ ทิ้งคราบคนสุขุมนุ่มลึกตามปกติไปจนหมดสิ้น
"อาจารย์ในโรงเรียนตั้งเยอะตั้งแยะพี่ไม่ไปหา ทำไมต้องมาหาผมด้วย?" ฉู่ชิงไม่ยอมใจอ่อน การสอนหนังสือใช่เรื่องเล่นๆ ซะที่ไหน ต่อให้เป็นแค่คาบเดียว เขาก็ไม่อยากสอนเด็กจนเสียคนหรอกนะ
"อาจารย์มีเยอะก็จริง แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ทีมเดียวกับพวกเรา ฉันไปขอร้องเขาไม่ได้หรอกนะ!" เห่าหรงพูดอย่างกลุ้มใจ
สถาบันการแสดงกลางมีหน่วยงานหนึ่งชื่อว่าแผนกฝึกอบรม อืม ลักษณะก็คล้ายๆ กับซินตงฟางนั่นแหละ หน้าที่ของมันก็คือการเปิดชั้นเรียนเพื่อกอบโกยเงิน ไม่ว่าจะเป็นชั้นเรียนครึ่งปี ชั้นเรียนรายไตรมาส ชั้นเรียนภาคฤดูหนาวฤดูร้อน... สรุปก็คือหาข้ออ้างเปิดสอนไปเรื่อย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอาจารย์เฉพาะทาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน้าใหม่ที่เพิ่งจบแล้วอยู่ทำงานต่อที่สถาบัน หรือไม่ก็เป็นคนเก่าคนแก่ที่ถูกจ้างกลับมาทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลการสอน
ชั้นเรียนต่อยอดที่ฉู่ชิงเรียนอยู่ พูดกันตามตรงก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนกฝึกอบรมเช่นกัน เพียงแต่เป็นชั้นเรียนที่เป็นมืออาชีพที่สุดในนั้น สถาบันจึงค่อนข้างให้ความสำคัญ และจัดเตรียมคณาจารย์เทียบเท่ากับระดับปริญญาตรี ส่วนชั้นเรียนอื่นๆ นั้น เป็นเพียงการหลอกเอาเงินล้วนๆ เน้นหลักสูตรเร่งรัด อย่างชั้นเรียนภาคฤดูหนาวฤดูร้อนที่มีเวลาแค่หนึ่งเดือน จะไปเรียนรู้อะไรได้? ก็แค่วิธีสูบเงินทุนสานฝันจากเด็กหนุ่มเด็กสาวที่ไม่รู้ประสีประสาเท่านั้นเอง
เนื้อหาการสอนของอาจารย์ในแผนกฝึกอบรมมีการแบ่งงานกันอย่างเคร่งครัด และจำนวนคนก็มีไม่มาก ประสบการณ์ของเห่าหรงยังน้อย บารมีก็ไม่พอ ช่วงเวลาฉุกละหุกแบบนี้เขาจึงหาคนมาสอนแทนไม่ได้จริงๆ
"ตกลงว่าพี่มีธุระอะไรกันแน่ ถึงขั้นมาสอนไม่ได้เลยเนี่ย?" ฉู่ชิงถาม
จู่ๆ เห่าหรงก็มีท่าทีอิดออดแล้วตอบว่า "ฉัน... ฉันต้องไปบ้านแฟน" จากนั้นก็รีบพูดต่อ "ชิงจื่อ นี่เป็นการไปเยี่ยมบ้านครั้งแรกของฉันเลยนะ จะให้พังไม่ได้เด็ดขาด นายต้องช่วยฉันเรื่องนี้ให้ได้นะ เรื่องสำคัญในชีวิตของพี่ฝากไว้ในมือนายแล้ว!"
ฉู่ชิงเหงื่อตก พูดมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจึงบอกว่า "ช่วยน่ะก็พอได้อยู่หรอก แต่ผมไม่เคยสอนหนังสือเลยนะ พวกเขาเสียเงินมาเรียนกัน ถ้าผมไปสอนแบบขอไปที ตัวผมเองยังรู้สึกผิดเลย!"
เห่าหรงรีบพูดว่า "ฉันไม่ได้ให้นายสอน วันนี้ฉันสั่งการบ้านละครสั้นไปแล้ว มะรืนนี้พอเข้าเรียน นายก็แค่ให้พวกเขาขึ้นมาแสดงทีละคน คนตั้งสามสี่สิบคน กว่าจะแสดงจบก็คงกินเวลาไปทั้งบ่าย จากนั้นนายก็กลับได้เลย"
ฉู่ชิงฟังดูไม่ค่อยเข้าท่า จึงถามว่า "แล้วนักเรียนจะยอมเหรอ? กว่าพวกเขาจะแต่งละครสั้นออกมาได้ก็คงตั้งตารอคำชมกันทั้งนั้น ผลปรากฏว่าพอมาถึง อ้าว เปลี่ยนตัวอาจารย์ซะงั้น แม่งเอ๊ย พวกเขาจะไม่ด่าผมเอาเหรอ! ใครจะไปรู้ว่าผมเป็นใครมาจากไหนกันล่ะ?"
เห่าหรงฟังแล้วก็เห็นด้วย เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "งั้นเอาอย่างนี้ ฉันจะหากล้องวิดีโอให้นายตัวหนึ่ง นายก็ตั้งไว้กับพื้นแล้วอัดเอาไว้ทั้งหมด พอมันจบแล้วฉันค่อยกลับมาดูทีหลัง"
"อืม... แบบนั้นก็ได้" ฉู่ชิงตอบอย่างลังเล
"เยี่ยมไปเลย ขอบใจมากนะ ชิงจื่อ นายคือผู้อุปถัมภ์ในดวงชะตาของฉันจริงๆ!" เห่าหรงประจบสอพลอแบบไม่เสียดายน้ำลายเลยสักนิด
"ไสหัวไปเลย!"
"เอ้อ ใช่ พอพวกเขาแสดงเสร็จ นายต้องพูดอะไรสักหน่อย วิจารณ์นิดๆ หน่อยๆ ด้วยนะ โอเค ฉันไสหัวไปละ!" เห่าหรงทิ้งท้ายอย่างรวดเร็วแล้ววางสายไปดังตื๊ด
"ฮัลโหลๆ? ฮัลโหล? บ้าเอ๊ย!"
ฉู่ชิงถึงกับอึ้งไป ไอ้หมอนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ!
วิจารณ์? ถ้าให้วิจารณ์ไก่ชนผมอาจจะพอเข้าใจอยู่บ้างล่ะนะ
...
"ฟู่!"
ฉู่ชิงสูดหายใจลึกๆ สองสามครั้ง ปัดฝุ่นบนบ่าซ้ายมือหิ้วกระเป๋า มือขวาหิ้วขาตั้งกล้อง แล้วก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงเข้าไปในห้องซ้อมโดยไม่วอกแวก
พวกนักเรียนนั่งล้อมกันเป็นวงกลมแล้ว โดยเว้นที่ว่างตรงกลางเอาไว้ พอเห็นคนแปลกหน้าเดินเข้ามา ทุกคนก็ชะงักไป เมื่อเห็นว่าชายคนนี้สวมเสื้อโค้ท เสื้อไหมพรม กางเกงทรงกระบอก แถมยังตัวสูง ประกอบกับใบหน้าตายด้านราวกับคนตายของเขา พอมายืนนิ่งๆ อยู่บนเวทีก็ดูน่ากลัวไม่เบา
ที่จริงแล้วในใจเขาประหม่ายิ่งกว่าใคร นอกจากจะเปลี่ยนมาใส่ชุดที่ดูดีที่สุดแล้ว เขายังแอบย่องเข้าไปในบ้านของคุณหนูฟ่าน แล้วขโมยใช้โฟมล้างหน้ากับครีมบำรุงผิวของเธอมานิดหน่อยด้วย...
ฉู่ชิงวางของลงบนโต๊ะแล้วพูดตรงๆ ว่า "อาจารย์เห่ามีธุระ วันนี้ผมจะมาสอนแทน" เขาพูดน้อยเสียจนลืมแนะนำตัวไปเลยว่าตัวเองแซ่อะไร
พูดจบเขาก็รูดซิปเปิดกระเป๋าใส่กล้องวิดีโอ มองเข้าไปอย่างสับสน ในใจพลันกระตุกวูบ ไอ้ของเล่นนี่มันใช้ยังไงวะเนี่ย?
ลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท! เขาเคยถ่ายทำละครมาไม่น้อยก็จริง แต่ไม่เคยศึกษาเลยว่าไอ้กล้องพวกนี้มันหน้าตาเป็นยังไง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องกดปุ่มไหน จากนั้นเขาก็หยิบขาตั้งกล้องขึ้นมาพิจารณา อืม เจ้านี่ดูเหมือนจะง่าย น่าจะประกอบเป็นอยู่
สรุปก็คือ ตอนนี้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหมือนคนที่อั้นฉี่ไว้จนทนไม่ไหวแล้วอยากจะปล่อยออกมา ปัญหาคือจะยอมฉี่ข้างทางแล้วโดนคนเยาะเย้ย หรือจะยอมฉี่ราดกางเกงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกอุ่นๆ ดีล่ะ?
ความขัดแย้งในใจช่างซับซ้อน แต่ภายนอกกลับดูเหมือนผ่านไปแค่สองวินาทีเท่านั้น จากนั้นเขาก็กวาดสายตาอันสับสนไปมองพวกนักเรียน ทันใดนั้นดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา
"นักเรียนคนนั้น รบกวนหน่อยนะ ขึ้นมาตั้งกล้องให้ที"
จางจิ้งที่นั่งอยู่ด้านหลังอย่างสงบเสงี่ยมมาตั้งแต่แรก พอเห็นเขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ตอนนี้เธอจึงเดินขึ้นไปประกอบกล้องวิดีโออย่างเงียบๆ แล้วตั้งไว้หน้าโต๊ะบรรยาย เธอเรียนเอกกำกับการแสดงมา ทักษะจึงชำนาญมาก แถมยังถามอีกประโยคว่า "อาจารย์คะ ให้เปิดกล้องเลยไหมคะ?"
ฉู่ชิงซาบซึ้งใจสุดๆ น้องสาว เธอช่างรู้ใจจริงๆ เขารีบบอกว่า "เปิดเลย ขอบใจมาก"
ในที่สุดก็จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาเอ่ยปากว่า "คราวก่อนอาจารย์เห่าสั่งการบ้านพวกคุณไว้ คาบเรียนวันนี้ก็คือให้พวกคุณขึ้นมาแสดงตามลำดับ ไม่ต้องกังวลไป อาจารย์เห่าจะกลับมาดูวิดีโอทีหลัง แล้วค่อยให้คะแนนตามการแสดงของพวกคุณ"
เขายกเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งตรงหน้าสุด ข้างๆ มีกล้องวิดีโอตั้งอยู่ ในมือถือใบรายชื่อและสมุดโน้ต ก่อนจะเริ่มขานชื่อเรียกขึ้นมาทีละคน
ชั้นเรียนฝึกอบรมในแต่ละปีมักจะมีคนน้อยมาก มีสักยี่สิบคนก็ถือว่าถล่มทลายแล้ว แต่ปีนี้กลับมีตั้งสามสิบกว่าคน แถมยังเป็นเด็กหนุ่มสาวหน้าตาจิ้มลิ้มผิวขาวผ่องทั้งนั้น กวาดสายตามองไปรอบหนึ่ง เกรงว่าจะไม่มีใครอายุเกินยี่สิบปีเลยสักคนเดียว
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความโด่งดังเป็นพลุแตกของหวนจูที่ไปจุดประกายความฝันอันเลื่อนลอยในการเป็นดาราของใครหลายคน จะว่าไปแล้ว ปรากฏการณ์เช่นนี้มีอยู่สามครั้ง ได้แก่ หวนจูในปี 1998, ภาพยนตร์เรื่อง "ฮีโร่" ในปี 2002 และรายการซูเปอร์เกิร์ลในปี 2005 หลังจากผ่านการก้าวกระโดดทั้งสามขั้นนี้แล้ว วงการบันเทิงของจีนถึงจะก้าวเข้าสู่ยุคทองอย่างแท้จริง
การบ้านของเห่าหรงไม่ได้กำหนดหัวข้อ คือให้แสดงอย่างอิสระ จะจับคู่กันก็ได้ หรือจะแสดงเดี่ยวก็ได้ โดยใช้เวลาประมาณห้านาที
เด็กพวกนี้ไม่มีพื้นฐานการแสดงเลยสักนิด อาศัยแค่จินตนาการและความหุนหันพลันแล่นในหัวล้วนๆ ไอ้เรื่องประสบการณ์ชีวิต หรือความเป็นธรรมชาติสมจริง... นั่นมันคืออะไรกันล่ะ?
นานๆ ทีฉู่ชิงจะไม่มีการบ่นวิพากษ์วิจารณ์อะไร แม้แต่ในใจก็ยังไม่ได้แอบเยาะเย้ย เขาตั้งใจดูมาก และจดบันทึกจุดเด่นของแต่ละคนอย่างจริงจัง คำวิจารณ์ที่ให้ก็ทั้งตรงไปตรงมาและรักษาน้ำใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังใจและพลังบวก
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งถือพัดหอมเล่มเล็กไว้ในมือ ทำท่ากระพือพัดไปมาอยู่ห้านาทีเต็ม ในที่สุดก็ตะครุบผีเสื้อได้ตัวหนึ่ง จากนั้นการแสดงก็จบลงอย่างแฮปปี้ ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมฉู่ชิงถึงเดาออกว่าเธอกำลังตะครุบผีเสื้อ ก็เพราะชื่อละครสั้นที่เธอแจ้งไว้มีชื่อว่า 'ตะครุบผีเสื้อ' น่ะสิ...
"ชุยหนานใช่ไหม" เขาถาม "เธอเป็นคนเมืองหลวงหรือเปล่า?"
"ค่ะ" เด็กสาวอายุเพียงสิบกว่าปี เบิกตากว้างด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
"เธอเคยไปบ้านนอกไหม?" ฉู่ชิงถามต่อ
"เคยไปค่ะ บ้านคุณยายของหนูก็อยู่ชนบท"
"แล้วที่บ้านนอกมีอะไรบ้างล่ะ?"
"มีหมู มีไก่ มีบ้าน มีดอกไม้ใบหญ้า แล้วก็มีทุ่งกว้างค่ะ หนูเคยวิ่งเล่นบนนั้นอยู่ตั้งนาน" เด็กสาวทบทวนความจำอย่างตั้งใจ
ฉู่ชิงยิ้มถาม "แล้วตอนที่วิ่งเล่น เธอดีใจไหม?"
"แน่นอนว่าต้องดีใจสิคะ! ก่อนหน้านี้หนูไม่เคยเห็นมาก่อนเลย" เธอพูดไปยิ้มกว้างไป
"ในทุ่งกว้างมีผึ้งไหม?"
"มีค่ะ เกือบต่อยหนูเข้าให้แล้วด้วย"
"แล้วเธอหลบยังไงล่ะ?" ฉู่ชิงลุกขึ้น แล้วกระโดดหลบไปด้านข้างพร้อมทำท่าทางเวอร์วังมาก
"ไม่ได้เป็นแบบอาจารย์สักหน่อย" เด็กสาวคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะย่อตัวลง ยื่นมือออกไป คล้ายกับอยากจะจับดอกไม้ดอกหนึ่ง จากนั้นก็ชักมือกลับอย่างรวดเร็ว สีหน้าเผยให้เห็นความหวาดกลัว แล้วพูดว่า "หนูหลบแบบนี้ต่างหากคะ"
จู่ๆ เธอก็ตื่นเต้นขึ้นมาและพูดต่อว่า "ไม่ได้มีแค่ผึ้งนะคะ แต่ยังมีผีเสื้อด้วย มีเยอะแยะเต็มไปหมด หนูจับได้ตั้งสาม... เอ๊ะ ไม่ใช่สิ สี่ตัว..."
"ดีมาก!" ฉู่ชิงปรบมือ "เธอกลับไปบ้านแล้วลองแสดงตามลำดับเรื่องนี้ดูอีกรอบนะ ลองดูว่ามีความแตกต่างอะไรบ้าง คนต่อไป!"
ตอนแรกพวกนักเรียนรู้สึกแปลกใจมาก ว่าทำไมสองคนนี้ถึงได้คุยกันเป็นตุเป็นตะ จนกระทั่งได้ฟังถึงตรงนี้ ถึงได้เริ่มเข้าใจความหมายแฝงขึ้นมาบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังเป็นแค่เด็ก มีคนที่เข้าใจ มีคนที่ไม่เข้าใจ และมีคนที่ครึ่งหลับครึ่งตื่น สรุปก็คือส่วนใหญ่ต่างก็ได้รับความรู้อะไรไปบ้าง
ช่วงสองวันที่ผ่านมาฉู่ชิงทุ่มสุดตัวเพื่อทบทวนระบบการแสดงของปรมาจารย์สกี้อะไรสักอย่าง ซึ่งก็คือมุมมองที่เขาเห็นด้วยมากที่สุด นั่นคือ 'การแสดงทุกอย่างจะต้องสอดคล้องกับตรรกะทางจิตวิทยา'
เขาจดจำกฎข้อนี้ไว้จนขึ้นใจ เวลาวิจารณ์เขาก็พยายามชี้แนะไปในทิศทางนี้ เขาไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนจะเข้าใจอะไรได้มากมายนัก เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกระจ่างดีหรอก เพียงแค่หวังว่าตอนที่พวกเขาแสดง จะสามารถทำใจให้สงบแล้วคิดทบทวนให้ดี ไม่ใช่เอาแต่ใช้ท่าทางและสีหน้าที่ตลกขบขันเกินจริงเพื่อดึงดูดสายตาคนดูเพียงอย่างเดียว
จากนั้นก็ถึงคิวของจางจิ้ง
เธอเก็บสายตาชื่นชมและยกย่องที่มองไปยังใครบางคน แล้วค่อยๆ ก้าวออกไปข้างหน้า สิ่งที่เธอแสดงนั้นเรียบง่ายมาก ใจความหลักๆ ก็คือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของนักเรียนคนหนึ่งขณะที่กำลังดูประกาศผลสอบ แม้จะไม่ถึงกับโดดเด่น แต่ก็พูดได้ว่าทำตามมาตรฐานได้อย่างครบถ้วน
รอจนนักเรียนสามสิบกว่าคนแสดงจบครบทุกคน เวลาก็ล่วงเลยไปพอสมควรแล้ว หลังจากประกาศเลิกเรียน ฉู่ชิงก็ขยิบตาให้จางจิ้ง หญิงสาวจึงนั่งจัดกระเป๋าหนังสืออย่างไม่รีบร้อน
รอจนคนอื่นๆ เดินออกไปหมดแล้ว หมอนี่ก็รีบพูดขึ้นมาว่า "นี่ เธอช่วยดูไอ้กล้องนี่ให้ฉันหน่อยสิ ลองดูว่าอัดไว้ครบหมดหรือเปล่า?"
จางจิ้งนึกไม่ถึงว่าเขาจะพูดประโยคนี้ออกมา เธออึ้งไปสองสามวินาที ก่อนจะเดินเข้ามาปรับแต่งกล้องครู่หนึ่งแล้วปิดมันลง พร้อมพูดว่า "ม้วนเทปเกือบจะเต็มแล้วค่ะ โชคดีที่ยังอัดไว้ได้หมด"
ฉู่ชิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วจึงถามขึ้นว่า "ทำไมเธอถึงมาเรียนชั้นเรียนฝึกอบรมล่ะ?"
จางจิ้งตอบว่า "ฉันอยากเรียนมาตลอดเลยค่ะ"
"แล้วช่วงปีใหม่เธอจะกลับบ้านไหม?"
"กลับค่ะ"
"..."
เขาคุยกับหญิงสาวคนนี้ทีไรก็รู้สึกไม่ค่อยลื่นไหลเท่าไหร่นัก บทสนทนาพร้อมจะจบลงได้ทุกเมื่อ เขาจึงเก็บกล้องใส่กระเป๋า หยิบขาตั้งกล้องขึ้นมาแล้วบอกว่า "ไปกันเถอะ วันนี้ต้องขอบใจเธอมากนะ"
จางจิ้งหัวเราะเบาๆ ไม่ได้พูดอะไร และไม่ได้ถามด้วยว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงโผล่มาสอนหนังสือได้
ทั้งสองเดินออกจากตึกเรียน ก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้ามืดสลัวลง ตอนอยู่ในห้องเรียนที่เปิดไฟสว่างก็ไม่ทันสังเกต ตอนนี้ถึงเพิ่งพบว่าด้านนอกกลายเป็นสีเทาหม่นไปหมดแล้ว
ห้าโมงเย็นกว่าๆ ฟ้าเพิ่งจะเริ่มมืด หิมะสีขาวโพลนสะท้อนกับแสงจากท้องฟ้า แต่กลับมองเห็นเป็นสีเทาหม่น เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมอง ด้านบนราวกับมีรอยแยกขนาดใหญ่ หิมะร่วงหล่นลงมาอย่างไม่ขาดสาย
"เธอพักอยู่ที่ไหนเหรอ?" ฉู่ชิงถาม
"เช่าห้องพักแบบระยะสั้นเอาค่ะ"
"เอ่อ เดี๋ยวฉันไปส่งเธอแล้วกัน" เขามองดูหิมะที่ตกอย่างบ้าคลั่ง แล้วเอ่ยอย่างลังเล
"ไม่เป็นไรค่ะ อยู่ไม่ไกลนี่เอง" จางจิ้งบอก
"งั้นเธอก็ระวังตัวด้วยนะ ฉันจะเอากล้องไปคืน"
"ค่ะ บ๊ายบาย"
จางจิ้งมองดูเขาวิ่งไปที่ตึกฝั่งตรงข้าม จู่ๆ เธอก็เม้มปาก แล้วก้าวเท้าเดินออกไปบ้าง
อาจจะเป็นเพราะพื้นลื่นเกินไป พอเธอเหยียบลงไป ก็รู้สึกว่าพื้นรองเท้าลื่นไถล จากนั้นก็เสียหลักล้มกระแทกลงบนขั้นบันได เอวด้านหลังกระแทกเข้ากับเหลี่ยมบันไดพอดี ถึงจะมีเสื้อผ้าหนาๆ ช่วยกันกระแทกไว้บ้าง แต่ก็ยังเจ็บจนต้องซี๊ดปาก เธอทรุดนั่งอยู่ตรงนั้นตั้งนานกว่าจะลุกขึ้นไหว
ทางด้านฉู่ชิงที่เอากล้องไปคืน พอเดินออกมาก็เห็นเธอนั่งกองอยู่ตรงนั้น จึงรีบเดินเข้าไปหาแล้วถามว่า "หกล้มเหรอ? เป็นอะไรหรือเปล่า?"
ใบหน้าเล็กๆ ของจางจิ้งซีดเผือดด้วยความเจ็บปวด เธอตอบว่า "ไม่เป็นไรค่ะ พักสักหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้น"
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ฉู่ชิงก็ช่วยพยุงเธอให้ลุกขึ้น ทั้งสองต่างก็สวมถุงมือ แต่หญิงสาวกลับหลบมือของเขาไปซะไกล และทำเพียงแค่จับแขนของเขาเบาๆ เท่านั้น
"ฉันไปส่งเธอดีกว่า"
ฉู่ชิงเห็นเธอเป็นแบบนี้ จึงพูดทวนอีกครั้ง
จางจิ้งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า "งั้นก็ขอบคุณมากค่ะ"
การเดินเข้าไปในตรอกตงเหมียนฮวา ก็เหมือนกับการก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง ที่นี่พื้นที่แคบมากและมีสิ่งปลูกสร้างเยอะ จึงยิ่งทำให้เห็นหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่เกรงใจใครได้ชัดเจนขึ้น
ทั้งสองคนก็ไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่ จึงเดินไปเงียบๆ พอถึงทางแยก ฉู่ชิงก็จะรอสักพัก รอให้เธอเปลี่ยนทิศทางแล้วค่อยเดินตามไป
พอเลี้ยวเข้าซอยไปอีกซอยหนึ่ง หิมะบนพื้นเนื่องจากมีรถแล่นผ่านไปมามากเกินไป จึงละลายกลายเป็นน้ำโคลนสีดำข้น
"ขอบคุณนะคะ" จู่ๆ จางจิ้งก็เอ่ยขึ้นระหว่างที่เดินอยู่
"หืม?" ฉู่ชิงรู้สึกแปลกใจ
"ขอบคุณที่ชวนฉันไปถ่ายโฆษณานะคะ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมหรอก"
"คราวก่อนเธอขอบคุณไปแล้วไม่ใช่เหรอ" ฉู่ชิงยิ้ม แล้วก็พูดอย่างลังเลว่า "ที่จริงแล้วคุณภาพการสอนของชั้นเรียนฝึกอบรมน่ะ อืม ค่อนข้างธรรมดานะ..."
"แต่คุณก็สอนได้ดีมากนี่คะ ใส่ใจนักเรียนดีด้วย" จางจิ้งเอียงคอมองเขา
"ฉัน เหอะๆ แค่ทำแบบขอไปทีไม่ได้หรอก" หมอนี่ยังมีอาการเขินอายนิดๆ
"ฉันอยากเรียนการแสดงมาตลอดเลยค่ะ แค่คาบเดียวก็ยังดี" จางจิ้งยืนอยู่ตรงนั้น คล้ายกับหยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางช่องว่างของเกล็ดหิมะ ร่างกายของเธอดูบอบบางลงไปอีก "ฉันอยากรู้มาตลอดเลยว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นยังไง?"
ทันทีที่เธอพูดจบ ก็เห็นผู้ชายคนนี้ยื่นมือออกมาคว้าแขนของเธออย่างแรง แล้วดึงตัวเธอหลบไปอีกด้านหนึ่ง
ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม เป็นรถจี๊ปคันใหญ่ที่เปิดไฟหน้าสว่างจ้า แล่นผ่านไปด้วยความเร็วสูงจนสาดน้ำโคลนกระเซ็นไปทั่ว
"ซู่!"
ฉู่ชิงเบ้ปาก ก้มลงมองกางเกงของตัวเองอย่างหงุดหงิด มัวแต่สนใจดึงเธอหลบ ตัวเองกลับลืมหลบซะงั้น ตั้งแต่ต้นขาลงไปเต็มไปด้วยคราบน้ำโคลนผสมหิมะละลาย แม้แต่ชายเสื้อโค้ทก็ยังเลอะไปไม่น้อย
"พรืด!" จางจิ้งรู้ตัวว่าไม่ควรหัวเราะ แต่เธอทนไม่ไหวจริงๆ
เขาส่ายหน้า ถอนหายใจ แล้วบอกว่า "ไปเถอะ"
"ฉันถึงแล้วล่ะค่ะ" หญิงสาวใช้มือข้างหนึ่งปิดปาก ส่วนอีกข้างก็ชี้ไปที่ตึกเก่าๆ ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตรข้างหน้า
"อ้าวเหรอ? อ้อ โอเค งั้นฉันกลับละ" ฉู่ชิงรู้สึกทำตัวไม่ถูกเอาเสียเลยจริงๆ
"ให้คุณขึ้นไปเช็ดตัวก่อนดีไหมคะ เปียกแบบนี้มันหนาวนะ" ทว่าจางจิ้งกลับไม่ขยับไปไหน เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาของเธอคล้ายกับถูกหิมะบดบังจนหรี่ลง ดูพร่ามัวเล็กน้อย
"ไม่เป็นไรหรอก ยังไงพอกลับไปก็ต้องซักใหม่อยู่ดี" ฉู่ชิงยิ้มตอบ "เอาล่ะ เธอขึ้นตึกไปเถอะ อย่าหกล้มอีกล่ะ"
"ค่ะ งั้นบ๊ายบายนะคะ"
"บ๊ายบาย"







