หวังหยางเอ่ยถาม "มีวิธีประวิงเวลาสักหลายวันหรือไม่ อย่างเช่นป่วยไข้หรืออะไรทำนองนั้น..."
เฮยฮั่นยิ้มขื่น "ผู้น้อยเป็นคนของครัวเรือนทหาร ชีวิตต่ำต้อยดั่งต้นหญ้า เว้นแต่จะป่วยจนยืนไม่ขึ้นจริงๆ ทว่าหากเบื้องบนตรวจสอบแล้วพบว่าข้าน้อยแกล้งป่วย ย่อมต้องถูกลงโทษตามกฎทหารอย่างแน่นอนขอรับ"
หวังหยางหันไปถามหลิวเจา "แม่นางเซี่ยพอจะมีวิธีหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องให้หลุดพ้นจากทะเบียนทหารโดยตรง เพียงแค่ทำให้คำสั่งทหารล่าช้าออกไปสักหกวันก็พอ"
"นางมีหน้ามีตาอยู่ไม่น้อย ทว่าประการแรกนางไม่ใช่คนท้องถิ่นจิงโจว จึงไม่คุ้นเคยกับผู้คน ประการที่สองคนที่นางพอจะพูดคุยด้วยได้ล้วนเป็นตระกูลใหญ่สูงศักดิ์ แต่คงไม่ถึงขั้นต้องไปหาซือหม่าแห่งจิงโจวเพียงเพื่อการโยกย้ายทหารนายเดียวหรอกมั้ง! เรื่องการออกคำสั่งโยกย้ายทหารรักษาการณ์เช่นนี้ ควรเป็นหน้าที่ของขุนนางฝ่ายทหารภายนอก ทว่านายทหารระดับล่างเช่นนี้ ไหนเลยจะมีคุณสมบัติรู้จักกับบุตรีตระกูลเซี่ยได้"
ซือหม่าคือผู้บัญชาการรองแห่งกองทัพจิงโจว การไปหาซือหม่าแห่งจิงโจวก็เทียบเท่ากับการไปหารองผู้บัญชาการเขตทหารเพียงเพื่อการโยกย้ายทหารธรรมดาคนหนึ่ง แม้จะดูเป็นเรื่องใหญ่โตเกินไป ทว่าขอเพียงได้ผลก็พอแล้ว
หวังหยางกล่าว "ไม่มีวิธีอื่นแล้ว ขอให้นางช่วยลองดูเถิด"
หลิวเจาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว "หากมีคนผู้หนึ่งยอมออกหน้า เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาเลย"
"ใครหรือ"
"อวี่อี้ คนผู้นี้เป็นผู้นำตระกูลบัณฑิตแห่งซีฉู่ มีชื่อเสียงเกียรติยศสูงส่ง ศิษย์และผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าล้วนมีอยู่ทั่วจิงโจว แม้แต่ในเมืองหลวงก็ยังมีสหายอยู่ไม่น้อย
หากกล่าวถึงเส้นทางขุนนาง ตระกูลอวี่แห่งซินเหย่คือตระกูลที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาสี่ตระกูลใหญ่แห่งจิงโจว มีผู้ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นห้าขึ้นไปในราชสำนักถึงสามคน บุตรชายคนโตของเขาปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าเมืองหนานจวิ้น ส่วนบุตรชายคนรองเจ้าเคยพบแล้ว นั่นก็คืออวี่อวี๋หลิงศิษย์ของข้า"
หวังหยางเอ่ยอย่างยินดี "เป็นจื่อเจี้ยนี่เอง! เช่นนั้นข้าก็วานให้เขาไปขอร้องบิดาของเขาให้ออกหน้าได้พอดี! จริงสิ จื่อเจี้ยล่ะ สองวันนี้ทำไมถึงไม่เห็นเขาเลย"
"เขา...ลางานอยู่บ้าน" หลิวเจามีท่าทีอึกอักเหมือนอยากพูดแต่ก็หยุดไป
"ลางานหรือ เขาป่วยงั้นหรือ"
"น่าจะถูกบิดากักบริเวณเสียมากกว่า ทว่าเจ้าก็ยังลองไปที่จวนของเขาดูได้ เผื่อว่าจะได้พบเขา แม้อวี่อี้ผู้นี้จะ...แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นคนตระกูลหวังแห่งหลางหยา"
......
ภายในจวนตระกูลอวี่ ท่ามกลางภูเขาจำลอง
อวี่อี้สวมชุดนอนผ้าไหมสีขาว ในมือถือกระบี่ยาว ยืดเหยียดร่างกาย กำลังร่ายรำกระบี่อย่างเชื่องช้า
"นายท่านขอรับ ด้านนอกมีคุณชายหวังแห่งหลางหยาผู้หนึ่งมาเยือน อ้างตัวว่าเป็นสหายของคุณชายรอง มาเพื่อเยี่ยมเยียนคุณชายรองและคารวะนายท่านขอรับ" พ่อบ้านประคองป้ายชื่อของหวังหยางขึ้นถวายด้วยสองมือ
อวี่อี้เคยได้ยินบุตรชายเล่าเรื่องของหวังหยางมานานแล้ว ทว่าเขากลับไม่ยอมรับป้ายชื่อมา เพียงแต่ร่ายรำกระบี่พลางกล่าวว่า "บอกไปว่าพวกเราไม่อยู่บ้าน"
พ่อบ้านมีท่าทีลังเลเล็กน้อย ยืนรออยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน
อวี่อี้ร่ายรำกระบี่ไปอีกสองกระบวนท่าก่อนจะเอ่ยถาม "เหตุใดยังไม่ไปอีก"
"นายท่านขอรับ นี่...อย่างไรเสียก็เป็นตระกูลหวังแห่งหลางหยา..."
อวี่อี้แทงกระบี่ออกไปในอากาศหนึ่งที ปากก็ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ "จะมีตระกูลหวังแห่งหลางหยาอะไรมากมายปานนั้น..."
......
ภายนอกประตูจวนตระกูลอวี่
หวังหยางและเฮยฮั่นเดินจากไป
หวังหยางรู้ว่าพ่อบ้านกำลังหลอกเขา เพราะหากอวี่อี้ไม่อยู่บ้านจริงๆ แล้วเหตุใดจึงต้องเข้าไปถามด้วยเล่า
ทว่าเขาไม่มีวิธีอื่นแล้ว จึงทำได้เพียงยอมถอยมาเลือกวิธีรองลงมา โดยพาเฮยฮั่นไปหาแม่นางสี่เซี่ย
แต่นึกไม่ถึงว่านางก็ไม่อยู่เช่นกัน!
หวังหยางถามว่านางไปที่ใดและจะกลับมาเมื่อใด ทว่าคนเฝ้าประตูจวนเซี่ยปากแข็งยิ่งนัก เอาแต่ปัดว่าไม่รู้เรื่องใดๆ ทั้งสิ้น แต่พวกเขารับคำสั่งจากแม่นางเซี่ยไว้แล้วให้รอหวังหยางนำหนังสือมาส่ง
หวังหยางให้เฮยฮั่นกลับไปเอาต้นฉบับหนังสือที่สำนักศึกษาประจำจวิ้น ซึ่งไม่ใช่คัมภีร์ซ่างซูฉบับวิจารณ์ความแตกต่างระหว่างอักษรโบราณและอักษรปัจจุบันที่หลิวเจาเป็นคนจดบันทึก แต่เป็นหนังสือม้วนเล็กๆ ที่เขาเพิ่งเขียนขึ้นมาใหม่เพียงลำพังเมื่อคืนนี้ มีความยาวเพียงสี่พันกว่าตัวอักษรเท่านั้น หากมองจากมุมมองของคนยุคปัจจุบัน แทนที่จะเรียกว่าหนังสือ สู้เรียกว่าบทความยังจะเหมาะกว่า
ทว่าการแต่งหนังสือในยุคโบราณไม่จำเป็นต้องมีตัวอักษรมากมาย อย่างเช่นคัมภีร์เต้าเต๋อจิงก็มีเพียงห้าพันกว่าตัวอักษร ส่วนคัมภีร์เซี่ยวจิงก็มีไม่ถึงสองพันตัวอักษรด้วยซ้ำ
กฎระเบียบของจวนเซี่ยนั้นเข้มงวดยิ่งนัก เมื่อไม่มีคำสั่งของเจ้านาย ก็ไม่มีใครเชิญให้หวังหยางเข้าไปรอข้างใน
หวังหยางจึงรออยู่ด้านนอกประตูจนกระทั่งพลบค่ำ แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของเซี่ยซิงหาน
เขามอบต้นฉบับหนังสือให้คนเฝ้าประตู กำชับว่ารอจนกว่าแม่นางเซี่ยจะกลับมา ให้รีบแจ้งแม่นางเซี่ยทันทีว่าเขามีธุระสำคัญจะปรึกษา
จากนั้นก็พาเฮยฮั่นไปหาจงเช่อ ด้วยคิดว่าจงเช่ออาจจะมีวิธี
ใครจะรู้ว่าคนของจวนตระกูลจงกลับบอกว่าจงเช่อไปยังหาดทรายซีซาโจว คืนนี้คงไม่กลับมาแล้ว
หวังหยางรู้สึกเหนื่อยใจเล็กน้อย พออยากจะจัดการธุระจริงๆ จะหาใครสักคนก็หาไม่พบ การพึ่งพาผู้อื่นให้ช่วยจัดการธุระช่างยากเย็นเสียนี่กระไร!
เอ๊ะ?
เหตุใดจึงต้องพึ่งพาผู้อื่นด้วยเล่า
หรือว่าหากขาดคนอื่นไป หวังหยางอย่างฉันจะจัดการธุระไม่สำเร็จเชียวหรือ?!
วันนี้เฮยฮั่นวิ่งตามหวังหยางไปทั่ว แม้จะไม่เห็นผลลัพธ์อันใด ทว่าเขาก็ซาบซึ้งใจจนน้ำตาแทบไหลแล้ว
"คุณชาย ช่างมันเถิดขอรับ ไปจวิ้นเทียนเหมินก็ไม่มีอะไรหรอกขอรับ ข้าน้อยจะฝากฝังอาอู่ไว้กับเพื่อนบ้าน ให้เงินเพิ่มสักหน่อยก็คงได้ หรือไม่ก็รอจนกว่าคุณชายจะไปขอความเมตตาจากท่านอ๋อง แล้วค่อยเรียกข้าน้อยกลับมาก็ได้ขอรับ"
"เจ้าไปจวิ้นเทียนเหมินไม่ได้ คำสั่งโยกย้ายนี้มีปัญหา" หวังหยางกล่าวขึ้นมาทันที
"มีปัญหาหรือขอรับ" เฮยฮั่นเห็นสีหน้าจริงจังของหวังหยางก็ตกใจสะดุ้ง
"การไม่สมเหตุสมผลก็คือปัญหา จวิ้นเทียนเหมินเหตุใดจึงต้องโยกย้ายทหารรักษาการณ์จากจิงโจว หากเป็นเพราะทหารในจวิ้นของตนไม่พอใช้และจำเป็นต้องเกณฑ์จากจวิ้นอื่นอย่างเร่งด่วน ก็ควรจะเกณฑ์เป็นกองร้อยกองพันเหมือนแต่ก่อน จะมีการระบุชื่อเสียงเรียงนามแล้วโยกย้ายเจ้าเพียงคนเดียวได้อย่างไร เจ้ามีความพิเศษอันใดหรือ"
"แต่...แต่ถ้าหากเบื้องบนแค่สุ่มวงชื่อมาจากสมุดทะเบียนทหารล่ะขอรับ..."
"เจ้าจะฝากความปลอดภัยของตัวเองไว้กับคำว่า 'ถ้าหาก' ไม่ได้ เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า หากเรื่องนี้มีปัญหาจริงๆ แล้วจุดประสงค์คือสิ่งใด"
คนเรามักจะมีความหวังลมๆ แล้งๆ บางครั้งทั้งที่รู้ตัวว่าไม่ถูกต้อง ทว่าก็ยังคงปลอบใจตัวเองว่า 'คิดมากไปเอง'
แท้จริงแล้วนี่เป็นเพราะความเกียจคร้านกำลังเล่นงาน ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมเสียสละเรี่ยวแรงไปครุ่นคิดและรับมือกับอันตรายที่ยังไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้น
เฮยฮั่นชะงักงัน หรือว่าเบื้องบนจะมีคนพุ่งเป้ามาที่คนของครัวเรือนทหารยากจนอย่างเขาจริงๆ
"ไปกันเถอะ" หวังหยางกล่าว
"คุณชาย พวกเราจะไปที่ใดหรือขอรับ"
"กลับสำนักศึกษาประจำจวิ้น ข้ามีเรื่องจะถามสักหน่อย แล้วก็จะขอยืมของสักสองสามอย่างด้วย"
......
ม่านราตรีร่วงหล่น ดวงจันทร์เสี้ยวลอยเด่นขึ้นสู่ท้องฟ้า
เกวียนเทียมวัวคันหนึ่งจอดลงอย่างช้าๆ บริเวณหน้าประตูจวนหลังใหญ่ที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่ามีกำแพงสูงลานลึก ที่นี่ก็คือจวนของเจียวเจิ้ง ขุนนางฝ่ายทหารภายนอกแห่งจิงโจว
หวังหยางปล่อยม่านเกวียนลง "เขาอาศัยอยู่ที่นี่หรือ ไม่ใช่บอกว่าฐานะต่ำต้อยยากไร้หรอกหรือ ไฉนจึงได้อยู่บ้านที่ดีถึงเพียงนี้"
คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของหวังหยางคือพ่อบ้านของหลิวเจา แซ่เหอ หลิวเจานั้นหลงใหลในความรู้ ธุระปะปังในชีวิตประจำวันล้วนยกให้พ่อบ้านเหอเป็นคนจัดการ
พ่อบ้านเหอตอบด้วยความเคารพนบนอบ
"เรียนคุณชาย ข้าน้อยสืบมาอย่างชัดเจนแล้วขอรับ เป็นที่นี่แน่นอน ขุนนางเจียวผู้นี้มาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดาจริงๆ แม้แต่หานเหมินก็ยังนับว่าไม่ได้ ภายหลังเขาเข้าร่วมกองทัพ ไต่เต้าจากพลทหาร สั่งสมความดีความชอบจนได้เลื่อนขั้นเป็นนายทหาร ว่ากันว่าเคยสังกัดอยู่ในกองทหารองครักษ์ที่เมืองหลวงด้วยขอรับ ภายหลังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น จึงถูกสั่งย้ายมาเป็นขุนนางฝ่ายทหารภายนอกที่จิงโจว ผ่านมาสามสี่ปีแล้วก็ไม่เคยได้เลื่อนขั้นอีกเลย แม้ตำแหน่งขุนนางจะไม่ใหญ่โต ทว่าพอมาถึงจิงโจวก็เลือกซื้อจวนหลังใหญ่ในทำเลทองทันที ดูท่าทางแล้วคงไม่ขัดสนเงินทองเป็นแน่ขอรับ"
หวังหยางพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยถาม "จัดการเรียบร้อยหมดแล้วใช่หรือไม่"
"ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วขอรับ"
"เดี๋ยวหากมีสิ่งใดล่วงเกินไร้มารยาท ก็ต้องขออภัยด้วย"
พ่อบ้านเหอเอ่ยด้วยความตื่นตระหนก "คุณชายกล่าวอันใดกันขอรับ คุณชายโปรดวางใจ นายท่านกำชับข้าน้อยไว้แล้ว ทุกอย่างให้ฟังตามคำสั่งของคุณชายขอรับ"
"ดี เช่นนั้นเจ้าก็คอยฟังความเคลื่อนไหวให้ดี"
พ่อบ้านเหอก้มตัวประสานมือคารวะก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ปรบมือเบาๆ บ่าวรับใช้นอกเกวียนผู้หนึ่งจึงเปิดม่านเกวียนขึ้น
หวังหยางสะบัดชายเสื้อแล้วก้าวลงจากเกวียน
ข้างเกวียนเทียมวัว บ่าวรับใช้ของสำนักศึกษาประจำจวิ้นแปดคนมายืนคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาประสานเสียงพร้อมเพรียง "คุณชาย"
หวังหยางมีสีหน้าเย็นชา "ถีบประตู"
บ่าวรับใช้เดินไปที่หน้าประตูจวนใหญ่ ก่อนจะเริ่มกระหน่ำถีบประตูสีแดงชาดอย่างแรง
"ใครน่ะ เลิกเคาะได้แล้ว!"
ประตูใหญ่เปิดออก คนเฝ้าประตูผู้หนึ่งเดินออกมาแล้วตวาดถาม "พวกเจ้าเป็นใคร คิดจะทำสิ่งใด!"
หวังหยางเดินตรงดิ่งเข้าไป โดยไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา







