แสงตะวันสลัวเลือนลาง หญ้าคาขึ้นรกชันสูงถึงข้อเท้า
ท่ามกลางป่าเถื่อน คนหนึ่งวิ่งหนี สี่คนวิ่งไล่ตาม ทำให้แมลงนับไม่ถ้วนแตกตื่นบินว่อน
"ใครก็ได้ช่วยด้วย! มีผี!" เสียงร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวของชายร่างผอมดังก้องไปทั่วผืนป่าที่เคยเงียบสงบ
"นายรอก่อน! พวกเราไม่ใช่ผี!" หวังหยางตะโกนบอกขณะวิ่งไล่ตาม
ชายร่างผอมอาจจะตื่นตั้งนานแล้ว หวังหยางเองก็ไม่รู้ว่าบทสนทนาของพวกเขาถูกชายร่างผอมได้ยินไปมากน้อยแค่ไหน ที่เขาวิ่งตามชายคนนี้ไป ด้านหนึ่งก็เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมา ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ให้กระจ่าง
คนห้าคนสลบไสลอยู่รอบโถวิญญาณ พอฟื้นขึ้นมา สี่คนวิญญาณทะลุมิติมาเข้าร่างคนอื่น มีเพียงคนเดียวที่ยังคงสภาพเดิม ชายร่างผอมอาจจะไม่รู้ว่าเรื่องผีสางพวกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่อย่างน้อยก็น่าจะรู้ต้นสายปลายเหตุบ้าง อย่างเช่นว่าพวกเขาเป็นใคร และทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้
"หยุดนะ!" "พวกแกเป็นใคร?!" เสียงตะคอกหลายสายดังขึ้นพร้อมกัน
ท้องฟ้ามืดลงแล้ว เงาไม้ทอดเอียงเบื้องหน้าปรากฏเงาร่างคนเลือนลางหลายสายโผล่ออกมา
"ช่วย... ช่วยด้ว อ๊าก!"
หวังหยางเห็นชายร่างผอมโบกไม้โบกมือวิ่งตะบึงเข้าไปหา ทว่าคำว่า 'ด้วย' ยังไม่ทันหลุดออกจากปาก ก็ได้ยินเสียงดังฟุ่บ!
ร่างของชายผอมแข็งทื่อ ก่อนจะล้มคะมำคว่ำหน้าลงไป
ฟุ่บ!
เสียงแหวกอากาศแหลมปรี๊ดดังขึ้นอีกครั้ง!
ชายร่างกำยำตวัดแขนดึงเฉียง เอาร่างของชายวัยกลางคนที่วิ่งอยู่ข้างๆ มาบังหน้าตัวเองไว้!
ชายวัยกลางคนยังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องออกมาด้วยซ้ำ ลูกธนูแหลมคมขนาดยาวก็พุ่งทะลุลำคอของเขาไปแล้ว!
ชายร่างกำยำปล่อยมือแล้วหมอบลงกับพื้น หอบหายใจหนักหน่วง ท่อนแขนทั้งสองข้างยังคงสั่นเทา
ชายวัยกลางคนหงายหลังล้มตามลงไป ร่างกระแทกพื้นหญ้าเสียงดังตุบ
เลือดกองใหญ่ไหลทะลักออกจากลำคอและปากของเขา ร่างกายกระตุกเกร็งอย่างต่อเนื่อง
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
หวังหยางรู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขาจะเต้นทะลุอกออกมาให้ได้!
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นความตายด้วยตาตัวเอง
ไม่สิ ไม่ใช่แค่ความตาย แต่เป็นการฆาตกรรมต่างหาก!
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก หวังหยางทำได้เพียงหมอบลงกับพื้น จากนั้นก็เบิกตาโพลงมองชายวัยกลางคนล้มลงข้างกายในระยะห่างไม่ถึงสองเมตร
ชายวัยกลางคนชื่อสวี่โหยว เป็นบรรณาธิการชื่อดังของสำนักพิมพ์ประจำมณฑล แม้ทั้งสองเพิ่งจะรู้จักกันเมื่อตอนเที่ยงของวันนี้ แต่นี่คือ 'คนรู้จัก' เพียงคนเดียวของเขาหลังจากทะลุมิติมายังโลกที่แปลกประหลาดแห่งนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาทิ้งชีวิตไปเร็วขนาดนี้ แถมยังตายอย่างงงๆ อีกต่างหาก
"ไอ้สามคนที่เหลือ ก้มหน้าหลับตาซะ ห้ามขยับเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นข้าจะยิงให้ตายเดี๋ยวนี้!"
น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าเหยียบย่ำยอดหญ้าที่ดังสับสนวุ่นวายและขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ!
อีกฝ่ายมีกันกี่คน?
ต้องมีมากกว่าสามคนแน่ๆ...
หวังหยางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
"เจ้านี่ตายแล้ว!"
"เจ้านี่ก็ตายแล้วเหมือนกัน!"
หลังจากเสียงรายงานสองสายจบลง ก็ได้ยินคนตวาดว่า "ลุกขึ้นมาให้หมด เร็วเข้า!"
หวังหยางเหลือบมองสวี่โหยวที่ร่างครึ่งซีกอาบไปด้วยเลือดแล้วค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น ที่เขาลุกช้าเป็นเพราะขาทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ย ราวกับเรี่ยวแรงทั้งร่างถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
คนเก้าคนฝั่งตรงข้ามปรากฏแก่สายตาของหวังหยาง พวกเขาสวมชุดสีเทาเก่าซอมซ่อ สองคนถือธนูง้างสายเล็งมาทางหวังหยาง ชายร่างกำยำ และคุณชายรูปงาม ห้าคนถือดาบ อีกหนึ่งคนถือหอก สีหน้าระแวดระวัง
คนที่อยู่ตรงกลางสวมเสื้อผ้าสภาพใหม่ที่สุด ที่เอวเหน็บดาบ แต่ไม่ได้ชักออกจากฝัก เฮยฮั่นที่ถือหอกคนนั้นยืนประชิดชายที่อยู่ตรงกลาง ราวกับเป็นองครักษ์
"อย่าฆ่าพวกเราเลย! พวกเราทำอะไรเป็นตั้งหลายอย่างนะ!" น้ำเสียงของคุณชายรูปงามสั่นเทาและร้อนรน นี่มันต่างจากจุดเริ่มต้นของการทะลุมิติในจินตนาการของเขาอย่างสิ้นเชิง
ชายที่อยู่ตรงกลางเอ่ยปากถาม "พวกเจ้ามีกันกี่คน?"
ทั้งสามคนรวมถึงหวังหยางไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา
เพราะไม่มีใครรู้ว่าควรจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี
ชายคนนั้นตวาดลั่นขึ้นมากะทันหัน "รีบตอบมา! ไม่อย่างนั้นก็ตายซะ!"
ร่างของคุณชายรูปงามสะดุ้งโหยง โพล่งออกไปว่า "มีแค่พวกเราสามคน! ไม่มีแล้ว!"
"ลักลอบข้ามแดนมาเมื่อไหร่?"
"ข้ามแดน? พวกเราไม่ได้ข้ามแดนนะ!" ชายร่างกำยำรีบปฏิเสธ
"ไม่ได้ข้ามแดนแล้วทำไมถึงมาลอบเดินป่าอาชวี? ข้าคือหัวหน้าหมู่แห่งป้อมอาชวี เมื่อวานได้รับหนังสือแจ้งจากหลู่หยางว่ามีจารชนแดนเหนือลอบเข้ามา หมายถึงพวกเจ้าใช่หรือไม่?"
ชายร่างกำยำและคุณชายรูปงามไม่รู้ว่า 'หัวหน้าหมู่' คืออะไร เพียงแต่พอจะเดาได้ว่าเป็นตำแหน่งนายทหารอะไรสักอย่าง ถึงอย่างไรการที่อีกฝ่ายไม่ใช่โจรป่าก็ทำให้พวกเขาโล่งอกไปเปลาะใหญ่ ส่วนหวังหยางนั้นรู้ดีว่า 'หัวหน้าหมู่' คือนายทหารระดับล่างในกองทัพ มีหน้าที่คุมทหารเลวสิบนาย
ที่แท้คนพวกนี้ก็คือทหารหลวง พวกเขาไม่ได้สวมชุดเกราะเหมือนทหารเลวในละครโทรทัศน์ เครื่องแต่งกายไม่เพียงแต่จะไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ยังดูซอมซ่ออยู่บ้างด้วยซ้ำ
"ไม่ใช่ๆ! จานชามอะไร? จานชามคืออะไร? พวกเราถูกปรักปรำนะ!" ชายร่างกำยำและคุณชายรูปงามร้องโอดครวญขึ้นมาพร้อมกัน เพียงแค่ฟังจากเสียง พวกเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าคำว่าเป่ยเตี๋ยที่หมายถึงจารชนแดนเหนือที่ว่านั้นคือตัวอักษรใดกันแน่
หวังหยางเชื่อมโยงคำว่า 'ข้ามแดน' เข้ากับการคาดเดาช่วงเวลา 'ยุคกลาง' ก่อนหน้านี้ จึงพอจะเดาความหมายของจารชนแดนเหนือออก เขาเอ่ยขึ้นว่า "ถ้าเป็นการลอบเข้ามา พวกเราคงไม่วิ่งหนี และยิ่งไม่ตะโกนโหวกเหวกโวยวายหรอก"
ทุกคนหันขวับไปมองหวังหยางเป็นตาเดียว คุณชายรูปงามและชายร่างกำยำรีบผสมโรง "ใช่ๆ! เป็นแบบนั้นแหละ!"
เห็นได้ชัดว่าหัวหน้าหมู่คาดไม่ถึงว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้ เขาอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า "พวกเจ้าอาจจะกำลังหนีการจับกุมอยู่ก็ได้!"
หวังหยางย้อนถาม "วิ่งหน้าตั้งขนาดนี้ ด้านหลังต้องมีทหารไล่ตามมาสิ พวกเราหยุดพักกันตั้งนานแล้ว ทหารที่ตามมาอยู่ที่ไหนล่ะ?"
เฮยฮั่นที่ถือหอกมองลึกเข้าไปในดวงตาของหวังหยาง
หัวหน้าหมู่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วถามด้วยน้ำเสียงห้วนกระด้าง "ภูมิลำเนาล่ะ?"
หวังหยางไม่ได้พูดอะไร ถึงแม้เขาจะรู้ขอบเขตคร่าวๆ ของยุคสมัยในตอนนี้ แต่ประการแรก การเปลี่ยนแปลงของชื่อสถานที่ในแต่ละยุคสมัยนั้นแตกต่างกัน หากแต่งเรื่องไม่เนียนก็ง่ายที่จะเผยพิรุธ ประการที่สอง เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน
หากเป็นคนในพื้นที่ ที่อยู่ตามทะเบียนราษฎรก็ต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน หากเป็นคนต่างถิ่น อีกฝ่ายก็มีแนวโน้มสูงที่จะขอเรียกดู 'หนังสือผ่านทาง' จากเขา
เพื่อสลัดความสงสัยให้พ้นตัวโดยเร็วที่สุด ชายร่างกำยำจึงรีบตอบทันควัน "ข้าเป็นคนหลิงหนาน!"
อันที่จริงปฏิกิริยาของชายร่างกำยำถือว่ารวดเร็วมาก ถึงเขาจะไม่รู้ฤดูกาลและภูมิศาสตร์ในตอนนี้ แต่ก็รู้ว่าอากาศไม่ร้อน จึงไม่น่าจะใช่หลิงหนาน อีกอย่างเขาเคยได้ยินมาว่าในสมัยโบราณ หลิงหนานถือเป็นดินแดนทุรกันดารห่างไกล หากเขาบอกว่าเป็นคนหลิงหนาน อีกฝ่ายจะสามารถตรวจสอบได้จริงๆ หรือ? ต่อให้ตรวจสอบได้จริง ก็คงต้องใช้เวลานานแสนนาน ระหว่างนี้เขาสามารถค่อยๆ คิดหาวิธีเอาตัวรอดได้
คุณชายรูปงามอยากจะร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา นึกไม่ถึงเลยว่าแค่โดนถามถึงภูมิลำเนาก็ทำเอาเขาไปไม่เป็นเสียแล้ว เขาถือไพ่บทพระเอกอยู่นะ! ทำไมเปิดฉากมาถึงได้ดูทุลักทุเลขนาดนี้! เมื่อนึกถึงนิยายทะลุมิติเหล่านั้นที่เขาเคยอ่าน ความกล้าหาญก็พวยพุ่งขึ้นมาในใจ เขายืดอกขึ้นทันทีพลางกล่าวว่า "ข้ามาจากแคว้นบริเตนใหญ่โพ้นทะเล!"
หวังหยางมองไปทางคุณชายรูปงาม พลางทอดถอนใจในใจ 'นายนี่ช่างกล้าแต่งเรื่องจริงๆ!'
ทว่าชายร่างกำยำกลับใจกระตุก เมื่อเทียบกับการที่เขาแต่งเรื่องว่าเป็นคนหลิงหนานแล้ว อ้างว่ามาจากต่างแดนดูจะเข้าท่ากว่า ต่างแดนสามารถปั้นน้ำเป็นตัวสร้างตัวตนขึ้นมาได้ตามใจชอบ ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางตรวจสอบได้อยู่แล้ว
หัวหน้าหมู่ขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองหวังหยาง "แล้วเจ้าล่ะ?"
หวังหยางตอบ "คนไร้สำมะโนครัว"
คุณชายรูปงามงุนงงไปหมด ไม่รู้ว่านี่หมายความว่าอย่างไร ชายร่างกำยำคิดในใจว่า หมอนี่คงได้รับแรงบันดาลใจจากคุณชายรูปงามสินะ ถึงบอกว่าตัวเองเป็นซามูไรพเนจรจากประเทศหมู่เกาะ?
แน่นอนว่าคนไร้สำมะโนครัวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับซามูไรพเนจรแห่งฝูซางเลยสักนิด
ในยุคกลาง คำว่าคนไร้สำมะโนครัวเป็นคำเฉพาะที่ใช้เรียกคนที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร
บันทึกสินค้าและอาหารในพงศาวดารราชวงศ์สุยระบุไว้ว่า 'ผู้ที่ไร้ภูมิลำเนา ไม่ยินดีที่จะลงทะเบียนราษฎรกับทางมณฑลหรืออำเภอ จะถูกเรียกว่าคนไร้สำมะโนครัว'
หัวหน้าหมู่แค่นเสียงหัวเราะเยาะ ชี้ไปที่ชายร่างกำยำและคุณชายรูปงาม "ในเมื่อพวกเจ้าคนหนึ่งมาจากหลิงหนาน ส่วนอีกคนมาจากแคว้นบริเตนอะไรสักอย่างโพ้นทะเล งั้นก็เอา 'หนังสือผ่านทาง' ออกมาให้ดูหน่อยสิ"
'หนังสือผ่านทาง' คือเอกสารรับรองการผ่านด่านในยุคกลาง โดยทั่วไปจะออกให้โดยที่ทำการรัฐในภูมิลำเนา คล้ายกับบัตรประชาชนในปัจจุบัน การเดินทางออกนอกบ้านเกิด ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นสูง ชาวบ้าน ขุนนาง หรือราษฎร ล้วนต้องพก 'หนังสือผ่านทาง' ติดตัวไว้เสมอ แม้แต่พ่อค้าชาวต่างชาติก็ไม่มีข้อยกเว้น
ชายร่างกำยำและคุณชายรูปงามมีสีหน้างุนงง ไม่ใช่ว่าพวกเขาสมองช้า แต่พวกเขาไม่รู้จริงๆ ว่า 'หนังสือผ่านทาง' คืออะไร หากหัวหน้าหมู่พูดตรงๆ ว่า 'บัตรประชาชน' พวกเขาก็คงพอจะแต่งเหตุผลว่า 'ทำหาย' ได้ ทว่าตอนนี้พอได้ฟังคำพูดของหัวหน้าหมู่ก็ราวกับไก่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการคิดหาวิธีรับมือเลย
หัวหน้าหมู่แสยะยิ้มเย็นชา "ฟังปุ๊บก็รู้แล้วว่าพวกเจ้ากำลังพูดจาเหลวไหล ไม่เป็นไร พวกเราค่อยๆ ง้างปากกันไปก็ได้" พูดจบก็ปรายตามองหวังหยาง "ส่วนคนไร้สำมะโนครัวไม่ได้อยู่ในความดูแลของข้า ไปที่ห้วยหลิงซะ ถ้าโชคดีอาจจะได้กินโจ๊กถั่ว"
หวังหยางไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่ที่เรียกว่าห้วยหลิงมาก่อน แต่เขาก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารในตอนนี้
เมื่อเห็นดังนั้น ชายร่างกำยำจึงรีบพูดขึ้นมาทันที "ข้าก็เป็นคนไร้สำมะโนครัวเหมือนกัน!"
คุณชายรูปงามก็พูดตามว่า "ข้าก็ด้วย! พวกเราเป็นกันหมดนี่แหละ!"
หัวหน้าหมู่ด่ากราด "พวกเจ้าสองคนหุบปากไปเลย! ปลิ้นปล้อนหลอกลวง ถ้าไม่ใช่จารชนแดนเหนือ ก็ต้องเป็นทาสหลบหนี! หรือไม่ก็เป็นพวกโจรป่าที่เร่ร่อนมาจากไหนสักแห่ง! ยังจะมาไร้สำมะโนครัว ไร้สำมะโนครัวเตี่ยแกสิ! อู่จื่อ เอาตัวไอ้คนไร้สำมะโนครัวตัวจริงนั่นไปส่งก่อน!"
ชายร่างกำยำร้อนรน โพล่งออกไปว่า "มันเป็นตัวปลอม!"
ใจของหวังหยางหล่นวูบ
หัวหน้าหมู่พูดอย่างรำคาญใจ "เจ้าผายลมอะไรออกมา!"
"ถ้าบอกว่าข้าไม่ใช่ตัวจริง เจ้านั่นก็ไม่ใช่ตัวจริงเหมือนกัน! พวกเรามาด้วยกัน!" ชายร่างกำยำตะโกนเสียงดัง จากนั้นก็หันไปมองคุณชายรูปงามอย่างร้อนรน
คุณชายรูปงามชะงักไปหนึ่งวินาที ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ "มาด้วยกัน! พวกเราอยู่ด้วยกันมาตลอด!" น้ำเสียงหนักแน่น
หวังหยางหันไปมองคุณชายรูปงาม ฝ่ายนั้นเบือนหน้าหนี ไม่กล้าสบตาด้วย
หวังหยางพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ปรับอารมณ์ให้สงบลง แล้วเอ่ยขึ้นว่า "ข้าไม่ได้มากับพวกเขา"
"ก็มาด้วยกันนั่นแหละ!" "มาด้วยกันจริงๆ!" ชายร่างกำยำและคุณชายรูปงามส่งเสียงเอะอะขึ้นพร้อมกัน ในวินาทีนี้ หวังหยางรู้สึกว่าตัวเองเหมือนปูตัวหนึ่งที่อุตส่าห์ตะเกียกตะกายปีนจนเกือบจะพ้นปากตะกร้าอยู่แล้ว แต่กลับถูกเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์อีกสองตัวดึงรั้งกลับลงไป
"แม่งเอ๊ย วุ่นวายชะมัด!" หัวหน้าหมู่บีบนวดขมับ สีหน้าหงุดหงิดงุ่นง่าน
ทหารเลวที่ชื่ออู่จื่อเดินเข้าไปหาหัวหน้าหมู่ แล้วกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างสองสามประโยค สายตาของหัวหน้าหมู่กวาดมองหวังหยางและพวกทั้งสามคนทีละคน รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"ในเมื่อตกลงกันไม่ได้ งั้นก็รั้งอยู่ด้วยกันให้หมดนี่แหละ ตกมาอยู่ในมือข้าแล้ว ชีวิตพวกเจ้าไม่สุขสบายแน่ แต่รูปร่างหน้าตาของพวกเจ้าสามคนก็ไม่เลวเลยทีเดียว โดยเฉพาะเจ้านี่" หัวหน้าหมู่มองสำรวจคุณชายรูปงามตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางเดาะลิ้น "รูปงามราวกับอิสตรีเลยเชียว!" พูดจบก็หันไปมองหวังหยางแล้วยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย "เจ้านี่ก็ใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย!"
"พวกเจ้าจะทำอะไรน่ะ!" คุณชายรูปงามเกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
หัวหน้าหมู่ยิ้มชั่วร้าย "ทำอะไรน่ะเหรอ? เดี๋ยวก็รู้เองแหละว่าจะ 'ทำ' อะไร! หัวหน้ากองของพวกเราชอบรสนิยมแบบนี้พอดี พวกเจ้ามีบุญแล้วล่ะ!"
บ้าเอ๊ย!
สมองของหวังหยางดังวิ้ง รู้สึกชาวาบไปทั้งหนังศีรษะ
ในยุคกลาง รสนิยมชายรักชายนั้นเฟื่องฟูมาก แม้แต่กษัตริย์แคว้นซีเยียนอย่างมู่หรงชงในยุคสิบหกแคว้นห้าชนเผ่ายังเคยถูกจับไปเป็นชายบำเรอเลย! ทำไมเขาถึงลืมเรื่องนี้ไปได้นะ!
เหล่าทหารเมื่อได้ยินคำพูดของหัวหน้าหมู่ก็พากันหัวเราะครืน ส่วนหวังหยางและพวกทั้งสามคนนั้นหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดไปแล้ว
หัวหน้าหมู่โบกมือ "จับพวกมันไว้ให้หมด! สองคนที่รูปงามที่สุดส่งไปให้หัวหน้ากอง ส่วนไอ้คนล่ำๆ นั่นเก็บไว้ให้เสมียน!"







