2. บทที่ 2 การปล้นชั้นสูง สามารถใช้วิธีถ่ายทอดความรู้ได้!
โรงเรียนมัธยมปลายการรถไฟที่หนึ่งเมืองดารา ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์แผนกมัธยมปลาย
หลานเจี๋ยนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน เขามองดูเด็กหนุ่มร่างผอมบางตรงหน้า ในหัวยังคงนึกถึงเหตุการณ์ในร้านอินเทอร์เน็ตเมื่อครู่นี้
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีความน่าเกรงขามใดๆ ต่อเจ้าเด็กที่ชื่อเฉียวอวี้คนนี้เลย
ต่อให้เขาจะรู้จากปากหม่าอวี่เฟยแล้วว่าหมอนี่เป็นแค่นักเรียนชั้นมัธยมต้นปีที่สามของแผนกมัธยมต้นในโรงเรียน แต่อีกฝ่ายก็ไม่สนใจเขาเลยสักนิด แถมเกือบจะมีเรื่องมีราวกันด้วยซ้ำ!
สุดท้ายหลานเจี๋ยก็ต้องงัดไพ่ตายออกมาใช้
ถ้าเฉียวอวี้ยังไม่ยอมทำตัวดีๆ เขาจะโทรศัพท์ไปร้องเรียนกับสำนักงานวัฒนธรรมทันทีว่าร้านอินเทอร์เน็ตปล่อยให้ผู้เยาว์เข้ามาใช้บริการ จากนั้นจะเอารูปของเด็กคนนี้ไปเตือนร้านอินเทอร์เน็ตแถวนี้ทุกร้านว่าห้ามรับหมอนี่เข้าไปใช้บริการเด็ดขาด ถึงทำให้เด็กที่ดูผอมแห้งคนนี้ยอมจำนนในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเลือกที่จะยังไม่โทรไปร้องเรียนร้านอินเทอร์เน็ตแห่งนั้นชั่วคราว เพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปป้ายชื่อร้านไว้ก่อนจะพานักเรียนทั้งสามคนเดินออกมา ร้านอินเทอร์เน็ตซอยดอกหอมหมื่นลี้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็นึกขึ้นมาได้โดยสัญชาตญาณถึงตอนที่เขาจับตัวเด็กคนนี้เตรียมจะลากออกมา เด็กคนนี้ยังไม่ลืมที่จะคว้าของสารพัดอย่างที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะติดมือมาด้วย
จากนั้นเขาก็เหลือบมองกระเป๋าที่เด็กหนุ่มเอาของยัดใส่ลงไปโดยอัตโนมัติ ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กนี่ไม่กลัวครูเลยจริงๆ!
……
หลังจากเงียบไปนาน ปล่อยให้นักเรียนทั้งสามคนรู้สึกกดดันจนพอใจแล้ว ในที่สุดหลานเจี๋ยก็ละสายตาจากใบหน้าซูบซีดนั้น เขามองไปทางหม่าอวี่เฟยกับหลูเจียด้วยสายตาเรียบเฉยพลางพูดว่า "พูดมา เกิดอะไรขึ้น"
นักเรียนหัวกะทิชั้นมัธยมปลายปีที่หนึ่งสองคนหันมามองหน้ากัน ก่อนที่หม่าอวี่เฟยซึ่งดูมีชีวิตชีวามากกว่าจะพึมพำออกมาว่า "เอ่อ คือว่าเมื่อสองสัปดาห์ก่อน หลังจากเลิกคาบเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก อาจารย์ให้โจทย์พวกผมมาข้อหนึ่ง ผมกับหลูเจียคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ก็เลยกะว่าพอเลิกเรียนคาบค่ำแล้วจะแอบหนีไปร้านอินเทอร์เน็ตเพื่อดูว่าจะหาคำตอบในเน็ตได้ไหม แต่สรุปว่าในเน็ตก็หาไม่เจอครับ
แล้วตอนนั้นเครื่องที่พวกผมเปิดก็อยู่ข้างๆ พี่เฉียว เอ่อ ไม่ใช่ เฉียวอวี้พอดี เขาก็เลยอธิบายให้พวกผมฟังแบบผ่านๆ แล้วโจทย์ข้อนั้นก็แก้ได้เลยครับ หลังจากนั้นพวกผมก็เลยคิดว่าถ้าเจอโจทย์ข้อไหนที่ทำไม่ได้ก็จะมาร้านอินเทอร์เน็ตเพื่อขอคำชี้แนะจากเขาครับ"
เห็นได้ชัดว่าเวลาอยู่ลับหลังพวกเขาเรียกพี่เฉียว พี่เฉียว ได้อย่างไม่มีความกดดันทางจิตใจใดๆ แต่พออยู่ต่อหน้าครู เด็กสองคนนี้ยังต้องรักษาหน้าตา จึงเรียกพี่เฉียวไม่ออกและเปลี่ยนมาเรียกชื่อตรงๆ แทน
หลานเจี๋ยหันไปมองเฉียวอวี้อีกครั้ง
เมื่อเทียบกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีที่สาม หมอนี่ดูจะผอมบางกว่ามาก บางทีอาจเป็นเพราะไม่ค่อยโดนแดดใบหน้าจึงดูซีดเซียว สีหน้าของเขาราบเรียบแถมยังแฝงแววเย่อหยิ่งอยู่นิดๆ เห็นได้ชัดว่าไม่สนใจคำอธิบายของทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย
"เธอเองก็พูดมาสิ ว่าอยู่ชั้นมัธยมต้นปีที่สามห้องไหน ใครเป็นครูประจำชั้น? ไม่ตั้งใจเตรียมตัวเรียนคาบค่ำแต่กลับวิ่งไปเล่นเกมที่ร้านอินเทอร์เน็ต ครูของพวกเธอรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?"
"ห้อง 13 ครูประจำชั้นคืออาจารย์หยวน ผมไม่ต้องเรียนคาบค่ำครับ" เฉียวอวี้รู้ตัวว่าหลบไม่พ้นแล้ว จึงพูดออกไปตรงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะผู้ชายตรงหน้าขู่ว่าจะทำให้ร้านอินเทอร์เน็ตแถวนี้ทั้งหมดไม่ให้เขาเข้าไปใช้บริการ เฉียวอวี้ก็คงไม่มายืนอยู่ตรงนี้อย่างว่าง่ายหรอก
แต่ก็ช่วยไม่ได้ เขารู้ดีว่าในเมื่อชื่อถูกเปิดเผยไปแล้ว ต่อให้เขาหนีไป ครูที่โรงเรียนก็ต้องตามตัวเขาจนเจออยู่ดี น่ารำคาญชะมัด รู้อย่างนี้เขาไม่น่าไปโลภอยากได้ค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ จากพวกเด็กนักเรียนประจำชั้นมัธยมปลายเลย
"หา? ห้อง 13?" หลานเจี๋ยชะงักไป
ถึงแม้เขาจะเป็นครูแผนกมัธยมปลาย แต่แผนกมัธยมต้นกับแผนกมัธยมปลายของโรงเรียนก็มีแค่สนามกีฬากั้นกลางเท่านั้น สถานการณ์ต่างๆ เขาก็พอจะรู้ดีอยู่
ปีนี้นักเรียนชั้นมัธยมต้นปีที่สามของโรงเรียนมัธยมปลายการรถไฟมีสิบสามห้อง
สามห้องแรกแบ่งเป็นห้องเด็กกิฟต์หนึ่งห้อง และห้องเด็กเก่งสองห้อง ห้องละสี่สิบคน
ห้อง 4 ถึงห้อง 12 เป็นห้องเรียนทั่วไป ส่วนห้อง 13 ซึ่งเป็นห้องสุดท้ายคือศูนย์รวมของพวกนักเรียนรั้งท้าย
แม้ว่าการแบ่งห้องในลักษณะนี้จะเป็นข้อห้ามอย่างชัดเจน แต่ภายใต้ความกดดันในการสอบเข้ามัธยมปลายที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนมัธยมต้นทุกแห่งก็ล้วนแต่ต้องแบ่งกลุ่มนักเรียนทั้งนั้น
นอกจากนี้ เดิมทีแผนกมัธยมต้นจะไม่มีการเรียนคาบค่ำ แต่เนื่องจากความกดดันด้านการเรียนมีสูงมาก จึงมีนโยบายให้นักเรียนที่สอบได้ 120 อันดับแรกของระดับชั้นสามารถสมัครใจมาเรียนคาบค่ำได้ ถ้านักเรียนห้องเรียนทั่วไปอยากเรียนคาบค่ำ ก็ต้องยื่นคำร้องต่อครูประจำชั้น เมื่อครูประจำชั้นเห็นชอบก็สามารถมาเรียนได้เช่นกัน
ถึงจะบอกว่าต้องยื่นคำร้อง แต่เนื่องจากการเรียนคาบค่ำนั้นเรียนฟรีสำหรับผู้ปกครองนักเรียน และสำหรับครูผู้สอน การดูแลนักเรียนคนเดียวก็เหมือนดูแลนักเรียนทั้งห้อง ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วตั้งแต่ห้อง 1 ถึงห้อง 12 ทุกคนก็ล้วนแต่ต้องเรียนคาบค่ำกันทั้งนั้น
มีเพียงห้อง 13 เท่านั้นที่จัดว่าเป็นห้องเรียนที่ถูกปล่อยเกาะ ไม่ต้องเรียนคาบค่ำ เพราะยังไงเด็กห้องนี้ก็ไม่มีทางสอบเข้ามัธยมปลายได้อยู่แล้ว
ในเมื่อการสอบเข้ามัธยมปลายวิชาชีววิทยาและภูมิศาสตร์ตอนมัธยมต้นปีที่สองก็ยังสอบตก เด็กเรียนอ่อนที่ทำคะแนนวิชาที่มีคะแนนเต็มสี่สิบได้แค่สามสิบหรือห้าสิบหรืออาจจะต่ำกว่านั้น ในสถานการณ์ที่ข้อสอบเข้ามัธยมปลายยากขึ้นอย่างกับอะไรดีแบบนี้ ก็แทบจะเรียกได้ว่าหมดสิทธิ์เข้าโรงเรียนมัธยมปลายสายสามัญไปโดยปริยาย
คะแนนเต็มของการสอบเข้ามัธยมปลายในเมืองดาราคือเจ็ดร้อยคะแนน ตามสถิติปีก่อนๆ อย่างน้อยต้องได้ 610 คะแนนขึ้นไปถึงจะมีที่เรียนในโรงเรียนมัธยมปลายสายสามัญ และคะแนนสอบวัดระดับวิชาชีววิทยากับภูมิศาสตร์ก็ปาเข้าไปแปดสิบคะแนนแล้ว...
แต่สิ่งที่ทำให้หลานเจี๋ยคิดไม่ตกก็คือ เด็กมัธยมต้นปีที่สามที่ทั้งเล่นเกมไปด้วย แถมยังสามารถแก้โจทย์ที่ทำเอาผู้เข้าแข่งขันระดับการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระดับโลกถึงกับไปไม่เป็นได้อย่างง่ายดาย ทำไมถึงไปหมกตัวอยู่ห้อง 13 ได้ล่ะ?
เด็กคนนี้มันโคตรจะท้าทายสวรรค์เลย!
อะไรเนี่ย? หรือว่ายุคนี้เขาฮิตไปเรียนสายอาชีพก่อนแล้วค่อยกลับมาพลิกสถานการณ์กันนะ?
"ใช่ครับ ห้อง 13 เพราะงั้นก็เลยไม่ต้องเรียนคาบค่ำ อาจารย์หลาน ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ คราวหน้าผมจะไม่ช่วยสองคนนั้นตอบคำถามอีกแล้ว" เมื่อเห็นคนชอบแส่เรื่องชาวบ้านตรงหน้ากำลังเหม่อลอย เฉียวอวี้พูดทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งแล้วก็เตรียมชิ่ง
"หยุดอยู่ตรงนั้น!" หลานเจี๋ยพูดเสียงเข้ม จากนั้นก็ถลึงตาใส่อีกสองคนที่กำลังกระสับกระส่ายพลางพูดว่า "พวกเธอกลับไปเตรียมตัวเรียนคาบค่ำที่ห้องไป"
"สวัสดีครับอาจารย์หลาน" ทั้งสองคนรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เพิ่งจะหันหลังเตรียมเผ่นแน่บ ก็ถูกหลานเจี๋ยเรียกเอาไว้เสียก่อน "เดี๋ยวก่อน"
ทั้งสองคนชะงักเท้า มองหลานเจี๋ยด้วยท่าทางหวาดๆ
"ฉันเห็นพวกเธอตอนเย็นกินแค่ซาลาเปาสองลูก เอาค่าขนมไปเติมเน็ตให้คนอื่นหมดแล้วใช่ไหม?" หลานเจี๋ยถามขึ้น
เมื่อเห็นใบหน้าหงอยๆ ของเด็กวัยรุ่นทั้งสองคน หลานเจี๋ยก็ถอนหายใจอยู่ในใจพลางพูดว่า "เอาล่ะ ฉันจะให้พวกเธอยืมคนละ 100 หยวนก่อน พวกเธอเอาไปเติมบัตรอาหารหรือเอาไว้เป็นค่าขนมซะ ตอนเย็นก็อย่าลืมหาอะไรกินด้วย อย่าให้เสียสุขภาพตอนกำลังโต แล้ววันหลังก็อย่าทำแบบนี้อีก"
พูดจบ หลานเจี๋ยก็เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานชั้นในสุด หยิบธนบัตรสีแดงสองใบยื่นให้
โรงเรียนไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือมา นักเรียนก็เลยใช้โทรศัพท์มือถือจ่ายเงินไม่ได้ ดังนั้นในลิ้นชักโต๊ะทำงานของหลานเจี๋ยจึงมักจะมีเงินสดสำรองไว้เสมอ
"ขอบคุณครับอาจารย์หลาน"
"ไปเถอะ"
……
เขามองส่งทั้งสองคนเดินจากไป แล้วหันกลับมามองเฉียวอวี้ที่ยืนนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา หลานเจี๋ยถอนหายใจในใจ จากนั้นก็ค้นสมุดเล่มเล็กสีเหลืองออกมาจากลิ้นชักโต๊ะ นี่คือสมุดโทรศัพท์ภายในที่โรงเรียนพิมพ์แจก ด้านในบันทึกเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของทุกแผนกในโรงเรียนและเบอร์โทรศัพท์สายสั้นของครูทุกคนเอาไว้
ครูที่เข้ามาทำงานในโรงเรียนมัธยมปลายการรถไฟจะได้รับแจกซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือหนึ่งซิม หลังจากบันทึกเข้าสู่ระบบแล้ว หมายเลขโทรศัพท์มือถือภายในระบบเพียงแค่กดเลขสี่ตัวท้ายก็สามารถโทรหากันได้ฟรี ซิมการ์ดนี้บังคับใช้ เพราะอาชีพครูค่อนข้างพิเศษ เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินจะต้องตามตัวได้ทุกเมื่อ
ไม่นานหลานเจี๋ยก็หาเบอร์โทรศัพท์ของอาจารย์หยวนจากแผนกมัธยมต้นเจอ ครูสอนภาษาจีนหยวนหยวน เขายังพอจำเธอได้นิดหน่อย ว่าเคยเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งอ่านทำนองเสนาะ ความสามารถในการจัดการน่าจะใช้ได้ แต่ทักษะการสอนคงต้องพิจารณากันอีกที
พูดง่ายๆ ก็คือ ครูประจำชั้นของห้องบ๊วย ส่วนใหญ่จะเป็นครูประเภทที่มีความสามารถเฉพาะตัว แต่ก็มีจุดบกพร่องชัดเจน
"ฮัลโหล อาจารย์หยวน ผมหลานเจี๋ยจากกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์แผนกมัธยมปลายนะครับ"
ในฐานะหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์แผนกมัธยมปลายของโรงเรียน หลานเจี๋ยถือว่ามีชื่อเสียงในโรงเรียนอยู่พอสมควร ปลายสายจึงตอบกลับมาอย่างกระตือรือร้นในทันที
"อ๋อ อาจารย์หลาน สวัสดีค่ะ มีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ?"
"คืออย่างนี้นะครับ วันนี้ผมจับเด็กนักเรียนคนหนึ่งชื่อเฉียวอวี้กำลังเล่นอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ร้านอินเทอร์เน็ตซอยดอกหอมหมื่นลี้ เขาบอกว่าเป็นนักเรียนห้องคุณ ผมก็เลยพาเขามาที่ห้องพักครูของผมก่อน ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณสะดวกแวะมาหน่อยไหมครับ ผมอยากจะทราบเรื่องราวของนักเรียนคนนี้สักหน่อย"
"หา? เฉียวอวี้เหรอคะ? แม่เขาส่งวีแชตมาบอกว่าเขาป่วย ลาหยุดไปตั้งสองวันติดแล้วนี่คะ? เขาไปเล่นอินเทอร์เน็ตที่ร้านจนโดนคุณจับได้เหรอเนี่ย? รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันรีบไปค่ะ"
วางสายแล้ว หลานเจี๋ยมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ทำหน้าเหมือนไม่แคร์โลก เขาก็ถึงกับพูดไม่ออกไปเลย
ข้อมูลเพียบเลยแฮะ สภาพครอบครัวหมอนี่เป็นแบบไหนกันเนี่ย?
แม่ช่วยลูกชายลาป่วยเพื่อโดดเรียนไปเล่นเกมที่ร้านอินเทอร์เน็ตเนี่ยนะ?
ที่แท้หมอนี่ไม่ได้เพิ่งมาร้านอินเทอร์เน็ตหลังเลิกเรียน แต่ขลุกอยู่ในร้านอินเทอร์เน็ตมาทั้งวันแล้วสินะ?
มิน่าล่ะถึงต้องมาหลอกให้นักเรียนมัธยมปลายเติมค่าเน็ตให้ ค่าใช้จ่ายแต่ละวันคงจะไม่ใช่น้อยๆ เลยสิ!







