จ้าวฟู่อวิ๋นขบคิดเรื่องเหล่านี้ ทว่าก็ตระหนักดีว่า ตราบใดที่จิตใจกระจ่างแจ้งไม่ขุ่นมัว ไม่ถลำลึกสู่วังวนความวุ่นวาย ก็ย่อมไม่ง่ายที่จะถูกผู้อื่นชักใย
หากถามว่าผู้อื่นได้วางแผนการไว้หรือไม่ เขาคิดว่ามี ทว่าหากผู้อื่นวางแผน แล้วตนต้องเดินตามหมากที่ผู้อื่นวางไว้ เช่นนั้นหากต้องตายก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเอ่ยถึงแล้ว
สิ่งที่มั่นใจได้ก็คือ ภายในภูเขาจะต้องมีคนมาอย่างแน่นอน อีกทั้งหลังจากที่คนผู้นั้นมาถึง ย่อมต้องสามารถกำหนดสถานการณ์ได้ และนับแต่นั้นก็จะก้าวเท้าเข้ามายังเมืองกว่างหยวนแห่งนี้ ส่วนเรื่องที่ว่าภายในภูเขาต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่ เขาก็ไม่แน่ใจเช่นกัน
สิ่งเดียวที่เขากังวลในยามนี้ก็คือ ก่อนที่คนในภูเขาจะมาถึง ตัวเขาและบรรดาศิษย์น้องอารามล่างที่รั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จะพบเจอกับเหตุไม่คาดฝันอันใด จนต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยเฉกเช่นศิษย์พี่โจวฉุน แล้วกลายเป็นฟืนไฟที่เติมเชื้อเพลิงให้ภูเขาระเบิดโทสะรุนแรงยิ่งขึ้นหรือไม่
เขาคิดว่าหากมีคนคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ก็ย่อมสามารถทำได้
ส่วนเรื่องที่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อันใดขึ้น จนทำให้คนในเมืองกว่างหยวนตัดสินใจลงมือกับพวกตนนั้น เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก
เพียงแต่รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้นี้อยู่
แล้วหากจากไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ล่ะ? พาบรรดาศิษย์น้องอารามล่างเหล่านี้จากไปในคืนนี้เลย?
ทว่ายังไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น กลับพาบรรดาศิษย์น้องจากไปเสียแล้ว เช่นนั้นถึงเวลาจะไม่กลายเป็นเรื่องตลกให้ผู้คนหัวเราะเยาะไปชั่วชีวิตหรอกหรือ
แต่หลังจากที่จากไปแล้วล่ะ? จะกลับภูเขาเทียนตูหรือวนเวียนอยู่ในเมืองกว่างหยวนแห่งนี้ต่อไป?
จะเป็นเพราะการหายไปจากสายตาผู้คนมากมาย กลับกลายเป็นการร่วงหล่นสู่อันตรายในเงามืดอีกรูปแบบหนึ่งหรือไม่ ถึงเวลาที่พวกตนถูกลอบสังหาร ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกผู้ใดฆ่า
หากถึงขั้นนั้นจริง การหนีออกจากเมืองนี้ ก็มีอันตรายที่จะต้องตายอยู่กลางป่าเขาเช่นกัน เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีขุมกำลังอื่นสอดมือเข้ามาแทรกแซง ฉวยโอกาสทำให้ความขัดแย้งระหว่างภูเขาเทียนตูและเมืองกว่างหยวนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
“มีผู้ใดเป็นค่ายกลบ้าง?”
จ้าวฟู่อวิ๋นตัดสินใจไม่จากไปแล้ว จะอยู่ที่นี่ ทว่าต้องพาทุกคนวางค่ายกล
หลังจากที่เขาเอ่ยถาม ทุกคนต่างก็ลุกขึ้นยืน ผู้ที่สามารถมาเยือนที่แห่งนี้ได้ ล้วนพอจะมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง
“พวกเราล้วนเป็นเพียงเรือลำน้อยท่ามกลางเกลียวคลื่นลูกใหญ่ ไม่อาจต้านทานสายลมและเกลียวคลื่นได้ ทำได้เพียงพยายามไม่ให้จมลงท่ามกลางพายุฝนก็เท่านั้น”
คงเป็นเพราะคำพูดอันหนักแน่นของจ้าวฟู่อวิ๋น ทำให้ภายในใจของทุกคนตึงเครียดขึ้นมา กลายเป็นเคร่งขรึมและระมัดระวัง
……
ในที่สุดซุนเข่อรุ่ยก็สืบจนกระจ่าง ภายในใจของนางตื่นเต้นยินดีเป็นล้นพ้น นางราวกับมองเห็นประกายดาบเงากระบี่ ราวกับมองเห็นเกลียวคลื่นโหมกระหน่ำที่กำลังจะมาถึง
หลังจากที่นางตักเตือนซุนเฉิงเจ๋อว่าห้ามออกไปด้านนอกตามอำเภอใจ นางก็กลับไปยังห้องของตน นำหนังสือปกดำเล่มนั้นออกมา
หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า 'ตำราวาจาลับยันต์หยิน' เป็นสมุดเล่มรองของของวิเศษชิ้นหนึ่ง
นางนำมันออกมา เขียนลงบนหน้ากระดาษที่มีชื่อของตนเองด้วยความตื่นเต้นว่า "ภูเขาเทียนตูปรารถนาจะครอบครองกว่างหยวน มณฑลพิธีต่างๆ ในกว่างหยวนสังหารโจวฉุนศิษย์ภูเขาเทียนตูเพื่อเป็นการตักเตือน ภายในเมืองกว่างหยวน มีศึกษาธิการจ้าวฟู่อวิ๋นขับไล่ผู้สืบทอดวิถี นำบรรดาศิษย์ภูเขาเทียนตูที่เหลือปิดประตูคุ้มกันอารามผู้สืบทอดวิถีอย่างแน่นหนาไม่ยอมออกไป"
เนื้อหาที่นางเขียนลงไปราวกับส่องแสงลึกลับ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเลือนหายไป
ต่อมาบนกระดาษหน้านั้นของนางก็ปรากฏตัวอักษรลึกลับเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง
"ขับไล่จ้าวฟู่อวิ๋นออกจากเมืองกว่างหยวน"
หลังจากประโยคนี้ปรากฏขึ้น ขณะที่แสงกำลังริบหรี่ลง ซุนเข่อรุ่ยก็ตอบกลับไปคำหนึ่ง "ได้"
นางมิได้ไต่ถามให้มากความ เพราะนางรู้ดีว่า ตราบใดที่จ้าวฟู่อวิ๋นผู้นี้พาคนออกจากเมืองกว่างหยวน ก็จะต้องถูก 'นายท่าน' สังหารอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นความขัดแย้งระหว่างภูเขาเทียนตูและเมืองกว่างหยวนย่อมไม่อาจประนีประนอมได้อีก
จะต้องเกิดศึกใหญ่เป็นแน่ ทว่าในยามนี้ สถานการณ์ยังคงมีโอกาสคลี่คลายลงได้
นางเก็บหนังสือไว้เป็นอย่างดี นั่งอยู่ตรงนั้น ขบคิดเงียบๆ ว่าควรจะทำเช่นไร
……
ภายในที่ว่าการเมือง เจ้าเมืองที่มักจะดูเหมือนคนง่วงนอนอยู่เสมอนั้น นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน ยังคงหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง คล้ายกับพยัคฆ์ที่กำลังหลับใหล
และเบื้องหน้าของเขาก็มีหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ นั่งอยู่ ในขณะเดียวกันก็มีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน
หนึ่งในนั้นคือเหมิงเยี่ยนหู่แห่งแม่น้ำเฝินที่สังหารโจวฉุน ในยามนี้เขามีสีหน้าเย็นชา
“บอกแล้วว่าอย่าใจร้อน อย่าใจร้อน เหตุใดเจ้าถึงได้รีบร้อนปานนี้” เสมียนเปาเหวินหงกล่าว
“นี่ก็ห้ามใจร้อน นั่นก็ห้ามใจร้อน เป็นเพราะพวกเราไม่ใจร้อน อารามผู้สืบทอดวิถีแห่งนั้นจึงถูกสร้างขึ้นมาได้ ตั้งแต่แรกก็ไม่ควรปล่อยให้พวกเขาสร้างอารามผู้สืบทอดวิถีขึ้นมา พวกเราถอยหนึ่งก้าว พวกเขาก็รุกคืบหนึ่งก้าว ที่ข้าฆ่าคน ก็เพื่อพวกเราทุกคนมิใช่หรือ หลายปีมานี้ ตระกูลโจวจ้องมองจวนลับที่นี่ของพวกเราตาเป็นมัน พวกท่านเองก็มิใช่ว่าไม่รู้” เหมิงเยี่ยนหู่เอ่ยเสียงดัง
“เพราะรู้อย่างไรล่ะ จึงไม่สามารถมอบข้ออ้างให้แก่พวกเขาได้” เสมียนเปาเหวินหงกล่าวอย่างจริงจัง
“ท่านไม่มอบข้ออ้างให้พวกเขา พวกเขาก็สร้างอารามผู้สืบทอดวิถีขึ้นมา ดึงภูเขาเทียนตูเข้ามา ถึงเวลานั้นเมืองกว่างหยวนก็ยากที่จะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พวกเราไม่กี่ตระกูลนี้ช้าเร็วก็ต้องล่มสลาย” เหมิงเยี่ยนหู่ไม่ยอมให้ผู้ใดโยนความผิดมาให้ตนอย่างแน่นอน
“หึหึ จะล่มสลายหรือไม่ข้าไม่รู้ แต่การที่เจ้าไปยั่วยุศัตรูตัวฉกาจอย่างภูเขาเทียนตูในยามนี้ ช่างโง่เขลาสิ้นดี” เสมียนด่าทอเสียงดัง ส่วนคนอื่นๆ ล้วนเงียบงัน
“เปาเหวินหง ข้าเคารพท่านในฐานะผู้อาวุโส จึงไม่ขอโต้เถียงสิ่งเหล่านั้นกับท่าน ส่วนคนอื่นๆ พวกท่านก็พูดอะไรบ้างสิ อย่าให้คนของภูเขาเทียนตูยังไม่ทันมา พวกเราก็หวาดกลัวจนหัวหดไปเสียก่อน พวกท่านกลัวคนของภูเขาเทียนตู แต่ข้าไม่กลัว” เหมิงเยี่ยนหู่พูดเสียงดัง
“เอ่อ ให้ใต้เท้าเจ้าเมืองเป็นคนพูดเถิด” ผู้ที่เอ่ยปากคือผู้ช่วยเจ้าเมือง
“ใช่แล้ว ท่านลุงหลานพูดเถิด” นี่คือหัวหน้ามือปราบของที่ว่าการเมือง ท่านลุงหลานที่เขาเอ่ยถึงก็คือเจ้าเมืองหลานเหวินไท่นั่นเอง
เจ้าเมืองที่ดูเหมือนกำลังงีบหลับอยู่เพิ่งจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น จากนั้นก็ยืดตัวนั่งหลังตรง แล้วกล่าวว่า “จะให้ข้าพูดอันใด พูดไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด ทุกสิ่งย่อมต้องขึ้นอยู่กับว่าท่านอ๋องจะกล่าวเช่นไร”
“ใต้เท้า ท่านคิดว่า ท่านอ๋องผู้นี้จะส่งตัวพวกเราออกไปหรือไม่” มีคนเอ่ยถาม
“เรื่องนี้ก็ต้องดูว่าแท้จริงแล้วภูเขาเทียนตูต้องการสิ่งใด” ภายในแววตาของเจ้าเมืองหลานเหวินไท่กลับมีความรู้สึกอันลุ่มลึกเฉียบแหลมแฝงอยู่
“ใต้เท้าทราบหรือว่าภูเขาเทียนตูต้องการจะทำสิ่งใด” เหมิงเยี่ยนหู่เอ่ยถาม
“หากข้ารู้ ก็คงห้ามมิให้เจ้าฆ่าคนไปแล้ว” เจ้าเมืองหลานเหวินไท่กล่าว “เป็นเพราะไม่รู้นี่แหละ ดังนั้นการที่เจ้าฆ่าคน ก็ถือเสียว่าเป็นการหยั่งเชิงดูสักครั้งเถิด คาดว่าทางฝั่งท่านอ๋องเองก็คงอยากจะรู้เช่นกัน”
เมื่อยี่สิบปีก่อนเมืองกว่างหยวนเคยเป็นเมืองชายแดน จนกระทั่งแถบหนานหลิงยอมสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ต้าโจว เมืองกว่างหยวนจึงไม่นับว่าเป็นเมืองชายแดนอีกต่อไป ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้จะบอกว่าเมืองหนานหลิงยอมสวามิภักดิ์แล้ว แต่ทว่า มือของราชวงศ์ต้าโจวก็ไม่เคยเอื้อมเข้าไปถึงเลย
และบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองกว่างหยวน ก็คือตระกูลหลานของอ๋องเจิ้นหนานที่ประจำการคุ้มครองที่แห่งนี้มาทุกยุคทุกสมัย
แซ่หลานของหลานเหวินไท่ ก็คือแซ่เดียวกันกับตระกูลหลานของอ๋องเจิ้นหนาน
“รอเถิด!” คำพูดของหลานเหวินไท่ เห็นได้ชัดว่าเป็นการกำหนดทิศทางสำหรับเรื่องราวในวันนี้แล้ว
ผู้คนแยกย้ายกันไป
……
อ๋องเจิ้นหนานมีจวนอยู่ในเมืองกว่างหยวน แต่อ๋องเจิ้นหนานกลับไม่เคยพักอาศัยอยู่ที่นั่น เขาพักอาศัยอยู่ภายในด่านเจิ้นหนาน นี่คือกฎระเบียบที่สืบทอดกันมาของจวนอ๋องเจิ้นหนาน
ภายในด่านเจิ้นหนานแห่งนี้ มีกองทัพเพลิงแดงสามพันนาย ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจ หรือวิญญาณร้ายใดๆ ล้วนต้องหลีกทางให้
และในยามนี้ ภายในด่านเจิ้นหนาน กลับมีคนผู้หนึ่งมาเป็นแขกเยือนอยู่ในจวนอ๋องเจิ้นหนาน
คนผู้นี้มีใบหน้ายาวราวม้า หางตาชี้ขึ้น หนวดเคราสีดำเส้นหนึ่ง เกล้าผม รูปร่างผอมบาง สวมชุดนักพรตกว้างขวางที่ดูไม่พอดีตัว บนหลังสะพายกระบี่วิเศษที่ทำจากฝักทองเหลือง ด้ามกระบี่วิเศษพันด้วยเชือกสีแดง
และในมือขวาของเขา ถือแส้ปัดหยวกพาดไว้ที่ข้อพับแขน
“ผินเต้าหม่าซานฮู่ คารวะอ๋องเจิ้นหนาน”
ยามที่ดวงตาคู่ของหม่าซานฮู่จ้องมองผู้คน กลับทำให้ผู้คนไม่อาจแยกแยะได้ว่าแววตาของเขาเป็นธรรมชาติ หรือว่าเผยความดุร้ายออกมากันแน่







