ซุนเฉิงเจ๋อกลับมาถึงบ้าน ก็พุ่งตรงไปยังห้องของท่านอาหญิงทันที
ซุนเข่อรุ่ยผู้เป็นอาหญิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงบำเพ็ญเพียร ชายกระโปรงลายดอกขนาดใหญ่สีแดงเข้มแผ่กว้างอยู่บนเตียง นางนั่งอยู่ในห้องที่มืดสลัว ทำให้ทั้งร่างของนางดูเร้นลับเป็นอย่างยิ่ง
"ท่านอา ท่านอา..."
ซุนเฉิงเจ๋อวิ่งเหยาะๆ เข้ามาในห้อง
"เฉิงเจ๋อ มีเรื่องอันใดหรือ" ซุนเข่อรุ่ยลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจของนางปรารถนาให้ซุนเฉิงเจ๋อมีความหนักแน่น เพื่อที่ในวันข้างหน้าจะได้ฟื้นฟูตระกูลซุนให้กลับมารุ่งเรือง เป็นผู้นำตระกูลที่เหมาะสม ดังนั้นเมื่อเห็นท่าทางของซุนเฉิงเจ๋อในตอนนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
"ท่านอา อารามผู้สืบทอดวิถีหยุดการเรียนการสอนแล้วขอรับ!" ซุนเฉิงเจ๋อยังไม่ทันยืนให้มั่นคงก็เอ่ยบอกผลลัพธ์ออกมาแล้ว
"หยุดการเรียนการสอนหรือ เพราะเหตุใด" ซุนเข่อรุ่ยเอ่ยถาม
"ข้าน้อยไม่ทราบ อาจารย์เต๋าบอกว่าหากเปิดสอนอีกเมื่อใด จะแจ้งให้ทุกคนทราบอีกครั้ง นอกจากนี้อาจารย์เต๋ายังบอกอีกว่า หากพวกเราสามารถออกจากเมืองกว่างหยวนได้ก็ให้ออกไป หากไม่สามารถออกไปได้จริงๆ ก็พยายามอย่าออกจากบ้านจนกว่าจะเปิดสอนขอรับ" ซุนเฉิงเจ๋อกล่าว
"เจ้าได้พบศึกษาธิการหรือไม่" ซุนเข่อรุ่ยใจกระตุก เอ่ยถามขึ้น
"ข้าน้อยเห็นเขานั่งอยู่ในโถงเพลิงปิง วันนี้ฝนตก แสงสว่างไม่ดี จึงมองเห็นไม่ชัดนัก แต่รู้สึกราวกับว่ากำลังจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นขอรับ" ซุนเฉิงเจ๋อกล่าว
หัวคิ้วของซุนเข่อรุ่ยขมวดมุ่นขึ้นอีกหลายส่วน หลังจากที่ตระกูลซุนตกต่ำลง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองกว่างหยวน นางก็ไม่ได้รับข่าวสารโดยตรงเป็นคนแรกๆ อีกเลย
"เจ้าอยู่บ้านอย่าได้เดินเพ่นพ่านไปทั่ว ข้าจะไปสืบข่าวดูสักหน่อย"
ซุนเข่อรุ่ยหยัดกายลุกขึ้น แล้วเดินออกไปข้างนอก นางรู้สึกว่าอาจจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น นางจำต้องไปสืบดูให้แน่ชัด
...
ยามที่จ้าวฟู่อวิ๋นเข้าไปในอารามผู้สืบทอดวิถี ก็มีคนคอยจับตาดูอยู่ด้านนอกอารามผู้สืบทอดวิถีแล้ว อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่เขาเดินออกจากที่ว่าการเมืองก็ถูกสะกดรอยตามแล้ว แม้จะไม่โจ่งแจ้ง ทว่าก็ไม่ได้มีความคิดที่จะหลบซ่อนเท่าใดนัก
คนที่เฝ้าจับตาดูอยู่ด้านนอก รอคอยจนกระทั่งผู้สืบทอดวิถีทั้งหลายทยอยกันกลับไปตามปกติ จากนั้น พวกเขาก็เห็นศิษย์ภูเขาเทียนตูสี่คนเดินออกมา
ภายใต้การจับตามองของพวกเขา ในกลุ่มนั้นสองคนมุ่งหน้าไปทางภูเขาเทียนตู อีกสองคนมุ่งหน้าไปทางแม่น้ำเฝิน ส่วนคนอื่นๆ ไม่ได้ออกมาอีก
...
หอใกล้เขาเป็นเหลาอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งถือว่าไม่ได้ใหญ่โตอันใดในเมืองกว่างหยวน จำนวนลูกค้าก็ไม่ได้มากมายเป็นพิเศษ ทว่ากลับเปิดกิจการอยู่ที่นี่มานานกว่ายี่สิบปีแล้ว
ในเมืองกว่างหยวนแทบไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า เถ้าแก่ของเหลาอาหารแห่งนี้เคยบำเพ็ญเพียรอยู่ที่อารามล่างของภูเขาเทียนตูมาก่อน
ในช่วงหลายวันนั้นที่กำลังเตรียมตัวเพื่อออกจากภูเขา จ้าวฟู่อวิ๋นเคยไปยังอารามไร้ประมาณเพื่อสอบถามเรื่องราวบางอย่าง หนึ่งในนั้นคือเรื่องการส่งข่าวสาร เฟ่ยอวี๋ผู้เป็นรองเจ้าอารามกล่าวว่า หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย สามารถไปที่หอใกล้เขาได้
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาส่งข่าวกลับไปที่ภูเขา เพื่อบอกว่าอารามผู้สืบทอดวิถีต้องการอาจารย์เต๋ามาสอน ก็ส่งผ่านทางหอใกล้เขานี่เอง
เถ้าแก่ของหอใกล้เขามีนามว่าว่านชิ่งชู เขากำลังนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ในห้อง เนื่องจากเป็นวันฝนตก ท้องฟ้าจึงค่อนข้างมืดครึ้ม ดังนั้นในห้องเขาจึงจุดตะเกียงไว้ดวงหนึ่งบนโต๊ะ ส่วนเขานั่งอยู่บนเตียง จมอยู่ท่ามกลางความมืดสลัว
แม้ว่าแสงลี้ลับแห่งพลังเวทของเขาจะยากก้าวหน้าไปมากกว่านี้แล้ว ทว่าการนั่งสมาธิเข้าฌานในทุกๆ วัน กลับทำให้เขารู้สึกว่าจิตใจได้รับการพักผ่อน ซึ่งทำให้เขารู้สึกสบายตัวเป็นอย่างมาก
จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้น มองเห็นคนผู้หนึ่งแทรกตัวลอดช่องประตูเข้ามา เมื่อเขามองเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นอย่างชัดเจน รูม่านตาก็อดไม่ได้ที่จะหดเกร็ง
เพราะคนผู้นั้นกลับเป็นบุตรชายของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าหรือท่าทางการเดินล้วนเหมือนจริงราวกับมีชีวิต
ทว่าเขารู้ดีว่าบุตรชายของตนเวลานี้ยังคงเล่าเรียนอยู่ที่อารามผู้สืบทอดวิถี ในเวลาเช่นนี้ ไม่มีทางที่จะกลับมาได้ และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้ามาด้วยวิธีนี้
หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ เขาแทบจะแยกไม่ออกเลยว่านี่ใช่บุตรชายของตนหรือไม่
ว่านชิ่งชูหรี่ตาลง มือวางทาบลงบนด้ามกระบี่ที่หัวเตียงแล้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "ไม่ทราบว่ายอดคนท่านใดมาหยอกล้อว่านโม่วเล่นถึงที่นี่หรือ"
เพียงเห็นคนผู้นั้นล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้ววางลงบนโต๊ะ
"โปรดช่วยข้าส่งจดหมายฉบับนี้กลับไปที่ภูเขาด้วย หลังจากนี้ ทางภูเขาจะมีการตอบแทนอย่างแน่นอน"
พอว่านชิ่งชูได้ยินคำพูดนี้ ก็ละมือออกจากด้ามกระบี่ เพราะเขาพอจะเดาออกแล้วว่าเป็นผู้ใด ตอนที่ลงจากเตียง ก็รีบเอ่ยถามทันที "เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ"
ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตอบเขา กลับยื่นมือไปเหนือเปลวไฟของตะเกียงดวงนั้น เพียงชั่วพริบตาเดียว มือของเขาก็เริ่มลุกไหม้
ว่านชิ่งชูมองดูใบหน้าของ 'บุตรชาย' ตนเอง ที่ดูราวกับว่าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดจากการถูกเผาไหม้ หัวใจก็ถูกกระตุกอย่างอธิบายไม่ถูก
ถึงแม้เขาจะรู้ว่านี่ไม่ใช่บุตรชายของตน แต่เป็นหุ่นกระดาษตัวหนึ่ง ทว่าเมื่อได้เห็นหุ่นกระดาษยังคงรักษาใบหน้าของบุตรชายตนเอาไว้ก่อนที่จะกลายเป็นเถ้าถ่าน ในใจของเขาก็บังเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
เขามองดูเถ้าถ่านที่ติดไฟร่วงหล่นลงมาในอากาศ
ทว่าในใจกลับเป็นภาพบุตรชายของตนที่ถูกเปลวเพลิงแผดเผา เขาไม่รู้ว่านี่นับเป็นคำขู่แฝงรูปแบบหนึ่งหรือไม่
เขาหยิบจดหมายบนโต๊ะขึ้นมา อยากจะแกะดู ท้ายที่สุดเมื่อลองคิดดู ก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น แต่กลับเดินไปที่ลานด้านหลังแทน
ที่บ้านของเขาเลี้ยงกระเรียนวิญญาณเอาไว้ตัวหนึ่ง สามารถบินไปมาระหว่างภูเขาเทียนตูได้
เขานำจดหมายฉบับนี้ให้กระเรียนวิญญาณนำไป จากนั้นก็กลับเข้ามาในห้อง รอจนกระทั่งบุตรชายของเขากลับมา ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก บุตรชายของเขาก็บอกเล่าคำพูดของอาจารย์เต๋าทั้งหลายให้เขาฟัง
ว่านชิ่งชูขมวดคิ้วแน่น เขารู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้มีเพียงจ้าวฟู่อวิ๋นศึกษาธิการคนใหม่เท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินใจได้
เมื่อไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ตัดสินใจที่จะรอไปก่อน อย่างไรเสียตอนนี้ก็ยังไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น
...
จ้าวฟู่อวิ๋นสั่งให้คนจุดตะเกียงทั่วทั้งอารามเต๋าแล้ว ดังนั้น แม้จะเป็นในยามค่ำคืน ก็ยังดูสว่างไสวอยู่พอสมควร
เบื้องหน้าของเขายังมีคนอยู่อีกแปดคน
ทุกคนล้วนมองดูจ้าวฟู่อวิ๋นนั่งจมอยู่ในห้วงความคิดตรงนั้น พวกเขาล้วนไม่รู้ว่าจ้าวฟู่อวิ๋นกำลังคิดสิ่งใด สำหรับพวกเขาแล้ว การที่โจวฉุนถูกสังหารที่นี่ หากรายงานกลับไปที่ภูเขา ทางภูเขาก็จะจัดการทุกอย่างเอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทั้งเมืองกว่างหยวน ไม่ว่าจะเป็นพวกเขาหรือจ้าวฟู่อวิ๋นศิษย์อารามบนที่อยู่เบื้องหน้า ล้วนไร้กำลังด้วยกันทั้งสิ้น
ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกว่า แค่รอให้คนจากทางภูเขาเดินทางมาถึงก่อนก็พอแล้ว
แต่สิ่งที่จ้าวฟู่อวิ๋นกำลังคิดอยู่กลับเป็นเรื่องอื่น ตอนที่อยู่บนภูเขาโจวฉุนเคยแสดงความไม่พอใจต่อตระกูลใหญ่ต่างๆ อย่างรุนแรง ในตอนนั้นเขาก็รู้สึกแล้วว่าคนผู้นี้มักจะเกิดเรื่องได้ง่าย เพราะเขาเก็บงำเรื่องราวในใจไว้ไม่ได้
ครั้งนี้เขาเดินทางมาปฏิบัติภารกิจของสำนักที่นี่พร้อมกับตนเอง ทว่าเขากลับต้องมาตายลงเช่นนี้
ความตายครั้งนี้ คงไม่มีผู้ใดบอกว่าเป็นฝีมือของคนสายตระกูลใหญ่บนภูเขาหรอก อย่างไรเสียหลังจากที่เขามาถึงที่นี่ ต้นสายปลายเหตุและเบาะแสของเรื่องราวก็ชัดเจนมาก
เขายังรู้สึกด้วยซ้ำว่า ความตายของโจวฉุนมีความเกี่ยวข้องกันไม่มากก็น้อยกับการที่ตนให้ทางภูเขาส่งคนมาที่อารามผู้สืบทอดวิถี อย่างไรเสียการที่มีคนจากภูเขาเทียนตูมากมายขนาดนี้มาเป็นอาจารย์เต๋าในอารามผู้สืบทอดวิถี ย่อมทำให้เมืองกว่างหยวนนี้ถูกกระตุ้น ส่วนโจวฉุนที่อยู่ข้างนอกทำหน้าที่ผู้ตรวจการก็ไม่เคยล่วงรู้เลยว่าความขัดแย้งมันทวีความรุนแรงขึ้นถึงระดับใดแล้ว
แต่อีกแง่หนึ่ง กลับอาจกล่าวได้ว่าเขาสมควรโดนเอง ชัดเจนว่าเดินทางมาพร้อมกับภารกิจ ทว่าในระหว่างการปฏิบัติภารกิจ กลับไม่สามารถควบคุมกายใจของตนเองได้ นี่ก็ย่อมเป็นการรนหาที่ตายเอง
และก็เป็นเพราะเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกน่ากลัวอยู่บ้าง
เขารู้สึกว่า ทางภูเขาต้องการจะเข้ามาครอบครองเมืองกว่างหยวน แม้ทางภูเขาจะไม่เคยพูดกับเขาเช่นนี้มาก่อน แต่เขาก็รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นภายนอก ว่าเป็นเพียงการช่วยเหลือแคว้นต้าโจวในการก่อตั้งอารามผู้สืบทอดวิถีเท่านั้น
เช่นนั้น ในฐานะที่เมืองกว่างหยวนเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองและอยู่ใกล้กับภูเขาเทียนตูมากที่สุด ภูเขาเทียนตูจะมีข้ออ้างอันใดเพื่อเข้ามาแทรกแซงอย่างแข็งกร้าวได้ล่ะ
ชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานของภูเขาเทียนตูหนึ่งคน นับว่าเป็นข้ออ้างที่ไม่เลวเลยทีเดียว
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนสมเหตุสมผล เขาอดไม่ได้ที่จะคิดว่า หากวันใดวันหนึ่งตนเองต้องตายลง จะเป็นการตายที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของทางภูเขาอย่างมากด้วยหรือไม่







