ทั้งสองคน คนหนึ่งพูดคนหนึ่งเขียนจนล่วงเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของยามวิกาล หลิวเจาตวัดพู่กันเขียนอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้สึกง่วงนอนแม้แต่น้อย ทว่าหวังหยางนั้นคอแห้งเป็นผุยผง ทั้งเหนื่อยทั้งล้า ทนฝืนต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ
หลิวเจาให้คนไปจัดเตรียมห้องพักแขก แล้วเชิญหวังหยางเข้าไปพักผ่อน
แม้ห้องจะไม่ใหญ่โตและมีการตกแต่งเรียบง่าย แต่หากเทียบกับบ้านกระท่อมฟางของเฮยฮั่นแล้ว ย่อมไม่อาจนำมาเทียบชั้นกันได้ หลิวเจาเป็นทั้งบัณฑิตตระกูลสูงและขุนนางการศึกษา ในสำนักศึกษาประจำจวิ้นมีบ่าวไพร่และคนงานใช้สอยไม่ต่ำกว่าสิบกว่าคน เขาจงใจแบ่งคนสองคนมาคอยปรนนิบัติหวังหยางโดยเฉพาะ
ตั้งแต่ทะลุมิติมา หวังหยางต้องเผชิญกับอันตรายรอบด้าน ความกดดันถาโถมหนักหน่วง ไม่เคยได้นอนหลับสนิทเลยสักครั้ง ตอนนี้ในที่สุดก็ได้เข้ามาพักในห้องที่สุขสบาย เส้นความอดทนในใจที่ขึงตึงมาตลอดก็ผ่อนคลายลงในทันที หลังจากล้างหน้าบ้วนปากง่ายๆ เขาก็ล้มตัวลงนอนหลับไป ทว่าหลิวเจาไม่ได้สบายเช่นนั้น
หลังจากมหาปราชญ์ผู้นี้ได้เผชิญกับ 'การระดมสมอง' ของหวังหยางไปค่อนวัน จะยังมีกะจิตกะใจนอนหลับได้อย่างไร เขาทำทั้งจัดระเบียบต้นฉบับที่เพิ่งเขียนเสร็จ ทั้งค้นคว้าเอกสารเพื่อตรวจสอบและขบคิดวิเคราะห์ วุ่นวายอยู่คนเดียว เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ จนไม่ได้หลับไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน
พอฟ้าสางเขาก็รีบร้อนมาหาหวังหยางทันที แต่เมื่อมาถึงหน้าประตูกลับพบว่าหวังหยางยังไม่ตื่น และไม่อยากไปรบกวนการพักผ่อนของหวังหยาง เขาจึงยืนรออยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจำต้องเดินคอตกกลับห้องไปพิจารณาต้นฉบับหนังสือต่อ และคอยให้คนไปดูเป็นระยะว่าหวังหยางตื่นหรือยัง
หลังจากได้รับคำตอบที่น่าผิดหวังติดต่อกันหลายครั้ง เขาก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า 'คนผู้นี้อายุยังน้อยแต่กลับมีความรู้ความสามารถถึงเพียงนี้ หากสามารถแก้ไขนิสัยเสียเรื่องนอนตื่นสายได้ อนาคตย่อมไร้ขีดจำกัดเป็นแน่!'
หลิวเจารอจนถึงช่วงกลางยามซื่อ (สิบโมงกว่า) เห็นในห้องของหวังหยางยังคงไร้ความเคลื่อนไหว เขารอไม่ไหวอีกต่อไป จึงให้บ่าวรับใช้ไปเรียกหวังหยางมากินข้าว ระหว่างมื้ออาหาร เขารีบโยนคำถามหลายข้อที่ยังคิดไม่ตกออกไป หวังหยางตอบพลางกินพลาง ไม่มีติดขัดเลยแม้แต่น้อย
หลิวเจาอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจพลางกล่าวว่า "คนรุ่นหลังน่ายำเกรงจริงๆ! จือเหยียน ด้วยความรู้ความสามารถของเจ้า ต่อให้ไปเป็นปั๋วซื่อที่กั๋วจื่อเสวีย ก็ยังเหลือเฟือ!"
ตำแหน่งปั๋วซื่อในยุคโบราณกับปริญญาเอกในยุคปัจจุบันนั้นมีความแตกต่างกัน ปั๋วซื่อในยุคโบราณเป็นทั้งนักปราชญ์และขุนนาง นอกจากหน้าที่จะต้องศึกษาคัมภีร์ดั้งเดิมและอบรมบ่มเพาะบุคลากรแล้ว ยังต้องรับมือกับราชสำนักและมีส่วนร่วมในการหารือราชการบ้านเมืองอีกด้วย
อันที่จริงด้วยนิสัยรักการอ่านและการค้นคว้าหาความรู้ของหวังหยาง หากได้ไปเป็นขุนนางตำแหน่งปั๋วซื่อที่กั๋วจื่อเสวียจริงๆ ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ทว่าหวังหยางรู้ดีว่าราชวงศ์ฉีใต้นั้นมีอายุขัยสั้นนัก สถานการณ์ทางการเมืองก็ปั่นป่วนถึงขีดสุด ที่แย่ไปกว่านั้นคือเขายังไม่รู้รายละเอียดแน่ชัดว่า 'สั้น' อย่างไร? และ 'ปั่นป่วน' แค่ไหน? สิ่งนี้ยิ่งเพิ่มความรู้สึกไม่ปลอดภัยในใจของเขาให้มากขึ้นไปอีก
เมืองหลวงในเวลานี้ในสายตาของเขา ไม่ต่างอะไรกับวังน้ำวนในทะเลลึกที่แฝงไปด้วยอันตราย เขาหลบเลี่ยงแทบไม่ทัน แล้วจะไปกั๋วจื่อเสวียได้อย่างไร?
แน่นอนว่าด้วยสถานะที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ของเขา ต่อให้อยากไปก็ไปไม่ได้อยู่ดี ระเบิดเวลาเรื่องปลอมแปลงฐานะยังไม่ทันตกลงมา เรื่องติดหนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข แล้วจะถึงคิวให้เขามานั่งคิดเรื่องจะไปหรือไม่ไปกั๋วจื่อเสวียได้อย่างไร?
หวังหยางส่ายหน้า หัวเราะขื่นออกมาทีหนึ่ง แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
หลิวเจาเห็นสีหน้าของหวังหยาง ก็คิดว่าเขาไม่เห็นด้วยกับความคิดที่จะไปเป็นขุนนางตำแหน่งปั๋วซื่อ จึงกล่าวว่า
"แน่นอนล่ะ การเป็นขุนนางการศึกษานั้น เส้นทางความก้าวหน้าอาจจะแคบไปสักหน่อย อันที่จริงการค้นคว้าวิชาความรู้นั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งขุนนาง ขอเพียงมีใจ มีความรู้ ทุกที่ล้วนเป็นสถานที่สำหรับแสวงหาความรู้ได้ เจ้าดูหวังเหวินเซี่ยนกงผู้ล่วงลับไปแล้วสิ แม้จะดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีชั้นสูง มีราชการรัดตัวทุกวัน ทว่าความรู้วิชาจารีตประเพณีของเขากลับเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า ตำราที่เขาเขียนขึ้นอย่าง "บันทึกรวบรวมชุดไว้ทุกข์อดีตและปัจจุบัน", "ถามตอบธรรมเนียมปฏิบัติ", และ "สรุปสาระสำคัญของทฤษฎีจารีต" ล้วนได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างจากเหล่านักปราชญ์ เรียกได้ว่าทุกคนต่างก็ศรัทธาเลื่อมใส ได้ยินมาว่าพวกเป่ยหลู่ก็ยังเคยมาขอตำราของเขาเลยนะ"
เป่ยหลู่ ในที่นี้หมายถึงราชวงศ์เว่ยเหนือ ราชวงศ์ใต้ถือตนเป็นสายเลือดแท้ และมองราชวงศ์เหนือเป็นพวกอนารยชนคนเถื่อน (หูลู่) จึงเป็นที่มาของคำเรียกว่า เป่ยหลู่
หวังหยางรู้สึกละอายใจเล็กน้อย ความรู้ด้านวิชาจารีตประเพณีของเขาช่างไม่แตกฉานเอาเสียเลย รายชื่อหนังสือที่เรียกได้ว่าเป็น 'ผลงานสืบทอดสู่รุ่นหลัง' ทั้งหลายที่หลิวเจายกตัวอย่างมานั้น เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยสักนิด แน่นอนว่า บางทีมันอาจจะไม่ได้สืบทอดลงมาถึงยุคหลังเลยก็เป็นได้?
หลิวเจายังคงทอดถอนใจต่อไปว่า "หลังจากเหวินเซี่ยนกงล่วงลับไป ข้าก็คิดว่าในตระกูลหวังแห่งหลางหยา มีเพียงหวังหรงเท่านั้นที่จะสามารถสืบทอดเจตนารมณ์ของเขาได้ ทว่าวันนี้ข้าได้พบคนที่สองแล้ว"
หวังหยางเพิ่งกินข้าวคลุกซอสปลาคำโตเข้าไป แก้มของเขาป่องตึงขณะเงยหน้าขึ้น ก็เห็นหลิวเจาแววตาเป็นประกายวิบวับ พร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกว่า 'ไม่ผิดหรอกพ่อหนุ่ม คนคนนั้นก็คือเจ้านั่นแหละ'
เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูโง่งมเล็กน้อยของหวังหยาง หลิวเจาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังว่า
"จือเหยียน ข้าไม่ได้พูดเพ้อเจ้อแน่นอน! แม้หวังหรงจะได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้มีความสามารถรอบด้าน แต่ข้าลองคิดดูแล้ว หากพูดถึงซ่างซู ต่อให้เขาแตกฉานเพียงใดก็ไม่แน่ว่าจะเหนือไปกว่าเจ้า ข้อสรุปหลายๆ อย่างของเจ้า ช่างเปิดหูเปิดตาผู้คนยิ่งนัก! ตำรา "จื่อสยา" จะต้องตกทอดสู่คนรุ่นหลังได้อย่างแน่นอน! สรรพสิ่งสูงสุดคือการสร้างคุณธรรม รองลงมาคือการสร้างผลงาน รองลงมาอีกคือการสร้างคำสอน แม้กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่สูญสลาย สิ่งนี้แหละที่เรียกว่าเป็นอมตะ!"
นัยน์ตาของหลิวเจาฉายแววศรัทธาและแน่วแน่อย่างหาที่เปรียบมิได้ มือถือต้นฉบับหนังสือ พลังคอสโมลุกโชน เขาลุกพรวดขึ้นยืนทันที แล้วส่งเสียงดังฟังชัดว่า "เด็กๆ! มาเก็บกับข้าวไปที! ข้ากับจือเหยียนจะแต่งหนังสือกันต่อ!"
แม้หวังหยางจะรู้สึกซาบซึ้งกับความมุ่งมั่นทุ่มเทในวิชาความรู้อย่างบริสุทธิ์ใจของหลิวเจา แต่ในใจเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมาว่า 'แต่... ข้ายังกินไม่เสร็จเลยนะ!!!!!'
......
""ซ่างซู·บทตัวฟาง" กล่าวไว้ว่า 'ข้าแห่งราชวงศ์โจวจะมอบความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่แก่พวกเจ้า' คำว่า 'ต้าเจี้ย' นี้ แต่โบราณมาก็ยากที่จะทำความเข้าใจ อันที่จริงแล้ว 'ต้าเจี้ย' เดิมทีเป็นตัวอักษรเดียวกัน ด้านบนคือ 'ต้า' ด้านล่างคือ 'เจี้ย' ในพจนานุกรม "ซัวเหวินเจี่ยจื้อ·หมวดต้า" มีอักษรตัวนี้อยู่ มีความหมายว่าใหญ่ ออกเสียงว่าเจี้ย อ่านคล้ายคำว่า 'ก้าย' อักษร 'เจี้ย' ที่มีความหมายว่าใหญ่ในคัมภีร์ดั้งเดิม ล้วนเป็นอักษรยืมเสียงทั้งสิ้น ส่วนในที่นี้คือการใช้อักษรดั้งเดิม คนรุ่นหลังไม่ค่อยได้พบเห็นอักษรตัวนี้ จึงแบ่งผิดเป็นสองตัวอักษรคือ 'ต้า' กับ 'เจี้ย' เท่านั้น"
......
"แล้วยังมีสี่อักษรที่ว่า 'หวั่งเข่อเนี่ยนทิง' ใน "ซูจ้วน" อธิบายไว้ว่า 'ไม่มีเรื่องใดให้นึกถึง ไม่มีคำใดให้รับฟัง' แต่เมื่อมาลองใคร่ครวญดูจากประโยคก่อนหน้าที่ว่า 'ปราชญ์หากไร้ความคิดจะกลายเป็นคนบ้า คนบ้าหากรู้จักคิดจะกลายเป็นปราชญ์' ข้าค่อนข้างสงสัยว่าคำว่า 'เนี่ยนทิง' เดิมทีน่าจะเขียนผิดมาจากคำว่า 'เนี่ยนเซิ่ง' ซึ่งหมายความว่าการกระทำของอ๋องโจ้วนั้น ไม่มีสิ่งใดที่คู่ควรให้นึกถึงจนนับเป็นปราชญ์ได้ ในบท "อู๋อี้" มีกล่าวไว้ว่า 'ไม่รับฟังสิ่งนี้' ซึ่งอักษร 'ทิง' บนศิลาจารึกยุคฮั่นสลักไว้เป็นอักษร 'เซิ่ง' น่าจะเป็นเพราะอักษร 'ทิง' กับ 'เซิ่ง' ในอักษรโบราณนั้นมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน จึงคัดลอกผิดเพี้ยนได้ง่าย"
......
"ในบท 'ต้าเก้า' มีประโยค 'ดั่งบิดาสร้างเรือน วางกฎเกณฑ์ไว้แล้ว' คำว่าวางกฎเกณฑ์ (ตี่ฝ่า) หมายความว่าอย่างไร? ข้าสงสัยว่า 'ตี่ฝ่า' น่าจะเขียนผิดมาจาก 'ตี่ติ้ง' (วางรากฐาน) หมายความว่าบิดาได้วางรากฐานไว้แล้ว แต่บุตรกลับไม่ยอมสร้างต่อให้เสร็จ ประโยคถัดมาที่ว่า 'มิกล้าเปลี่ยนกฎเกณฑ์ (อี้ฝ่า)' ในพงศาวดารฮั่นซูบทชีวประวัติไจ๋อี้ กลับเขียนไว้ว่า 'เจ้ามิอาจเปลี่ยนรากฐาน (อี้ติ้ง)' ในภาษาจีนโบราณ อักษร 'ฝ่า' กับอักษร 'ติ้ง' มีวิธีการเขียนที่คล้ายคลึงกัน รูปร่างใกล้เคียงกันจึงทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย!"
.......
หลิวเจาข่มความรู้สึกตกตะลึงเอาไว้อย่างสุดความสามารถ มือจับพู่กันมั่นแล้วตวัดเขียนราวกับโบยบิน เขารับรู้ได้อย่างเฉียบแหลมว่า ตนเองกำลังเป็นพยานในการถือกำเนิดของผลงานชิ้นเอกที่จะสืบทอดสู่คนรุ่นหลัง!
หากหนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ออกมาเมื่อใด จะต้องกลายเป็นตำราที่นักปราชญ์ผู้ศึกษาซ่างซูทุกคนไม่อาจมองข้ามได้อย่างแน่นอน!
เวลานี้หวังหยางก็โยนข้อสรุปที่น่าตกใจออกมาอีกครั้ง
"ในบท "ซุ่นเตี่ยน" กล่าวไว้ว่า 'ฟื้นฟูจารีตทั้งห้า หยกทั้งห้า ผ้าไหมทั้งสาม สัตว์เป็นทั้งสอง และสัตว์ตายหนึ่งสำหรับเป็นของกำนัล เมื่อเก็บเครื่องหยกทั้งห้าแล้ว ในท้ายที่สุดก็จะคืนให้' ในจำนวนนั้น อักษรเก้าตัวที่ว่า 'หยกทั้งห้า ผ้าไหมทั้งสาม สัตว์เป็นทั้งสอง และสัตว์ตายหนึ่งสำหรับเป็นของกำนัล' ข้าสงสัยว่าจะเป็นข้อความบนม้วนไผ่ที่สลับที่กัน ตำแหน่งจึงผิดเพี้ยนไป หากอนุมานตามหลักภาษาและเหตุผลแล้ว ตำแหน่งที่ถูกต้องของมัน ควรจะอยู่ที่......"
หลิวเจาจดบันทึกเนื้อหาที่หวังหยางพูดอย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิมอย่างหาที่เปรียบมิได้ จากนั้นจึงเอ่ยถามอย่างร้อนรนว่า "ควรจะอยู่ที่ไหนหรือ?"
หวังหยางบิดขี้เกียจ "วันนี้เขียนแค่นี้ก่อนก็แล้วกันขอรับ เอาไว้มีโอกาสค่อยทำต่อ"
"หา? นี่... เวลาไม่คอยท่านะ! พวกเราน่าจะฮึดสู้ทำให้เสร็จรวดเดียวจบม้วนไปเลย จะได้สร้างคุณูปการแก่วงการวิชาการแต่เนิ่นๆ แบบนี้มิใช่เรื่องดีหรอกหรือ? เหตุใดจึงต้องหยุดพักด้วยล่ะ?"
หวังหยางทำหน้าจนใจพลางเอ่ยว่า "ข้ามีธุระน่ะสิขอรับ"
หลิวเจารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย "มีธุระอันใดสำคัญไปกว่าเรื่องวิชาความรู้กัน?!"
หวังหยางถอนหายใจตามน้ำแล้วกล่าวว่า "ไม่ปิดบังท่าน อันที่จริงข้ามีหนี้สินติดตัวอยู่หนึ่งหมื่นสามพันสองร้อยอีแปะ ตอนนี้ใกล้จะถึงกำหนดชำระหนี้แล้ว แต่ในถุงเงินของข้ากลับว่างเปล่า แล้วจะยังมีกะจิตกะใจมาแต่งหนังสือได้อย่างไร? ข้าต้องไปหาวิธีหาเงินก่อน ส่วนเรื่องเขียนหนังสือนั้น คงต้องวางทิ้งไว้ชั่วคราวแล้วล่ะขอรับ"
สีหน้าของหลิวเจาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมา เขามองหวังหยางแล้วถามว่า "จือเหยียน เจ้าพูดความจริงกับข้ามาเถอะ เจ้ามี... มีนิสัยชอบเล่นชูปู (การพนันโบราณ) หรือไม่?"







