แต่งกายเรียบง่าย ไร้หยกพกติดกาย ยามมาก็มิได้นั่งรถเทียมวัว มิได้จู้จี้เรื่องอาหารการกิน กับข้าวธรรมดาไม่กี่อย่างก็กินอย่างเอร็ดอร่อย...
รายละเอียดเหล่านี้ล้วนตกอยู่ในสายตาของหลิวเจามานานแล้ว
ดังนั้นก่อนที่หวังหยางจะขอยืมเงินสามพันอีแปะ หลิวเจาจึงฟันธงได้ว่าฐานะทางบ้านของหวังหยางค่อนข้างขัดสน ด้วยเหตุนี้เมื่อคืนตอนที่หวังหยางเผยท่าทีว่าอยากจะยืมเงินเป็นครั้งแรก เขาจึงให้ยืมไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เพียงหวังว่าจะได้ช่วยเหลือเด็กหนุ่มอัจฉริยะผู้นี้
ทว่าตอนนี้เพิ่งผ่านไปเพียงคืนเดียว หวังหยางกลับบอกว่ามีหนี้สินอีก และคราวนี้จำนวนเงินก็มากยิ่งกว่าเดิม ถึงกับมีมากถึงหนึ่งหมื่นสามพันอีแปะ!
เขาให้ความสำคัญและถึงขั้นชื่นชมในพรสวรรค์ของหวังหยาง จึงอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าหวังหยางไปติดนิสัยเลวร้ายอะไรมาหรือไม่
สิ่งที่เรียกว่าการทอดลูกเต๋าคือการพนันชนิดหนึ่งในยุคนั้น เป็นที่นิยมอย่างมากตั้งแต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไปจนถึงชาวบ้านธรรมดา การเล่นสักสองสามตานั้นไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การเล่นเพื่อความบันเทิงเป็นครั้งคราวกับการหลงระเริงจนถอนตัวไม่ขึ้นนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หวังหยางรีบตอบ "แน่นอนว่าไม่มีขอรับ"
หลิวเจามีสีหน้าจริงจังยิ่งขึ้น "เช่นนั้นเจ้าลุ่มหลงสตรีคณิกาและการดนตรีหรือ?"
"ที่ไห ไม่ใช่! เมื่อไหร่กันขอรับ? ข้าไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ!"
"หรือว่าเจ้าเสพยาอู่สือส่าน หรือไม่ก็หมกมุ่นกับวิชาเล่นแร่แปรธาตุ?"
ในยุคนั้นการเล่นแร่แปรธาตุและการปรุงยาล้วนเป็นงานอดิเรกที่ "ผลาญเงิน" อย่างมาก ถึงขนาดมีคนหมดเนื้อหมดตัวเพราะเรื่องนี้
"ยาอู่สือส่านหรือ? ต่อให้เอามาประเคนให้เปล่าๆ ข้าก็ไม่กินหรอกขอรับ!" หวังหยางเห็นหลิวเจายิ่งเดาก็ยิ่งออกทะเล จึงสารภาพไปตามตรง "เงินก้อนนี้ข้าไม่ได้เป็นคนยืมขอรับ ข้าเพียงแค่ช่วยเพื่อนเท่านั้น"
หลิวเจาเห็นสีหน้าของหวังหยางไม่ได้ดูเหมือนเสแสร้ง จึงวางใจและกล่าวว่า "ดี เช่นนั้นเงินก้อนนี้ข้าจะออกให้เอง!"
หวังหยางดีใจเป็นอย่างยิ่ง "เงินก้อนนี้ถือว่าข้ายืมท่านก็แล้วกัน! วันหน้าข้าจะนำมาคืนให้อย่างแน่นอนขอรับ!"
"ไม่จำเป็น! ขอเพียงเขียน 'จื่อเสีย' จนเสร็จ ต่อให้เป็นเงินหนึ่งแสนอีแปะแล้วจะนับเป็นอันใดได้?!"
หวังหยางประสานมือโค้งคำนับหลิวเจาอย่างนอบน้อม "อย่างไรข้าก็ต้องคืนเงินก้อนนี้ให้ได้ขอรับ! ข้าขอเป็นตัวแทนครอบครัวของเพื่อนขอบคุณท่านในความกรุณาที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้!"
หลิวเจาเองก็โค้งคำนับหวังหยางอย่างลึกซึ้งเช่นกัน "เรื่องเงินทองเป็นเรื่องเล็ก เรื่องวิชาความรู้สิถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ ข้าขอเป็นตัวแทนบัณฑิตทั่วหล้า ขอบคุณจือเหยียนที่เขียนผลงานชิ้นเอกที่สืบทอดไปถึงคนรุ่นหลังนี้!"
หนึ่งชราหนึ่งหนุ่มโค้งคำนับให้แก่กัน ต่างฝ่ายต่างเคารพนับถือซึ่งกันและกัน รู้สึกเพียงว่าการได้รู้จักอีกฝ่ายนั้นถือเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง
หลิวเจากล่าว "มาเถอะ พวกเรามาทำกันต่อ พยายามเขียนต้นฉบับให้เสร็จโดยเร็ววัน"
ตามหลักการแล้ว ในเวลานี้หวังหยางไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย
วันที่ตู้ซานเหยียกำหนดให้คืนเงินคือสามวันให้หลัง ซึ่งก็หมายความว่า หวังหยางยังมีเวลาอีกครึ่งวันของวันนี้และพรุ่งนี้อีกทั้งวัน ในเมื่อหลิวเจารับปากว่าจะให้ยืมเงินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
แต่หวังหยางทำสิ่งใดมักเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ประการแรก เมื่อมีเงินอยู่ในมือ ทุกอย่างก็ไม่น่าตระหนก ประการที่สอง เฮยฮั่นกับอาอู่อยู่ที่บ้านยังคงอยู่ในอาการกระวนกระวายใจรอคอย หากนำเงินกลับไปแต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยให้สองพ่อลูกสบายใจขึ้น ประการที่สาม หนังสือจะเขียนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ได้ต่างกันแค่วันหรือครึ่งวันนี้ แต่การคืนเงินยังมีกำหนดเวลาอยู่ หากผัดวันประกันพรุ่งแล้วเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นกลางคันจะทำอย่างไร?
ดังนั้นหวังหยางจึงปฏิเสธข้อเสนอของหลิวเจาด้วยความเกรงใจ โดยเสนอว่าอยากจะเอาเงินไปส่งก่อน แล้วค่อยกลับมาเขียนต่อ
หลิวเจาทำได้เพียงข่มความรู้สึกร้อนรนใจเอาไว้ แล้วเรียกให้อวี่อวี๋หลิงไปหยิบเงินมาให้หวังหยาง อวี่อวี๋หลิงอยากจะขอคำชี้แนะเรื่องวิชาความรู้จากหวังหยางมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีโอกาส ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าหวังหยางจะออกไปทำธุระนอกเมือง จึงขันอาสาขอตามไปด้วย
หลิวเจาได้ฟังก็ตกลงทันที ไม่ใช่ว่ากลัวหวังหยางจะเชิดเงินหนี แต่เป็นเพราะอยากให้อวี่อวี๋หลิงคอยเร่งให้หวังหยางรีบกลับมาต่างหาก ทั้งยังจัดแจงรถเทียมวัวของตนเองให้หวังหยางนั่งไปด้วย
รถเทียมวัวถือเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของยุคสมัยนั้น
ปัญญาชนในสมัยหกราชวงศ์นิยมใช้รถเทียมวัว โดยมองว่าการเคลื่อนที่และหยุดนั้นเป็นไปอย่างเนิบนาบ ราบรื่นนุ่มนวล มีระดับสูงกว่ารถม้า
ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถเทียมวัว หวังหยางก็สนทนาเรื่องวิชาความรู้กับอวี่อวี๋หลิงไปด้วย พร้อมกับถามไถ่ถึงภาพรวมของตระกูลปัญญาชน รวมถึงประเพณีและวัฒนธรรมของจิงโจว เขารู้สึกเพลิดเพลินกับกลิ่นอายความโบราณ ราวกับว่ากำลังท่องเที่ยวอยู่อย่างไรอย่างนั้น
เมื่อมาถึงหน้าหมู่บ้านค่ายแปด หวังหยางให้อวี่อวี๋หลิงรออยู่บนรถ ส่วนตัวเองถือถุงเงินเดินไปที่บ้านของเฮยฮั่น ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเข้าประตู เขาก็พบถึงความผิดปกติ ประตูบ้านกระท่อมฟางเปิดกว้าง ภายในบ้านมีเสียงตะโกนร้องอย่างสุดเสียงของสองพ่อลูกดังแว่วมา
"ปล่อยลูกสาวข้านะ! ปล่อยลูกสาวข้า!"
"พวกคนเลวเอ๊ย! คุณชายใกล้จะมาถึงแล้ว! เดี๋ยวพวกแกจะได้เห็นดีกันแน่!"
"คุณชายหรือ? ดีสิ ให้มันมาเลย! จะบอกอะไรให้นะ ข้าคิดถึงมันอยู่พอดีเชียวล่ะ"
"ใครคิดถึงข้าหรือ?" หวังหยางเดินเข้าไปในบ้าน เห็นเฮยฮั่นถูกคนสามคนกดลงกับพื้น เส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าแดงก่ำดั่งสีเลือด เขาดิ้นรนพลางตะโกนร้องว่า "คุณชาย! รีบช่วยอาอู่ด้วยขอรับ!"
เสี่ยวอาอู่ถูกชายร่างใหญ่หิ้วตัวลอยอยู่กลางอากาศ มือเล็กๆ ไขว่คว้าสะเปะสะปะ สองเท้าเล็กๆ ถีบไปมา เดิมทีนาง "กล้าหาญ" มาก ทว่าพอเห็นหวังหยางก็ร้องไห้โฮออกมาทันที
หวังหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ปล่อยมือ"
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนที่จับตัวคนไว้ล้วนเคยมากับตู้ซานเหยียแล้ว คราวก่อนพวกเขายังเกรงกลัวหวังหยางอยู่มาก แต่คราวนี้กลับทำหูทวนลมต่อคำพูดของหวังหยาง พวกเขามองไปที่หวังหยาง แววตาเต็มไปด้วยความยั่วยุ
ตู้ซานเหยียนั่งอยู่กลางห้องโถง หัวเราะพลางกล่าวว่า "คนเรานี่ก็นะ แค่คิดถึงไม่ได้เลย ข้ากำลังอยากเจอเจ้าอยู่พอดี ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะรนหาที่มาให้ถึงที่"
หวังหยางมองไปที่ตู้ซานเหยีย เอ่ยประชดประชันว่า "ตู้ซาน ยังไม่ทันถึงเวลานัดหมายเจ้าก็มาถึงเรือน สันดานมีปัญหาแล้วนะ"
ตู้ซานเหยียได้ยินหวังหยางเรียกตนว่าตู้ซาน ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที
"ความตายมาเยือนถึงตัวแล้ว ยังกล้ามาแกล้งโง่กับบิดาอยู่อีก! ข้าจะบอกความจริงให้เอาบุญ ข้าให้คนไปสืบมาตั้งนานแล้ว ตระกูลหวังแห่งหลางหยาในจิงโจวนอกเหนือจากหวังไท่แล้ว ก็ไม่มีคนที่สองอีกเลย! รอให้เจ้าถูกจับเข้าคุกก่อนเถอะ แล้วบิดาจะค่อยๆ เล่นกับเจ้าอย่างช้าๆ!"
พูดจบเขาก็ตะโกนออกไปข้างนอกเสียงดังลั่น "หัวหน้าหมู่ลาดตระเวนถง จับคนได้เลย!"
เจ้าหน้าที่สวมชุดสีดำสามคนพุ่งพรวดเข้ามา เมื่อเห็นหวังหยางสวมผ้าโพกศีรษะและชุดสีขาว ยืนตระหง่านอย่างสง่างาม ก็อดชะงักไปครู่หนึ่งไม่ได้ พลางคิดในใจว่าการแต่งกายของคนผู้นี้เป็นการแต่งกายของปัญญาชนนี่นา ช่างไม่เหมือนกับที่ตู้ซานเหยียบอกไว้เลย!
ตู้ซานเหยียเจนจัดนัก เขาเดาความคิดของเจ้าหน้าที่ออกในทันที จึงเอ่ยขึ้นว่า "ไอ้สิบแปดมงกุฎคนนี้เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำทีเป็นวางมาดข่มขวัญคนอื่น มันนี่แหละ!"
ชายผู้เป็นหัวหน้าตั้งสติได้ จึงกล่าวว่า "ข้าคือหัวหน้าหมู่ลาดตระเวนประจำหมู่บ้านอิ๋งหู้แห่งอำเภอเจียงหลิง มีคนฟ้องร้องว่าเจ้าแอบอ้างเป็นปัญญาชน หลอกลวงต้มตุ๋นผู้คน ตามพวกเรามาซะดีๆ เถอะ"
หัวหน้าหมู่ลาดตระเวนคือเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยระดับหมู่บ้านในสมัยราชวงศ์ใต้ ขึ้นตรงต่อนายอำเภอ ในยามสงบมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ในยามสงครามมีหน้าที่เกณฑ์ไพร่พล แม้จะไม่ได้นับว่าเป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่โตอันใด ทว่าในมือก็พอจะมีอำนาจอยู่บ้าง
ความจริงแล้วการเตรียมการแต่เดิมของหัวหน้าหมู่ลาดตระเวนถงคือ "จับกุมตีตรวนทันที" คนทั้งซ้ายขวาล้วนเตรียมเครื่องพันธนาการไว้พร้อมแล้ว ทว่าเมื่อเขาเห็นการแต่งกายและท่าทีของหวังหยางล้วนไม่ธรรมดา จึงเปลี่ยนน้ำเสียงไปโดยไม่รู้ตัว
ถึงเวลาประชันฝีมือการแสดงอีกครั้งแล้ว!
หวังหยางมองไปที่หัวหน้าหมู่ลาดตระเวนถง ค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมาทีละน้อย ในที่สุดก็หลุดหัวเราะเสียงดังลั่น ราวกับได้เห็นเรื่องที่น่าขบขันเป็นอย่างยิ่ง
ทุกคนต่างพากันงุนงง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าหมู่ลาดตระเวนถง ถึงกับถูกหัวเราะใส่จนรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง
แต่หากเขารู้ว่า
ในเวลานี้คนที่กำลังหัวเราะอยู่นั้น ภายในใจยังหวาดหวั่นยิ่งกว่าเขาเสียอีก ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกเช่นไร
เสี่ยวอาอู่เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมาฉับพลัน จึงร้องขึ้นว่า "ยังไม่เข้าใจอีกหรือ? คุณชายของข้ากำลังหัวเราะเยาะความโง่เขลาของพวกเจ้าอยู่น่ะสิ!"
เมื่อหัวหน้าหมู่ลาดตระเวนถงได้ยินดังนี้ ภายในใจก็ยิ่งทวีความคลางแคลงใจมากขึ้นไปอีก
"มัวอืดอาดยืดยาดอยู่ทำไม? จับคนสิ!" ตู้ซานเหยียเริ่มหมดความอดทน และไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมของหัวหน้าหมู่ลาดตระเวนถง ออกคำสั่งไปโดยตรง
หัวหน้าหมู่ลาดตระเวนถงไม่กล้าขัดขืนตู้ซานเหยีย เขากัดฟันกรอด โบกมือหนึ่งครา เจ้าหน้าที่สองคนก็พุ่งเข้ามาหาหวังหยาง
หวังหยางเห็นว่าไม่มีเวลาปูเรื่องแล้ว จึงตวาดเสียงดังลั่น "ข้าคือบุตรแห่งตระกูลหวังแห่งหลางหยา! พวกเจ้าขุนนางชั้นผู้น้อยที่ต่ำต้อย ริอาจมาลบหลู่ปัญญาชน ไม่รักตัวกลัวตายแล้วจริงๆ หรือ?!"







