วันที่ยี่สิบสองเดือนสิบ ยามบ่าย
กลุ่มของซินจั๋วเดินทางกลับมาถึงค่ายพิชิตมังกรที่จากไปนานเกือบยี่สิบวัน
ต้นเฟิงสิบกว่าต้นหน้าค่ายแทบจะโกร๋นหมดแล้ว บนพื้นเต็มไปด้วยใบไม้แห้งร่วงหล่น
กระท่อมสิบกว่าหลังยังคงอยู่ ทางการไม่ได้จุดไฟเผาทิ้งอย่างที่คิด สร้างความสงสัยแต่ก็รู้สึกโล่งใจอย่างมาก
หลายคนหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังเดินเข้าไปในลานกว้างที่เต็มไปด้วยหญ้าฤดูหนาวขึ้นรกชัฏเพราะไม่มีคนเดินผ่านเป็นเวลานาน แล้วก็ไม่อาจเก็บซ่อนความรู้สึกตื่นเต้นไว้ได้อีกต่อไป
"วะฮ่าฮ่าฮ่า..."
หวงต้ากุ้ยวิ่งไปรอบหนึ่งแล้วแหงนหน้าหัวเราะร่วน "เวรเอ๊ย ฟันหัวนกฮ่องเต้ นั่งบัลลังก์นกฮ่องเต้ ข้าหวงต้ากุ้ยกลับมาแล้ว!"
ไป๋เจียนซี่ก็หัวเราะเจ้าเล่ห์ด้วยท่าทางตุ้งติ้งจนน่าขนลุก "ข้าว่าแล้วเชียวว่าช้าเร็วก็ต้องกลับมา ไม่มีใครเข้าใจแผนการของท่านประมุขใหญ่ได้ดีไปกว่าข้าอีกแล้ว ช่างเป็นการวางแผนอยู่ในกระโจมบัญชาการเพื่อคว้าชัยชนะในพันลี้จริงๆ!"
"ทุกคนอย่าเพิ่งขยับ ฟังข้าพูดก่อน!"
หานจิ่วหลางอุ้มเสี่ยวหวง สีหน้าเย็นชา ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของทุกคน เขาก็ถอนหายใจยาว "ครึ่งเดือนก่อนออกจากค่าย ไปเดินเล่นรอบหนึ่งก็ยังไม่เข้าใจ วันนี้กลับมาค่ายพิชิตมังกร ไม่เสียชาติเกิดที่ได้เหี้ยมหาญสักครา!"
เอาเถอะ อัดอั้นมาเป็นเดือน ในที่สุดก็แต่งกลอนออกมาได้หนึ่งบท
พูดจบก็มองไปทางซินจั๋วอย่างตื่นเต้น "ท่านประมุขใหญ่วิจารณ์หน่อยสิขอรับ!"
ยังไม่ทันที่ซินจั๋วจะอ้าปากพูด มู่หรงซิวก็โคลงศีรษะไปมา พูดอย่างมีหลักการ "ข้าว่าคำว่าเหี้ยมหาญของจิ่วหลางยังไม่ค่อยเหมาะนัก สู้เปลี่ยนเป็นคำว่าเจ๋งเป้งจะเข้าทีเสียกว่า!"
น่าเบื่อมาก แต่ทุกคนก็อดหัวเราะก๊ากออกมาไม่ได้
ผ่านไปพักใหญ่ก็พากันหันไปมองซินจั๋ว "ท่านประมุขใหญ่กล่าวสักสองประโยคสิขอรับ!"
ความจริงซินจั๋วก็รู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง อ้อมไปเสียไกล ผ่านความเป็นความตายมาตั้งหลายครั้ง สุดท้ายก็กลับมาที่นี่อีกจนได้ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วโบกมืออย่างแรง "ทำกับข้าวกิน!"
"พรืด!" ชุยอิงเอ๋อร์กับหานชีเหนียงหลุดหัวเราะออกมา
ทุกคนไปปล้นซ้อนปล้นเอาเสบียงอาหารที่พอกินไปได้หนึ่งเดือนมาจากค่ายพยัคฆ์ดุร้าย มีทั้งเนื้อรมควัน กุนเชียง แพะเค็ม หมูเค็ม ข้าวซ้อมมือ มันฝรั่ง และสุราเซาเตาจื่อสารพัดอย่าง
สองพี่น้องหานชีเหนียงเข้าครัว ส่วนคนอื่นๆ ก็ทำความสะอาดห้องหับและลานบ้าน
ยามพลบค่ำ อาหารหน้าตาน่าทานกลิ่นหอมฉุยหนึ่งโต๊ะก็ถูกจัดวางไว้ในโถงชุมนุม ทุกคนนั่งล้อมวงกันและยกจอกขึ้นดื่มพร้อมหน้าเป็นอันดับแรก
ดื่มเหล้าไปได้สามจอก กินกับข้าวไปได้ห้ารส ชุยอิงเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองซินจั๋ว "ท่านประมุขใหญ่... ท่านจะไปเป็นบัณฑิตที่หอสารทสถานจริงๆ หรือเจ้าคะ?"
ทุกคนต่างวางตะเกียบลง ถึงแม้ว่าการที่ท่านประมุขใหญ่ได้เข้าหอสารทสถานจะเป็นอนาคตที่ดูไม่เลว แต่หากไปแล้วไม่กลับมาอีกล่ะ
ค่ายพิชิตมังกรจะยังมีสิทธิ์คงอยู่ไปเพื่ออะไร?
ตลอดทางไม่มีใครถามความคิดเห็นของท่านประมุขใหญ่ แต่ตอนนี้ทนเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
ซินจั๋วแทบจะไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำ "ย่อมไม่ไปอยู่แล้ว! อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่อยากไป!"
เขารู้สึกเดาเจตนาของหอสารทสถานออกลางๆ แต่การไปเป็นบัณฑิตมันจะไปสนุกอะไร ตัวเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเรียนหนังสืออยู่แล้ว จะไปมีความสุขเท่ากับการเป็นประมุขใหญ่โจรภูเขาที่คอยปล้นชิงชาวบ้านได้อย่างไร?
แน่นอนว่า พอหลอกใช้เขาเสร็จแล้วก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ย่อมไม่ค่อยเหมาะสมนัก ทางที่ดีควรรอให้คนของหอสารทสถานมาอีกครั้ง ลองคุยรายละเอียดกันสักหน่อยแล้วค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย
มหาวิทยาลัยชื่อดังในชาติก่อนตอนเปิดรับสมัครนักศึกษา ยังต้องเรียกค่าตัวแพงลิ่วเลยไม่ใช่หรือไง?
อย่างเช่นไปเชือดวิญญาณสังเวยอะไรพวกนั้นที่นั่น!
แต่ถ้าไม่มีคนมาก็ช่างมันเถอะ
ชุยอิงเอ๋อร์กับคนอื่นๆ มองหน้ากัน ในที่สุดความกังวลในใจก็ลดลงไปได้มาก
ตอนนั้นเองชุยอิงเอ๋อร์ก็พูดขึ้นมาลอยๆ "จริงสิ มู่หรงยังไม่มีที่พักเลย เดี๋ยวช่วยกันเก็บกวาดกระท่อมพังๆ ออกมาสักหลังดีกว่า..."
พูดไม่ทันจบ หานชีเหนียงก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน ใบหน้าเล็กๆ แดงระเรื่อ "มู่หรงไปนอนห้องข้าเถอะ! ข้าจะ..."
ทุกคนหันไปมองอย่างตกตะลึง
มู่หรงซิวเองก็งุนงงไปในทันที "ชีเหนียง ข้า ข้า..."
แล้วก็ได้ยินหานชีเหนียงพูดต่อ "หัวเจ้าน่ะสิ อย่าคิดลึก ข้าก็แค่อยากนอนห้องเดียวกับท่านประมุขใหญ่เท่านั้นเอง!"
ซินจั๋ว "..."
'นี่ขนาดยังไม่คิดลึกนะ?'
ชุยอิงเอ๋อร์ดุ "ชายหญิงแตกต่าง ชีเหนียงอย่าล้อเล่น!"
ใบหน้าเล็กๆ ของหานชีเหนียงยิ่งแดงก่ำกว่าเดิม "ข้าไม่ได้ล้อเล่นนะ ข้าอยากนอนกับท่านประมุขใหญ่จริงๆ ข้าพูดจริงนะเจ้าคะ"
ทุกคนพากันพูดไม่ออก ชีเหนียงรู้สึกผูกพันกับท่านประมุขใหญ่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้เลยหรือ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ซินจั๋วเองก็ถามอย่างประหลาดใจ "ทำไมล่ะ?"
หานชีเหนียงบิดตัวไปมา ถูมือเล็กๆ เข้าด้วยกัน "ก็ ก็ข้าชอบท่านประมุขใหญ่นี่นา อยากจะคลอดลูกโจรภูเขาตัวน้อยให้ท่านประมุขใหญ่สักฝูง"
คราวนี้ทุกคนตกตะลึงอย่างแท้จริง นี่มันจะปุบปับเกินไปหน่อยแล้ว
หานจิ่วหลางกระอักกระอ่วนอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ "พี่หญิง รีบหยุดพูดเถอะ ถึงจะพูดก็ควรไปพูดกันส่วนตัว น่าอายจะตายไป!"
"ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ต้องถามความเห็นของท่านประมุขใหญ่ด้วยสิ!" น้ำเสียงของชุยอิงเอ๋อร์อ่อนโยนลงมาก นางหันไปมองซินจั๋ว
"..." ซินจั๋วกระแอมเบาๆ ไม่ได้พูดอะไร เขาแค่รู้สึกว่าความคิดของหานชีเหนียงมันแปลกๆ ไม่ปกติ
"ฮึ!" ขอบตาของหานชีเหนียงแดงเรื่อ นางผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปทันที
ทุกคนพร้อมใจกันหันไปมองซินจั๋ว
"มันค่อนข้างจะพิลึกอยู่นิดหน่อยนะ!"
ซินจั๋วแบมือออก จากนั้นก็ลองคิดดู "ช่างเถอะ ข้าไปถามนางดูว่าคิดอะไรอยู่กันแน่"
เมื่อเดินออกจากประตู แสงอาทิตย์ยามอัสดงก็สาดส่องยอดเขาจนกลายเป็นสีเหลืองทอง ร่างเล็กกะทัดรัดของหานชีเหนียงนั่งอยู่หน้าหลุมศพของซินเอ้าเทียนผู้เป็นปู่ สองมือกอดเข่า น้ำตานองหน้า
ซินจั๋วเดินไปด้านข้าง นั่งลงแล้วถอนหายใจ "เรื่องแบบนี้ ค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์กันไปจะดีที่สุด ทุกคนเพิ่งจะกลับมา แล้วเจ้ามาเล่นละครฉากนี้ ข้าค่อนข้างจะทำตัวไม่ถูกนะ"
หานชีเหนียงเงยหน้ามองเขา ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร "ข้า ข้ายังกล้าพูดเลย แล้วท่านมีอะไรต้องอายอีกล่ะ"
ซินจั๋วลังเลเล็กน้อยแล้วถาม "เจ้าแน่ใจนะ เจ้ารู้ใช่ไหมว่าการคลอดโจรภูเขาตัวน้อยมันเป็นยังไง?"
หานชีเหนียงยืดหลังตรง อวดอ้างภูมิความรู้อันตื้นเขินของตัวเอง "ข้าย่อมรู้สิ ก็แค่กอดกันไม่ใช่หรือ! จูบเสร็จก็คลอดแล้วไม่ใช่หรือ!"
"?"
ซินจั๋วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อยๆ ถาม "แล้วหลังจากนั้นล่ะ?"
"ยังมีหลังจากนั้นอีกหรือ?" หานชีเหนียงเบิกตากว้าง ราวกับถูกแตะต้องจุดบอดของความรู้
'ว่าแล้วเชียว!' ซินจั๋วพยักหน้า พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "หลังจากนั้นต่างหากที่เป็นจุดสำคัญที่สุด สำคัญมากทีเดียว!"
หานชีเหนียงลืมร้องไห้ไปเสียสนิท นางถามอย่างสงสัย "ท่านประมุขใหญ่โปรดอธิบายให้ฟังหน่อยสิเจ้าคะ!"
"เอ่อ..." ซินจั๋วทำท่าทางประกอบ
"นี่..." หานชีเหนียงดูเข้าใจแล้ว นางแตะคาง ทำปากยื่น "มันไม่เกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ?"
"ใช่แล้ว ค่อนข้างจะเกินไปหน่อย..." ซินจั๋วพยักหน้า ให้ความรู้ทางชีววิทยาแก่นางอย่างตะกุกตะกัก
จะว่าไปหานชีเหนียงเพิ่งอายุสิบแปดปี หากเปลี่ยนเป็นในชาติก่อนก็อยู่ในวัยที่กำลังสอบเกาเข่า อยู่ในช่วงปลายของวัยต่อต้าน ทั้งยังเป็นโจรภูเขามาหลายปี ไม่มีการศึกษา ขาดการล้างสมองจากละครและภาพยนตร์ นางอาจจะไม่รู้อะไรเลยจริงๆ
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด!
"ไม่ทำไม่ได้หรือเจ้าคะ?"
"จะคลอดลูกก็ต้องทำ!"
"งั้นช่างมันเถอะ เสียเวลา!"
"หานชีเหนียง!" ซินจั๋วมองนางอย่างเข้มงวด "อย่ามาทำเป็นพูดจาไร้สาระกับข้า ตกลงเจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ เมื่อกี้ตอนทำกับข้าว ข้าก็ดูออกแล้วว่าเจ้ากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่"
เขาไม่เชื่อหรอกว่าโจรสาวตัวน้อยคนนี้จะนึกเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้กะทันหัน
หานชีเหนียงถอนหายใจ "ช่วงนี้ท่านประมุขใหญ่น่าเกรงขามมาก ชีเหนียงเองก็ทะลวงถึงขั้นแปดระดับรองแล้ว ข้านึกถึงความแค้นของประมุขใหญ่คนก่อนกับเรื่องที่บ้านข้า ข้าอยากให้วรยุทธ์ก้าวหน้าเร็วกว่านี้!"
ซินจั๋วเงียบไป เขาย่อมรู้ว่าซินเอ้าเทียนผู้เป็นปู่ถูกคนทุบตีจนตาย ไม่ใช่แค่เขา คนทั้งค่ายก็รู้ดีแก่ใจ แต่ต่างคนต่างก็ปิดปากเงียบเรื่องนี้อย่างไม่ได้นัดหมาย
ท่านปู่เป็นยอดฝีมือขั้นหก คนที่ประลองแล้วทุบตีเขาจนตายเป็นตัวตนระดับไหนกัน?
อย่าว่าแต่เรื่องแก้แค้นเลย แค่วันไหนถูกศัตรูบุกมาหาถึงที่ ก็ถือเป็นคราวเคราะห์ใหญ่หลวงแล้ว
ส่วนเรื่องที่บ้านของหานชีเหนียงยิ่งไม่ต้องพูดถึง สองพี่น้องเดิมทีเป็นลูกหลานขุนนางทางเหนือ พ่อแม่ถูกราชสำนักสั่งประหาร จะไปหาใครแก้แค้น ไม่ไร้สาระไปหน่อยหรือ?
"จริงสิ! ใครบอกเจ้าว่านอนกับข้าแล้ววรยุทธ์จะก้าวหน้าเร็วขึ้น?" ซินจั๋วถามอย่างแปลกใจ
หานชีเหนียงกะพริบตา "ต้ากุ้ยเป็นคนพูด เขาบอกว่าวรยุทธ์จะพุ่งพรวดพราด!"
'ที่แท้เจ้าก็คิดแบบนี้นี่เอง! ข้ามองเจ้าผิดไปแล้ว!'
ซินจั๋วลุกขึ้น "ประมุขสามพูดจาเหลวไหลไปเรื่อย ต้องจัดการเขาสักหน่อยแล้ว กลับกันเถอะ!"
เขาพาหานชีเหนียงกลับมาที่ค่าย เพิ่งถึงลานบ้านก็เห็นชุยอิงเอ๋อร์กับพวกยืนล้อมโจรภูเขาที่หน้าตาคุ้นๆ คนหนึ่งอยู่
โจรภูเขาคนนั้นเห็นซินจั๋วกลับมาก็มีสีหน้าดีใจ รีบยื่นจดหมายให้ฉบับหนึ่ง "ท่านประมุขซิน นี่คือจดหมายร่วมลงนามจากประมุขใหญ่ รองประมุข ประมุขสาม ประมุขสี่ และประมุขห้าแห่งค่ายพยัคฆ์ดุร้ายของพวกเราขอรับ!"
'ไปเอาพวกระดับประมุขมาจากไหนเยอะแยะขนาดนี้?'
แม้ว่าค่ายพยัคฆ์ดุร้ายจะมีคนเยอะ แต่ซุนอู่เป็นคนค่อนข้างหวาดระแวง เดิมทีระดับประมุขมีแค่สองคน รองประมุขหลี่ชิงก็ยังถูกเขาใช้ดาบฟันตายไปแล้วด้วย
พวกเขาเพิ่งไปอาละวาดที่ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายมาพักหนึ่ง ไม่เห็นได้ยินว่ายังมีประมุขคนอื่นๆ อยู่อีก
แถมซุนอู่เจ้านี่ แอบสมคบคิดกับตระกูลซ่งในเมืองตอนที่ซ่งตงสีถูกจับตัวไป ก็รีบส่งเอ้อร์หลวี่ไปส่งจดหมายทันที ผลคือถูกไป๋เจียนซี่จับเป็นมาได้ นี่คือสาเหตุที่แท้จริงที่ซินจั๋วคุมขังเขาไว้
พวกเขาเพิ่งจะคล้อยหลังไป พวกระดับประมุขก็แห่กันมาส่งจดหมายทันที หมายความว่าอย่างไร?
ซินจั๋วมองมู่หรงซิวและชุยอิงเอ๋อร์ที่ต่างก็มีสีหน้างุนงงไม่แพ้กัน เขาเปิดจดหมายออกอ่าน แล้วก็ต้องตกใจกับเนื้อหาทันที
"ทางแคบพบหน้าผู้กล้ากำชัย! จากกันสามวันต้องมองด้วยสายตาใหม่ งูหนูรังเดียวไม่พ้นเดินเล่นในลานชมดอกไม้ผลิ ที่ว่าลาภยศต้องเสี่ยงทาย ยอดคนตัดแขนทิ้ง หล่อเหลาสง่างาม เจ้าสำราญเหนือผู้ใด พยัคฆ์สู้มังกร น่าเศร้าน่าเวทนา ช่างเป็นการสมรู้ร่วมคิ่ด (ขีดฆ่า) คิดเป็นหนึ่งเดียว เฝ้าตอรอทุบกระต่าย..."
สำนวนแบบนี้... จะบอกว่าแย่ก็ไม่ได้ ต้องบอกว่าเละเทะไปหมด สู้สำนวนเขียนเรื่องขี้ปะติ๋วแต่เดิมของซุนอู่ยังไม่ได้เลย
พอดูชื่อผู้ลงนาม
"ประมุขใหญ่แห่งค่ายพยัคฆ์ดุร้าย ซ่างกวนฟ่านชิ่ง, รองประมุข เจียงเฮ่อจู๋, ประมุขสาม ซุนต้าหลวี่, ประมุขสี่ ไห่ถัง, ประมุขห้า ซุนอู่ ขอคารวะ
ซ่างกวนฟ่านชิ่ง เป็นผู้เขียน"
ซินจั๋วยื่นจดหมายให้มู่หรงซิว มู่หรงซิวกวาดตามองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นให้ชุยอิงเอ๋อร์ด้วยความงุนงง
ชุยอิงเอ๋อร์อ่านจบก็โยนจดหมายใส่โจรภูเขา "ไสหัวไปซะ!"
โจรภูเขาคนนั้นตัวสั่นเทา "ท่านประมุขซินไม่ตอบจดหมายหรือขอรับ?"
ซินจั๋วไม่สนใจ กลับหันไปถามมู่หรงซิว "คนพวกนี้เจ้ารู้จักหรือเปล่า?"
มู่หรงซิวคิดอยู่นาน "...ไม่มีความทรงจำเลย แต่ไม่พ้นการที่พวกเราเพิ่งจะลงจากเขา คนพวกนี้ก็ขึ้นเขาตามหลังมาติดๆ ความหมายในจดหมาย อาจจะอยากลองดีกับพวกเราสักตั้งล่ะมั้ง?"
โจรภูเขารีบพูด "ใช่ๆๆ หมายความว่าอย่างนั้นแหละขอรับ!"
'มาไม้นี้อีกแล้ว บ้าไปแล้วหรือไง' ซินจั๋วเงียบไปครู่หนึ่ง "เอาพู่กันกับหมึกมา อารมณ์ดี จะเขียนไร้สาระตอบพวกมันกลับไป หยั่งเชิงดูสักหน่อย!"







