"ซินจั๋ว โปรดรับเทียบเชิญหอสารทสถาน"
ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียว กลับคล้ายมีมนตร์ขลังประหลาด ยอดฝีมือทั้งสี่จากสี่ตระกูลใหญ่ที่อยู่ตีนเขาต่างหยุดฝีเท้าแล้วรอดูสถานการณ์ทันที
ตามมาด้วยสายตาทุกคู่จากทั่วทุกสารทิศที่ต่างก็หันไปมอง
คำว่า 'หอสารทสถาน' หากเอ่ยออกมาอาจฟังดูไม่ได้พิเศษอะไรนัก ทว่ามันกลับเป็นตัวแทนของสำนักศึกษาลัทธิขงจื๊อที่ลึกลับที่สุดและเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองฝูเฟิง หรือกระทั่งทั่วทั้งป้าโจว
ผู้ก่อตั้งอย่างท่านตงฟางนั้นเปรียบดั่งมังกรศักดิ์สิทธิ์เห็นหัวไม่เห็นหาง ผู้คนบนโลกต่างเคยได้ยินเพียงชื่อแต่ไม่เคยเห็นตัว คล้ายกับว่าเขาเป็นเพียงตัวแทนของเกียรติยศบางอย่างมากกว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้ออยู่จริง
ใช่แล้ว! เกียรติยศ ในช่วงยี่สิบปีมานี้ ขุนนางระดับสูงในราชสำนัก และแม่ทัพนายกองระดับกลางถึงสูงในกองทัพที่มาจาก 'หอสารทสถาน' มีไม่ต่ำกว่าหลายสิบคน เรียกได้ว่าเป็นเปลแห่งเส้นทางขุนนางเลยก็ว่าได้
ทว่าเกณฑ์การรับศิษย์ของที่นี่กลับแปลกประหลาดยิ่งนัก ไม่มีกฎเกณฑ์ใดให้สืบสาว ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์ธรรมดาอย่างซูเจ๋อเฟิ่งบุตรชายของเจ้าเมืองซู หรือคนที่มีพรสวรรค์สูงส่งอย่างหยวนโหย่วหรงแห่งตระกูลหยวน ล้วนเป็นบัณฑิตของที่นี่ ความแตกต่างช่างสุดขั้ว ส่วนคนอื่นๆ ต่อให้แย่งชิงกันแทบตายก็ไม่อาจเข้าได้ อีกทั้งได้ยินมาว่าบัณฑิตของหอสารทสถาน จะคงจำนวนไว้ที่หนึ่งร้อยคนเสมอ มากกว่านี้สักคนก็ไม่รับ!
แล้วยามนี้หอสารทสถานส่งเทียบเชิญมาหมายความว่าอย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นผู้รับเทียบเชิญคือซินจั๋วงั้นหรือ?
ซินจั๋วมองไปเช่นเดียวกัน เห็นเพียงผู้มาเยือนสวมชุดบัณฑิตสีขาว ท่วงท่าอรชรงดงาม เส้นผมสยายพลิ้วไหว ขณะที่ร่างนั้นเหินผ่านต้นไทรต้นแล้วต้นเล่า พริบตาเดียวก็มาถึงยอดเขา
ที่แท้ก็เป็นสตรี!
รูปลักษณ์อายุราวสิบแปดสิบเก้าปี เครื่องหน้างดงามประณีตราวกับภาพวาด ใบหน้ามีแก้มยุ้ยเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยใสกระจ่างดั่งสายน้ำ พอนางกวาดตามองกลุ่มคนซ้ายขวาครู่หนึ่งก็ล็อกเป้าหมายไปที่ซินจั๋ว นางแย้มยิ้มบางๆ ดูห่างเหินแต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเสียมารยาท ยื่นมือขาวผ่องทั้งสองข้างส่งซองจดหมายสีทองให้ "บัณฑิตปีสามแผนกหมิงซินแห่งหอสารทสถาน ไป๋เสวียนจี รับคำสั่งจากฟูจื่อฉินอวี้หลิว ให้นำเทียบเชิญมามอบแก่ท่านเจ้าค่ะ!"
น้ำเสียงอ่อนโยน ไม่มีแม้แต่ความผันผวนทางอารมณ์ที่ควรจะมี ราวกับว่าที่นี่ไม่ใช่การปิดล้อมหรือลานสังหารอาบเลือด แต่เป็นเพียงการนัดพบปะกันธรรมดาๆ
สายตานับไม่ถ้วนทั้งบนเขาและตีนเขาต่างจ้องมองหญิงสาวและซินจั๋ว ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
หอสารทสถานจะรับโจรภูเขาที่ทำชั่วมานับไม่ถ้วนเป็นบัณฑิตจริงๆ หรือ?
โดยเฉพาะหยวนโหย่วหรงที่อยู่ด้านข้าง ซูเจ๋อเฟิ่งที่อยู่ตีนเขา และว่าที่บัณฑิตหอสารทสถานอย่างมู่หรงอวิ๋นซี สีหน้าของพวกเขายิ่งดูน่าตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ
"ขอบใจ!"
ซินจั๋วรับซองจดหมายมาด้วยความประหลาดใจ รู้สึก... งุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก
หญิงสาวที่ชื่อไป๋เสวียนจีได้เหินร่างจากไปแล้ว ราวกับไม่อยากจะอยู่รั้งต่อแม้เพียงครึ่งเค่อ
"ประมุขใหญ่!" มู่หรงซิวขยับเข้ามาใกล้ ดวงตาเป็นประกาย "สุดยอดไปเลยขอรับ! หอสารทสถานเชียวนะ ทั้งประหลาดและลึกลับ ไม่มีใครกล้าตอแยด้วย"
พวกชุยอิงเอ๋อร์หลายคนก็เดินเข้ามา ในแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง
ซินจั๋วเปิดซองจดหมายด้วยความอยากรู้อยากเห็น ด้านในกลับว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดเลย พอหันไปมองหน้าซองอีกครั้ง ตัวอักษรหวัดสีทองสามตัวที่เขียนว่า 'หอสารทสถาน' นั้นหนักแน่นราวกับถูกสลักด้วยขวานและมีด ดูเหมือนซองจดหมายนี้และตัวอักษรทั้งสามจะเพียงพออธิบายทุกอย่างแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ เพิ่มเติม
"หมายความว่าอย่างไร?" เขายังคงหันไปมองมู่หรงซิว
มู่หรงซิวถูมือด้วยความตื่นเต้น กล่าวว่า "เทียบเชิญเข้าหอเพื่อไปเป็นบัณฑิตไงขอรับ! ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นการปฏิบัติสำหรับระดับอัจฉริยะเท่านั้น ว่ากันว่าหลายสิบปีมานี้หอสารทสถานเคยเป็นฝ่ายส่งเทียบเชิญให้ก่อนแค่สองครั้งเท่านั้น สองคนนั้นต่างก็มีพื้นเพยากจน ยามนี้คนหนึ่งเป็นถึงแม่ทัพใหญ่กองทัพชายแดน ส่วนอีกคนเป็นถึงตุลาการศาลต้าหลี่ในเมืองหลวง"
'เข้าหอเพื่อเป็นบัณฑิต?'
'นี่มันเหนือความคาดหมายของซินจั๋วมากเกินไปแล้ว ช่วงหลายวันนี้เขาระแวดระวังอารามจันทราวารีและหอสารทสถานมาโดยตลอด กลัวว่าอีกฝ่ายจะโผล่พรวดพราดมาจัดการกลุ่มโจรภูเขาอย่างพวกเขา คิดไม่ถึงเลยว่าที่เงียบเชียบมาตลอด จู่ๆ ก็จะมารับเขาไปเป็นลูกศิษย์เสียนี่...'
'เหตุผลล่ะ?'
'เป็นเพราะช่วงที่ผ่านมาข้าไปป่วนทางการกับสี่ตระกูลใหญ่ แถมยังจัดการได้เนียนกริบ จนไปสะกิดจุดฟินของพวกเขางั้นเหรอ หรือว่าพวกเขามองเห็นบ่อชมจันทร์ของข้า?'
'เรื่องมองเห็นบ่อชมจันทร์คงเป็นไปไม่ได้แน่ ไอเทมโกงเบอร์นี้ ขนาดอายุขัยของวิญญาณสังเวยยังคำนวณออกมาได้ โคตรจะเทพทรู ไม่มีทางถูกค้นพบได้ง่ายๆ หรอก เรื่องนี้เขามั่นใจมาก'
'หรือบางทีอาจเป็นเพราะวรยุทธ์ของข้าเลื่อนระดับเร็วเกินไป เคล็ดวิชาก็แปลกประหลาดเกินไป เลยไปดึงดูดความสนใจของพวกเขาเข้า?'
'ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ช่างมันเถอะ กระดานนี้มีทางรอดแล้ว ค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าวก็แล้วกัน'
เขาหันหน้าไปทางผู้คนที่อยู่ตีนเขา ชูซองจดหมายขึ้นแล้วกล่าวเสียงเย็น "เดิมทีข้าแค่คิดจะคบหากับพวกเจ้าด้วยฐานะโจรภูเขา คิดไม่ถึงว่าสิ่งที่ได้กลับมาคือการถูกตามล่าสังหารอย่างไม่จบไม่สิ้น เอาเถอะ ไม่เสแสร้งแล้ว ข้าขอหงายไพ่เลยก็แล้วกัน!
แท้จริงแล้วตัวข้ากับเหล่าฟูจื่อของหอสารทสถานล้วนเป็นสหายสนิทกัน โดยเฉพาะฟูจื่อฉินอวี้หลิว พวกเราเรียกได้ว่าคุยถูกคอกันตั้งแต่แรกพบ เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย มักจะร่วมเรียงเคียงหมอน ถกเรื่องราวสำคัญในใต้หล้าด้วยกันบ่อยๆ พอคุยกันจนได้ที่..."
ฝูงชนดำมืดมืดฟ้ามัวดินที่อยู่ตีนเขาต่างพากันงุนงงไม่เข้าใจ
ทว่าหยวนโหย่วหรงที่อยู่ด้านข้างกับซูเจ๋อเฟิ่งที่อยู่ตีนเขากลับตกตะลึงจนไม่อาจหาคำมาบรรยายได้ เขาพูดอะไรของเขาน่ะ? ร่วมเรียงเคียงหมอนกับ... ฟูจื่อฉินอวี้หลิว? สตรีที่เย็นชาปานนั้นอย่างฟูจื่อฉินเนี่ยนะ จะยอมตกลง? เรื่องจริงหรือหลอกเนี่ย?
คำพูดของซินจั๋วยังคงดำเนินต่อไป "ไม่เพียงแต่ฟูจื่อฉินเท่านั้น ท่านเจ้าหอก็เคยเอ่ยปากหลายครั้งว่าจะรับข้าเป็นศิษย์ แต่ข้าก็ปฏิเสธไปทั้งหมด ข้ารู้สึกว่าการเป็นคนอันดับแรกต้องมีหลักการ ผู้น้อยแม้นไร้ความสามารถ แต่ก็อยากจะใช้ความพยายามของตัวเอง สร้างผลงานขึ้นมาสักอย่าง...
เอาล่ะ ข้าจะพูดแค่นี้ หากทุกท่านยังอยากจะทำต่อไป ไม่ไว้หน้าหอสารทสถานของข้า ก็เชิญตามสบายเลย!"
ตีนเขาเงียบกริบไร้สรรพเสียง
หอสารทสถานจะให้ความสำคัญกับซินจั๋วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
หากบอกว่าคำพูดพวกนี้เป็นเรื่องโกหก แล้วเทียบเชิญที่มีไว้สำหรับบัณฑิตอัจฉริยะนั่นเล่า จะอธิบายว่าอย่างไร?
"อาเฟิ่ง หอสารทสถานมีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับซินจั๋วเข้าจริงๆ หรือ?" ซูเมี่ยวจิ่นพลันเข้าใจขึ้นมาแล้วว่าเหตุใดซินจั๋วถึงกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้
ซูเจ๋อเฟิ่งสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลังเลอยู่พักใหญ่ "ไม่มั้ง? ไม่เคยได้ยินเลยนะ จะเป็นไปได้อย่างไร? ก็แค่โจรยิบย่อยคนหนึ่ง เหล่าฟูจื่อเป็นบ้าไปแล้วหรือ?"
"ควรทำเช่นไรดี?"
คนของสี่ตระกูลใหญ่เบื้องหน้าสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด พวกเขามองหน้ากันเพื่อค้นหาคำตอบ
ไม่มีใครให้คำตอบได้ เพียงเทียบเชิญใบเดียว ก็เพียงพอจะทำให้ซินจั๋วยืนหยัดอยู่ในจุดที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ได้แล้ว!
ในห้วงเวลาสำคัญที่กำลังคุมเชิงกันอยู่นี้เอง ม้าตัวหนึ่งก็ควบตะบึงมาจากที่ไกลๆ คนบนหลังม้าสวมชุดเกราะเต็มยศ สีหน้าแตกตื่นลุกลน เมื่อมาถึงใกล้ๆ ก็ชูป้ายคำสั่งสีดำขึ้นมาแล้วตะโกนลั่น
"กองทัพของพวกเราพ่ายยับเยิน ถอยร่นไปป้องกันที่เมืองฝูเฟิง กองทัพกบฏเขาซยงเฟิงร่วมมือกับทหารเผ่าอี๋สามพันนายจากเผ่าจูหยางแคว้นตงอี๋กำลังคืบคลานเข้ามา ท่านเจ้าเมืองกับท่านแม่ทัพมีคำสั่งให้ทุกคนกลับเมืองไปช่วยป้องกันเมืองเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้ยามเซินหนึ่งเค่อจะปิดประตูเมือง!"
พูดจบก็ควบม้ากลับไป
ผู้คนที่อยู่เต็มภูเขาเลากาชะงักอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เกิดเสียงดังอึกทึกครึกโครม ต่างพากันวิ่งลงจากเขาอย่างสะเปะสะปะไร้ระเบียบ ส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปก็หันหลังกลับแล้ววิ่งหนีสุดชีวิตทันที
หากบอกว่าการกำจัดราชาโจรแซ่ซินคือการระบายแค้นและช่วยคน เช่นนั้นการที่กองทัพชายแดนพ่ายแพ้ย่อยยับและการรุกรานของแคว้นตงอี๋ ก็คือความเจ็บปวดที่ส่งผลถึงตัวและเป็นภัยพิบัติถึงชีวิต เมื่อชั่งน้ำหนักทั้งสองอย่างว่าสิ่งใดหนักสิ่งใดเบา ก็เห็นได้ชัดเจนในทันที
เหล่ายอดฝีมือของสี่ตระกูลใหญ่ที่เพิ่งจะพยายามบุกโจมตีเมื่อครู่ ก็ทำการตัดสินใจเลือกล้มเลิกความตั้งใจที่มีต่อซินจั๋วแล้วถอนตัวทันทีเช่นกัน
"ซินจั๋ว ถึงหอสารทสถานเมื่อไหร่ ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นดีแน่!"
ซูเจ๋อเฟิ่งตะโกนคำรามลั่นใส่ยอดเขา ไม่สนหรอกว่าซินจั๋วจะได้ยินหรือไม่ ขอแค่ได้ตะโกนสักทีก็สะใจแล้ว จากนั้นเขาก็นำองครักษ์คอยคุ้มกันซูเมี่ยวจิ่นจากไป
ซินจั๋วกับพวกมู่หรงซิวและชุยอิงเอ๋อร์ยืนอยู่ด้วยกัน มองดูฝูงชนที่ถอยร่นไปราวกับน้ำกระแสน้ำ อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจอย่างสุดซึ้ง ชีวิตช่างไม่แน่นอนจริงๆ วินาทีที่แล้วยังคิดจะหนีอยู่เลย แต่วินาทีถัดมาวิกฤติก็คลี่คลายลงจนหมดสิ้น
ในเวลานี้เอง หยวนโหย่วหรง เฉินกุยเยี่ยน มู่หรงเหลย และซ่งตงสีหลายคนก็ฝืนลุกขึ้นยืน สีหน้าของพวกเขาเคร่งขรึม ประสานมือคารวะ "ประมุขใหญ่ซิน ไม่ว่าท่านจะเป็นโจรภูเขา หรือเป็นบัณฑิตหอสารทสถาน แต่ท้ายที่สุดท่านก็เป็นราษฎรของต้าโจว ยามนี้ต่างแคว้นรุกราน กองทัพกบฏบุกเมือง ควรแยกแยะหนักเบา ปล่อยพวกเรากลับไปรักษาเมืองเถอะ!"
ซินจั๋วไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว ถอยไปด้านข้างทันที "เชิญตามสบาย!"
พวกของมู่หรงเหลยพยักหน้าเล็กน้อย พยุงกันและกันพุ่งตรงลงเขาไป
"แล้ว... พวกเราล่ะ?" ชุยอิงเอ๋อร์มองซินจั๋วด้วยความประหลาดใจ
มู่หรงซิวก็พูดขึ้นมาว่า "ยังจะหนีไปตามแม่น้ำสายใหญ่หลังเขาอยู่ไหมขอรับ?"
ซินจั๋วบิดขี้เกียจ "พูดจาเหลวไหลอะไรกัน มีเทียบเชิญหอสารทสถานคุ้มกาย ในเมืองก็กำลังยุ่งอยู่กับการทำศึก กระดานนี้รอดแล้ว ถึงเวลากลับบ้านเสียที!"







