หวังหยางกลับมาถึงสำนักศึกษาประจำจวิ้น ก็เห็นเฮยฮั่นกำลังรอเขาอยู่
พอเฮยฮั่นเห็นหวังหยาง ก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานมือคารวะพลางร้องขึ้นว่า "คุณชาย ช่วยข้าน้อยด้วย!" น้ำเสียงจริงจังและเจือความร้อนรนอยู่หลายส่วน
หวังหยางกล่าว "รีบลุกขึ้นเร็ว! ตกลงว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ค่อยๆ พูดมา"
"ขอรับ! เช้าวันนี้ข้าน้อยได้รับคำสั่งโยกย้าย ให้ข้าน้อยไปประจำการป้องกันที่จวิ้นเทียนเหมิน เทียนเหมินอยู่ห่างจากเมืองจิงโจวสี่ร้อยกว่าลี้ ข้าน้อยไปคราวนี้ เกรงว่ากว่าจะได้กลับบ้านก็คงปลายปี ถึงตอนนั้นก็คงไม่มีทางดูแลอาอู่ได้แล้ว..."
ก่อนยุคราชวงศ์ถัง หกฉื่อเท่ากับหนึ่งก้าว สามร้อยก้าวเท่ากับหนึ่งลี้ หนึ่งลี้รวมเป็นหนึ่งพันแปดร้อยฉื่อ หนึ่งฉื่อในยุคราชวงศ์ใต้มีความยาว 24.7 เซนติเมตร ระยะทางนี้ถือว่าไม่ไกลนัก เดินเท้าไม่เกินสองวันก็ถึง
แต่วันหยุดรายเดือนในกองทัพมีเพียงสามวัน เฮยฮั่นเดินทางไปกลับก็ต้องใช้เวลาถึงสี่วันแล้ว ย่อมไม่ทันการอย่างแน่นอน อีกทั้งหัวหน้ากองที่นั่นก็ไม่รู้ว่าจะพูดคุยด้วยง่ายหรือไม่ ไม่แน่ว่าอาจจะไม่อนุญาตให้เขาสะสมวันหยุดเพื่อลางานยาวเลยด้วยซ้ำ
อีกทั้งเทียนเหมินยังอยู่ใกล้กับพวกคนเถื่อนทางใต้ ความกดดันในการป้องกันชายแดนมีมากกว่าที่นี่มากนัก ดีไม่ดีแม้แต่วันหยุดรายเดือนตามปกติก็อาจจะไม่รับรองให้ด้วยซ้ำ หากเป็นเช่นนั้นก็จะไม่มีทางกลับบ้านมาดูแลอาอู่ได้บ่อยๆ แล้ว แม้กระทั่งการส่งเสบียงส่งเงินทุกเดือนก็คงกลายเป็นปัญหา
หวังหยางฟังเฮยฮั่นร่ายยาวจบ ก็เอ่ยถาม "เทียนเหมินอยู่ใกล้คนเถื่อนทางใต้ จะมีอันตรายหรือไม่"
"ข้าน้อยไม่รู้แน่ชัดว่าจะถูกส่งไปที่ใด แต่ไม่ว่าจะส่งไปที่ใด ก็ต้องอันตรายกว่าป้อมอาชวีมากอย่างแน่นอนขอรับ
ตอนนี้บ้านเมืองค่อนข้างวุ่นวาย เมื่อหนึ่งเดือนก่อนป้อมยามเฉากงหลินก็เพิ่งถูกกวาดล้างไป ทั้งที่นั่นยังอยู่ในเขตอำเภอเจียงหลิงแท้ๆ!
จวิ้นเทียนเหมินตั้งอยู่ท่ามกลางพวกคนเถื่อน เกรงว่าพวกคนเถื่อนคงจะเหิมเกริมยิ่งกว่า แต่ข้าน้อยเป็นครัวเรือนทหาร เดิมทีก็ไม่ควรมาเลือกว่าอันตรายหรือไม่อันตราย ทว่าคำสั่งโยกย้ายนี้ดูเหมือนจะค่อนข้าง... แปลกประหลาดอยู่บ้างขอรับ"
เฮยฮั่นเผยสีหน้าฉงนใจเป็นอย่างมาก
หวังหยางสายตาจดจ่อ "แปลกประหลาดอย่างไร"
"การเกณฑ์ทหารไปประจำการโดยทั่วไปล้วนเกณฑ์จากคนในจวิ้นของตน น้อยนักที่จะไปเกณฑ์จากจวิ้นอื่น ถึงแม้กำลังคนไม่พอและต้องโยกย้ายมาจากที่อื่น ก็เป็นการโยกย้ายมาทั้งค่ายทั้งป้อม แม้จะเป็นการสุ่มเกณฑ์ ก็เป็นทางแต่ละค่ายแต่ละป้อมคัดเลือกคนเอง ทว่าคำสั่งโยกย้ายของข้าน้อยฉบับนี้กลับส่งตรงมาถึงข้าน้อยโดยเฉพาะ ด้านบนมีชื่อของข้าน้อยอยู่ด้วยขอรับ..."
"ในกองของพวกเจ้า โยกย้ายแค่เจ้าคนเดียวอย่างนั้นหรือ"
"ใช่ขอรับ แม้แต่หัวหน้ากองของพวกเราก็ยังรู้สึกแปลกใจ ยังถามข้าน้อยอยู่เลยว่าไปใช้เส้นสายอะไรมาหรือเปล่า ถึงได้จงใจโยกย้ายไปที่จวิ้นเทียนเหมิน ยังนึกว่าพอข้าน้อยไปถึงที่นั่นแล้วจะได้เลื่อนขั้นเสียอีก! ตอนแรกข้าน้อยยังคิดอยู่เลยว่าจะเป็นการจัดการของคุณชายหรือไม่ แต่ต่อมาข้าน้อยก็คิดได้ว่า คุณชายรู้เรื่องของอาอู่ ย่อมไม่โยกย้ายข้าน้อยไปจวิ้นอื่น อีกอย่างถึงแม้จะต้องการเลื่อนขั้นให้จริงๆ ก็ต้องบอกกล่าวกันก่อนอย่างแน่นอน"
หวังหยางเองก็รู้สึกว่าแปลกประหลาดอยู่บ้าง จึงเอ่ยถาม "ก่อนหน้านี้เคยเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นบ้างหรือไม่"
เฮยฮั่นคิดใคร่ครวญแล้วตอบ "ไม่เคยมีมาก่อนเลยขอรับ เมื่อสองปีก่อนพวกเราเคยถูกสุ่มเกณฑ์ไปที่จวิ้นหย่งหนิง แต่นั่นก็เป็นการสุ่มเกณฑ์ไปทั้งกอง กรณีที่นายทหารจะถูกระบุชื่อเรียกตัวนั้นพอมีอยู่บ้าง แต่ข้าน้อยเป็นเพียงพลทหารคนหนึ่งเท่านั้น จะมาระบุชื่อข้าน้อยได้อย่างไร หรือว่าทางกองทัพทหารจะเปลี่ยนกฎระเบียบแล้ว"
หวังหยางนิ่งเงียบ
เรื่องนี้ดูมีลับลมคมในแฝงอยู่ เรื่องที่ผิดปกติย่อมต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ชอบมาพากล เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าความไม่ชอบมาพากลนั้นอยู่ที่ใดก็เท่านั้น
หากมีความไม่ชอบมาพากลจริงๆ สิ่งนั้นพุ่งเป้าไปที่เฮยฮั่นอย่างนั้นหรือ หรือว่าจะเป็นเซี่ยงจวงรำดาบ ซ่อนเจตนาแท้จริงเอาไว้ที่หลิวปัง
ถอยมาพูดอีกก้าวหนึ่ง ถึงแม้จะไม่มีเบื้องหลังอะไร เทียนเหมินแห่งนั้นก็เป็นดินแดนอันตราย ทางที่ดีไม่ควรให้เฮยฮั่นไปจะดีกว่า
เฮยฮั่นเห็นหวังหยางไม่พูดอะไร ในใจก็ว้าวุ่นเป็นอย่างยิ่ง "คุณชาย..."
หวังหยางกล่าว "ไม่เป็นไร ข้าจะหาวิธีเอง"
เฮยฮั่นมองหวังหยางด้วยความซาบซึ้งใจเป็นล้นพ้น
ก่อนมาเขาอุตส่าห์ขอร้องให้หัวหน้ากองเซวียอนุญาตให้ลางาน สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือหวังหยางจะไม่ยอมช่วยเหลือ
ท้ายที่สุดแล้ว หวังหยางก็ช่วยเหลือเขามามากพอแล้วจริงๆ
......
หวังหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจพาเฮยฮั่นไปหาหลิวเจา เพื่อขอให้หลิวเจาช่วยเหลือ
หลิวเจาผู้นี้มีข้อดีใหญ่หลวงอยู่สองประการ หนึ่งคือมีจิตใจบริสุทธิ์ สองคือเป็นมิตรกับผู้คน อีกทั้งเขายังไม่สืบสาวราวเรื่องให้ลึกซึ้งว่าเฮยฮั่นเปลี่ยนจากพลทหารรักษาการณ์มาเป็นผู้ติดตามชั่วคราวของหวังหยางได้อย่างไร
เขาฟังหวังหยางเล่าจบ ก็กล่าวด้วยความลำบากใจ "เรื่องในกองทัพ ข้าไม่มีปากมีเสียงจริงๆ"
หวังหยางฉวยโอกาสกล่าวว่า "หากสามารถหลุดพ้นจากทะเบียนทหารได้โดยตรงเลยจะยิ่งดี"
ริมฝีปากของเฮยฮั่นสั่นระริก ก่อนหน้านี้เขาเคยมีความหวังลมๆ แล้งๆ แบบนี้มาก่อน และยังเคยจงใจยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดต่อหน้าหวังหยางด้วยซ้ำไป แม้กระทั่งเป้าหมายแรกเริ่มในการประจบประแจงหวังหยางก็เพื่อการนี้ ทว่าตอนนั้นหวังหยางไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เขาจึงล้มเลิกความตั้งใจไป
ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าคุณชายจะยังจำได้!
หลิวเจาขมวดคิ้วแน่น
"หลุดพ้นจากทะเบียนทหารหรือ เรื่องแบบนี้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่!
การปลดปล่อยครัวเรือนทหารตามกฎระเบียบล้วนต้องรายงานให้กรมซ่างซูถอดชื่อออกจากทะเบียน โดยทั่วไปแล้วหากไม่สร้างผลงานความดีความชอบอันโดดเด่น ก็ต้องเป็นโอรสสวรรค์มีราชโองการประทานรางวัลให้หลุดพ้นจากทะเบียนทหาร
หากพูดถึงการออกราชโองการ ในสมัยอดีตฮ่องเต้เซี่ยวอู่แห่งราชวงศ์ก่อนเคยมีอยู่สองครั้ง ล้วนเป็นกรณีพิเศษตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์นี้มา ยังไม่เคยมีมาก่อนเลย
ส่วนเรื่องการฝากฝังเป็นการส่วนตัวเมื่อก่อนมีอยู่ไม่น้อย ทว่าตั้งแต่มีการตรวจสอบสำมะโนครัว การจัดการก็ยิ่งเข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ..."
ตอนที่หลิวเจาช่วยคิดหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องทะเบียนราษฎร์ให้หวังหยางก็เคยเอ่ยถึง 'การตรวจสอบสำมะโนครัว' มาแล้วครั้งหนึ่ง วันนี้ถือเป็นการเอ่ยถึงครั้งที่สอง หวังหยางไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ยุคราชวงศ์ฉีใต้ แต่กลับรู้ว่าราชวงศ์จิ้นตะวันออกและราชวงศ์หลิวซ่งล้วนเคยมีการ 'ตรวจสอบสำมะโนครัว' เช่นกัน
'การตรวจสอบสำมะโนครัว' เป็นคำเรียกย่อของการตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ พูดง่ายๆ ก็คือการสำรวจสำมะโนประชากรนั่นเอง
นับตั้งแต่ห้าชนเผ่าก่อความวุ่นวายในจงหยวน และดินแดนทางเหนือตกเป็นของข้าศึก ชาวเหนือจำนวนมหาศาลก็อพยพลงใต้ ส่งผลให้ทะเบียนราษฎร์เกิดความสับสนวุ่นวาย
ด้านหนึ่ง ตระกูลใหญ่ผู้มีอิทธิพลซุกซ่อนประชากร จับราษฎรมาเป็นทาสและทหารส่วนตัวของตน
อีกด้านหนึ่ง ราษฎรจำนวนมากไม่ว่าจะเพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อแสวงหาบันไดไต่เต้าเลื่อนขั้น ล้วนยินยอมพึ่งพิงหลบภัยภายใต้ร่มเงาของชนชั้นสูง
ยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีและการเกณฑ์ทหาร ก็อาจใช้เงินปลอมแปลงทะเบียนราษฎร์ให้เป็นชนชั้นสูง หรือแกล้งตายเพื่อหนีทะเบียนราษฎร์ หรือติดสินบนเจ้าหน้าที่เสมียนผู้ทำเรื่อง เพื่อเปลี่ยนแปลงอายุ สรุปแล้วล้วนมีวิธีอันแยบยลแตกต่างกันไป
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ข้อเสียก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การที่ราษฎรซึ่งมีชื่อในทะเบียนราษฎร์มีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ บัญชีทะเบียนราษฎร์เต็มไปด้วยความผิดพลาดมากมาย
เพื่อรักษาความเข้มแข็งของชาติ ราชวงศ์จิ้นตะวันออกและราชวงศ์หลิวซ่งล้วนเคยดำเนินการตรวจสอบสำมะโนครัวมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง
ราชวงศ์ฉีใต้ก็เช่นเดียวกับสองราชวงศ์ก่อนหน้า นับตั้งแต่เพิ่งก่อตั้งประเทศก็ใช้นโยบายตรวจสอบสำมะโนครัว หลังจากที่โอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ ก็ยิ่งผลักดันกระบวนการตรวจสอบสำมะโนครัวอย่างเต็มที่ ไม่เพียงแต่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และลงโทษผู้ปลอมแปลงทะเบียนราษฎร์อย่างหนักเท่านั้น ทว่ายังมีการก่อตั้งหน่วยงานตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ เพื่อคอยกำกับดูแลและตรวจสอบทะเบียนราษฎร์โดยเฉพาะ ถึงขั้นที่นโยบายนี้เคยปลุกปั่นให้เกิดการก่อกบฏที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งแผ่นดินมาแล้ว
ในเวลานี้หวังหยางไม่รู้ถึงสถานการณ์แน่ชัดของการตรวจสอบสำมะโนครัวในราชวงศ์ฉีใต้ และยิ่งไม่รู้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ตัวเขาจะต้องถูกดึงเข้าไปพัวพันกับผลพวงของการก่อกบฏครั้งนี้ที่จบลงไปนานถึงสี่ปีแล้ว
"แต่ว่าข้าพอจะมีวิธีอยู่วิธีหนึ่ง" หลิวเจาพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"หกวันให้หลังจะมีการถกวิชาความรู้ที่ลานไป๋หู่ ท่านอ๋องจะประทานรางวัลให้แก่ผู้ชนะเป็นเงินหนึ่งแสนอีแปะ หากเจ้าชนะ ก็จงปฏิเสธเงินทองเหล่านั้นเสีย แล้วขอประทานรางวัลจากท่านอ๋องแทน
การจะขอให้ปลดปล่อยจากครัวเรือนทหารโดยตรงนั้นค่อนข้างลำบาก แต่การที่เจ้าใช้ฐานะของตระกูลหวังแห่งหลางหยา ขอร้องให้ท่านอ๋องโอนย้ายทะเบียนทหารของเขามาเป็นทะเบียนสังกัดของเจ้า ซึ่งก็คือกองกำลังส่วนตัว ท่านอ๋องก็น่าจะยอมตกลง"
กองกำลังส่วนตัวในยุคราชวงศ์เหนือใต้หมายถึงประชากรที่พึ่งพิงอาศัยชนชั้นสูง มีฐานะสูงกว่าทาสรับใช้ พักอาศัยอยู่ในจวนในฐานะลูกศิษย์คนสนิทหรือบ่าวไพร่ หากจับอาวุธขึ้นมาก็คือทหารยามรักษาการณ์ประจำตระกูล
แม้นจะเป็นทหารส่วนตัว ทว่าในนามแล้วยังคงเป็นกองกำลังติดอาวุธของราชสำนัก ยามสงครามก็จะออกรบพร้อมกับเจ้านาย ถือเป็นกองกำลังป้องกันประเทศที่ทางการให้การรับรอง ดังนั้นบางครั้งจึงพบเห็นการโอนย้ายสับเปลี่ยนระหว่างกองกำลังส่วนตัวกับครัวเรือนทหาร ซึ่งง่ายกว่าการเปลี่ยนจากครัวเรือนทหารไปเป็นสามัญชนมากนัก ด้วยเหตุนี้ ในบางสถานการณ์พิเศษ กองทัพทหารในท้องถิ่นก็อาจจะมอบครัวเรือนทหารของทางการให้เป็นกองกำลังส่วนตัวของชนชั้นสูงได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นตอนที่ขุนนางผู้คุมกำลังทหารในท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง ก็จะมีการประทานกองกำลังส่วนตัวให้เป็นรางวัล ซึ่งในเวลานั้นเรียกว่า 'ซ่งกู้'
เฮยฮั่นดีใจจนเหนือความคาดหมาย
"ข้าน้อยยินดีเป็นกองกำลังส่วนตัวของคุณชายขอรับ! เพียงแต่... ข้าน้อยรอไปจนถึงหกวันให้หลังไม่ไหวแล้ว คำสั่งโยกย้ายระบุให้ข้าน้อย 'รับคำสั่งแล้วออกเดินทางทันที' ข้าน้อยต้องพร่ำอ้อนวอนขอร้องหัวหน้ากอง ถึงได้แลกกับเวลาจัดการเรื่องทางบ้านได้เพียงหนึ่งวัน พรุ่งนี้เช้าตรู่ก็ต้องออกเดินทางแล้วขอรับ"







