วิถีอัญเชิญเทพสถิตร่าง สามารถทำให้ผู้ใช้ไม่ถูกล่อลวง อีกทั้งยังได้รับพลังของ ‘ทวยเทพ’ แม้ว่าหากใช้วิถีอัญเชิญเทพสถิตร่างมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญเพียรของตนเอง แต่เมื่อนำมาใช้ในยามคับขัน ก็นับได้ว่าเป็นคาถาอาคมที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
ในช่วงเวลานี้ จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ตกอยู่ในความลุ่มหลง นัยน์ตาทั้งสองมองเห็นทุกสิ่งเบื้องหน้าอย่างชัดเจน แม้จะยังมีหมอกหลงเหลืออยู่ ทว่ากลับมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในหมอกนั้นได้อย่างกระจ่างแจ้ง
สิ่งนั้นคือศีรษะมนุษย์ที่ถูกแขวนห้อยต่องแต่ง ศีรษะแต่ละหัวล้วนมัดมวยผม และถูกแขวนเอาไว้ด้วยโซ่เหล็ก ทว่าสถานที่แห่งนี้กลับไม่ใช่เส้นทางคดเคี้ยววนเวียนอีกต่อไป แต่กลายเป็นลานสี่เหลี่ยมจัตุรัสแห่งหนึ่ง
ลานแห่งนี้ดูคล้ายแท่นบูชา บนแท่นบูชาเรียงรายไปด้วยไหสีดำล้วน ปากไหทุกใบล้วนถูกปิดผนึกมิดชิด บนไหแต่ละใบมีลวดลายเคลือบเงาลี้ลับ น่าเกลียดน่ากลัวราวกับยันต์ผี
ยันต์กระแสหลักบนโลกนี้ มีทั้งตรามังกรอักขระหงส์ ลายอัสนี ลายเมฆา อักษรลักษณ์ อักษรกัดกร่อน ยันต์เทพ อักษรมนุษย์ และอื่นๆ ทว่านอกเหนือจากนี้ ยังมียันต์ผี ลายแมลง และอื่นๆ ที่หาได้ยาก ลวดลายเคลือบเงาเหล่านี้จัดอยู่ในประเภท ‘ยันต์ผี’ หรือที่เรียกอีกอย่างว่าลายมือผี ล้วนมีพลังในการรวบรวมความอาฆาตและไอหยิน
ยามนั้น เขารู้สึกว่าเบื้องหลังเงียบสงัด เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นเพียงจวงซินเหยียนยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง
“คนอื่นล่ะ?” จ้าวฟู่อวิ๋นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
จวงซินเหยียนยื่นมือชี้ไปยังอีกทิศทางหนึ่ง ตรงนั้นเป็นหน้าผา เบื้องล่างมีแต่ความมืดมิด
“เหตุใดเจ้าถึงไม่ไปเล่า?” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
“ตัวข้า ไม่ถนัดกระโดดหน้าผา” จวงซินเหยียนมองไปยังหน้าผาที่มืดมิดทางนั้นแล้วกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นเองก็จ้องมองไปยังทิศทางนั้นเช่นกัน น่าเสียดายที่มองไม่เห็นสิ่งใดเลย มีเพียงความมืดมิดเท่านั้น
“อาจารย์สวินของข้าค้นพบสิ่งใดอย่างนั้นหรือ?” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
“อาจารย์สวินของเจ้านั้นทั้งหยิ่งยโสและปากคอเราะร้าย ไหนเลยจะยอมปริปากบอกสิ่งใดกับผู้อื่น ข้าได้ยินนางหัวเราะเยาะหยันคราหนึ่งแล้วก็กระโดดลงไปทางนั้นอย่างกะทันหัน ข้าดูแล้วคงจะถูกบางสิ่งล่อลวงเอาแน่ๆ” จวงซินเหยียนกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นฟังนางพูดไปพลาง ก็มองศีรษะมนุษย์ที่ถูกแขวนห้อยไว้ซึ่งดูราวกับมีชีวิตทีละหัวไปพลาง พยายามไม่ส่งเสียงดัง เพื่อไม่ให้ตนเองไปรบกวนสิ่งเหล่านั้น
“หัวเราะเยาะ? เหตุใดอาจารย์สวินจึงหัวเราะเยาะเล่า?” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถามตามน้ำ
“อาจารย์สวินของเจ้าสตรีผู้นั้น ไม่ใช่ว่ามักจะหัวเราะเยาะโดยไร้สาเหตุอยู่บ่อยๆ หรอกหรือ? นางถนัดนักเรื่องถากถางผู้อื่น!” จวงซินเหยียนฉวยโอกาสพูดความคิดในใจของตนออกมา
ในช่วงเวลาที่ตึงเครียดเช่นนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ต้องการพัวพันกับเรื่องเหล่านี้ไม่เลิกรา จึงเปลี่ยนเรื่องถามว่า “เหตุใดเจ้าถึงไม่ถูกล่อลวงเล่า?”
“ในกายข้ามีสายเลือดปีศาจแมว ไม่เกรงกลัวการล่อลวง” จวงซินเหยียนกล่าว
แม้ในใจจ้าวฟู่อวิ๋นจะเคยคิดไว้ก่อนแล้วว่านางอาจจะมีสถานการณ์เช่นนี้ แต่ก็เพิ่งจะได้รับการยืนยันเอาตอนนี้เอง
ในเมื่อสวินหลานอินที่อยู่เบื้องหลังไม่อยู่แล้ว เขาก็ยิ่งต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น เขาพินิจมองสถานที่แห่งนี้ บนพื้นเต็มไปด้วยไหสีดำที่ลี้ลับและพิลึกพิลั่น ส่วนตัวเขากำลังยืนอยู่ตรงกลาง ถูกไหสีดำห้อมล้อมเอาไว้ มืดฟ้ามัวดินไปหมด ให้ความรู้สึกกดดันอย่างยิ่ง
ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น เขากลับมองเห็นดวงตาขนาดมหึมาดวงหนึ่ง กำลังจ้องมองลงมาจากเบื้องบน
ในใจสะดุ้งตกใจเล็กน้อย หลังจากมองชัดเจนแล้ว จึงพบว่านั่นคือดวงตาที่ถูกฝังเอาไว้ ลูกตาตาดำสีม่วงตรงกลางนั้นมีขนาดใหญ่โต กำลังจ้องเขม็ง สามารถสัมผัสได้ว่าภายในดวงตานั้นมีพลังแห่งความลุ่มหลงขุมหนึ่ง หมายจะแทรกซึมเข้ามาในจิตใจของตน แต่ทว่าล้วนถูก ‘เทพเพลิง’ ที่ประทับร่างอยู่ผลักไสออกไปจนหมดสิ้น
เช่นนี้แล้ว เขาจึงสามารถมองดูอย่างละเอียดได้ ลูกตาสีม่วงขนาดใหญ่ดวงนั้นไม่ใช่เพียงดวงเดียว หากแต่มีหลายดวงเรียงรายต่อกันจนเกิดเป็นค่ายกลดวงตา
เมื่อรวมเข้ากับศีรษะมนุษย์ที่ห้อยต่องแต่งอยู่เบื้องล่างนี้ ก็ก่อให้เกิดเป็นค่ายกลมายาแห่งหนึ่ง ซึ่งสามารถล่อลวงจิตใจคนได้
และในตอนนั้นเอง เขาก็พบว่าศีรษะมนุษย์ที่แขวนอยู่เหล่านี้กำลังสั่นไหว ราวกับยังคงมีสติสัมปชัญญะ ศีรษะแต่ละหัวลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขาก็คือ ภายใต้เปลือกตานั้นกลับไม่มีลูกตาอยู่เลย แต่เป็นแมลงทีละตัวๆ
แมลงเหล่านั้นบินออกมา และพุ่งเข้าใส่จ้าวฟู่อวิ๋น
จวงซินเหยียนที่อยู่เบื้องหลังอุทานด้วยความตกใจคราหนึ่ง แล้วกระโจนลงบนพื้น กลายร่างเป็นแมววิ่งหนีไปตามเส้นทางที่มา ทิ้งจ้าวฟู่อวิ๋นที่ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมเอาไว้
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้หลบหนี เพราะเขารู้ว่าตนเองไม่มีทางหนีพ้น อีกทั้งยังไม่มีวิชาตัวเบาอันปราดเปรียวที่สามารถแปลงกายเป็นแมวได้อย่างจวงซินเหยียน
รูปสลักเทพเพลิงบนแผ่นหลังของเขามีแสงสว่างเปล่งประกายออกมา ส่วนเปลวไฟในตะเกียงบนมือของเขาก็สาดแสงเจิดจ้า ในชั่วขณะนี้เขากลับหลับตาลง นับตั้งแต่เมื่อคืนวานซืนที่เผากู่แมลงไปมากมายปานนั้น เขาก็ยิ่งเชี่ยวชาญวิชาควบคุมเพลิงมากขึ้น
หลับตาลง ย่อมไม่ถูกสิ่งที่ดวงตามองเห็นมารบกวน และภายใต้แสงไฟที่สาดส่อง แมลงบินเหล่านั้นกลับปรากฏชัดเจนในสัมผัสความคิดของเขาอย่างแจ่มแจ้ง เห็นเพียงมือขวาของจ้าวฟู่อวิ๋นทำนิ้วกระบี่ชี้ไปยังเปลวตะเกียง โดยไม่ได้เคลื่อนไหวอันใด ทว่าแมลงบินที่พุ่งเข้ามาในแสงไฟเหล่านั้น ล้วนแต่ลุกไหม้ขึ้นมาอย่างกะทันหันทีละตัว
จวงซินเหยียนที่หลุดพ้นจากวงล้อมไปแล้ว มองดูจ้าวฟู่อวิ๋นที่อยู่ท่ามกลางฝูงแมลงห้อมล้อม รอบกายมีแสงไฟพวยพุ่ง ประกายไฟดวงเล็กๆ เต้นระบำ ราวกับมีจังหวะอันน่าอัศจรรย์บางอย่าง แผดเผาแมลงเหล่านั้น ในที่สุดนางก็ตระหนักได้ว่า แมลงที่เห็นในมณฑลพิธีของจ้าวฟู่อวิ๋นในวันนั้นมาจากที่ใด
ฉับพลัน จ้าวฟู่อวิ๋นสะบัดมือคราหนึ่ง ประกายไฟดวงเล็กๆ ก็กระจายตัวออกไป กลายสภาพเป็นลูกศรเพลิงที่ปลิวว่อน ตกลงบนศีรษะมนุษย์ที่ห้อยต่องแต่งเหล่านั้นทีละหัว
ศีรษะมนุษย์ลุกไหม้ในพริบตา ไอหยินและความอาฆาตที่อยู่ภายในถูกแผดเผาจนถูกบีบให้ออกมา อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นเน่าพวยพุ่งขึ้น จ้าวฟู่อวิ๋นใจกระตุกวาบ รีบถอยร่นออกไป เขารู้สึกว่าในควันเหล่านั้นมีพิษ
ถอยร่นมาอยู่ข้างกายจวงซินเหยียน เขามองไปยังจุดที่นางบอกก่อนหน้านี้ว่าสวินหลานอินกระโดดลงไป พบว่าที่แห่งนั้นแท้จริงแล้วมีเส้นทางแคบๆ สายหนึ่ง
จึงรีบวิ่งตามเส้นทางแคบๆ นั้นลงไป ส่วนจวงซินเหยียนมองดูเสื้อผ้าของตนเอง ท้ายที่สุดก็ไม่ได้คืนร่างเป็นมนุษย์เพื่อสวมเสื้อผ้า แต่กลับใช้ร่างแมวติดตามไปอย่างกระชั้นชิด
เขาเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางเล็กๆ บนหน้าผา วนเวียนลงสู่เบื้องล่าง แต่ทว่า ภายในหูของเขากลับไม่มีเสียงใดๆ เลย เงียบสงัดจนน่ากลัว
ก้นบึ้งเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ เขายื่นมือชี้ไปยังตะเกียงของตนคราหนึ่ง นกเพลิงตัวหนึ่งโบยบินออกไป ร่วงหล่นลงท่ามกลางสายหมอก ส่องสว่างพื้นที่เล็กๆ แห่งหนึ่ง
จากนั้นก็ใช้วิชามายาสร้างนกเพลิงออกมาอย่างต่อเนื่องอีกสามตัว รวมทั้งหมดเป็นสี่ตัวบินวนเวียนอยู่ท่ามกลางสายหมอก ส่องสว่างอาณาบริเวณหนึ่ง
แล้วเขาก็มองเห็นเบื้องล่าง ยายงู แม่เฒ่าโหยว และหลีย่งล้วนล้มลงกองกับพื้น มีเพียงสวินหลานอินที่ถือธงวิเศษลี้ลับผืนนั้นของนาง เดินก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว
บนร่างของสวินหลานอินมีแสงอาคมกลิ่นอายวารี เชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกับธงในมือ ห่อหุ้มตัวนางเอาไว้อย่างมิดชิด ทุกครั้งที่ธงในมือโบกสะบัดก็จะก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
เขาตระหนักดีว่า สำหรับสิ่งของจำพวกหยินชั่วร้ายนั้น วิชาเพลิงหยางบริสุทธิ์นับว่าดีที่สุด ส่วนปราณซาที่สวินหลานอินหลอมรวมนั้น เห็นได้ชัดว่าจัดอยู่ในประเภทปราณซาเสวียนหยิน ซึ่งนางไม่ถนัดคาถาอาคมประเภทเปลวเพลิงเลย
กระนั้นก็ตาม ของวิเศษประเภทธงที่นางหลอมสร้างขึ้น กลับมีความสามารถในการดูดซับจิตวิญญาณและวารีแท้ จึงไม่เกรงกลัวต่อสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น ดังนั้นทุกครั้งที่นางโบกสะบัดธง นางก็จะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยามที่นางสะบัดธงวิเศษในมือ หมอกเบื้องล่างก็พากันถอยร่นด้วยความหวาดกลัว
ส่วนเบื้องบน จ้าวฟู่อวิ๋นอาศัยแสงสว่างจากนกเพลิงทั้งสี่ตัว มองเห็นเลือนรางว่าบนเตียงหยกเบื้องหน้านั้น กลับมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ เพียงแต่ร่างของคนผู้นี้มีสภาพราวกับกระดูกแห้งเหี่ยว
ทว่า เขายืนมองจากที่สูง กลับรู้สึกรางๆ ว่า สิ่งที่ชั่วร้ายอย่างแท้จริงไม่ใช่กระดูกแห้งนั่น แต่เป็นหมอกผืนนั้นต่างหาก กระดูกแห้งนั่นก็เป็นเพียงหลุมพรางที่ใช้ล่อลวงเท่านั้น
เขามองลงไปเบื้องล่าง เห็นสวินหลานอินที่กำลังคืบคลานเข้าไปทีละก้าว ในใจก็กระตุกวาบ ชี้มือคราหนึ่ง นกเพลิงทั้งสี่ตัวก็บินวนเวียนพุ่งทะยานขึ้นไปในสายหมอก
หมอกหนาทึบผืนนั้นถูกนกเพลิงพุ่งทะลวงจนสลายไป ท่ามกลางจังหวะที่นกเพลิงจวนเจียนจะพุ่งเข้าใส่ร่างของ ‘คน’ ผู้นั้น ดูเหมือนมันจะไม่ต้องการให้เปลวเพลิงสัมผัสโดนร่างกาย เพราะทันทีที่เปลวเพลิงร่วงหล่นลงบนร่างคนกระดูกแห้ง สวินหลานอินก็จะสามารถแยกแยะได้ทันทีว่าคนกระดูกแห้งนั้นอยู่ในสภาพใด
หมอกหนาทึบในความว่างเปล่าจู่ๆ ก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมา คล้ายกับก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนพายุไร้รูปลักษณ์ ม้วนตัวเข้าหานกเพลิงเหล่านั้น
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกเพียงว่า นกเพลิงของตนพุ่งทะยานลงไปในน้ำ คล้ายมีเสียงประหลาดตวาดก้องอยู่ข้างหู “ข้าจะกินเจ้าซะ!”
แสงตะเกียงในมือของเขาริบหรี่ลงอย่างรวดเร็ว จิตอาคมของเขาหลอมรวมอยู่ภายในตะเกียง ดังนั้นตะเกียงในมือยามนี้จึงเป็นตัวแทนเจตจำนงของเขาเอง อีกทั้งยังอัญเชิญเจตจำนงแห่ง ‘เทพเพลิง’ มาประทับร่าง ถึงกระนั้น ภายในชั่วพริบตานี้มันก็หม่นแสงลงราวกับจะดับมอดไป
เขารู้สึกเพียงว่ามีความมืดมิดผืนหนึ่งกดทับลงมา ท่ามกลางความมืดมิดมีใบหน้าอันมืดครึ้มใบหนึ่ง อ้าปากขึ้นก็หมายจะเป่าตะเกียงในมือเขาให้ดับ เขารู้ดีว่า การเป่าครานี้ สิ่งที่เป่าให้ดับหาใช่ตะเกียงไม่ แต่เป็นแสงแห่งจิตวิญญาณของเขาเองต่างหาก
และในขณะเดียวกัน สวินหลานอินก็ตวัดธงเสวียนหยวนดูดซับวารีในมือม้วนเข้าใส่สายหมอกบนท้องฟ้า ธงผืนเล็กในมือกลับใช้วิชามายากลายเป็นธงผืนใหญ่ ได้ยินเพียงนางร่ายมนตร์ออกจากปาก “ดูดซับ!”
เพียงชั่วพริบตา ก็มีเงาร่างสายหนึ่งถูกม้วนเข้าไปในธง จากนั้นก็เห็นหมอกเหล่านั้นทะลักเข้าไปหาธงเช่นกัน ส่วนเสียงประหลาดอันชั่วร้ายในหูของจ้าวฟู่อวิ๋นก็สลายไปทันที
ในใจเขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อครู่เขารู้สึกว่าสวินหลานอินอาจจะถูกล่อลวงไปแล้ว เขาจึงใช้นกเพลิงโจมตีเพื่อลองเปิดโปงดู การทำเช่นนี้อาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย ท้ายที่สุดแล้วระดับพลังก็ห่างชั้นกันมาก ในชั่วพริบตาเมื่อครู่นี้ หากสวินหลานอินช้าไปเพียงนิดเดียว เขาคงต้องตายไปแล้ว
แต่ทว่าสวินหลานอินเห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่มีความสามารถในการประลองอาคมเก่งกาจยิ่งนัก ในชั่วขณะนั้น นางมองเห็นความจริงความเท็จออกอย่างทะลุปรุโปร่ง จากนั้นจึงร่ายคาถาอาคมสร้างผลงานในคราวเดียว
จ้าวฟู่อวิ๋นลงมาถึงด้านล่างอย่างรวดเร็ว ยังคงมองเห็นบนธงวิเศษของสวินหลานอินผืนนั้น มีกลิ่นอายจิตวิญญาณภูตผีสายหนึ่งกำลังดิ้นรน ราวกับต้องการหลุดพ้นออกมา ทว่ากลับเห็นสวินหลานอินยื่นนิ้วหยกออกไป ปลายนิ้วทอแสงประกายวาบ จิ้มลงบนผืนธง จิตวิญญาณที่ยังคงดิ้นรนประหนึ่งถูกโจมตีอย่างหนัก ถูกดูดเก็บเข้าไปในธงอย่างรวดเร็ว
สวินหลานอินมองดูจ้าวฟู่อวิ๋น แล้วกล่าวว่า “ไม่เลว”
นางกล่าวจบ ก็เดินมาถึงเบื้องหน้าร่างกระดูกแห้งนั้น
ร่างกระดูกแห้งสวมชุดคลุมอาคมสีดำลายม่วง ร่างกายแห้งเหี่ยวไร้เส้นผม คล้ายกับถูกสิ่งใดแผดเผามา
ส่วนสิ่งที่ดึงดูดใจจ้าวฟู่อวิ๋นอย่างแท้จริงกลับเป็นตะเกียงดวงหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านข้าง
นั่นคือตะเกียงสีเขียวครามดวงหนึ่ง รูปทรงของตะเกียงดูล้าสมัยอย่างยิ่ง ด้านล่างเป็นฐานกลม ตรงกลางคือเสากลวง ส่วนยอดมีขนาดใหญ่กว่าเสาตะเกียงตรงกลางเล็กน้อย
และสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหลือเชื่อที่สุดก็คือ บนตะเกียงทองคำนี้ไม่มีเปลวไฟสว่างไสว ทว่ากลับมีกลุ่มไอปราณเพลิงหมุนวนอยู่ภายใน ให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุดแก่เขา
“ที่แท้ เขาก็ถูกเพลิงกัลป์แผดเผาจนตายนี่เอง” สวินหลานอินกล่าว
เมื่อได้ยินสวินหลานอินกล่าวเช่นนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นจึงค่อยพบว่าบนศพที่มีสภาพราวกับกระดูกแห้งนี้ ไม่มีไอหยินชั่วร้ายแม้แต่น้อย ทว่าภายในศพกลับมีไอปราณเพลิงแห้งผากสายหนึ่ง คล้ายกับถูกเปลวไฟอบย่างมาเป็นเวลานาน
แต่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรผู้นี้บุกเบิกมณฑลพิธีในภูเขาลูกนี้ ทั้งยังเลี้ยงภูตผีและเพาะกู่ พลังอาคมที่เขาฝึกปรือล้วนต้องเป็นธาตุหยินอย่างแน่นอน หลังจากสิ้นใจแล้ว ร่างกายเนื้อย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเต็มไปด้วยไอปราณเพลิงแห้งผากเช่นนี้ และการที่เป็นเช่นนี้ได้ ก็เป็นไปได้เพียงว่าถูกเปลวไฟแผดเผาจนตายเท่านั้น
อีกทั้งไม่ใช่การถูกเปลวไฟทั่วไปเผาตาย แต่ถูกเปลวเพลิงอันลี้ลับบางชนิด แผดเผาจิตวิญญาณและเลือดลมบนร่างของเขาจนเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น
เช่นนั้นแล้ว เพลิงกัลป์ที่สวินหลานอินกล่าวถึงจึงมีความเป็นไปได้สูงมาก
และด้วยเหตุนี้เอง จิตวิญญาณของมันสมควรจะหลบหนีออกมาได้ก่อนก้าวหนึ่ง
“ตะเกียงดวงนี้เจ้ารับไว้เถอะ น่าจะมีประโยชน์กับเจ้าอย่างมาก แต่เจ้าต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้ถูกเพลิงกัลป์ที่อยู่ภายในเผาไหม้เอาได้ มิเช่นนั้นแล้ว ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้” สวินหลานอินกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นประคองตะเกียงดวงนั้นขึ้นมา จากนั้นสวินหลานอินกลับหยิบขวดใบหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมา นางหยิบมามองดูภายใน ใบหน้าเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจระคนยินดีพลางกล่าวว่า “ภายในนี้กลับเป็นวารีแท้เสวียนหยิน ดูเหมือนว่าคนผู้นี้เพื่อที่จะดับเพลิงกัลป์บนร่างให้มอดดับ ถึงกับทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดของตนเพื่อแลกเปลี่ยนวารีแท้เสวียนหยินขวดนี้มา”
“เมื่อมีวารีแท้เสวียนหยินขวดนี้ ธงเสวียนหยวนดูดซับวารีของข้าก็จะสามารถชำระล้างในขั้นตอนสุดท้ายได้สำเร็จ กลายเป็นของวิเศษอย่างแท้จริงแล้ว” เห็นได้ชัดว่าสวินหลานอินมีความสุขอย่างยิ่ง
จ้าวฟู่อวิ๋นหวนคิดว่า คนผู้นี้มีเพลิงกัลป์พัวพันอยู่บนร่าง จึงนำไปแลกวารีแท้เสวียนหยิน หมายจะราดรดเปลวไฟบนร่างให้ดับมอด แต่ในขณะเดียวกันก็ตัดใจทิ้งเพลิงกัลป์ที่หาได้ยากนี้ไม่ลง จึงคิดจะรวบรวมเพลิงกัลป์เก็บไว้ในตะเกียงดวงนี้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในท้ายที่สุดเขากลับล้มเหลวไปเพียงก้าวเดียว
ส่วนดวงจิตวิญญาณของเขาก็หลบหนีออกมา กลายเป็นภูตผี ท้ายที่สุดก็ถูกสวินหลานอินและจ้าวฟู่อวิ๋นสองคนที่เข้ามาสังหารทิ้ง
แน่นอนว่า จิตวิญญาณนั้นอาจจะเป็นจิตวิญญาณของผู้อื่นก็เป็นได้ แต่ใครจะไปสนใจเล่า ไม่ว่าคนผู้นี้เคยเป็นใคร ไม่ว่าเขาเคยมีคาถาอาคมอันใด หรือมีชื่อเสียงเรียงนามกว้างไกลเพียงไหน ยามนี้จ้าวฟู่อวิ๋นแม้แต่ชื่อของเขาก็ยังคร้านจะรับรู้ รวมไปถึงสวินหลานอินก็ไม่ได้ใส่ใจเลยว่านี่คือผู้ใด
จ้าวฟู่อวิ๋นและสวินหลานอินออกค้นหาไปรอบๆ อีกครั้ง ก็พบว่าไม่มีของดีอันใดอีกแล้ว หรือพูดให้ถูกก็คือไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาหมายตา
ของดีอย่างแท้จริง ก็คือวารีแท้เสวียนหยินขวดนั้นและตะเกียงเพลิงกัลป์ดวงนั้นนั่นเอง
ยายงูและแม่เฒ่าโหยวสองคนนั้นฟื้นคืนสติขึ้นมาแล้ว ทว่าสถานที่แห่งนี้สำหรับพวกนางกลับเป็นเสมือนคลังสมบัติ ที่แห่งนี้ยังมีกู่ชนิดต่างๆ ที่ยังเก็บกวาดไม่หมดสิ้น ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกนางตื่นเต้นดีใจอย่างหาที่สุดไม่ได้แล้ว
แน่นอนว่า ที่นี่มีคัมภีร์สืบทอดการเพาะกู่อยู่ไม่น้อย
จ้าวฟู่อวิ๋นเองก็ดูแล้ว ทว่าไม่ได้ให้ความสำคัญนัก ส่วนคนที่ผิดหวังที่สุดก็คือจวงซินเหยียน เพราะที่แห่งนี้ไม่มีมรดกสืบทอดอย่างที่นางจินตนาการเอาไว้เลยแม้แต่น้อย
สวินหลานอินมองดูสภาพแวดล้อมของที่นี่ ดูเหมือนว่านางจะไม่ค่อยชอบใจนัก จึงกล่าวว่า “ข้าจะขอยืมไอเสวียนหยินของที่นี่ และวารีแท้เสวียนหยินมาชำระล้างธงวิเศษของข้าให้เสร็จเรียบร้อยก่อนค่อยว่ากัน เจ้าไม่ต้องรอข้าอยู่ที่นี่ หลีซีอวี๋กับแม่เฒ่าโหยวสองคนนั้น ก็ให้อยู่ที่นี่ไปก่อน รอจนกว่าจะออกไปได้แล้ว พวกนางอาจสามารถเป็นกำลังเสริมในการก่อตั้งอารามผู้สืบทอดวิถีให้แก่เจ้าได้”
จ้าวฟู่อวิ๋นจึงเพิ่งเข้าใจว่า เหตุใดสวินหลานอินถึงแม้เห็นชัดว่าไม่ได้ใช้งานสองคนนี้ แต่ก็ยังยอมให้พวกนางตามเข้ามา ที่แท้ก็มีเหตุผลประการนี้นี่เอง เขามองไปทางสวินหลานอิน ทว่าสวินหลานอินกลับโบกไม้โบกมือ ไม่เปิดโอกาสให้เขาสังเกตและเอ่ยปากพูดอะไรมากนัก
ท้ายที่สุด สวินหลานอินรั้งอยู่ภายในภูเขาเพื่อชำระล้างของวิเศษ ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นก็จากมา คนที่กลับมาด้วยกันกับเขาคือจวงซินเหยียน มองออกว่าอารมณ์ของนางย่ำแย่อย่างมาก เนื่องจากพี่ชายของนางต้องมาจบชีวิตลงเพื่อถ้ำเซียนที่ว่างเปล่าดั่งเปลือกหอยเช่นนี้
อีกทั้ง อำเภอบึงหมอกยังมีคนล้มตายไปมากมายปานนี้
นางรู้สึกว่าหลายคนล้วนตายอย่างไม่คุ้มค่า พี่ชายก็ตายอย่างไม่คุ้ม พวกโจรขุดสุสานที่นางหามาเองเหล่านั้นก็ตายอย่างไม่คุ้มค่า ผู้คนที่ตายไปในอำเภอบึงหมอกเหล่านั้นก็ไม่คุ้มเช่นกัน
แล้วตนเองล่ะ? นางเฝ้าถามตัวเอง ตนมาเพื่อแก้แค้นให้พี่ชาย แล้วคนที่ฆ่าพี่ชายเล่า? ตายเกลี้ยงแล้วหรือ? นางไม่รู้ ทว่าอำเภอบึงหมอกมีคนตายมากมายถึงเพียงนี้ แม้ตนจะไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่า แต่กลับเป็นตนที่ชักนำพวกเขามาหาจ้าวฟู่อวิ๋นที่นี่ และถูกจ้าวฟู่อวิ๋นสังหารทิ้ง
นี่ก็นับว่าได้แก้แค้นแล้ว ในเมื่อแก้แค้นแล้ว อีกทั้งยังได้ไปเยือนถ้ำเซียนที่พี่ชายอยากไปมาแล้ว ยังมีอันใดที่ไม่พอใจอีกเล่า
ดังนั้นนางจึงจากไปเช่นกัน เพียงแต่ตอนที่จากไป นางได้ทิ้งกระดาษแผ่นหนึ่งเอาไว้ บนกระดาษมีข้อความเขียนไว้ท่อนหนึ่ง
“เมืองชางโจวฝู่ สกุลจวง ขอขอบพระคุณนักพรตจ้าวที่ช่วยข้าแก้แค้นให้พี่ชาย ขอให้นักพรตมีตบะอาคมรุดหน้า อายุขัยยืนยาว”
จ้าวฟู่อวิ๋นเห็นข้อความที่ทิ้งไว้บนกระดาษแผ่นนี้ ก็โบกมือไปยังความว่างเปล่าคราหนึ่ง กระดาษก็กลายเป็นเปลวเพลิงแผ่นหนึ่ง ลุกไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
จูผูอี้มาหาแล้ว ในแววตาของเขามีทั้งความตึงเครียด อีกทั้งยังมีความปีติยินดีที่ยากจะปิดบัง หลายวันมานี้ ใจของเขาแทบจะขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย มีคนมากมายมาหาจ้าวฟู่อวิ๋นขนาดนั้น ไฉนเลยเขาจะไม่รู้ ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นเป็นฝ่ายชนะ ภายหลังยังมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสูงจากภูเขาเทียนตูเดินทางมา การต่อสู้ครั้งใหญ่ก็จบลงด้วยชัยชนะอีกครั้ง
เขาตื่นเต้นดีใจจนหาที่เปรียบไม่ได้ มีความรู้สึกโล่งอกโล่งใจราวกับได้ยืดอกเงยหน้าเสียที
อดคิดไม่ได้ว่า ภูเขาเทียนตูสมกับที่เป็นสำนักใหญ่แห่งวิถีเซียนจริงๆ ศิษย์เพียงคนเดียวเดินทางมา ก็แผดเผาอำเภอบึงหมอกแห่งนี้เสียจนราบคาบ
หลังจากนั้น ในวันที่สามเขาเดินทางไปยังที่พักของจ้าวฟู่อวิ๋น ทว่ากลับพบว่าที่นี่ไม่มีผู้ใด ในใจเขารู้สึกเป็นกังวล โชคดีที่ผ่านไปหนึ่งวันจ้าวฟู่อวิ๋นก็กลับมา
จูผูอี้ดีใจมาก ก่อนอื่นเขาเที่ยวไปตามหาคนมาช่วยจ้าวฟู่อวิ๋นซ่อมแซมหลังคา จากนั้นก็หิ้วสุราอาหารมาร่วมรับประทานกับจ้าวฟู่อวิ๋น
ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้กินสุราอาหารของเขา เพียงแค่ต้มน้ำป้านหนึ่ง ชงใบชาที่เขานำมาจากภูเขาเทียนตู
ใบชานี้ยังเป็นเหลียงเต้าจื่อที่เก็บมาจากในภูเขาเทียนตู
นั่งอยู่ในลานเรือนเล็กๆ แห่งนี้ แสงตะเกียงในห้องสาดส่องลงบนขั้นบันได ส่วนเขานอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้หวายแหงนหน้ามองท้องฟ้า แสงดาวบนฟากฟ้าทอประกายระยิบระยับ
ความคิดของเขาโบยบินสับสนวุ่นวายอยู่ระหว่างอดีตและอนาคต
ล้วนกล่าวกันว่าผู้บำเพ็ญเพียรมิอาจให้ความสำคัญกับความรู้สึก มีเพียงผู้ที่ไร้รักไร้อารมณ์เท่านั้นจึงจะสามารถเป็นอิสระหลุดพ้นได้
แต่ว่า จะมีสักกี่คนที่สามารถทำได้กันเล่า?
ภายในหูฟังเสียงพึมพำบ่นเจื้อยแจ้วของจูผูอี้ เขาก็นึกถึงสตรีที่ผ่ายผอมซึ่งถูกความเจ็บป่วยทรมานจนต้องนอนซมอยู่บนเตียงนางนั้นอีกครั้ง
“ใช่แล้ว ข้ายังต้องกลับไป ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำ!” ในใจเขาท่องประโยคนี้ ราวกับกลัวว่าตนเองจะลืมเลือนไป
วันเวลาอันยาวนานของการบำเพ็ญเพียร จะทำให้ผู้คนหลงลืมเรื่องราวไปมากมาย รวมไปถึงความผูกพันทางสายเลือด หรือแม้แต่ความเคียดแค้นชิงชัง







