นี่คือความตั้งใจแรกของหวังหยางที่ต้องการตบตีคุณชายรูปงามและชายร่างกำยำ! เขาอาศัยจังหวะที่ตบหน้า ใช้ปลายนิ้วที่เปื้อนน้ำส้มสายชูวาดวงกลมลงบนแขนขวาของคุณชายรูปงามและชายร่างกำยำ
น้ำส้มสายชูที่ติดอยู่บนปลายนิ้วของเขามีน้อยอยู่แล้ว เมื่อวาดวงกลมลงบนผ้าป่านสีเข้มและระเหยไปในอากาศ จึงยากที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่เมื่อน้ำส้มสายชูที่หลงเหลืออยู่ได้รับความร้อน น้ำจะระเหยออกไป ความเข้มข้นของน้ำส้มสายชูจะเพิ่มขึ้น ร่องรอยจึงปรากฏให้เห็นได้ง่าย
อีกประการหนึ่ง เมื่อผ้ามีอุณหภูมิถึงระดับหนึ่งจะกลายเป็นสีดำไหม้ ซึ่งอุณหภูมิระดับนี้เรียกว่า 'อุณหภูมิคาร์บอไนเซชัน' ผ้าที่ซึมซับน้ำส้มสายชูจะมีอุณหภูมิคาร์บอไนเซชันต่ำกว่าผ้าปกติ ดังนั้นเมื่อนำไปลนไฟ บริเวณที่เปื้อนน้ำส้มสายชูจะเกิดรอยไหม้ก่อนเป็นอันดับแรก
หลักการนี้สำหรับคนยุคปัจจุบันอย่างหวังหยางแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร แต่เหล่าทหารพวกนี้ย่อมไม่เข้าใจ เมื่อเห็นแล้วก็ตกใจกันถ้วนหน้า คิดว่านี่คือจดหมายของจารชนแดนเหนือหรืออะไรทำนองนั้น ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งปักใจเชื่อมั่นในฐานะคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาของหวังหยางมากยิ่งขึ้น หากไม่ใช่บุคคลสำคัญ จะมีความรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?
ชายร่างกำยำและคุณชายรูปงามมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนผ้า ได้แต่สบถด่าและเปิดโปงหวังหยางไม่หยุด ด้วยความร้อนรน คุณชายรูปงามถึงกับพูดว่าหวังหยางฆ่าคน มีคดีใหญ่ติดตัว! ส่วนชายร่างกำยำก็ร้องตะโกนว่าหวังหยางมีเจตนาก่อกบฏ!
ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ตาม ขอแค่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้เป็นพอ
ทว่าพวกเขาหารู้ไม่ว่าคำพูดที่พูดเกินจริงแบบจนตรอกเช่นนี้ กลับทำให้คำพูดของพวกเขายิ่งดูไม่น่าเชื่อถือ และยังลบล้างความน่าเชื่อถือของคำให้การก่อนหน้านี้ที่ว่า 'หวังหยางแอบอ้างฐานะ' ไปด้วย
หัวหน้าหมู่จะไปมีกะจิตกะใจสนใจคำพูดไร้สาระของทั้งสองคนได้อย่างไร รีบเอ่ยถามว่า “ขอเรียนถามคุณชาย ลวดลายนี้หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?”
หวังหยางกล่าว “นี่คือพระอาทิตย์ พวกหูเคารพบูชาพระอาทิตย์และพระจันทร์มาแต่โบราณ เจ้าไม่รู้หรือว่าในคัมภีร์ 'สื่อจี้' กล่าวไว้ว่า 'ยามเช้าซ่านอวี๋ออกจากค่าย คุกเข่ากราบไหว้พระอาทิตย์ขึ้น ยามเย็นกราบไหว้พระจันทร์'?”
หัวหน้าหมู่จะไปเคยอ่านคัมภีร์ 'สื่อจี้' อะไรนั่นที่ไหน ได้แต่ส่ายหน้าไม่หยุด หวังหยางจึงยิ่งพูดให้ดูจริงจังเข้าไปอีก “เจ้ารู้หรือไม่ว่าแต่ละปีมีจารชนแดนเหนือลอบข้ามแดนมาเท่าไหร่? แล้วมีสายลับที่พวกมันสร้างขึ้นมาอีกกี่คน? แม้แต่ในกองทัพก็ยังมีสายของพวกมันอยู่! ไม่เช่นนั้น ทันทีที่ข้าเห็นพวกเจ้า ข้าก็คงแฉพวกมันไปตั้งนานแล้ว จะต้องรอจนถึงป่านนี้ไปทำไม?”
นี่คือคำถามที่หวังหยางอยากจะอธิบายมาตั้งแต่แรก และเป็นจุดน่าสงสัยที่ไม่เล็กน้อยในตัวเขา นั่นคือหากทั้งสี่คนนั้นเป็นจารชนแดนเหนือจริงๆ แล้วทำไมหวังหยางถึงไม่อธิบายความจริงตั้งแต่แรกล่ะ?
เรื่องนี้หวังหยางเตรียมคำแก้ตัวไว้แต่แรกแล้ว แต่หากชิงอธิบายก่อนก็จะดูเป็นการจงใจเกินไป ตอนนี้เมื่ออาศัยหัวข้อสนทนานี้ แสร้งทำเป็นหลุดปากพูดออกมาอย่างไม่ตั้งใจ จึงดูสมเหตุสมผลมากกว่า
ก่อนหน้านี้หัวหน้าหมู่ก็ยังคงสงสัยเรื่องนี้อยู่ เพียงแต่ยังหาโอกาสถามไม่ได้ เมื่อได้ยินหวังหยางพูดอย่างมีเหตุผล ความสงสัยในใจก็ลดลงไปมาก
หวังหยางกล่าวต่อ “จารชนแดนเหนือที่เข้ามามีจำนวนมาก บุคคลซับซ้อน ไม่ได้ขึ้นตรงต่อกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ พวกเขาจึงประทับสัญลักษณ์ลับไว้ที่แขนเสื้อข้างขวาเพื่อใช้ยืนยันตัวตน เรื่องนี้เป็นความลับของราชสำนัก ข้าพูดได้แค่นี้ หากเจ้าคิดว่ามีชีวิตอยู่มามากพอแล้ว ก็เชิญนำไปป่าวประกาศให้คนภายนอกรับรู้ได้เลย”
“มิกล้าๆ! ผู้น้อยมิกล้านำไปป่าวประกาศเด็ดขาด!” หัวหน้าหมู่ค้อมตัวด้วยความหวาดกลัว
หวังหยางสังเกตเห็นว่า นี่เป็นครั้งแรกที่หัวหน้าหมู่เรียกตัวเองว่าผู้น้อย
“จอมลวงโลก! มันเป็นจอมลวงโลก! อย่าไปเชื่อมัน! มันไม่ได้แซ่หวัง! มันฆ่าคน! ตั้งหลายคน!”
“มันคือตัวปลอม! มันแอบอ้าง! ของปลอม! มันคิดจะก่อกบฏ ชิงราชบัลลังก์!”
ชายร่างกำยำและคุณชายรูปงามร้องโวยวาย พูดจาส่งเดช ซ้ำยังดูเสียสติไปบ้าง
หวังหยางปรายตามองคนทั้งสองที่กำลังแยกเขี้ยวแสดงท่าทีดุร้าย แทบอยากจะเอาชีวิตเขาให้ได้ จึงแข็งใจถามหัวหน้าหมู่ว่า “สองคนนี้จะจัดการอย่างไรดี?”
หัวหน้าหมู่ตอบ “คุมตัวกลับไป สอบสวนอย่างหนัก”
หวังหยางส่ายหน้า “ยุ่งยากเกินไป”
“เช่นนั้นความหมายของคุณชายคือ...”
หวังหยางไม่พูดอะไร เพียงแค่มองไปยังศพของสวี่เปียน
หัวหน้าหมู่มองตามสายตาของหวังหยางไป ในใจก็ตกตะลึง
“นี่...ผิดกฎกระมัง ในเมื่อพวกเขาเป็นจารชนแดนเหนือ คุมตัวกลับไปก็คงสอบปากคำอะไรออกมาได้บ้าง”
หวังหยางมองหัวหน้าหมู่ด้วยรอยยิ้มที่คล้ายจะไม่ยิ้ม “กฎงั้นหรือ? ตอนที่เพิ่งเจอกัน เจ้าไม่ถามอะไรสักคำก็ยิงคนตายไปตั้งสองคน ซ้ำยังจะเอาคนที่จับได้ไปให้ผู้บังคับบัญชาหาความสำราญ นี่นับว่าเป็นกฎข้อไหนกัน?”
หัวหน้าหมู่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย รีบอธิบายว่า “ในป่าอาชวีห้ามเดินทัพยามวิกาล ก่อนหน้านี้ท้องฟ้ามืดเกินไป และยังมีเอกสารราชการจากหลู่หยาง...”
หวังหยางโบกมือ “วางใจเถอะ ข้าไม่สนใจเรื่องไร้สาระพวกนี้หรอก ข้าแค่จะเตือนเจ้าไว้ว่า เก็บสองคนนี้ไว้อาจไม่ใช่เรื่องดี พวกเขาไม่รู้หรอกว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด”
“ไอ้คนแซ่หวัง ขอให้ครอบครัวแกตายไม่ดี! แกวางแผนทำร้ายคนอื่น ความรู้ที่ร่ำเรียนมาคงเข้าไปอยู่ในท้องหมาหมดแล้ว! xxx, xxxx!”
“อย่าไปเชื่อมัน! มันไม่ใช่คนตระกูลหวังแห่งหลางหยา! ไอ้พวกโง่เง่า โดนมันหลอกกันหมดแล้ว! xxxxx! ข้าxxxx!”
ชายร่างกำยำและคุณชายรูปงามร้อนรน ยิ่งด่าทอก็ยิ่งฟังไม่ได้ศัพท์
หวังหยางลดเสียงต่ำ “เจ้าดูสิ สองคนนี้เป็นพวกหัวแข็งทั้งคู่ คุมตัวกลับไปอย่าว่าแต่จะสอบปากคำอะไรออกมาได้เลย แม้แต่เรื่องเป็นจารชนพวกเขาก็คงไม่ยอมรับ จากนั้นก็ให้การซี้ซั้ว ถึงตอนนั้นไม่แน่ว่าเจ้าจะไม่มีความชอบ แถมยังจะมีความผิดด้วยซ้ำ หากฆ่าพวกเขาทิ้ง เจ้าก็คือคนที่สังหารจารชนแดนเหนือสี่คน แต่ถ้าคุมตัวกลับไป นั่นก็คือการคุมตัวหายนะสองคนกลับไป”
“แต่ แต่เรื่องจารชนแดนเหนือมีหลักฐานน้อยเกินไป หากไม่มีคำให้การ เพียงแค่อาศัยสัญลักษณ์ลับพระอาทิตย์นั่น...”
“สัญลักษณ์ลับพระอาทิตย์อะไรนั่นไม่ต้องใช้หรอก ข้าจะเป็นพยานให้เจ้าเอง มีคำให้การของตระกูลหวังแห่งหลางหยา นี่แหละคือหลักฐานที่ใหญ่ที่สุด! ฐานะจารชนของพวกมันสี่คนข้าขอรับประกัน เจ้าและคนของเจ้าสังหารจารชนช่วยข้าไว้ นับเป็นความชอบใหญ่หลวง!”
หัวหน้าหมู่แสร้งถอยเพื่อรุก ก็เพื่อรอประโยคนี้ รีบค้อมหัวประสานมือกล่าว “รับบัญชา!”
จากนั้นก็สั่งการ “เหล่าซาน ติงจิ่ว ตอนนี้รับคำสั่งคุณชายหวัง จัดการจารชนสองคนนี้ซะ”
หวังหยางรู้ว่าหัวหน้าหมู่จงใจระบุชัดเจนว่าทำตามคำสั่งของเขา แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ สองคนนี้ยังไงก็ต้องกำจัดทิ้ง
ชายร่างกำยำนั้นไม่ต้องพูดถึง คนผู้นี้อำมหิตไร้ขีดจำกัด ซ้ำยังเป็นต้นเหตุให้สวี่เปียนต้องตาย สมควรตายเป็นอย่างยิ่ง
ความชั่วของคุณชายรูปงามนับว่ายังไม่มากนัก แต่เขาเปิดโปงฐานะคนไร้สำมะโนครัวจอมปลอมของตนเองก่อน แล้วจึงชี้ตัวว่าตนแอบอ้างเป็นคนตระกูลหวังแห่งหลางหยาในภายหลัง เป็นนิสัยของคนถ่อยโดยแท้ หากตนโชคร้ายหน่อย ถูกเขาดึงลงน้ำไปด้วย เกรงว่าคงตายโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ คนแบบนี้หากรักษาชีวิตไว้ ยากจะรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ 'ชาวนากับงูเห่า' ซ้ำรอย
“รับคำสั่ง!” เหล่าซาน ติงจิ่วถือดาบเดินไปหาชายร่างกำยำและคุณชายรูปงาม
ทั้งสองคนพอเห็นว่าพวกเขาคิดจะลงมือจริงๆ ก็ตกใจจนขาอ่อน คุณชายรูปงามร้องไห้ตะโกนว่า “ราชบัณฑิตหวัง! ราชบัณฑิตหวังข้าผิดไปแล้ว! พี่หวัง! ข้ารู้ความผิดแล้วจริงๆ! ให้โอกาสข้าสักครั้งเถอะ! ต่อไปข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง! ข้าจะเป็นลูกน้องให้ท่าน! ข้าไม่อยากตาย! ข้าเพิ่งจะทะลุมิติมา! ข้าเป็นตัวเอกนะ ”
ส่วนชายร่างกำยำกลับปากแข็งกว่ามาก “พวกแกโดนมันหลอกหมดแล้ว! มันนั่นแหละคือจารชนแดนเหนือ! มันคือจารชนแดนเหนือตัวเอ้เลย! พวกแกเอาเรื่องนี้ไปรายงานท่านแม่ทัพ รับรองว่าต้องได้รับรางวัลอย่างงามแน่!”
เวลานี้คมดาบพาดอยู่บนลำคอของเขาแล้ว ชายร่างกำยำรู้ตัวว่าวาระสุดท้ายกำลังจะมาถึง จึงเบิกตาโพลงและคำรามลั่น “ไอ้เด็กเวร! แกทำผิดกฎหมาย! ข้อหาเจตนาฆ่าคน! ข้อหายุยงให้ฆ่าคน! แกไม่มีวันได้กลับไปแล้ว! แกตายไม่ดีแน่ ”
คมดาบเชือดเฉือนลำคอของทั้งสองคนในชั่วพริบตา เสียงด่าทอของทั้งคู่พลันหยุดชะงัก
หวังหยางหันหลังไป เขารู้สึกว่าแขนขาเย็นเฉียบและแข็งทื่อ ราวกับเรี่ยวแรงทั้งร่างถูกสูบออกไปจนหมด
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพรากชีวิตผู้อื่น เขารู้สึกละอายใจ แต่ไม่เสียใจภายหลัง
การอยากมีชีวิตรอดในยุคโบราณหลังจากทะลุมิติมา แท้จริงแล้วไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลย หวังหยางรู้เรื่องนี้มาตลอด
หัวหน้าหมู่กล่าว “เชิญคุณชายหวังตามพวกเราไปพบหัวหน้ากองเซวียของพวกเราด้วยขอรับ”
หวังหยางยังคงหันหลังให้ แค่นเสียงเย็นชา “ไปพบเขางั้นหรือ? ขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง มีค่าพอให้ข้าไปพบด้วยหรือ? ตอนนี้เจ้ากลับไป บอกเขาว่าข้าอยู่ที่นี่ ให้เขารีบมาพบข้าเดี๋ยวนี้”
หวังหยางไม่ได้อยากจะวางมาด แต่ร่างกายมันไร้เรี่ยวแรง ขาก็ชาไปหมด กลัวว่าจะแสดงความขลาดเขลาออกมาต่อหน้าทหารเหล่านี้ ที่สำคัญกว่านั้นคือแท้จริงแล้วเขาไม่อยากไปพบหัวหน้ากองอะไรนั่นเลย
คำพูดของเขาอาจจะหลอกทหารพวกนี้ได้ แต่จะหลอกหัวหน้ากองเซวียคนนั้นได้หรือไม่นั้นพูดยากจริงๆ
เขาหวังให้หัวหน้าหมู่พาทหารพวกนี้กลับไปให้หมด จากนั้นเขาจะได้ฉวยโอกาสหลบหนี
เมื่อหัวหน้าหมู่เห็นว่าหวังหยางวางมาดใหญ่โตถึงเพียงนี้ ก็ยิ่งพยักหน้ารับคำ “ขอรับๆ ผู้น้อยจะไปเดี๋ยวนี้!”
หวังหยางเห็นหัวหน้าหมู่รวมพลเตรียมตัวจะจากไป ในใจก็ดีใจ ทว่าใครจะรู้ว่าหัวหน้าหมู่เพิ่งจะก้าวออกไปได้ก้าวเดียว ก็หันกลับมากล่าวว่า
“สถานที่รกร้างเช่นนี้ คุณชายจะไม่มีองครักษ์ได้อย่างไร?”
เขาไม่ถามความเห็นของหวังหยาง ซ้ำยังสั่งการโดยตรง “เหล่าซาน ติงจิ่ว พวกเจ้าอยู่ปรนนิบัติคุณชาย”
เฮยฮั่นผู้ถือหอกรีบกล่าวทันที “หัวหน้าหมู่ ศพทั้งสี่นั่นยังต้องตัดหัวมารวมกัน ตอนที่เหล่าซานและติงจิ่วทำเรื่องนี้ย่อมไม่อาจคุ้มครองคุณชายได้ ให้ข้าอยู่ด้วยเถิด”
ติงจิ่วปรายตามองเฮยฮั่นแวบหนึ่ง ส่วนหวังหยางลอบร้องโอดครวญอยู่ในใจ
หัวหน้าหมู่คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว “ก็ดี” จากนั้นก็ใช้เสียงที่เบาหวิวพูดขึ้นมาว่า “ระวังหน่อย อย่าปล่อยให้ใครหนีไปได้”
เฮยฮั่นพยักหน้าเป็นเชิงรับทราบ







