“แผ่นโสมอบน้ำผึ้งที่เราทำอยู่นั้น ก็ถือว่าเป็นของเล็กๆ อย่างมาก ปีนี้เรายังมีผลิตภัณฑ์อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญกว่าอีก”
“เราจะใช้โสมเกาหลีเป็นต้นแบบ แล้วพัฒนาเป็นโสมแดงฉางไป่ซานประจำเมืองฝูซงที่มีเอกลักษณ์ของเราเองให้ได้”
“เท่าที่รู้ บริษัทผลิตภัณฑ์จากโสมของอำเภอก็เหมือนจะกำลังวิจัยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน งั้นเราก็แข่งกันดูสิว่าใครจะทำสำเร็จก่อน”
ไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้ามีการแข่งขันก็จะมีแรงผลักดัน
คำพูดนี้ของสวี่ซื่อเยี่ยนจงใจพูดเพื่อปลุกขวัญและแรงใจของทุกคนในทีมให้ฮึกเหิม
แน่นอนว่าข่าวเรื่องทางอำเภอกำลังศึกษาวิจัย “โสมแดงฉางไป่ซาน” นั้นก็เป็นความจริง แต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีความคืบหน้าอะไรมากนัก
สวี่ซื่อเยี่ยนเองก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจจะพาคนในทีมบุกเบิกจนผ่านปัญหาทางเทคนิคให้ได้
“หลังจากนี้ เรายังจะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโสมอีกหลากหลาย”
“อย่างเช่น น้ำโสมเข้มข้น, โสมสกัดเข้มข้นแบบดื่ม, เหล้าสกัดโสม, ลูกอมโสม, กาแฟโสม, โสมตุ๋นเห็ดหูหนูในกระป๋อง, บุหรี่โสม, ชาโสม ทั้งหมดนี้ควรค่าแก่การศึกษาให้ลึก”
ถ้าทำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกมาได้ดี พอดีกับกระแสผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในช่วงยุค 90 ไม่เพียงแต่จะส่งออกต่างประเทศได้ ภายในประเทศก็สามารถสร้างยอดขายอย่างดีเช่นกัน
“ในอนาคต ถ้าเรามีเทคโนโลยีพอ ก็ยังสามารถพัฒนาเป็น ครีมบำรุงผิวโสม, โทนเนอร์โสม, แชมพูโสม, สบู่สมุนไพรโสม ได้อีก”
“ต้องเป็นพวกเราเท่านั้น ที่จะทำให้สายการผลิตกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีความละเอียดสูง มีแบรนด์ของตัวเอง ถึงจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างแท้จริง”
“ไม่ใช่แค่ปลูกในดินสามปี ขุดขึ้นมาขายแล้วจบไปแบบนั้น”
“จำไว้อย่างหนึ่งให้ดี วิธีผลิตแบบดั้งเดิมและหยาบๆ แบบนั้น จะไม่มีวันทำกำไรได้มาก เงินทั้งหมด จะตกไปอยู่ในกระเป๋าคนอื่นหมด”
ต้องบอกเลยว่า หนังสือที่สวี่ซื่อเยี่ยนอ่านตลอดครึ่งปีนี้ ไม่ได้อ่านเสียเปล่า ความคิดและมุมมองของเขาก้าวหน้ากว่าเมื่อก่อนมาก
คำพูดของเขาในวันนี้ เปรียบเหมือนการเปิดประตูบานหนึ่ง ให้ทุกคนได้เห็นโลกกว้างข้างนอก
“ดี! หัวหน้าพูดได้ดีมาก!” ลี่เฉิงหรงเป็นคนแรกที่ปรบมือให้ ตามด้วยคนอื่นๆ ที่ค่อยๆ มีสีหน้าเต็มไปด้วยความหวังและความฝัน แล้วก็พากันปรบมืออย่างพร้อมเพรียง
“หัวหน้าครับ ที่พี่พูดเมื่อกี้ ผมขอบันทึกไว้แล้วเอาไปเรียบเรียงเป็นบทความได้มั้ยครับ?” ลี่เฉิงหรงถามขึ้นทันที
“ผมว่าคำพูดนี้ ไม่ใช่แค่กลุ่มเทคนิคของพวกเราควรได้เรียนรู้ แต่คนส่วนใหญ่ในศูนย์เพาะโสมของเราก็ควรได้อ่านด้วย”
“จริงๆ แล้ว ต่อให้เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโสมทั้งอำเภอ ก็ควรได้ดูเหมือนกันครับ”
“จะจัดทำออกมาก็ได้ เอาไปให้เลขาธิการหลินดูเป็นคนแรก ส่วนเรื่องจะเผยแพร่ไปทั่วทั้งอำเภอมั้ย อันนี้ต้องขออนุญาตเลขาธิการหลินก่อน”
ถึงแม้ตอนนี้เขาจะเป็นเจ้าหน้าที่ในศูนย์เพาะโสมแล้ว แต่เรื่องอะไรแบบนี้ก็ยังควรให้ผู้บริหารเป็นคนตัดสินใจ
ในสายตาคนบางคน คำพูดของเขาเมื่อกี้ อาจจะดูเหมือนฝันเฟื่องเกินไป
ถ้าถูกเอาไปพูดต่อมั่วๆ คนอื่นอาจจะหัวเราะเยาะเอาได้ว่าเขาคิดเพ้อเจ้อ
เพราะฉะนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนจึงคิดว่าเรื่องแบบนี้ต้องให้เลขาธิการหลินที่มีประสบการณ์คอยดูจังหวะและการวางแผนจะดีกว่า เขาไม่เหมาะจะตัดสินใจเอง
ลี่เฉิงหรงพยักหน้า “ครับ ผมเข้าใจแล้ว เดี๋ยวเรียบเรียงร่างบทความเสร็จ จะให้หัวหน้าดูก่อน ถ้าหัวหน้าโอเค ผมค่อยเอาไปให้เลขาธิการหลินดู”
“โอเค ถ้างั้นประชุมวันนี้ก็แค่นี้แหละ ดึกแล้ว กลับบ้านกันได้”
การประชุมสรุปผลงานช่วงที่ผ่านมา และวางแผนสำหรับช่วงต่อไป ก็จบลงไปด้วยดีแบบนี้
เวลาตอนนี้ก็พอดิบพอดี สวี่ซื่อเยี่ยนเลยสั่งให้ทุกคนเลิกงานกลับบ้านได้
“พี่สวี่ เดี๋ยวครับ รอผมด้วย!” ขณะที่สวี่ซื่อเยี่ยนกำลังเข็นจักรยานออกจากศูนย์ ก็ได้ยินเสียงเรียกของลี่เฉิงหรง
“ว่าไง? มีอะไรเหรอ?”
เขาหันไปมองลี่เฉิงหรง แล้วก็เห็นหน้าของเจ้าหมอนี่แดงๆ ชอบกล
ตอนนี้ก็ปาไปสี่โมงกว่า ถึงแม้จะเป็นเดือนกรกฎาคม แต่อากาศก็ไม่ร้อนจนหน้าแดงขนาดนี้แน่นอน ไอ้หนุ่มนี่เป็นไข้รึเปล่า?
“แฮ่มๆ เอ่อ…พี่สวี่ ช่วยส่งนี่ให้กับสหายซูอันฮวาให้หน่อยครับ”
ลี่เฉิงหรงไอแห้งๆ แล้วส่งห่อกระดาษเล็กๆ ให้กับสวี่ซื่อเยี่ยนด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“อันนี้ผมไปซื้อผ้าคลุมไหล่มาจากตัวอำเภอวันก่อน เห็นว่าสวยดี เลยอยากให้พี่ช่วยเอาไปให้เธอที”
พอพูดออกมาแบบนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็เข้าใจทุกอย่างทันที
สรุปว่า ไอ้หนุ่มลี่เฉิงหรงนี่ มันแอบปิ๊งน้องภรรยาของเขา ซูอันฮวานี่เอง!
นึกถึงพักหลังที่เจ้านี่มักจะแวะเวียนมาที่บ้านของเขาบ่อยๆ อ้างว่าจะมาขอคำปรึกษาเรื่องงาน
ที่แท้ก็หาเรื่องมาหาเธอนี่เอง ไอ้เด็กบ้านี่ ไม่ได้มาดีเลยแฮะ...
สวี่ซื่อเยี่ยนมองลี่เฉิงหรงขึ้นๆ ลงๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็แค่นเสียง
“ที่แท้ไอ้หนุ่มนี่ไม่ได้ไปถามปัญหาเรื่องงาน แต่ไปจีบสาวใช่ไหมล่ะ?
เอาเถอะ ตาแหลมไม่เบาเลยนะ ดันไปปิ๊งน้องสาวคนที่หกของฉันเข้าแล้ว”
พูดตามตรง ลี่เฉิงหรงหน้าตาก็โอเค ไม่ได้หล่อจัดแบบจี้ถงจง แต่ก็นับว่าเรียบร้อยดูดีในระดับหนึ่ง
ติดแค่เรื่องสายตาสั้น ใส่แว่นอยู่ แต่สวี่ซื่อเยี่ยนก็เคยสืบมาบ้างแล้ว รู้ว่าไม่ได้สั้นมาก แค่ราวๆ 300 กว่า คงไม่ถึงขั้นถ่ายทอดทางพันธุกรรม
หน้าตาใช้ได้ งานการก็ดี เป็นคนงานในศูนย์งานรัฐ ประจำอยู่กลุ่มเทคนิคของฟาร์มโสม มีอนาคตแน่นอน เพราะยังหนุ่มแน่นแค่ยี่สิบเอ็ดปี
อายุก็เหมาะเจาะกันดี ลี่เฉิงหรงยี่สิบเอ็ด ซูอันฮวาเพิ่งสิบแปด คบกันอีกสองปีก็แต่งได้พอดี ตอนนั้นซูอันฮวาก็จะยี่สิบ กำลังเหมาะเลย
สมัยนี้ สาวๆ ส่วนมากแต่งงานเร็ว อย่างซูอันอิงที่แต่งตอนอายุยี่สิบสามก็ถือว่าหายากแล้ว
เรื่องครอบครัวก็ไม่มีอะไรต้องห่วง พ่อลี่เฉิงหรงเป็นถึงหัวหน้าศูนย์ฟาร์มโสม ส่วนพี่น้องของเขาก็ล้วนมีงานมั่นคง แต่งงานไปหมดแล้ว
ลี่เฉิงหรงเป็นลูกคนสุดท้อง เคยได้ยินลี่ปิ่งจั๋วพูดไว้ว่า วันข้างหน้าจะอยู่ดูแลพ่อแม่ต่อ
แม่ของลี่เฉิงหรง สวี่ซื่อเยี่ยนก็เคยเจอมาไม่กี่ครั้ง เป็นคนดี เข้าใจอะไรได้ ไม่ใช่แม่สามีจอมเรื่องมาก
นึกถึงภารกิจที่พ่อตาให้ไว้เมื่อต้นปี ถึงตอนนี้ปีผ่านไปครึ่ง ภารกิจก็เหมือนจะสำเร็จไปครึ่งแล้วเช่นกัน
แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยจะถูกต้อง ทำไมเรื่องของน้องสาวคนห้ายังเงียบอยู่เลย แต่น้องคนหกกลับมาเร็วก่อนแล้ว?
ในชาติก่อนก็เป็นแบบนี้แหละ คนหกแต่งก่อน ส่วนคนห้าก็แต่งเอาตอนอายุมากแล้ว
หรือว่าชาตินี้ก็จะซ้ำรอยอีก? เฮ้อ เรื่องนี้ต้องกลับไปปรึกษากับภรรยาให้ดีเสียหน่อย หาจังหวะหาแฟนให้น้องห้าก่อนจะดีกว่า
น้องหกยังเด็กอยู่ อย่าให้ชิงแต่งก่อนจริงๆ
พ่อแม่ภรรยาเป็นคนโบราณ ถ้าลำดับพี่น้องเรื่องแต่งงานสลับกันไปล่ะก็ คงไม่สบายใจแน่ๆ
สวี่ซื่อเยี่ยนเหล่มองลี่เฉิงหรงอีกที พูดกันตามตรง เด็กคนนี้ก็ไม่เลวเลย ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็หาข้อตำหนิไม่ได้
แต่ติดอยู่อย่างเดียว ขี้ขลาดไปหน่อยไหม? ชอบสาวเขาแล้วไม่กล้าเข้าไปจีบเอง ถึงกับมาขอให้เขาช่วยเอาของไปให้เนี่ยนะ?
“อะ...อะ...พี่สวี่ ฟังผมอธิบายก่อน ผม...ผม...”
พอถูกจับไต๋ได้ ลี่เฉิงหรงก็ตื่นเต้นสุดๆ จนพูดไม่เป็นคำ หน้าแดงก่ำ เหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผาก เหมือนคนไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นท่าทางตลกๆ นั่น ก็หัวเราะออกมา ส่ายหน้าเบาๆ
“ถ้าชอบเขาก็ไปจีบเองสิ มาขอให้ฉันช่วยเอาของไปให้นี่มันอะไร?
ฉันเป็นพี่เขย จะให้ช่วยคนอื่นไปจีบน้องภรรยาตัวเอง แบบนี้มันเข้าท่าไหม?”
เขามองอีกฝ่ายด้วยสายตาตำหนิเล็กๆ
“ถ้าชอบเขาจริง ก็กลับไปคุยกับที่บ้านให้เรียบร้อย ส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอ หรือจะไปหาพ่อแม่ฉันก็ได้ ขอให้ถูกต้องชัดเจน อย่าทำตัวลับๆ ล่อๆ เหมือนกลัวใครจะรู้เข้า”
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่รับของที่ลี่เฉิงหรงเอามาให้ แค่ตบไหล่เบาๆ แล้วก็เข็นจักรยานเดินจากไป
ทิ้งให้ลี่เฉิงหรงยืนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น คำพูดของสวี่ซื่อเยี่ยนเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ในหัว
“ถ้าชอบจริง ก็กลับไปบอกแม่ ให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอ”
“พี่สวี่! ผมจริงใจนะ! ผมจะรีบกลับไปบอกแม่เดี๋ยวนี้เลย!”
เขาตะโกนตามหลังแล้วรีบวิ่งกลับบ้านไปทันที







