"ท่านนายพลเวยเหลียน ก่อนอื่นผมต้องเรียนว่า คดีข่มขืนครั้งนี้บานปลายแล้ว สื่อเริ่มประโคมข่าว ต่อให้ท่านอยากสกัดก็สกัดไม่อยู่" ตู้หย่งเซี่ยวพูดกับเวยเหลียนอย่างรวดเร็ว
"แล้วอย่างไร ต่อให้พวกเขาทำผิดจริง คนที่จะลงโทษก็ต้องเป็นฉัน คนจีนอย่างพวกนายมีสิทธิ์อะไร" เวยเหลียนแค่นหัวเราะ
"ท่านพูดแบบนั้นก็ผิดแล้ว" ตู้หย่งเซี่ยวโต้ "ถ้าเรื่องเกิดในค่ายทหารยังพอว่า แต่นี่เกิดขึ้นกลางวันแสกๆ ที่มงก๊ก พวกเขาข่มขืนหญิงชาวบ้าน!" ตู้หย่งเซี่ยวเน้นเสียง "ในฐานะตำรวจ พวกผมเองก็อยากปิดเรื่อง แต่ผู้เสียหายไม่คิดอย่างนั้น ตอนนี้พวกเธอรวมตัวตีกลองร้องทุกข์อยู่หน้าค่ายทหารแล้ว!"
"เหลวไหล พวกมันกล้าหรือ?!" เวยเหลียนไม่เชื่อ ค่ายทหารเป็นสถานที่แบบไหนกัน มาสร้างเรื่องที่นี่ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรือ
"เชื่อหรือไม่ ท่านหยิบกล้องส่องทางไกลมาดูก็รู้!"
เวยเหลียนจ้องตู้หย่งเซี่ยวลึกๆ แวบหนึ่ง ก่อนกวักมือเรียก ทันใดนั้นก็มีคนนำกล้องส่องทางไกลมาส่งให้
สนามกอล์ฟแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่สูงอยู่แล้ว เมื่อทอดสายตามองออกไปจึงเห็นประตูค่ายทหารได้ชัดเจน และมีคนกลุ่มใหญ่ชุมนุมกันอยู่ตรงนั้นจริงๆ ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรกัน
เวยเหลียนยังไม่ทันสั่งให้ไปตรวจสอบสถานการณ์ ทหารนายหนึ่งก็เข้ามารายงาน "มีคนก่อความวุ่นวายอยู่ข้างนอก เรียกร้องให้เราส่งตัวคนร้ายออกไปครับ!"
เวยเหลียนชะงัก ก่อนหันไปมองตู้หย่งเซี่ยว
ตู้หย่งเซี่ยวกล่าวเสียงดัง "คนพวกนี้ก็คือเศษสวะและโคลนตมอย่างที่ท่านเรียกนั่นแหละ! สำหรับพวกเขา ไม่มีอะไรให้เสียและไม่มีอะไรต้องกลัว นอกจากชีวิตไร้ค่าชีวิตเดียว!"
"ท่านนายพลเวยเหลียน ต่อให้ท่านเก่งกาจเพียงใด จะฆ่าได้สักกี่คนกัน ต่อให้ท่านใจเหี้ยมพอจะฆ่าคนนับสิบข้างนอกให้หมดในคราวเดียว ท่านคิดว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร"
พูดจบ ตู้หย่งเซี่ยวก็สบตาเวยเหลียนตรงๆ เขาสืบมาแล้วว่า แม้นายพลผู้นี้จะเย่อหยิ่งและเหยียดคนจีน แต่ก็ไม่ใช่คนประเภทเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ
แววตาเวยเหลียนไหววูบ ก่อนแค่นหัวเราะ "นายเหลือเวลาอีกสองนาที!"
ทหารสองนายเข้ามาลากตู้หย่งเซี่ยวออกไปห้าก้าว ใบหน้าเผยรอยยิ้มเหี้ยม เตรียมใช้เขาเป็นเป้าซ้อมยิง
"นอกจากนั้น สื่อทุกสำนักก็กำลังจับตาเรื่องนี้!" เหงื่อเย็นผุดขึ้นทั่วตัวตู้หย่งเซี่ยว เขารีบเร่งความเร็วในการพูด
"สื่อพวกนั้นจะวิเศษวิโสอะไร จักรวรรดิอังกฤษอันยิ่งใหญ่ของเรา..."
"จักรวรรดิอังกฤษของพวกท่านยิ่งใหญ่จริง" ตู้หย่งเซี่ยวพูดแทรก "แต่สื่อก็ไม่ใช่พวกที่จะรังแกกันได้ง่ายๆ เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน ท่านรู้จักคุณจานหมู่ซือแห่งร้านกาแฟบลูมูนไหม เขาเล่นกอล์ฟกับผู้กำกับเก่อไป๋อยู่บ่อยๆ..."
"เอ้อ จานหมู่ซือหรือ" เวยเหลียนลูบคาง ชาวตะวันตกอย่างพวกเขาชอบรวมตัวกันเล่นกอล์ฟ เขาจึงพอจำจานหมู่ซือได้รางๆ หมอนั่นเป็นพวกชอบประจบ ที่สำคัญดูเหมือนจะเป็นสมาชิกพรรคแรงงานในอังกฤษ ส่วนเขาสังกัดพรรคอนุรักษนิยม ครั้งก่อนทั้งคู่ยังเคยโต้เถียงกันเรื่องพรรคการเมือง...
เมื่อเห็นเช่นนั้น ตู้หย่งเซี่ยวก็รุกต่อ "ยังมีคุณจอห์นนี่ มิตรนานาชาติจากอเมริกา เขาเป็นผู้บริหารสูงสุดของ แมคโดนัลด์ ประจำฮ่องกง ทั้งสองสนใจคดีข่มขืนนี้มาก ตอนเที่ยงวันนี้ยังเชิญผมไปพูดคุยรายละเอียดด้วยตัวเอง..."
ตู้หย่งเซี่ยวพูดพลางสอดมือเข้าไปในอกเสื้อ
"นายจะทำอะไร" ทหารตวาด
"ไม่ต้องตกใจ ผมแค่จะหยิบกระเป๋าสตางค์" ตู้หย่งเซี่ยวยกมือข้างหนึ่งขึ้น ส่วนอีกข้างหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา เปิดมันแล้วดึงรูปถ่ายใบหนึ่งยื่นให้เวยเหลียน
เวยเหลียนรับไปอย่างระแวง พอมองเห็นก็ชะงัก
ในภาพคือตู้หย่งเซี่ยวถ่ายรูปร่วมกับจานหมู่ซือและจอห์นนี่ ทั้งยังเห็นได้ชัดว่าจานหมู่ซือกำลังยื่นนามบัตรให้ตู้หย่งเซี่ยว
"นายรู้จักพวกเขาหรือ"
"ไม่ได้สนิทอะไรมาก เพียงแต่ทราบว่าทั้งสองเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเอดินบะระ บังเอิญว่าผมเองก็จบจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระเหมือนกัน" ตู้หย่งเซี่ยวโกหกหน้าตาย
แต่เวยเหลียนจำต้องพิจารณาตู้หย่งเซี่ยวใหม่อีกครั้ง ชุดสูทสีขาว บุคลิกสง่าผ่าเผย โดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง มองอย่างไรก็เหมือนคนที่เคยเรียนต่างประเทศ
ใจของเวยเหลียนเริ่มสั่นคลอน
สื่อฮ่องกงไม่น่ากลัว
อย่างมากเขาก็ออกหน้าใช้อำนาจกดเรื่องนี้ไว้
แต่หากเรื่องแพร่ไปถึงอังกฤษหรืออเมริกา ย่อมจัดการลำบาก โดยเฉพาะจานหมู่ซือสารเลวนั่น ในฐานะสมาชิกพรรคฝ่ายตรงข้าม หมอนั่นต้องเอาเรื่องนี้ไปรายงานเบื้องบนแน่!
ขณะเวยเหลียนกำลังครุ่นคิด เด็กชายผมทองคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาเขย่าตัวเขา "พ่อ มาเล่นขี่ม้ากับผมหน่อย!"
เวยเหลียนกำลังหงุดหงิดจึงผลักเด็กออก "เอาไว้ค่อยเล่นขี่ม้า! ไปหาอะไรกินก่อน ตรงนั้นมีเชอร์รีเก็บใหม่!"
เด็กชายยื่นปากอย่างไม่พอใจ แล้วเดินไปกินเชอร์รีอยู่ข้างๆ
ตู้หย่งเซี่ยวมองเด็กชายแวบหนึ่ง คาดว่าเด็กคนนี้คงเป็นลูกชายคนเดียวของเวยเหลียน ได้ยินว่าได้รับการเลี้ยงดูอย่างตามใจ และเวยเหลียนก็รักดั่งแก้วตาดวงใจ
ตอนนี้เวยเหลียนไม่มีแม้แต่อารมณ์จะเล่นกับลูก เห็นได้ชัดว่าคำพูดเมื่อครู่ได้ผล
เรื่องนี้ก็ไม่น่าแปลก เพราะตู้หย่งเซี่ยวสืบรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า หลังเกษียณจากกองทัพ อีกฝ่ายเตรียมลงเล่นการเมือง และหากต้องการเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างราบรื่น ประวัติย่อมต้องปราศจากมลทิน
ทั้งประชาชนรวมตัวร้องทุกข์และแรงกดดันจากกระแสความเห็นนานาชาติ เมื่อถูกบีบคั้นถึงสองชั้น เวยเหลียนย่อมรู้สึกหวาดหวั่น
แน่นอนว่าหวาดหวั่นก็ส่วนหวาดหวั่น แต่ความเหี้ยมโหดยังต้องคงไว้
เวยเหลียนส่งสัญญาณทางสายตา ทหารสองนายถอดเสื้อนอกและหมวกของตู้หย่งเซี่ยวออก จากนั้นเสียงแกร๊กก็ดังขึ้น เมื่อเล็งเป้าเรียบร้อย กระสุนก็ถูกบรรจุเข้ารังเพลิง
เวยเหลียนมองตู้หย่งเซี่ยวด้วยสีหน้าอำมหิต "นายเหลือเวลาอีกหนึ่งนาที!"
ขนทั่วร่างตู้หย่งเซี่ยวลุกชัน เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้เพียงนี้
ตอนนั้นเอง ทหารอีกนายวิ่งเข้ามารายงานว่าเกิดเรื่องขึ้นที่ประตูค่ายอีกแล้ว
เวยเหลียนรีบยกกล้องส่องทางไกลขึ้นดู เห็นหญิงชราคนหนึ่งนั่งยองๆ ทำอะไรบางอย่างอยู่บนพื้นหน้าประตู ภาพนั้นประหลาดพิกลอย่างยิ่ง
"หญิงชราคนนั้น..."
"อ้อ เธอกำลังทำพิธีตีคนพาล" ตู้หย่งเซี่ยวรีบตอบ "นี่เป็นวิธีสาปแช่งอย่างหนึ่งของคนจีน หากพูดตามแบบชาวอังกฤษอย่างพวกท่าน มันก็คือคาถาอาคม"
"อะไรนะ คาถาอาคมหรือ เธอเป็นแม่มด?" เวยเหลียนลดกล้องส่องทางไกลลง มองตู้หย่งเซี่ยวอย่างประหลาดใจ
ตู้หย่งเซี่ยวพูดเร็วจี๋ "ท่านก็รู้ว่าผู้เสียหายพวกนี้ไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ และไม่มีการศึกษา สิ่งเดียวที่พวกเธอทำได้คือพึ่งพิธีกรรมโบราณนี้สาปแช่งคนร้าย แน่นอนว่าย่อมสาปแช่งผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย..."
ตู้หย่งเซี่ยวมองเวยเหลียนด้วยสายตาแฝงความนัย
เวยเหลียนเข้าใจทันทีว่า รายชื่อผู้สมรู้ร่วมคิดต้องมีตัวเขารวมอยู่ด้วยแน่
"ส่วนหญิงชราคนนี้มีฉายาว่า ยายมังกรแห่งจิมซาจุ่ย เป็นแม่หมอที่มีชื่อเสียงมาก เล่ากันว่าพิธีตีคนพาลของเธอศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ผู้ถูกสาปไม่ก็ครอบครัวแตกสลาย ไม่ก็ตายหรือบาดเจ็บ!"
เวยเหลียนรู้สึกราวกับกำลังฟังนิทาน
แต่คนอื่นๆ ถูกหลอกจนขนลุกไปทั้งตัว
ตู้หย่งเซี่ยวมองปฏิกิริยาทุกอย่างอยู่ในสายตา ในเมื่อแรงกดดันสองชั้นยังไม่ได้ผล เช่นนั้นก็เติมชั้นที่สามเข้าไป
ตู้หย่งเซี่ยวสืบรู้มานานแล้วว่า นายพลเวยเหลียนเป็นผู้หลงใหลเรื่องเร้นลับอย่างเข้ากระดูกดำ ปกติชื่นชอบอ่านนวนิยายของเอ็ดการ์ แอลลัน โพ ทั้งยังโปรดปรานการประกอบพิธีกรรมลึกลับ และสนใจคาถาอาคมเป็นพิเศษ
"ผมเองก็รู้คาถาของพิธีตีคนพาลอยู่บ้าง อย่างเช่น... ตีหัวเจ้าคนพาล ให้หายใจไม่ทั่วท้อง ต้องเอาหัวโขกทุกวัน ตีหน้าเจ้าคนพาล ให้ทั้งบ้านหน้าด่างพร้อย ชั่วชีวิตต่ำช้า ตีตาเจ้าคนพาล ให้ทั้งชีวิตชนแต่กำแพง ทุกวันถูกคนฟาดฟัน..."
ตู้หย่งเซี่ยวกล่าวถ้อยคำเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ แม้จะไม่ค่อยคล้องจอง แต่กลับถ่ายทอดความหมายได้เห็นภาพ จนนายพลเวยเหลียนขมวดคิ้วแน่น รู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างถึงที่สุด
ส่วนคนอื่นกลับรู้สึกว่าคำสาปเหล่านี้ชั่วร้ายพิกล ราวกับแฝงพลังอัปมงคลบางอย่าง
"ไม่ ไม่ ไม่! คำสาปแบบนี้เหลวไหลทั้งเพ!" เวยเหลียนส่ายหน้า จิตใจต่อต้านอยู่ลึกๆ "เอาละ หนึ่งนาทีสุดท้ายหมดลงแล้ว..."
ทันใดนั้น...
"แย่แล้วครับ คุณชายเกิดเรื่อง!"
เด็กชายที่กำลังกินเชอร์รีพลันล้มกลิ้งลงกับพื้น มือกุมลำคอด้วยท่าทางทรมาน
"พระเจ้า เกิดอะไรขึ้น" เวยเหลียนหน้าถอดสีด้วยความตกใจ "รีบช่วยลูกฉันเร็ว!"
ตู้หย่งเซี่ยวคิดในใจ 'สวรรค์ช่วยฉันแท้ๆ!' เขาไม่สนแล้วว่าตัวเองกำลังจะถูกยิง รีบวิ่งเข้าไปอุ้มเด็กชายขึ้น ให้แผ่นหลังของเด็กแนบกับตัวเอง ใช้แขนทั้งสองโอบรอบเอว มือข้างหนึ่งกำหมัด วางด้านนิ้วหัวแม่มือลงบนช่องท้องใต้ชายโครงและเหนือสะดือ ส่วนมืออีกข้างกุมหมัดไว้ ก่อนกระตุกกดช่องท้องขึ้นด้านบนอย่างรวดเร็ว...
ครั้งหนึ่ง!
ครั้งที่สอง!
ครั้งที่สาม!
ตู้หย่งเซี่ยวช่วยชีวิตด้วยวิธีปฐมพยาบาลแบบไฮม์ลิช...
พรวด!
เชอร์รีลูกหนึ่งพุ่งออกมาจากลำคอของเด็กชาย
ตู้หย่งเซี่ยวจึงปล่อยมือ ถอนหายใจยาว แล้วเงยหน้ามองนายพลเวยเหลียน "ตอนนี้ท่านคิดว่าอย่างไร"







