ภายนอกตำหนักเฉียนคุน ทะเลเมฆม้วนตัวดุจเกลียวคลื่นหิมะ
ปลาหลีฮื้อห้าสีเพิ่งกินอิ่ม พวกมันจับกลุ่มหยอกล้อกัน ว่ายลอดใต้สะพานซื่อสุ่ยที่ทอดตัวยาวดั่งรุ้งกินน้ำ
ภายนอกตำหนักใหญ่นั้นดูโอ่อ่าเคร่งขรึม ทว่าภายในกลับวุ่นวายราวกับคนทะเลาะกันในตลาดสด
"เซียนกวนแห่งดินแดนในอาณัติล้วนรับตำแหน่งโดยผู้บำเพ็ญเพียรที่ทำคุณูปการใหญ่หลวงต่อสำนัก ในศาลเจ้าของอาณัติ มนุษย์ธรรมดาล้วนกราบไหว้รูปปั้นกายทองคำของพวกเราและเซียนกวนผู้นั้น ซ่งเฉียนจีเป็นแค่ศิษย์ตัวเล็กๆ เอ่ยปากปุ๊บก็ขอเมืองหนึ่งเมือง ไม่กลัวลมพัดลิ้นขาดหรือไง?" จ้าวไท่จี๋ เจ้าของยอดเขาชื่อสุ่ยพูดเย้ยหยัน "คนอื่นเซ่นไหว้กราบไหว้เขา เขารับไหวหรือ?"
"เขาต้องการดินแดนศักดินา เพื่อเพลิดเพลินกับเครื่องเซ่นไหว้และเพิ่มพูนโชคชะตาบารมีหรือไม่นั้น ยังไม่อาจรู้ได้ แต่การใช้หนึ่งเมืองแลกกับการให้สายนอกกลับมาเป็นปกติ ข้าคิดว่าคุ้มค่า" เฉินหงจู๋กล่าวเสียงขรึม
"เดิมทีพวกเราไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนถึงหนึ่งเมืองด้วยซ้ำ! หรือว่าให้เขาหนึ่งนครยังไม่พออีก!" เจ้าของยอดเขาหมิงเสียเลิกคิ้วกล่าว
"ถ้าจะให้ข้าพูด ไม่ให้แล้วจะทำไม? ขับไล่เขากับพวกศิษย์สายนอกกลุ่มนั้นออกไป รับสมัครกลุ่มใหม่ที่เชื่อฟังเข้ามาต่างหากล่ะที่เป็นเรื่องสำคัญ"
เฉินหงจู๋กวาดสายตามองผู้คนในตำหนักที่มีสีหน้าโกรธเคือง อธิบายอย่างอดทนว่า
"คนอย่างซ่งเฉียนจี ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่พวกท่านคิด จากที่ข้ารู้จักเขา เขาต้องการหนึ่งเมือง นั่นก็คือหนึ่งเมือง ห้ามน้อยกว่านี้ และห้ามมากกว่านี้ การที่เขากล้าเอ่ยปาก ย่อมแปลว่าเขาเตรียมแผนสำรองเอาไว้แล้ว"
"เหตุใดเจ้าถึงคอยพูดเข้าข้างเขาอยู่เรื่อย?" ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวเสียงเย็น "เขาได้หนึ่งเมือง แล้วมันมีข้อดีอันใดต่อเจ้าหรือ?"
เฉินหงจู๋สะดุ้งตกใจ แผดเสียงแหลมว่า "ข้ากำลังช่วยพวกท่านอยู่นะ ข้าทำเพื่ออนาคตของสำนักหัวเวย!"
มีคนในตำหนักหัวเราะเบาๆ สายตาที่ไม่ไว้วางใจหลายคู่จับจ้องมาที่นาง รวมไปถึงนักพรตซวีอวิ๋นผู้เป็นบิดา และหยวนชิงสือศิษย์พี่ใหญ่ของนางด้วย
จู่ๆ เฉินหงจู๋ก็รู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก
รู้อย่างนี้ นางไม่น่าเก็บซ่งเฉียนจีไว้จนถึงงานชุมนุมเติงเหวินเลย
นางอยากจะชักแส้ที่เอวออกมา ฟาดโต๊ะหยกตรงหน้าให้คว่ำ แล้วพังตำหนักเฉียนคุนให้เละเทะ เพื่อปลุกพวกคนที่อยู่แต่ในเรือนกระจกมานาน กอดบารมีผุพังไว้ไม่ยอมปล่อยพวกนี้ให้ตื่นเสียที
ท่ามกลางความเงียบอันน่าอึดอัด ในที่สุดซวีอวิ๋นก็เอ่ยปาก น้ำเสียงดูเข้มงวดขึ้นเล็กน้อย "ครั้งแรก เจ้าขอร้องให้ข้าเก็บเขาไว้ ครั้งที่สอง เจ้ามาขอป้ายคำสั่งหัวเวยเจินจากข้าเพื่อจับตาดูร่องรอยเขา ครั้งที่สาม เจ้ามาขอที่ดินศักดินาให้เขา ตั้งแต่เล็กจนโต เจ้าได้รับการตามใจจากข้ามาสารพัด แต่เรื่องราวไม่ควรเกินสามครั้ง ครั้งนี้คงปล่อยตามใจเจ้าอีกไม่ได้แล้ว..."
"ท่านพ่อ" เสียงของเฉินหงจู๋สั่นเครือ แหบพร่าเล็กน้อย "ที่ลูกสาวเสนอเช่นนี้ ไม่มีเรื่องส่วนตัวเจือปนเลยแม้แต่น้อย สถานการณ์ตอนนี้ สิทธิ์ในการเลือกไม่ได้อยู่ในมือพวกเราแล้ว เมื่อคืนนี้ศิษย์สายนอกเป็นร้อยเป็นพันมารวมตัวกัน เกือบจะก่อจลาจลอยู่แล้ว หากตอนนั้นซ่งเฉียนจีออกคำสั่งเดียว ผลลัพธ์ย่อมไม่อาจจินตนาการได้เลย!"
จ้าวไท่จี๋กล่าวว่า "สำนักประทานเส้นทางแสวงหาวิถีเซียนให้พวกเขา พวกเขากลับไม่รู้จักบุญคุณ โทษฐานที่พวกเราเมตตาเกินไป ปล่อยปละละเลยพวกเขามากไป รอให้รับศิษย์สายนอกกลุ่มใหม่เข้ามาเมื่อไหร่ จะต้องอบรมสั่งสอนให้เข้มงวด!"
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
"ก็แค่ศิษย์ราคาถูกของ 'คนผู้นั้น' แท้ๆ กลับกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้" นักพรตซวีอวิ๋นหันไปหาเด็กรับใช้ข้างกาย กล่าวเสียงเย็นว่า "ไป เรียกซ่งเฉียนจีผู้นั้นมา"
สิ้นเสียง ยังไม่ทันขาดคำ นอกตำหนักก็มีเสียงประกาศ
"ท่านเจ้าสำนัก ท่านเจ้าของยอดเขาทุกท่าน ซ่งเฉียนจีขอเข้าพบ "
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปเล็กน้อย นี่จะมาประจวบเหมาะเกินไปแล้ว
เฉินหงจู๋เองก็ชะงักงัน
นี่เป็นครั้งที่สองที่ซ่งเฉียนจีขึ้นมาบนตำหนักเฉียนคุน
เมื่อมองดูแวบแรกจะเห็นว่าไม่มีที่นั่งว่างเลย คึกคักกว่าครั้งก่อนมาก
ทว่าเมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ ทั่วทั้งตำหนักกลับเงียบกริบ หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ เขาคงตายไปเป็นพันเป็นหมื่นรอบแล้ว
ซ่งเฉียนจีราวกับไม่รู้สึกตัว ทำความเคารพอย่างผ่าเผย มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม
นักพรตซวีอวิ๋นรู้สึกว่าเมื่อเทียบกับการพบกันครั้งก่อน ซ่งเฉียนจีมีการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนบางอย่างอีกแล้ว
หากบอกว่าก่อนหน้านี้ภายนอกดูอ่อนน้อมถ่อมตน แต่แท้จริงแล้วแฝงความคมกริบแบบผู้มาเยือนที่ข่มเจ้าบ้าน เด็กหนุ่มในครั้งนี้ก็เหมือนเมฆก้อนหนึ่งที่หัวสะพานซื่อสุ่ย ล่องลอยเข้ามาในตำหนักเฉียนคุนอย่างอ้อยอิ่ง
เมฆาลอยออกจากยอดเขาโดยไร้เจตนา
คนผู้นี้ดูเหมือนไร้เจตนา ทว่ากลับทำให้สายนอกสั่นคลอนราวกับต้องพายุฝนไปแล้ว
ซวีอวิ๋นอารมณ์ซับซ้อน ด้านหนึ่งก็เสียใจว่าผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้ เหตุใดถึงไม่ค้นพบให้เร็วกว่านี้ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์
อีกด้านหนึ่งก็โกรธแค้นที่ซ่งเฉียนจีมีจิตใจล้ำลึก ขวัญกล้าเทียมฟ้า
"เจ้ามาเพื่อยอมรับผิดเรื่องที่เป็นแกนนำก่อกบฏเมื่อคืนนี้ใช่หรือไม่?" จ้าวไท่จี๋ตวาดถาม
"เปล่าขอรับ" ซ่งเฉียนจีกล่าวอย่างเป็นมิตร "ข้ามาขอเมืองขอรับ"
เขาคิดในใจว่า ข้าก็แค่ต้องการดินแดนแห้งแล้งทุรกันดารปิดตายสักแห่ง เพื่อเพลิดเพลินกับความสุขในการบุกเบิกทำไร่ไถนา
ไม่ได้ต้องการดินแดนฮวงจุ้ยดีเลิศ และไม่ได้ต้องการภูเขาวิเศษน้ำใสงดงาม มันจะไปยากอะไรนักหนา?
ถ้าข้ายังอยู่ที่นี่ต่อไป พวกท่านนั่นแหละที่จะทนทรมานยิ่งกว่าข้าเสียอีก
ผู้คนในสำนักหัวเวยทนทรมานมากจริงๆ ล้วนโกรธจนควันออกหู ไม่มีใครยอมให้เขาพูดต่อไป
"สำนักหัวเวยของข้ามีดินแดนในอาณัตินับไม่ถ้วน เซียนกวนแต่ละแห่งล้วนเป็นผู้ที่อยู่ระดับจินตันขึ้นไปและมีบุญบารมีติดตัวทั้งสิ้น!" ซวีอวิ๋นชิงลงมือก่อน "เจ้าเข้าสายนอกมาสามปี มีความดีความชอบอันใด มีบุญบารมีอันใด ถึงจะรับเครื่องเซ่นไหว้ของเมืองหนึ่งเมืองได้?"
ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่า เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเครื่องเซ่นไหว้ด้วยล่ะ?
"ดินแดนหนึ่งเมือง แลกกับการที่ข้าลงเขาเดี๋ยวนี้" เขากล่าว "ชาตินี้จะไม่ก้าวเข้ามาในสำนักหัวเวยอีกแม้แต่ครึ่งก้าว!"
สองประโยคนี้หนักแน่นดังกังวาน สะท้อนก้องไปทั่วตำหนัก
บรรดาเจ้าของยอดเขาและผู้อาวุโสมองหน้ากัน ปากของพวกเขาแข็งกร้าว แต่ในใจรู้อยู่เต็มอก
หากฆ่าคนผู้นี้ ก็กลัวจะถูกเสี่ยนเจี้ยนเฉินแก้แค้น หากเก็บคนผู้นี้ไว้ในสำนัก ก็เกรงว่าแต่ละวันจะวุ่นวายไม่สงบสุข
ต่อให้มีวิธีรับมือ แต่มันย่อมต้องยุ่งยาก จะไปสู้ให้เขาจากไปเองเพื่อตัดรำคาญได้อย่างไร?
เพียงแต่ราคาของหนึ่งเมืองมันสูงเกินไป ซ่งเฉียนจีเรียกร้องมากเกินไป สำนักหัวเวยมีผู้แข็งแกร่งดั่งเมฆา จะยอมให้ศิษย์ตัวเล็กๆ มาขูดรีด มันจะไม่เสียหน้าแย่หรือ?
เฉินหงจู๋มองไปรอบตำหนัก ยกมุมปากขึ้น เผยสีหน้าเย้ยหยัน
"เห็นแก่หน้าผู้อาวุโสท่านนั้น ให้เจ้านครหนึ่งก็ได้" ซวีอวิ๋นลอบด่าเสี่ยนเจี้ยนเฉินในใจ
"ไม่ได้ขอรับ" ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า "หนึ่งนครมันเล็กเกินไป"
เมื่อความชำนาญในการทำไร่ทำนาของตัวเองเพิ่มขึ้น ทักษะก้าวหน้า ย่อมต้องปลูกได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน
ถึงตอนนั้นคนยังมีชีวิตอยู่ แต่ที่ดินว่างเปล่าหมดแล้ว แบบนี้ใครจะไปทนไหว?
ทั้งสองคนต่อรองราคากันไปมาเหมือนกำลังทำธุรกิจ
ซวีอวิ๋นมีเจ้าของยอดเขาและผู้อาวุโสจำนวนมากช่วยพูดสนับสนุน:
"เจ้าเกียจคร้านเหลาะแหละ ไม่บำเพ็ญเพียร ไม่ทำงาน ถ้าให้เมืองเจ้าไปเมืองหนึ่งจริงๆ เจ้าจะปกครองอย่างไร?"
"เจ้าไม่ทำการผลิต อาศัยการเลี้ยงดูจากศิษย์สายนอกล้วนๆ ในมือไม่มีหินวิญญาณแม้แต่ก้อนเดียว เจ้าจะให้ชาวบ้านในเมืองอดตายไปพร้อมกับเจ้าหรือไง?"
"ตบะของเจ้าต่ำเตี้ยอ่อนแอ หากในเมืองถูกผู้บำเพ็ญมารรุกราน เจ้าจะต่อต้านอย่างไร?"
ซ่งเฉียนจีบุกเดี่ยวเข้าค่ายศัตรูเพียงลำพัง ทว่ากลับกัดฟันสู้ไม่ยอมปล่อย
ซวีอวิ๋นหรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย แฝงความข่มขู่ "มากสุดแค่สามนคร เจ้าอย่าปฏิเสธไมตรีแล้วรนหาที่ตาย"
ซ่งเฉียนจีกำลังจะเอ่ยปาก จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงศิษย์เฝ้าประตูตำหนักประกาศว่า:
"นักพรตชิงเวย เจ้าอารามแห่งอารามจื่ออวิ๋นมาถึงแล้ว"
บรรดาเจ้าของยอดเขาในตำหนักเปลี่ยนสีหน้าทันที ลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยรอยยิ้มบางๆ อย่างใจเย็น ในอาณาเขตของสำนักหัวเวย พวกเขาไม่มีทางยอมให้อารามจื่ออวิ๋นดูถูกเป็นเรื่องตลกเด็ดขาด
ชาติก่อนซ่งเฉียนจีเคยถูกนักพรตชุดม่วงผู้นี้ใช้ "วิชาดูนรลักษณ์" ดูให้ แต่ชาตินี้กลับไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกันนัก
เขาเพียงแค่คิดว่า ทำไมถึงต้องมาหาตาเฒ่าซวีอวิ๋นเอาป่านนี้ด้วย ทำให้เสียเวลาต่อราคาหมด
ชิงเวยทำความเคารพซวีอวิ๋นเล็กน้อย แต่กลับเดินตรงมาหาเขา "ยินดีด้วยศิษย์น้องผู้นี้"
ศิษย์น้อง?
รอยยิ้มของทุกคนในตำหนักแข็งค้าง ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
ใบหน้าของซวีอวิ๋นกระตุกเล็กน้อย ลางสังหรณ์ไม่ดีปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ซ่งเฉียนจีตอนแรกคิดว่าอีกฝ่ายจำคนผิด จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "เดี๋ยวก่อน!"
ชิงเวยเอ่ยปากแล้ว "เมื่อคืนศิษย์น้องเล่นหมากปิดตากับอาจารย์ของข้าที่แท่นเด็ดดาวหนึ่งกระดาน ช่างล้ำเลิศไร้ที่เปรียบจริงๆ บันทึกหมากกระดานนั้นศิษย์น้องหลีได้จดบันทึกไว้แล้ว อาจารย์สั่งให้คนเร่งทำหยกจารึกชุดหนึ่ง..."
เสียงของเขาดังสนั่นไปทั่วตำหนัก สั่นสะเทือนจนหัวของซ่งเฉียนจีวิ้งๆ
ลุงแก่ท่าทางป่วยกระเสาะกระแสะที่มานั่งรับลมเมื่อคืนนี้ เป็นผีหมากจริงๆ ด้วย!
"กระดานหมากชื่อดังเช่นนี้ สมควรให้คนทั้งใต้หล้าได้ชื่นชมร่วมกัน อาจารย์มีคำสั่งลงมา ไม่ว่าจะเป็นศิษย์อารามจื่ออวิ๋นของข้า หรือผู้ใช้อาคมค่ายกลและผู้ที่ชื่นชอบวิถีหมากจากสำนักอื่น ล้วนสามารถสั่งจองหยกจารึกบันทึกหมากได้ในราคาต่ำสุดเพียงหินวิญญาณหนึ่งก้อน เพื่อศึกษาความลึกล้ำของวิถีหมาก ศิษย์น้องส่งเสริมวิถีหมาก นับเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่"
ซ่งเฉียนจีพลันรู้สึกว่าบันทึกหมากครึ่งม้วนในแขนเสื้อร้อนผ่าวขึ้นมาเลือนราง
"ตอนนี้หยกจารึกสองแสนชุดแรกถูกสั่งจองจนหมดเกลี้ยงแล้ว รายได้หินวิญญาณสองแสนก้อน นักพรตยากไร้ผู้นี้ขอเป็นตัวแทนส่งมอบให้ศิษย์น้องซ่ง ขอศิษย์น้องโปรดรับไว้ด้วย"
ชิงเวยยัดถุงเก็บของใส่มือเขา ข้อมือของซ่งเฉียนจีหนักอึ้ง เกือบจะถือไว้ไม่อยู่
ผู้คนในสำนักหัวเวยอ้าปากค้าง ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่เคยเห็นโลกมามากแค่ไหน ก็ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเหลวไหลสิ้นดี
ซ่งเฉียนจีเล่นหมากเป็นด้วยหรือ?
แถมยังเป็นอัจฉริยะด้านวิถีหมาก เหนือกว่าผู้ชนะเลิศการสอบหมากปีนี้อย่างเทียบไม่ติด ถึงขั้นสามารถประลองหมากกับผีหมากได้โดยตรง
พอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่พวกเขายังพูดอยู่เลยว่าคนผู้นี้ไม่ทำการผลิต กินข้าวฟรีของศิษย์สายนอก ในมือไม่มีหินวิญญาณแม้แต่ก้อนเดียว
พริบตาเดียว ซ่งเฉียนจีก็มีสองแสนก้อนแล้ว แถมยังเป็นแค่ชุดแรกเท่านั้น
ซวีอวิ๋นทำเป็นมองไม่เห็นสองแสนก้อนนั่น ในใจคิดเพียงแต่ว่าชิงเวยถึงกับเรียกซ่งเฉียนจีว่าศิษย์น้อง
เว้นเสียแต่ว่าผีหมากตั้งใจจะรับเจ้าเด็กนี่เป็นศิษย์ มิฉะนั้นชิงเวยที่มักจะหยิ่งยโสทะนงตนมาตลอด จะยอมลดลำดับอาวุโสของตัวเองได้อย่างไร?
ท่ามกลางความประหลาดใจ เฉินหงจู๋ก็มีความรู้สึก "เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ" อย่างลางเลือน
ดูเหมือนว่าขอเพียงเป็นซ่งเฉียนจี ไม่ว่าจะทำเรื่องสะท้านฟ้าสะเทือนดินอีกสักกี่เรื่อง นางก็สามารถยอมรับได้ทั้งนั้น
นักพรตชิงเวยกล่าวลาซวีอวิ๋น ส่งยิ้มให้กับผู้คนในสำนักหัวเวยที่มีสีหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง
ซ่งเฉียนจีชะงักงัน มีเพียงเขาที่ได้ยินเสียงถ่ายทอดปราณของชิงเวย:
"อาจารย์รอศิษย์น้องอยู่ที่ชายคาเรือนซ่งแล้ว ศิษย์น้องสะสางเรื่องไร้สาระที่นี่เสร็จแล้ว ก็รีบกลับไปเถิด"
เขานึกถึงตอนที่เมามายในคืนนั้นแล้ว แทบอยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาด
ทว่าในสายตาคนอื่น กลับเห็นเขานิ่งสงบดุจขุนเขา ไม่หวั่นไหว ราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว
เส้นเลือดดำบนหน้าผากของซวีอวิ๋นปูดโปน
หรือว่าซ่งเฉียนจีจะคำนวณไว้ถึงตอนนี้ตั้งแต่แรกแล้ว? การขอที่ดินศักดินาเป็นเพียงข้ออ้าง การฉวยโอกาสดูถูกเขา ดูถูกเจ้าของยอดเขาและผู้อาวุโสทุกคนของสำนักหัวเวยต่างหากล่ะที่เป็นจุดประสงค์ที่แท้จริง!
ช่างเป็นจิตใจที่โหดเหี้ยมและลึกล้ำนัก
ทว่าเด็กคนนี้กลับมีโชคชะตาโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีเสี่ยนเจี้ยนเฉินเป็นที่พึ่งพิงคนเดียวยังไม่พอ ยังมีผีหมากโผล่มาอีกคน
"ท่านเจ้าสำนัก พวกเรามาต่อกันเถอะ" ซ่งเฉียนจีได้สติกลับมา "แค่เรื่องแทรกนิดหน่อย อย่าให้เสียธุระสำคัญของพวกเราเลยขอรับ"
ซวีอวิ๋นมีเลือดจุกอยู่ที่คอ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงประกาศจากนอกตำหนัก:
"ท่านเจ้าสำนักศึกษาชิงหยามาถึงแล้ว "
เจ้าสำนักศึกษาในชุดบัณฑิตสีเขียวเดินเข้ามาในตำหนัก เห็นบรรยากาศในตำหนักไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่พูดเปิดโปง เพียงแค่ยิ้มและทำความเคารพทุกคน
ซวีอวิ๋นฝืนยิ้มทักทาย "หรือว่าท่านปราชญ์อักษรมีคำชี้แนะอันใด?"
"มิกล้าชี้แนะหรอก" เจ้าสำนักศึกษายิ้ม หยิบกล่องเล็กๆ ประณีตงดงามออกมาจากแขนเสื้อ เดินตรงไปหาซ่งเฉียนจี
ซวีอวิ๋นหน้าซีดเผือด คิดในใจว่าคงเป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง
ซ่งเฉียนจีถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
"ศิษย์น้องซ่ง เมื่อคืนเจ้าเขียนเทียบวีรบุรุษไว้ที่แท่นเด็ดดาว เช้าวันนี้อนุชนรุ่นหลังมากมายพากันไปดูเทียบ คัดลอก พิมพ์ลอก เพื่อทำความเข้าใจเจตนาที่แท้จริงในพู่กันของเจ้า อาจารย์ขอบคุณที่เจ้าทำคุณูปการต่อวิถีอักษรและผู้บำเพ็ญเพียรยันต์ทั้งใต้หล้า จึงตั้งใจมอบสิ่งนี้ให้เจ้า เพื่อเป็นการแสดงความชื่นชม"
เจ้าสำนักศึกษายัดกล่องเล็กๆ ที่ดูเหมือนตลับชาดให้ซ่งเฉียนจี
ถ่ายทอดปราณอย่างลับๆ ว่า "ท่านปราชญ์อักษร รอเจ้าอยู่ที่ใต้ซุ้มดอกไม้ในเรือนซ่ง ผีหมากก็อยู่ด้วย ศิษย์น้องเอ๋ย เจ้าก็ดูเอาเองก็แล้วกันนะ"
ซ่งเฉียนจีไม่รับ ถ่ายทอดปราณถามว่า "ผู้บำเพ็ญเพียรแซ่ฮวาคนนั้น ที่ปลอมตัวเป็นหวังถู่เกินนักประเมินสมบัติ กับไป๋เหลียนเหลียนผู้ตกทุกข์ได้ยากมาป้วนเปี้ยนตรงหน้าผม ล้วนเป็นความตั้งใจของปราชญ์อักษรหรือขอรับ?"
"ถูกต้อง" เจ้าสำนักศึกษาพยักหน้า ถ่ายทอดปราณตอบ "ศิษย์น้อง หากเจ้าไม่ต้องการกล่องใบนี้ ก็ต้องไปคืนอาจารย์ด้วยตัวเอง อย่าให้คนส่งสารอย่างข้าต้องลำบากใจเลย"
ซ่งเฉียนจียิ้มเฝื่อนรับมา "ยะ...อย่าเรียกศิษย์น้องเลยขอรับ"
เจ้าสำนักศึกษาสะบัดแขนเสื้อ กล่าวลาผู้คนในสำนักหัวเวย
ทว่าทุกคนกลับหน้ามืดวิงเวียนเป็นพักๆ ฟังไม่รู้เรื่องเลยว่าเขาพูดอะไร และลืมธรรมเนียมปฏิบัติไปเสียสนิท
จู่ๆ ซวีอวิ๋นก็หงายหลังล้มตึง
เฉินหงจู๋ตาไวพุ่งเข้าไปประคองเขาไว้ "ท่านพ่อ!"
ซวีอวิ๋นหลับตาลงครู่หนึ่ง จัดระเบียบพลังวิญญาณที่ปั่นป่วนในร่าง
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ราวกับแก่ลงไปสิบปีในพริบตา
สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม เหตุใดถึงลำเอียงเข้าข้างซ่งเฉียนจีถึงเพียงนี้
เขาหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะเจือเสียงสะอื้นเล็กน้อย "ศิษย์สำนักข้า ถึงกับทำคุณูปการในงานชุมนุมเติงเหวินถึงเพียงนี้ สร้างบุญกุศลต่อผู้บำเพ็ญเพียรทั่วหล้า รางวัล ย่อมต้องให้รางวัล! เด็กๆ นำแผนที่อาณาเขตดินแดนของสำนักหัวเวยมา ข้าจะเลือกดินแดนล้ำค่าให้ 'ศิษย์น้องซ่ง' เอง! แค่เมืองเมืองเดียว จะไปสลักสำคัญอะไร!"
ทุกคนจ้องมองถุงเก็บของใส่หินวิญญาณในมือซ้าย และกล่องล้ำค่าในมือขวาของซ่งเฉียนจี ฝืนยิ้มออกมา ร้องไห้ตะโกนพร้อมกันว่า:
"แค่เมืองเมืองเดียว จะไปสลักสำคัญอะไร!"
ซ่งเฉียนจีกะพริบตา คิดในใจว่านี่ก็ถือเป็นความโชคร้ายที่กลายเป็นดี:
"จะเลือกเมื่อไหร่ขอรับ?"
"พรุ่งนี้!"
ซ่งเฉียนจีกล่าวอย่างจริงใจ "ปล่อยไว้นานเดี๋ยวจะยุ่ง ข้ารีบขอรับ ท่านนักพรตช่วยหน่อยนะขอรับ"
ซวีอวิ๋นกัดฟันกรอด มีเลือดซึมตามไรฟัน "ก่อนยามจื่อคืนนี้! 'ศิษย์น้องซ่ง' พอใจหรือไม่?"
ซ่งเฉียนจีพยักหน้าอย่างพอใจ "ลำบากท่านนักพรต ลำบากทุกท่านแล้วขอรับ"
เขาเดินออกจากตำหนักใหญ่ มองดูทะเลเมฆอันกว้างใหญ่ไพศาล รอยยิ้มค่อยๆ กลายเป็นขมขื่น
เรือนซ่งยังมีอีกสองคนกำลังรอเขาอยู่







