ตีสอง
เสียงเคาะแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊กหยุดลงกะทันหัน
จางเซิ่งอัปโหลดตอนที่สอง หลังจากแก้ไขคำผิดเสร็จ เขาก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้
จิตใจของเขาเบิกบานตื่นตัว
แต่ร่างกายกลับเหนื่อยล้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
'ทะลวงทะลุฟ้า' เริ่มเขียนตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน
จำนวนคำทั้งหมดทะลุเจ็ดแสนคำไปแล้ว
ในแง่หนึ่ง ความมุ่งมั่นอดทนดูเหมือนจะกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว
"ติดอันดับการอ่านบนมือถือแล้ว ทะลวงเข้าสู่ท็อปเท็นหมวดแฟนตาซีแล้ว!"
"ตอนนี้ยอดคลิกอยู่ในยี่สิบอันดับแรกของเว็บไซต์ฉี่หมิงจงเหวิน แต่อัตราการรักษาผู้อ่านอยู่ในสิบอันดับแรกของทั้งเว็บ!"
"ทำลายสถิติอีกแล้ว เพิ่มขึ้นอีกแล้ว!"
"ขึ้นมาอันดับเก้าแล้ว อัตราการจ่ายเงิน พรุ่งนี้มารอลุ้นอัตราการจ่ายเงินกันได้เลย!"
"..."
กิเลน บรรณาธิการบนคิวโก่วดูเหมือนจะตื่นเต้นยิ่งกว่าเขาเสียอีก
คอยรายงานผลงานของ 'ทะลวงทะลุฟ้า' อยู่เป็นระยะๆ
จางเซิ่งมองดูผลงานแวบหนึ่ง
ในใจไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นใดๆ กลับยิ่งสงบนิ่งมากขึ้นไปอีก หลังจากพิงพนักเก้าอี้พักหนึ่ง เขาก็พับหน้าจอโน้ตบุ๊กลง ลุกขึ้น และเดินไปที่ห้องทำงานของตัวเอง
โถงทางเดินเงียบสงบเป็นพิเศษ แสงไฟนวลตาสาดส่องแผ่นหลังของเขา ทอดเงาให้ยืดยาวออกไป
เสียงแมลงร้องในคืนฤดูร้อนค่อยๆ จางหายไปเมื่อเข้าสู่ปลายฤดูใบไม้ร่วง
สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมา ความหนาวเย็นเริ่มทวีคูณ
พล็อตเรื่อง...
สำนวนภาษา...
จังหวะการดำเนินเรื่อง...
ช่วงแรกของ 'ทะลวงทะลุฟ้า' ถือว่าไม่ค่อยดีนัก โดยหยิบยืมเค้าโครงมาจาก 'ฝ่าพิภพสยบฟ้า' ที่เคยโด่งดังเป็นพลุแตก
ต่อมา เมื่อทั้งเขียน ทั้งคิดทบทวน และยืนหยัดอดทน จากจุดเริ่มต้นที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ ก็ค่อยๆ พัฒนาจนเข้าที่เข้าทางมากขึ้น...
บางสิ่งบางอย่างไม่เคยเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน จำเป็นต้องค่อยๆ ขัดเกลา ค่อยๆ เติบโต
แต่เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้ว มันย่อมไม่มีทางถูกฝังกลบอย่างแน่นอน
นี่เป็นเรื่องปกติมาก
จางเซิ่งเดินออกจากโถงทางเดิน มายังศูนย์ฝึกปฏิบัติงานที่อยู่ด้านข้าง
ตอนที่เดินผ่านศูนย์ฝึกปฏิบัติงาน จางเซิ่งหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
ภายในศูนย์ฝึกปฏิบัติงานยังคงมีเสียงต่างๆ ดังระงม ผ่านแสงไฟริมหน้าต่าง จางเซิ่งมองเห็นทังอู่ถอดเสื้อท่อนบน กำลังช่วยปรับแต่งเครื่องจักรและช่วยติดตั้งอย่างขะมักเขม้น...
ไม่ไกลออกไป...
จางเซิ่งเห็นรถบรรทุกคันใหญ่หลายคันจอดอยู่ริมถนน คนงานกำลังนำแบตเตอรี่แต่ละกล่องมาบรรจุลงในกล่องกันกระแทกอย่างระมัดระวัง แล้วยกขึ้นรถ
เมื่อบรรทุกจนเต็มคันรถ คนขับที่คาบบุหรี่อยู่ก็เหยียบคันเร่ง ขับรถไปส่งที่หน้าประตูโรงเรียน
จางเซิ่งยืนดูอยู่พักหนึ่ง ไม่ได้เดินเข้าไปในศูนย์ฝึกปฏิบัติงาน แต่กลับเดินมาที่ 【เอ็นซีสตูดิโอ】
ภายใน 【เอ็นซีสตูดิโอ】 ว่างเปล่า แต่พอปิดประตู ก็ยังคงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากห้องข้างๆ เสียงทังอู่ตะเบ็งคอด่าคนงานดูเหมือนจะแหลมปรี๊ดเป็นพิเศษ
จางเซิ่งเดินไปที่เก้าอี้เอนตัวข้างๆ แล้วหลับตาลง
ทว่าในหัวกลับกำลังวางแผนสำหรับก้าวต่อไป
........................................
รุ่งสาง
ลำแสงแดดสาดส่องลงบนใบหน้าของสวี่ป๋อเหวิน
สวี่ป๋อเหวินตื่นจากภวังค์หลับใหล สวมเสื้อผ้า ล้างหน้าแปรงฟัน วิ่งออกกำลังกาย และกินข้าวเหมือนเช่นเคย
วันนี้เป็นไม่กี่ชั่วโมงสุดท้ายที่เขาจะถูกคุมขัง
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า การขายเบอร์โทรศัพท์เพื่อหาผลกำไร จะทำให้เขาต้องถูกขังถึงหนึ่งเดือน
แต่หลังจากคิดอะไรบางอย่างตก เขากลับรู้สึกโชคดีมาก
ลูกบ้านใน 【หมู่บ้านไห่สู่】 ล้วนเป็นคนรวยไม่ก็คนใหญ่คนโต การที่เขาถูกขังแค่เดือนเดียว ดูเหมือนว่าจะปรานีมากแล้ว
ช่วงเวลานี้ เขาได้เรียนรู้ความรู้ด้านกฎหมายมากมายในสถานีตำรวจ ทำให้รู้ว่าพฤติกรรมของเขา หากร้ายแรงที่สุดอาจถึงขั้นติดคุก!
ตอนที่เห็นกฎหมายข้อนั้น เขาตกใจจนเหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมเต็มแผ่นหลัง
เขาเป็นแค่พนักงานรักษาความปลอดภัยตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น
ถ้าคนพวกนั้นคิดจะเล่นงานเขาจริงๆ...
เขาเดาว่าชีวิตนี้คงจบเห่แน่
เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมง เขาก็จะได้รับอิสรภาพแล้ว
พอออกไปแล้ว การมีประวัติอาชญากรรมติดตัว อย่าว่าแต่ที่ 【หมู่บ้านไห่สู่】 เลย ต่อให้เขาอยากจะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยต่อไป ก็คงเป็นไปได้ยาก
หลายๆ อย่าง แค่ตรวจสอบนิดเดียวก็รู้หมดแล้ว...
"แค่สัปดาห์เดียว เขากลับทำให้ร้านๆ หนึ่งฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้จริงๆ ตามข่าวที่ส่งมาจากทางจินเฉิง แม้ว่า 【หงต้าเดคคอเรชั่น】 แห่งนั้นจะยังคงขาดทุนอยู่ แต่ยอดขาดทุนก็ลดลงเรื่อยๆ ทุกวัน อีกไม่กี่เดือน บริษัทนั้นก็น่าจะถึงจุดคุ้มทุนแล้ว ลูกไม้นี้เล่นได้สวยจริงๆ!"
"ยุคนี้คนเก่งๆ มีเยอะแยะ เป็นเรื่องปกติมาก!"
"แต่เขาเป็นแค่นักศึกษาปีหนึ่งเองนะ สิ่งที่ทำไม่เหมือนนักศึกษาเลยสักนิด กลับเหมือนผู้ประกอบการที่เก๋าเกมมากกว่า การยืมอำนาจครั้งนี้มัน..."
"..."
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ระหว่างที่กำลังจัดการเอกสารปล่อยตัว เขาได้ยินเสียงซุบซิบนินทาในสถานีตำรวจ
เขาหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ
ตำรวจหญิงสาวผมสั้นหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งกำลังถือเอกสาร พลางคุยเรื่องของจางเซิ่งกับตำรวจหญิงที่อายุมากกว่านิดหน่อยซึ่งอยู่ข้างๆ
สวี่ป๋อเหวินยืนฟังอยู่ครู่หนึ่ง...
อารมณ์ที่ซับซ้อนอยู่แล้ว ในวินาทีนี้กลับยิ่งซับซ้อนทวีคูณ
วันนั้น...
จางเซิ่งบุกพรวดพราดเข้ามาในห้องยามของเขาเหมือนคนซุ่มซ่าม
ความประทับใจที่เขามีต่อจางเซิ่งถือว่าไม่ค่อยดีนัก หรือแม้กระทั่ง ทุกคำพูดของจางเซิ่ง เขากลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังโม้เหม็น
แต่...
เวลาผ่านไปเพียงสามเดือน ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
สามเดือนต่อมา...
คนหนึ่งค่อยๆ ปีนป่ายขึ้นไปทีละก้าว จนก้าวไปสู่จุดสูงสุด
ส่วนตัวเขากลับตกต่ำลงสู่วังวน อนาคตทั้งมืดแปดด้านและเคว้งคว้าง คาดว่าเมืองเยียนจิงแห่งนี้ เขาคงอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว
หลังจากจัดการเอกสารเสร็จ เจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีก็มอบแอปเปิลหนึ่งถุงและของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้สวี่ป๋อเหวิน
เป็นการอวยพรให้หลังจากนี้กลับตัวกลับใจและแคล้วคลาดปลอดภัย
หลังจากเดินออกจากสถานีตำรวจ ความรู้สึกเคว้งคว้างก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น
ผู้คนพลุกพล่าน ทุกคนกำลังมองมาที่เขา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเปล่า เขารู้สึกว่าสายตาที่ทุกคนมองมานั้นแฝงไปด้วยความแปลกประหลาด
เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย จึงอดไม่ได้ที่จะดึงหมวกให้ต่ำลง
เมื่อขึ้นรถไฟใต้ดิน ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งๆ ที่ทุกคนไม่รู้จักกัน แต่ความรู้สึกแปลกแยก หรือความรู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยามกลับยิ่งทวีความรุนแรง
เขารู้ดีว่า นี่เป็นเพียงความรู้สึกไปเองอย่างแน่นอน
แต่...
ถึงจะรู้แล้วยังไงล่ะ? เขาควบคุมอารมณ์ที่พวยพุ่งจากข้างในออกมาข้างนอกไม่ได้!
สุดท้าย เขาเห็นวัยรุ่นบนรถไฟใต้ดินข้างๆ กำลังถือโทรศัพท์มือถืออ่านนิยาย...
เขาจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอ่านนิยายตามสัญชาตญาณ
การอ่านนิยายอย่างน้อยก็ช่วยให้ความรู้สึกกระวนกระวายในใจดีขึ้นมาบ้าง...
จากนั้น หลังจากสุ่มกดเข้าไปในเว็บไซต์มือถือเว็บหนึ่ง เขาก็เห็นนิยายที่คุ้นเคยเรื่อง 'ทะลวงทะลุฟ้า'
'ทะลวงทะลุฟ้า' อยู่บนเว็บไซต์มือถือ ด้านล่างของข้อความแนะนำที่ใหญ่ที่สุด และด้านข้างยังมีตัวอักษรคำว่า "ฮอต" กำกับไว้ด้วย
นั่นมัน...
นิยายของจางเซิ่ง!
หนังสือเล่มนี้ยังคงเขียนอยู่ และดูเหมือนว่าจะยิ่งฮิตมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาเปิดดูเว็บไซต์เถื่อนที่ตัวเองเคยชอบอ่าน ก็เห็นเรื่อง 'ทะลวงทะลุฟ้า' นี้เช่นกัน...
'ทะลวงทะลุฟ้า' กำลังถูกแนะนำอยู่บนหน้าแรก และมีคำโปรยแนะนำเขียนไว้ว่า 【การผงาดขึ้นของเทพองค์ใหม่ ยอดติดตามอ่านหนึ่งแสนคน!】
หนังสือที่ถูกนำไปแนะนำบนเว็บไซต์เถื่อนแห่งนั้น ล้วนแต่เป็นผลงานของนักเขียนระดับเทพ หรือไม่ก็เป็นผลงานระดับปรากฏการณ์ที่กำลังจะขึ้นแท่นเป็นเทพ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อหนึ่งปีก่อน นิยายเรื่อง 'พลิกฟ้าปฐพี' ของถู่โต้ว
"นายเขียนนิยายอยู่เหรอ?"
"ใช่"
"ของพรรค์นี้มันหาเงินได้ด้วยเหรอ?"
"หาได้สิ!"
"หาได้เท่าไหร่?"
"ก็หลายล้านอยู่นะ!"
แว่วเสียงคำถามที่เขาเคยถามจางเซิ่งตอนที่เจอกันครั้งแรก และเห็นจางเซิ่งกำลังพิมพ์งานบนคอมพิวเตอร์ในห้องยามดังขึ้นข้างหู
ตอนที่จางเซิ่งบอกว่าเขียนนิยายเล่มหนึ่งหาเงินได้หลายล้าน เขากลับหัวเราะ หัวเราะจนแทบหายใจไม่ทัน
ราวกับกำลังมองคนไร้สาระคนหนึ่งที่กำลังทำเรื่องไร้สาระ แถมยังรู้สึกว่าหมอนั่นเป็นตัวตลก ที่ดูขัดหูขัดตาอย่างยิ่ง และไม่มีสาระอะไรเลยสักนิด
แต่ในวินาทีนี้...
เขากลับไม่สามารถเผยสีหน้าเย้ยหยันแบบนั้นออกมาได้อีก กลับยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโง่เขลาเบาปัญญามากขึ้นเรื่อยๆ
นกกระจอกหรือจะหยั่งรู้ปณิธานของพญาหงส์?
หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอ่านนิยายเรื่องอื่น...
เมื่อก่อน ตอนที่เขาอ่านนิยายแนว 'ยอดรปภ.' หรือ 'เจ้าของบ้านสาวสวยของผม' อะไรทำนองนั้น เขาสามารถอินไปกับตัวเอก และรู้สึกสะใจไปพร้อมกับตัวเอกได้
แต่ตอนนี้ เขาพบว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งอินกับตัวเอกได้ยากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ตัวประกอบในนิยายเท่านั้น
รถไฟใต้ดินมาถึงสถานีอย่างรวดเร็ว
หลังจากต่อรถ เขาก็กลับมาที่ห้องเช่าที่ตัวเองเคยพักอาศัยอยู่
บังเอิญเจอเจ้าของบ้านเช่าพอดี
เจ้าของบ้านเช่าที่เมื่อก่อนยังพอมีความกระตือรือร้นอยู่บ้าง ตอนนี้พอเห็นเขา แววตากลับดูลุกลี้ลุกลน จากนั้นก็พูดอ้อมค้อมเรื่องที่จะให้เขาย้ายออก
เจ้าของบ้านเช่าน่าจะได้ยินข่าวลืออะไรมาบ้าง...
เขาไม่ได้อธิบาย และไม่ได้โต้เถียงอะไร เพียงแค่ก้มหน้าเงียบๆ เดินเข้าไปเก็บของในห้องเช่า
ห้องเช่ารกมาก...
รกเรื้อไปหมด
ผ้าห่มขึ้นราเพราะไม่มีคนนอนและไม่ได้ตากแดดมานานกว่าหนึ่งเดือน...
ไม่ใช่แค่ผ้าห่มที่ขึ้นรา แม้แต่สัมภาระอื่นๆ ก็ส่งกลิ่นเหม็นแปลกๆ ออกมาสารพัด ถังขยะก็มีแมลงไต่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด...
ตอนที่เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ในหัวมีแต่ความคิดที่จะมาบุกเบิกในเยียนจิง รอให้หาเงินก้อนโตได้ในภายหลัง ค่อยซื้อบ้านสักหลัง
ต่อมาเขาก็ค่อยๆ พบว่า คนไม่มีวุฒิการศึกษาอย่างเขา เป็นได้แค่อาชีพยามอย่างฝืนทน และปีนี้ ตั้งแต่บริษัทรับสมัครพนักงานรักษาความปลอดภัยที่จบอนุปริญญาเข้ามากลุ่มหนึ่ง อาชีพยามก็เริ่มต้องการวุฒิการศึกษาแล้ว!
บางที...
พอกลับบ้านไป ตัวเขาเองคงถูกญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงด่าทอลับหลังจนตายแน่
แต่ถ้าไม่กลับ...
ตัวเขาจะไปไหนได้?
ขณะที่เก็บของเสร็จและเตรียมตัวจะไป เขาก็นึกถึงคนๆ หนึ่งขึ้นมา...
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
เขารับสายตามสัญชาตญาณ
เป็นสายที่โทรมาจากหลิวไคลี่
"เสี่ยวสวี่ ออกมาแล้วเหรอ? ออกมาแล้วทำไมไม่ติดต่อฉันล่ะ ฉันไปสถานีตำรวจเสียเที่ยวเปล่าเลย กำลังเตรียมจะเลี้ยงรับขวัญนายอยู่เชียว!"
"เถ้าแก่หลิว... คุณ... มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?"
หลิวไคลี่แห่ง 【บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน】 ดูเหมือนจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษในสายโทรศัพท์
กระตือรือร้นจนทำให้เขารู้สึกแปลกหน้า เหมือนกับตอนที่เคยมาขอข้อมูลจากเขาไม่มีผิด
แต่สำหรับหลิวไคลี่คนนี้ สวี่ป๋อเหวินมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าต้องระวังตัวเอาไว้ก่อน...
"ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่จะเลี้ยงรับขวัญ..."
"เถ้าแก่หลิว ผมไม่ใช่เด็กแล้ว คุณไม่เห็นต้องทำแบบนี้เลย ตอนนี้ผมยังมีผลประโยชน์อะไรให้คุณหลอกใช้อีกงั้นเหรอ?"
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นน้ำเสียงก็ไม่กระตือรือร้นอีกต่อไป "ตอนนี้นายคงกำลังลำบากมากล่ะสิ?"
"ใช่ครับ แล้วยังไงล่ะ?"
"นายมาทำงานที่ร้านฉันสิ!"
"เถ้าแก่หลิว จู่ๆ คุณก็พูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมคงไม่กล้าตกลงหรอก..." น้ำเสียงของหลิวไคลี่ทำให้สวี่ป๋อเหวินรู้สึกระแวง
"ฉันจะพูดความจริงกับนายเลยละกัน จางเซิ่งแอบดึงตัวผู้จัดการร้านของฉันไปเงียบๆ ตอนนี้ในร้านฉันวุ่นวายไปหมด..."
"แล้วไงต่อ?"
"พวกเราล้วนถูกจางเซิ่งทำร้าย ฉันให้เงินนายได้นิดหน่อย ช่วยหางานให้นายทำได้ ขอแค่นายยอมบอกความจริงกับฉันมาบ้าง..."
"..."
หลิวไคลี่ยังพูดไม่ทันจบ สวี่ป๋อเหวินก็ชิงตัดสายไปเสียก่อน
เขารู้สึกว่าหลิวไคลี่ในตอนนี้อันตรายมาก เหมือนหมาบ้าที่พร้อมจะกัดคนได้ทุกเมื่อ และพร้อมจะทำทุกวิถีทางอย่างไม่เลือกหน้า
โทรศัพท์ของเขาดังขึ้นอีกครั้ง
จู่ๆ เขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
"เถ้าแก่หลิว ผมจะบอกคุณให้นะ คุณอย่ามาขอให้ผมทำเรื่องต่ำช้าพวกนี้เลย คำพูดที่ผมพูดกับเจ้าหน้าที่ในสถานีตำรวจ ล้วนเป็นความจริงทั้งหมด ใช่ ตอนนี้ผมเพิ่งถูกปล่อยตัวออกมา ตอนนี้ผมก็เหมือนหมาตัวหนึ่งนั่นแหละ แต่เกิดเป็นคนมันต้องมีมโนธรรม... ต่อให้ผมต้องจนตาย ผมก็ไม่ยอมทำร้ายใคร..."
เขาพรั่งพรูคำพูดออกมามากมายรวดเดียว
ทว่าปลายสายกลับเงียบไปเนิ่นนาน...
รอจนเขาพูดจบ ปลายสายก็ถอนหายใจออกมา "พี่สวี่ ออกมาแล้วเหรอครับ?"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคยจากปลายสาย สวี่ป๋อเหวินก็ชะงักงัน!
นั่นมัน...
เสียงของจางเซิ่ง?







