ด้วยความที่ยังสาว ร่างกายของสวี่ซื่อฉิน ฟื้นตัวได้ดีมาก ประกอบกับที่ สวี่ซื่อเยี่ยน ดูแลอย่างใส่ใจ ทำให้การฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดไว้มาก แทนที่จะใช้เวลาสามเดือน กลับใช้เวลาน้อยกว่านั้นมาก
นี่ถือเป็นข่าวดี สองคนพี่น้องต่างก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากกล่าวขอบคุณหมอฉือฮ่าว แล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนก็รีบไปจัดการชำระค่ารักษาทั้งหมดที่แผนกผู้ป่วยใน และดำเนินการเรื่องออกจากโรงพยาบาล
จากนั้นทั้งสามก็ช่วยกันเก็บสัมภาระ แบ่งของออกเป็นหลายเที่ยวขนกลับไปยังบ้านเช่าที่พักอยู่ก่อนหน้า
ตอนที่มาเช่าบ้าน บอกกับเจ้าของไว้ว่าเช่าไว้สามเดือน
ตอนนี้ยังไม่ถึงสามเดือนเต็ม และทั้งสามยังต้องอยู่ในตัวเมืองอีกสักหนึ่งถึงสองวัน จึงยังพักอยู่บ้านเช่าหลังนี้เหมือนเดิม
นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าของบ้าน สองตายายเจ้าของบ้านได้พบกับสวี่ซื่อฉิน เมื่อทราบว่าเธอคือ "น้องสาวที่มารักษาตัวในโรงพยาบาล" ที่พวกเขาเคยได้ยินจากสวี่ซื่อเยี่ยน และเมื่อเห็นว่าเธอหน้าตาดีมาก ก็พากันชมไม่หยุด
สวี่ซื่อเยี่ยนจึงถือโอกาสแจ้งเรื่องที่พวกเขาจะออกจากบ้านเช่าก่อนกำหนดให้ เจิ้งต้าเหนียง เจ้าของบ้านทราบ
หลังจากได้อยู่ร่วมกันเกือบสองเดือน ผู้เฒ่าทั้งสองก็เริ่มรู้สึกผูกพันกับสวี่ซื่อเยี่ยน และรู้สึกเสียดายไม่น้อย
“เสี่ยวสวี่ นี่คือเงินค่ามัดจำกับค่าเช่าที่เหลือนะ
ตอนแรกถึงแม้จะตกลงกันไว้ว่าจะเช่าสามเดือน แต่พอเธอจะออกก่อน ฉันก็ไม่กล้ารับเงินเกินไป
นี่ เอาเงินพวกนี้ไปเถอะ เอาไว้ซื้อของกินเป็นเสบียงระหว่างทางให้กับน้องสาวของเธอด้วย” ต้าเหนียงพูดพลางยื่นเงิน 25 หยวนให้เขา
ค่าเช่าหนึ่งเดือนคือ 23 หยวน เดือนนี้ยังอยู่ไม่ถึงสิบวัน เจิ้งต้าเหนียงก็คิดแบบเหมารวมแค่สิบวัน หักออกไปแปดหยวน แล้วคืนเงินที่เหลือรวมกับค่ามัดจำ
“โอ๊ย ต้าเหนียง เอาค่ามัดจำคืนผมก็พอแล้ว ค่าที่อยู่ผมไม่เอาหรอก
ผมอยู่ที่นี่ตั้งสองเดือนกว่า ลำบากพวกคุณตั้งเยอะ ค่าเช่านี่ผมรับไม่ได้จริงๆ”
คนยุคนี้ยังจริงใจอยู่ หากเป็นยุคหลังๆ คงไม่มีใครคืนเงินให้หรอก ถึงคุณจะอยู่ไม่ถึงกำหนดก็ตาม จ่ายแล้วก็คือจ่ายเลย
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ยอมรับเงิน 15 หยวนนี้ พยายามยัดใส่มือของเจิ้งต้าเหนียงคืน
“ต้าเหนียง ผมว่าอย่างนี้ดีกว่า...หน้าหนาวปีหน้า ผมกับน้องต้องมาที่นี่อีก ตอนนั้น ผมขอฝากเนื้อฝากตัวกับพวกท่านอีกครั้งได้ไหม?”
ตายายคู่นี้เป็นคนดี อยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ สวี่ซื่อเยี่ยนจึงคิดจะจองบ้านไว้แต่เนิ่นๆ เลย
“ไม่ได้! ปีหน้าก็เรื่องของปีหน้า ปีนี้ยังไงฉันก็ต้องคืนให้เธอ
ทุกคนก็ลำบากกันทั้งนั้น เธอพาน้องสาวมารักษาตัวใช้เงินไปไม่น้อย ต้าเหนียงจะไม่เอาเปรียบเธอเด็ดขาด”
ตอนแรกจะต่อรองราคาก็เรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้เงินเหลืออยู่ เจิ้งต้าเหนียงไม่อยากรับเลยจริงๆ
ทั้งสองฝ่ายผลัดกันเกรงใจอยู่นาน จน เจิ้งต้าเย่ ทนไม่ไหว ต้องออกปากตัดสิน
“งั้นเอาแบบนี้ เงินเรารับไว้ แต่คืนนี้ให้ต้าเหนียงทำกับข้าวเลี้ยงพวกเธอสักมื้อ
ถือว่าเลี้ยงส่งทั้งสามคน แล้วก็ถือโอกาสฉลองให้น้องสาวเธอที่หายดีออกจากโรงพยาบาล แบบนี้ก็แฟร์แล้วนะ”
ขอแค่ให้เงินคืนได้ก็พอแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนไม่อยากเสียเวลาต่อไป จึงตอบตกลงทันที
จากนั้น สวี่ซื่อฉินก็กลับเข้าไปพักผ่อนในห้อง ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่เหว่ยก็ออกไปสถานีรถไฟเพื่อซื้อตั๋ว
ก่อนออกจากโรงพยาบาล หมอฉือฮ่าวได้ออกใบรับรองให้ พร้อมกับเขียนกระดาษโน้ตแนะนำให้ไปหาคนที่สถานี เพื่อช่วยจัดหาตั๋วรถนอนให้
จากฉางชุนถึงฮุนเจียง ทางไกลมาก และด้วยสภาพของสวี่ซื่อฉิน ที่ยังต้องพักฟื้น ไม่สามารถนั่งนานๆ ได้ จึงจำเป็นต้องมีที่ให้นอนพักระหว่างทาง
ด้วยความช่วยเหลือของหมอฉือฮ่าว เจ้าหน้าที่ที่สถานีรถไฟก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ในที่สุด สวี่ซื่อเยี่ยนก็ซื้อตั๋วรถนอนสำหรับวันที่ 19 ช่วงบ่าย ได้ทั้งหมดสามใบ
เมื่อได้ตั๋วในมือ เขาก็โล่งใจ ลงมือซื้อของใช้จำเป็นกับหานลี่เหว่ยในช่วงบ่าย
คืนนั้น เจิ้งต้าเหนียงก็ลงมือทำอาหารเต็มโต๊ะจริงๆ ทุกคนนั่งกินข้าวร่วมกัน เป็นมื้อส่งท้ายที่แสนอบอุ่น
รุ่งเช้าวันถัดมา สวี่ซื่อเยี่ยนไปลาอาจารย์ฉู่ถึงบ้าน
อาจารย์ฉู่เองก็ยินดีมากที่สวี่ซื่อฉินได้ออกจากโรงพยาบาลก่อนกำหนด พร้อมกับกำชับให้สวี่ซื่อเยี่ยนระวังตัวตลอดทางกลับ
นอกจากนี้ อาจารย์ฉู่ยังเลือกหนังสือมากมายให้เขา นำกลับไปอ่านยามว่างอีกด้วย
พอเห็นกล่องหนังสือที่อัดแน่น สวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่เหว่ยก็ถึงกับกุมขมับ
เพราะสัมภาระที่จะขนกลับมีอยู่แล้วไม่น้อย พอเพิ่มหนังสือเข้าไปอีก จะหิ้วกลับกันยังไงดี?
ยังดีที่สวี่ซื่อฉินคิดไวทันที บอกว่าของที่ไม่จำเป็นก็ส่งไปรษณีย์กลับบ้านไปก่อน แม้จะเสียเงินเพิ่มอีกหน่อย แต่ก็ช่วยลดภาระระหว่างทางได้เยอะเลย
พอคิดได้อย่างนั้นแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่เหว่ยก็รีบเก็บของใส่กระเป๋าทันที
ของอย่างหนังสือหนึ่งกล่องใหญ่ กับสัมภาระบางส่วนที่ไม่ใช้ ก็เอาไปส่งไปรษณีย์กลับบ้านก่อน
ระหว่างนั้น หานลี่เหว่ยก็นึกขึ้นได้ เลยถือโอกาสโทรไปที่หน่วยปลูกโสมตงกัง ขอให้ช่วยแจ้งข่าวกับทางบ้านว่าทั้งสามคนจะกลับในช่วงบ่ายของวันนั้น
เท่ากับว่า ทั้งสามคนเดินทางเบาตัวขึ้นเยอะ เหลือแค่สะพายเป้ใบใหญ่กันคนละใบ ก็สบายขึ้นเยอะ
ไปลาบ้านลุงจางเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ต้องแวะไหนอีก ช่วงเที่ยงของวันที่ 19 ทั้งสามก็ออกเดินทางมุ่งตรงไปยังสถานีรถไฟ
รถไฟออกตอนบ่ายสามโมงกว่า พวกเขาก็ได้ขึ้นรถไฟกลับบ้านในที่สุด
บนตู้โดยสารชั้นนอน คนไม่แน่นมาก ไหนจะมีหานลี่เหว่ยที่ใส่ชุดทหารอีก ใครคิดจะทำอะไรไม่ดีเห็นแล้วก็คงถอยหมด ทำให้การเดินทางขากลับผ่านไปอย่างสงบ ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
ตีสี่กว่า ๆ รถไฟก็มาถึงเมืองฮุนเจียง ทั้งสามไม่ได้หาโรงแรมหรือที่พักอะไรเพิ่มเติม พักผ่อนอยู่ในสถานีรถไฟนั่นแหละ
หกโมงเช้าก็ออกไปหาอะไรกิน พอเจ็ดโมงครึ่งก็นั่งรถต่อกลับบ้าน
ช่วงปลายเดือนมกราคม เป็นช่วงที่การขนส่งทางรถไฟแน่นเป็นพิเศษ คนในรถก็เลยเยอะเป็นธรรมดา
แค่ห้าชั่วโมงเอง ไม่คุ้มที่จะซื้อตั๋วรถนอน สวี่ซื่อฉินก็เลยต้องนั่งไปตลอดทาง
โชคดีที่ทั้งสามคนหาเก้าอี้ยาวได้นั่ง พอใกล้ถึง สวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่เหว่ยก็ยอมยืน เพื่อให้ซื่อฉินเอนตัวนอนได้พักบ้าง
มีคนข้าง ๆ เห็นแล้วไม่พอใจ สวี่ซื่อเยี่ยนก็เอาใบรับรองจากโรงพยาบาลมาวางโชว์ต่อหน้า
แถมก็ไม่ได้แย่งที่ใครด้วย คนอื่นไม่ควรยุ่ง
สุดท้ายก็ประคองกันมาจนถึงซงเจียงเหอจนได้
ทันทีที่ลงจากรถ ก็สัมผัสได้ทันทีว่าอุณหภูมิแถวภูเขาฉางไป๋นี่เย็นกว่าตัวเมืองหลายองศา
โชคดีที่ทั้งสามคนแต่งตัวมิดชิด ก็เลยรีบสะพายเป้เดินออกไปจากสถานี
ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร ก็ได้ยินเสียงคนเรียก พอหันไปดูให้แน่ใจ ก็พบว่าเป็นหานลี่หมิงกับหานลี่ซินสองพี่น้อง
ไม่ต้องเดาเลย ต้องเป็นเพราะรู้ว่าพวกเขากลับมา เลยมารับถึงที่
“เร็วเข้า ๆ รีบขึ้นรถ เดี๋ยวอากาศหนาว ๆ แบบนี้น้องสะใภ้จะหนาวเอา”
หานลี่หมิงเห็นทั้งสามคนก็รีบเรียกให้เดินไปทางรถจี๊ปคันหนึ่งที่จอดอยู่ข้าง ๆ
“คันนี้ฉันยืมมาจากเลขาฯหลิน ที่บ้านช่วงนี้หนาวจัด ถ้าปล่อยให้พวกนายนั่งรถลากกลับบ้าน รับรองว่ากว่าจะถึงตัวก็กลายเป็นน้ำแข็งแล้ว”
เขาชี้ไปที่รถพร้อมหัวเราะ
“ซื่อเยี่ยน อันนี้เพราะเห็นแก่หน้านายเลยนะ เลขาฯ หลินถึงยอมให้ยืมรถมา เขายังฝากบอกด้วยว่าให้หาวันนึงไปกินข้าวกันหน่อย”
สวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินก็เข้าใจทันที หน่วยงานปลูกโสมนี่ คิดถึงเขาอยู่จริง ๆ
“ลำบากพี่ลี่หมิงแล้ว กลับบ้านกันก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ไหนจะมีรถจี๊ปอย่างดีให้ขึ้น ใครจะไปอยากนั่งรถลากกันล่ะ? ทั้งสามเลยรีบขึ้นรถอย่างไม่ลังเล
“รถแบบนี้สบายจริง ๆ” สวี่ซื่อเยี่ยนหัวเราะ
“แน่นอน รถแบบนี้ปกติแค่พวกผู้นำระดับสูงถึงจะได้นั่ง เตรียมตัวดี ๆ ล่ะ เดี๋ยวแค่เหยียบคันเร่งเดียวก็ถึงบ้านแล้ว”
หานลี่ซินหัวเราะร่า พลางสตาร์ทรถ
เขาขับรถเก่งมาก รถจี๊ปวิ่งฉิว ถนนหนทาง ผู้คน บ้านช่องนอกหน้าต่าง ล้วนแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ประมาณยี่สิบนาทีให้หลัง รถจี๊ปก็จอดหน้าบ้านสกุลสวี่ ข้างสุสานวีรชน







