"อาเซี่ยว ข้างหน้าไม่ไกลก็เป็นค่ายทหารแล้ว เบื้องบนให้นายท่านฝูมีเวลาเจ็ดวันจัดการเรื่องนี้ นายท่านฝูก็ให้เวลาฉันสามวันจัดการเรื่องนี้ ส่วนฉันน่ะ เป็นคนยุติธรรมมาตลอด ให้เวลานายหนึ่งวัน นายว่าดีไหม" เหยียนสยงขับรถเก๋งฟอร์ดคันนั้นของตัวเอง ขับโคลงเคลงไปตามทางเพื่อไปส่งตู้หย่งเซี่ยวที่ค่ายทหารเจียงจวินเอ้า
ด้านหลัง เฉียงตาเขกับพวกก็ขับรถสองคันตามมาติดๆ ตามความตั้งใจของเหยียนสยงที่ว่าคนเยอะพลังก็เยอะ แต่ในความเป็นจริงทุกคนต่างรู้ว่าเขากลัวตาย
"นายท่านเหยียน ท่านดีเกินไป ยุติธรรมเกินไปแล้ว เวลาหนึ่งวันก็เพียงพอ ผมยังนึกว่าท่านจะให้เวลาผมแค่ครึ่งวันเสียอีก!"
"จะเป็นไปได้ยังไง ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น! ฉันหวังในตัวนาย นายต้องจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จนะ!"
"วางใจเถอะครับ ผมจะทำเต็มที่!" ในวินาทีนี้เหยียนสยงกับตู้หย่งเซี่ยวมองดูเหมือนกับศิษย์อาจารย์ที่รักใคร่กลมเกลียวกันมาก
……
ภายในรถคันหลัง
"พี่เฉียง พี่ว่าเดี๋ยวพวกเราต้องอยู่ห่างจากค่ายทหารสักหน่อยไหม เกิดพวกฝรั่งนั่นหน้ามืดตามัวขึ้นมา... แค่กๆ พวกเราจะได้ไม่ต้องพลอยซวยไปด้วย" ไล่ผีฮวาปรายตามองเฉียงตาเขพลางพูด
"ขี้ขลาดขนาดนี้ แล้วจะมาเป็นตำรวจได้ยังไง ตามนายท่านเหยียนไปสิ เหยียนสยงจอดตรงไหน พวกเราก็จอดตรงนั้น จำไว้ หน้าที่ของพวกเราคือปกป้องนายท่านเหยียน!"
"แล้วเซี่ยวสุดหล่อนั่นล่ะ จะไปสนมันไหม"
"สนมันทำเตี่ยอะไรล่ะ!" เฉียงตาเขพูดอย่างเหยียดหยาม "คนโง่ยังรู้เลยว่ามันกับนายท่านเหยียนกำลังแสดงละครอยู่! นายท่านเหยียนใจดี ยอมเล่นด้วย ถึงขนาดบทพูดยังเออออตามใจมัน! ไอ้เซี่ยวสุดหล่อมันอยากโชว์ออฟ ก็ให้มันโชว์ไปสิ รอดูว่าตกลงดวงมันจะดี หรือดวงมันจะซวย!"
"นั่นสิ คนเรามีชีวิตหาเงินแต่ไม่มีชีวิตใช้เงิน มันคงอยากดังจนเป็นบ้าไปแล้ว!" หั่วฉีหลินที่อยู่ข้างๆ หัวเราะเยาะ
"รอความตายเถอะ ไอ้ฉิบหาย!"
……
เจียงจวินเอ้าทางฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรเกาลูน อ่าวทอดยาวและน้ำลึก ทิศเหนือ ตะวันตก และใต้ล้วนมีภูเขาล้อมรอบ เป็นท่าเรือที่ดีเยี่ยม ทั้งยังเป็นหนึ่งในป้อมปราการทางทหารที่สำคัญที่สุดของฮ่องกงอีกด้วย
ดังนั้นบนยอดเขาแห่งหนึ่งริมอ่าวที่แต่เดิมเรียกว่าเขาจีผัวและต่อมาถูกเรียกว่าเขาปีศาจ จึงมีการสร้างป้อมปืนใหญ่ไว้ก่อนที่อังกฤษจะเข้ามาเช่า แม้ว่าปัจจุบันป้อมปืนจะถูกทิ้งร้างมานานแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังคงเรียกเขาลูกนั้นว่า "เขาป้อมปืน"
กรมทหารราบที่ห้าสิบหกของอังกฤษตั้งประจำการอยู่ใจกลางเจียงจวินเอ้า ตอนที่เหยียนสยงขับรถพาตู้หย่งเซี่ยวมาถึงบริเวณใกล้เคียงค่ายทหาร ก็เป็นเวลาประมาณบ่ายสามโมงแล้ว
สามารถได้ยินเสียงฝึกวิ่งดังมาจากค่ายทหารแต่ไกล และยังมีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ
พอใกล้เข้าไปอีกหน่อย กลับเป็นเสียงรถถังแล่นดังกึกก้อง
เอี๊ยด!
เหยียนสยงเหยียบเบรก จอดรถไว้บริเวณใกล้ๆ ประตูค่ายทหาร ห่างจากด้านหน้าไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร
รถที่พวกเฉียงตาเขขับตามมาด้านหลังก็จอดตามเช่นกัน
เหยียนสยงมองทหารยาม แล้วพูดกับตู้หย่งเซี่ยวว่า "อาเซี่ยว ฉันส่งนายตรงนี้ก็พอ ขืนเข้าไปใกล้กว่านี้เกรงว่าพวกทหารยามจะเข้าใจผิด!"
ตู้หย่งเซี่ยวสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นจึงเปิดประตูรถลงมา
เขาสวมชุดสูทสีขาวและสวมหมวกปีกกว้างสีขาว ดูราวกับสุภาพบุรุษชาวอังกฤษ
เหยียนสยงชะโงกหน้าออกมา "นี่ นายเข้าไปเถอะ ฉันจะรอนายอยู่ตรงนี้ มีข่าวดีก็รีบบอกฉันล่ะ!"
"รับทราบครับ นายท่านเหยียน!" ตู้หย่งเซี่ยวปั้นหน้ายิ้ม ล้วงบุหรี่ออกจากอกเสื้อ "ผมขอสูบบุหรี่ก่อน!"
เหยียนสยงยังนึกว่าตู้หย่งเซี่ยวกลัว กลัวว่าตู้หย่งเซี่ยวจะเปลี่ยนใจกะทันหัน จึงรีบลงจากรถ ล้วงไฟแช็กออกมาจุดบุหรี่ให้ตู้หย่งเซี่ยวด้วยตัวเอง พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "อาเซี่ยว ฉันรู้ว่าในใจนายประหม่า แต่เรื่องอะไรมันก็มีครั้งแรกทั้งนั้น นายทนเอาหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว!"
เหยียนสยงพูดจบก็เลิกแขนเสื้อดูนาฬิกาข้อมือ เงยหน้าขึ้นพูดว่า "นี่ สูบบุหรี่เสร็จก็เข้าไปได้แล้ว บ่ายสามโมงแล้วด้วย วันนี้จัดการเรื่องนี้ให้จบได้จะดีที่สุด ถึงตอนนั้นฉันจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้นายที่เจินเป่าฟาง!"
"ขอบคุณในความหวังดีครับ!"
"เรื่องสมควรอยู่แล้ว!"
ตู้หย่งเซี่ยวรู้ดีว่าจิ้งจอกเฒ่าอย่างเหยียนสยงแทบจะรอให้เขาเข้าไปเดี๋ยวนี้ ส่วนจะโดนยิงเป้าหรือโดนอะไรก็ไม่เกี่ยวกับเขา
"หลักๆ คือนายท่านเหยียน ผมตัดใจจากท่านไม่ได้!" ตู้หย่งเซี่ยวกุมมือเหยียนสยงไว้
เหยียนสยงสะบัดออก "โอกาสของพวกเรามีอีกเยอะ ผดุงความยุติธรรมสำคัญที่สุด!"
ตู้หย่งเซี่ยว "อืม" ตอบรับคำหนึ่ง อัดบุหรี่เข้าปอดแรงๆ สองสามที จากนั้นจึงหันหลังมองไปทางค่ายทหารอังกฤษ ทหารยามสี่นายหน้าค่ายประทับปืนเล็งมาที่พวกเขา เตรียมพร้อมรับมือเต็มที่
เหยียนสยงตบไหล่ตู้หย่งเซี่ยว "เข้าไปอย่างกล้าหาญเลย ฉันสนับสนุนนายอยู่ข้างหลัง!"
ตู้หย่งเซี่ยวพยักหน้า ราวกับตัดสินใจแน่วแน่ ถ่มบุหรี่ที่เพิ่งสูบไปไม่กี่คำทิ้ง สูดหายใจลึกๆ อีกครั้ง จากนั้นจึงก้าวเดินตรงไปยังประตูค่ายทหาร พอห่างประมาณสามสิบเมตร เขาก็ชูสองมือขึ้นสูง เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่มีเจตนามุ่งร้าย
ด้านหลัง เหยียนสยงล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อบนหน้าผาก แววตาซับซ้อน
พวกเฉียงตาเขขยับเข้ามาใกล้ "ไอ้หมอนี่ มันเดินเข้าไปจริงๆ เหรอ"
"เจ๋งว่ะ!"
"ใจกล้า!"
……
ภายในป่าห่างจากเหยียนสยงสามสิบเมตร รถเบนซ์สีดำป้ายทะเบียน 999 คันหนึ่งจอดนิ่งสนิทอยู่ที่นั่น
ภายในรถ เหลยลั่วใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปาก มองออกไปข้างนอกเห็นตู้หย่งเซี่ยวชูสองมือเดินไปที่ค่ายทหาร แววตาเผยให้เห็นถึงความเหยียดหยาม "ไอ้เวรนี่ ตายแน่!"
เขาไม่ได้คาดหวังในตัวตู้หย่งเซี่ยว สำหรับทหารฝรั่งที่เย่อหยิ่งและไร้เหตุผลพวกนี้เขารู้ดีที่สุด คราวก่อนมีสารวัตรจีนคนหนึ่งเผลอไปล่วงเกินทหารเรือฝรั่งเข้า สุดท้ายเกือบถูกจับไปยิงเป้าที่เรือรบ
สำหรับทหารอังกฤษพวกนี้ คิดว่าตัวเองเป็นเทพอารักษ์ของฮ่องกง เย่อหยิ่งจองหอง ทั้งยังวางอำนาจบาตรใหญ่ ชอบใช้ปืนใหญ่ในมือพูดคุย การจะไปคุยเหตุผลกับพวกเขา ก็เหมือนกับการผายลมนั่นแหละ
ตู้หย่งเซี่ยวเป็นใครกัน เป็นแค่ตำรวจนอกเครื่องแบบหน้าใหม่แท้ๆ กลับกล้าบุกเดี่ยวเข้าค่ายทหาร ครั้งนี้ต่อให้ไม่ถูกยิงเป้า ก็ต้องพิการกลับมา
"พี่ลั่วบอกว่ามันตาย งั้นมันก็ต้องตายแหงๆ!" ชายอ้วนท้วนหน้าบานที่อยู่ข้างๆ ชะโงกตัวมาพร้อมกับหัวเราะฮี่ฮ่า รับผ้าเช็ดหน้าใช้แล้วของเหลยลั่วมา จากนั้นก็ยื่นบุหรี่ไปให้ ช่วยจุดบุหรี่ให้เหลยลั่ว
ในฐานะลูกน้องคนสนิทของเหลยลั่ว จูโหยวจ๋ายชอบคาดเดาความคิดของเหลยลั่วที่สุด คนอื่นต่างบอกว่าเขารู้จักเก็บส่วย คิดบัญชีได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง มีเพียงเขาเองที่รู้ดีว่า สิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดไม่ใช่การเก็บส่วย แต่เป็นการคาดเดาใจคน บัญชีใจคนนี้ถ้านายคาดเดาได้ทะลุปรุโปร่ง ชาตินี้ก็จะไม่อดอยากแล้ว
เหลยลั่วมองตู้หย่งเซี่ยว สูบบุหรี่ไปสองสามคำ "แต่เป็นแค่ตำรวจนอกเครื่องแบบกลับกล้าบุกเดี่ยวเข้าค่ายทหาร ก็ร้ายกาจพอตัวอยู่!"
"ใช่ครับ ร้ายกาจมาก!" จูโหยวจ๋ายยิ้มแป้นยื่นมือไปรองขี้เถ้าบุหรี่ให้เหลยลั่ว
เหลยลั่วคีบบุหรี่เคาะลงบนฝ่ามือของจูโหยวจ๋าย ขี้เถ้าบุหรี่รูปเกล็ดปลาตกลงบนฝ่ามือของเขา จูโหยวจ๋ายประคองไว้พลางยิ้มพูด "แต่ไอ้หมอนี่ดูยังไงก็ไม่น่าจะอายุสั้นนะ..."
"นายดูโหงวเฮ้งเป็นด้วยเหรอ" เหลยลั่วหันขวับไปมองจูโหยวจ๋ายอย่างเหยียดหยาม
จูโหยวจ๋ายรีบตอบ "ช่วงนี้ว่างๆ เลยลองอ่าน 'ตำรานรลักษณ์หมาอี' ดูสองสามหน้าน่ะครับ!"
เหลยลั่วหัวเราะอย่างหยิ่งผยอง "งั้นฉันพนันหนึ่งร้อย! ไอ้เวรนี่ นอกจากจะตายแน่แล้ว ยังจะลากครอบครัวไปซวยด้วย!" พูดจบก็หันขวับกลับไปมองตู้หย่งเซี่ยวที่กำลังก้าวเดินเข้าค่ายทหารด้วยร่างอันโดดเดี่ยวอีกครั้ง
ตู้หย่งเซี่ยวแม้จะกล้าหาญมากพอ
แต่ในสายตาเหลยลั่ว อย่างมากก็มีค่าแค่หนึ่งร้อย
ยุคสมัยนี้...
วีรบุรุษมีมากเกินไป ยอดคนมีมากเกินไป มากมายราวกับฝูงปลาคาร์ปข้ามแม่น้ำจนนับไม่ถ้วน!
คนไร้ชื่อเสียงอย่างตู้หย่งเซี่ยว
จะไปมีค่าสักเท่าไหร่กัน







