ตอนเที่ยง
ข้างนอกแดดกำลังร้อนแรง หลี่อี้กำลังสอนหนังสืออยู่ในเรือนปีกตะวันออก
"ท่อนไม้เล็กๆ ที่ให้เตรียมไว้ พวกเจ้าเตรียมพร้อมหรือยัง"
ในห้องเรียน เด็กน้อยหกสิบคนที่เพิ่งกินข้าวมื้อเที่ยงจนอิ่มแปล้ ต่างรีบชูท่อนไม้เล็กๆ ในมือขึ้นมา
"ดีมาก วันนี้พวกเราจะเริ่มเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เริ่มจากการนับเลข ใช้ท่อนไม้ของพวกเจ้ามาเรียนรู้เลขหนึ่งถึงสิบ"
หลี่อี้หยิบกระดาษขาวขนาดเอโฟร์ปึกหนึ่งออกมา บนนั้นเขียนตัวเลขอารบิกสิบเอ็ดตัว ตั้งแต่ศูนย์ถึงสิบ
ทว่าในเวลานี้ยังเรียกตัวเลขอารบิกไม่ได้ เพราะจักรวรรดิอาหรับยังไม่ถือกำเนิดขึ้น ตัวเลขเหล่านี้สมควรเรียกว่าตัวเลขเทียนจู๋ ซึ่งชาวอินเดียโบราณเป็นผู้คิดค้นขึ้น
แต่ก็ยังแตกต่างจากสิ่งที่หลี่อี้หยิบออกมาในตอนนี้อยู่บ้าง
หลี่อี้รู้สึกว่าตัวเลขอารบิกยังมีข้อดีอยู่ไม่น้อย ทั้งกระชับชัดเจน เขียนและคำนวณง่าย ดังนั้นเขาจึงไม่ถือสาที่จะเผยแพร่ให้แก่นักเรียนของตน วัฒนธรรมจีนนั้นมีความเปิดกว้างและยอมรับความแตกต่างได้อย่างยิ่งใหญ่
บนกระดาษขาวแต่ละแผ่นมีตัวเลขอารบิกหนึ่งตัว ตามด้วยตัวเลขจีนสำหรับเทียบเคียง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เขายังวาดรูปคางคกจำนวนเท่ากันไว้บนนั้นด้วย
"ตรงนี้มีคางคกหนึ่งตัว ข้าชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว ในมือถือไม้เรียวหนึ่งอัน พวกเราสามารถใช้ตัวเลขหนึ่งมาแสดงแทนได้"
"นักเรียนทั้งหลาย หยิบท่อนไม้ออกมาจากของพวกเจ้าหนึ่งอัน..."
พวกเด็กรู้สึกสนุกสนาน แต่ละคนหยิบท่อนไม้ออกมาจากกำไม้ของตนหนึ่งอัน นั่งอยู่บนพื้นตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
"ตัวเลขหนึ่งตัวนี้เขียนอย่างไรเล่า มันเหมือนท่อนไม้ในมือพวกเจ้าหรือไม่ แต่ตอนเขียนต้องเอียงสักหน่อย สัญลักษณ์ตัวเลขเหล่านี้มาจากแคว้นเทียนจู๋อันเป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาพุทธ พวกเราเรียนรู้สัญลักษณ์ตัวเลขเทียนจู๋เหล่านี้ นำมาใช้เขียนและคำนวณจะสะดวกสบายยิ่งขึ้น..."
ช่วงเที่ยงสอนไปสี่คาบเรียน ความจริงก็แค่เรียนคัมภีร์สามอักษร ท่องและเขียน วิชาคณิตศาสตร์ก็เรียนรู้เลขหนึ่งถึงสิบ
"ถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว วันนี้อาจารย์จะสอนเพียงเท่านี้ เลิกเรียนได้"
สือโถวซึ่งเป็นหัวหน้าห้องรีบตะโกนเสียงดังลั่น "ยืนขึ้น"
เด็กน้อยใหญ่ทั้งหมดพากันยืนขึ้น โค้งคำนับให้หลี่อี้ตามสือโถว
"ลาก่อนนักเรียนทุกคน"
สือโถวนำตะโกนเสียงดัง "ลาก่อนขอรับอาจารย์" แล้วนำโค้งคำนับอีกครั้ง
หลี่อี้สอนเด็กเหล่านี้ได้เพียงไม่กี่วัน พวกเขาก็เรียนรู้มารยาทในการเข้าและเลิกเรียนแล้ว เขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก สือโถวที่เป็นหัวหน้าห้องก็เลือกได้ดีทีเดียว ค่อนข้างมีบารมี
"สือโถว เจ้าจัดเตรียมให้เพื่อนนักเรียนผลัดกันทำเวรด้วย"
"ได้ขอรับ อาจารย์"
หลี่อี้เดินออกจากห้องเรียน
ภายในห้องก็มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นทันที
ภายในอารามอู๋จี๋กำลังยุ่งวุ่นวาย ช่างขุดบ่อน้ำในเรือนตะวันออกทนฝ่าแสงแดดเริ่มทำงานกันนานแล้ว ส่วนช่างซ่อมบ้านก็นำช่างใหญ่ช่างเล็กและชาวบ้านที่มาช่วยทำงานกันอยู่ บางคนกำลังทำความสะอาดเนินหน้าผาใต้หน้าผาหลังเรือนใหม่ ขุดดินทำอิฐดินดิบ วันหน้ายังต้องขุดถ้ำชิดภูเขาขึ้นมาใหม่อีกหลายถ้ำ
ห้องพักด้านหน้าที่หันหลังให้ทิศใต้สามห้องและห้องปีกสี่ห้องของเรือนตะวันออกก็เริ่มก่ออิฐดินดิบแล้วเช่นกัน
เรือนตะวันตกก็ปรับพื้นที่เสร็จเรียบร้อยและเริ่มก่อสร้างไปพร้อมกัน ตอนนี้หลี่อี้มีเงินทุนในมือเหลือเฟือ ดังนั้นจึงจ้างช่างฝีมือหลายคนโดยตรง ทั้งช่างใหญ่และช่างเล็กก็จ้างมาไม่น้อย ชาวบ้านในหมู่บ้านก็ให้ธัญญาหารเป็นค่าจ้าง ทุกคนจึงมีความกระตือรือร้นกันมาก
ตอนเที่ยงพักผ่อนไปได้แค่ชั่วยามกว่าๆ ก็เริ่มทำงานกันแล้ว
พวกช่างไม้ก็มาถึงแล้วเช่นกัน เริ่มถือขวานและเลื่อยมาจัดการกับท่อนไม้
หลี่อี้เดินทักทายไปทั่ว แล้วก็ไปที่ห้องครัว ให้ต้มน้ำแกงถั่วเขียวเพิ่มแล้วส่งไปให้ทุกคน เขาพิจารณาว่าบางทีอาจจะสมควรไปร้านขายยาเพื่อซื้อวัตถุดิบกลับมาต้มน้ำชาสมุนไพรแก้ร้อนในให้ทุกคนดื่ม
"อู๋อี้!"
มีเสียงตะโกนดังมาจากข้างนอก
กำนันหวังนั่นเอง เหงื่อเต็มศีรษะ เมื่อเห็นเขาเดินออกมาก็เอ่ยอย่างตื่นเต้น "อู๋อี้ รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดๆ แล้วตามข้าไปฉางอัน"
"เวลาป่านนี้แล้ว ไปฉางอันทำไมหรือขอรับ"
"เรื่องดี เรื่องดีใหญ่หลวงเชียวล่ะ อย่ามัวพูดมากอยู่เลย รีบเข้าเถอะ"
ภายใต้การซักไซ้ของหลี่อี้ กำนันหวังก็บอกว่าวันนี้เขาเข้าเวรที่ที่ว่าการอำเภอ ผลคือกรมขุนนางแห่งซ่างซูเสิ่งส่งคนมาแจ้งที่ที่ว่าการอำเภอว่านเหนียน ให้รีบแจ้งผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านหลัวเจียแห่งตำบลอวี้ซู่ นามว่าหลี่อี้ ให้ไปที่กรมขุนนางแห่งซ่างซูเสิ่งโดยด่วน
"ไปกรมขุนนางทำไมหรือขอรับ"
"คนผู้นั้นให้เจ้าเตรียมเงินไว้ให้พร้อม ถึงเวลาต้องจ่ายค่าผ้าไหมและแกนกระดาษประทับตรา"
"จ่ายค่าอะไรนะขอรับ"
กำนันหวังตบไหล่เขาแล้วกล่าว "โธ่เอ๊ย จ่ายค่าผ้าไหมและแกนกระดาษประทับตรา นั่นก็คือจ่ายค่าใบแต่งตั้งขุนนาง ความหมายก็คือกรมขุนนางมอบตำแหน่งขุนนางให้เจ้าแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องดีใหญ่หลวงหรอกหรือ"
หลี่อี้ยังคงมืดแปดด้าน
"ตามธรรมเนียมเก่า กรมขุนนางมอบใบแต่งตั้งขุนนาง ต้องให้คนผู้นั้นจ่ายค่าผ้าไหมและแกนกระดาษประทับตราเสียก่อน"
หลังจากกำนันหวังอธิบายหลี่อี้ถึงพอจะเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งขุนนาง รวมถึงการอวยยศ มอบความดีความชอบ เป็นต้น ขั้นตอนการแต่งตั้งล้วนเป็นจงซูเสิ่งรับพระราชโองการ ใช้ถ้อยคำในนามจักรพรรดิ เขียนคำแต่งตั้งให้เรียบร้อย ผ่านการตรวจสอบจากเหมินเซี่ยเสิ่ง แล้วจึงให้จักรพรรดิลงพระปรมาภิไธยเห็นชอบ จากนั้นก็เก็บต้นฉบับที่ทรงลงพระปรมาภิไธยไว้เป็นหลักฐาน แล้วคัดลอกสำเนาอีกฉบับส่งไปให้ซ่างซูเสิ่งจัดการขั้นตอนอย่างเป็นทางการต่อไป
ขุนนางฝ่ายบุ๋นส่งมอบให้กรมขุนนางเป็นผู้จัดการ มีหน่วยงานที่จัดการเรื่องใบแต่งตั้งขุนนางโดยเฉพาะ โดยหลักๆ ก็คือเขียนภูมิลำเนา ชาติกำเนิด อายุ และคำแต่งตั้งของบุคคลนั้นลงบนกระดาษป่านสีเหลืองเสียก่อน หลังจากตรวจสอบไปทีละขั้นแล้ว สุดท้ายจึงประทับตรา ‘ตราใบแต่งตั้งขุนนางแห่งกรมขุนนางซ่างซูเสิ่ง’ โดยเฉพาะ แล้วจึงใช้ผ้าไหมปักดิ้นทองมาเข้ากรอบทำเป็นม้วนแกนกระดาษ
ขุนนางที่จะรับใบแต่งตั้งขุนนาง ต้องควักเงินจ่ายเสียก่อน เรียกว่าค่าผ้าไหมและแกนกระดาษประทับตรา เทียบเท่ากับค่าวัสดุอุปกรณ์ หรือเรียกอีกอย่างว่าค่าใบแต่งตั้งขุนนาง
เงินจำนวนนี้ไม่ใช่น้อยๆ เลย
แน่นอนว่า นอกเหนือจากใบแต่งตั้งขุนนางที่เป็นม้วนแกนผ้าไหมปักดิ้นทองนี้แล้ว พวกขุนนางยังต้องรับเอกสารราชการที่ซ่างซูเสิ่งออกให้อีกหนึ่งฉบับ เรียกว่าราชโองการแต่งตั้งขุนนาง
ของสิ่งนี้ ความจริงก็เทียบเท่ากับหนังสือแต่งตั้ง เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนของขุนนางแล้ว
ตอนนี้เบื้องบนแจ้งให้หลี่อี้นำเงินไปรับใบแต่งตั้งขุนนางที่กรมขุนนาง
นั่นย่อมแสดงว่าเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางแล้ว
"ข้าได้เป็นขุนนางแล้วหรือ" หลี่อี้ไม่เข้าใจ คราวก่อนหลี่ซื่อหมินเคยอยากเรียกตัวเขาเข้าจวน แต่ที่ให้มาก็เป็นแค่ตำแหน่งอาลักษณ์ประจำจวนอ๋องฉิน ซึ่งเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยนอกทำเนียบเท่านั้น ไม่มีใบแต่งตั้งขุนนางเลยสักนิด
"เรื่องนั้นยังจะผิดพลาดได้อีกหรือ รีบเข้าเถอะ ห่างจากฉางอันตั้งหลายสิบลี้ พวกเราต้องรีบควบม้าไปให้เร็วที่สุด เพื่อเรื่องนี้ของเจ้า ข้าถึงกับควบม้าไม่หยุดพักวิ่งกลับมาจากฉางอันเลยเชียวนะ กลัวว่าจะเสียการเสียเวลา"
"ขอบคุณกำนันมากขอรับ"
"เรียกท่านอาสิ"
"ขอบคุณท่านอาขอรับ"
แม้จะสงสัย แต่หลี่อี้ก็ไม่มัวชักช้า ไปเปลี่ยนชุดฉางซานแบบผ่าข้าง สวมหมวกผ้าฝูโถวแบบปีกอ่อน จูงม้าทูเจวี๋ยในคอกม้าออกมา แล้วเร่งรีบมุ่งหน้าไปฉางอันพร้อมกับกำนันหวัง
ตอนผ่านสะพานใหญ่
ซานเหนียงยังคงเฝ้าแผงลอยอยู่ เมื่อเห็นหลี่อี้ก็หลบสายตา หลังจากคืนนั้น ซานเหนียงก็คอยหลบหน้าเขา ครอบครัวของหลัวเอ้อร์ถึงขั้นย้ายกลับไปอาศัยที่ถ้ำชิดภูเขาแห่งเดิมแล้ว
ไม่มีใครพูดถึงเรื่องในคืนนั้น
หลี่อี้ดึงบังเหียนหยุดม้าข้างๆ ซานเหนียง "วันนี้ค้าขายดีหรือไม่"
"อืม ดีมากเลยเจ้าค่ะ วันนี้ยังขายฟองเต้าหู้ไปได้ไม่น้อย" ซานเหนียงก้มหน้าเอ่ย
"ข้ามีธุระต้องไปฉางอันสักหน่อย เจ้ามีอะไรอยากให้ฝากซื้อหรือไม่"
"ไม่มีเจ้าค่ะ"
หลี่อี้พยักหน้าให้นางนิดหนึ่ง แล้วควบม้าจากไป
หลัวซานเหนียงมองแผ่นหลังที่ห่างออกไปของเขา ยืนเหม่อลอยด้วยความงุนงง
แม้ดวงอาทิตย์ในยามบ่ายสี่โมงกว่าจะยังลอยอยู่สูง แต่ก็ไม่ได้ร้อนระอุขนาดนั้นแล้ว ทั้งสองคนขี่ม้าจึงไม่ค่อยทรมานเท่าใดนัก
ควบม้าไปครึ่งค่อนชั่วยาม ในที่สุดก็มาถึงเมืองฉางอัน
ประตูเมืองยังคงมีทหารเฝ้ายาม
ครั้งนี้หลี่อี้พกหนังสือผ่านทางราชการมาด้วย ซึ่งจัดการเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว เดิมทีก็ตั้งใจว่าจะมาฉางอันในช่วงนี้พอดี
ทั้งสองคนหยิบหนังสือผ่านทางราชการออกมา และเข้าเมืองได้อย่างราบรื่น
ท้องฟ้าเริ่มเย็นลงแล้ว
ข้างนอกประตูเมืองมีเสียงกลองดังขึ้นแล้ว นี่คือกลองปิดประตูเมือง จะตีไปจนกว่าดวงอาทิตย์ตกดิน ประตูเมืองก็จะปิดสนิท
"คืนนี้พวกเราจะพักอยู่ในเมืองฉางอัน ไม่ต้องห่วง มีที่ให้พักพิง"
หลานชายของกำนันหวัง หรือก็คือพี่ชายคนโตของลี่เจิ้งหวัง ทำงานเป็นจัวเฉียนลิ่งสื่ออยู่ที่กรมคลัง ขออาศัยนอนสักคืนย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน
กำนันหวังคุ้นเคยกับเมืองฉางอันเป็นอย่างดี พาเขามุ่งหน้าตรงไปยังกรมขุนนางในเขตพระราชฐานทันที
หลี่อี้รู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเมืองฉางอันค่อนข้างมาก
เดิมทีคิดว่าจะเจริญรุ่งเรืองมาก
แต่จากประตูเมืองทิศใต้ไปจนถึงประตูพระราชฐาน ต้องเดินเป็นระยะทางถึงสิบลี้ ผลคือตรอกซอกซอยทางใต้ของเมือง ล้วนเป็นตรอกร้าง เต็มไปด้วยนาข้าวสาลี แปลงผัก และสวนผลไม้ มองไม่เห็นบ้านเรือนเลยสักหลัง กำนันหวังบอกว่าตรอกทางใต้เมืองยังมีหมาป่าและสุนัขจิ้งจอก หมูป่าและกระต่ายป่าก็มีไม่น้อย
พอเข้าใกล้ตรอกซอกซอยแถวพระราชฐาน ถึงค่อยมีบ้านเรือนเยอะขึ้นมาหน่อย แต่สองข้างถนนล้วนเป็นกำแพงตรอกที่ทำจากดินอัดสูงตระหง่าน
ไม่มีตลาดที่คึกคัก หรือผู้คนที่พลุกพล่านเลยสักนิด
ถนนหนทางในเมือง ก็ปิดทึบเหมือนกับทางยกระดับ
ทำให้คนผิดหวังอย่างยิ่ง
ที่ทำการของหน่วยงานต่างๆ ในเมืองหลวง โดยพื้นฐานแล้วล้วนรวมกันทำงานอยู่ภายในเขตพระราชฐาน
ทหารยามหน้าประตูพระราชฐานยิ่งคุ้มกันแน่นหนา หลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งสองคนก็เข้าไปในเขตพระราชฐาน
กำนันหวังพาเดินมาถึงกรมขุนนาง
ค้นหากรมย่อยฝ่ายขุนนางที่อยู่ภายในนั้น แล้วอธิบายจุดประสงค์กับขุนนางชั้นผู้น้อยในชุดคลุมสีแดงเข้มคนหนึ่ง คนผู้นั้นชี้ทิศทางอย่างเย็นชา "ไปที่ห้องนั้น" พูดจบก็เดินจากไป
พวกเขารีบเดินไป
ภายในห้องมีขุนนางเฒ่าที่สวมชุดคลุมสีแดงเข้มเช่นเดียวกันอยู่คนหนึ่ง หลังจากดูหนังสือผ่านทางราชการของทั้งสองคนและยืนยันตัวตนแล้ว ขุนนางเฒ่าก็เอ่ยขึ้นว่า
"หากไม่ใช่เพราะต้องรอพวกเจ้า ข้าคงเลิกงานกลับบ้านไปตั้งนานแล้ว รีบเข้าเถอะ"
ใบแต่งตั้งขุนนางที่เป็นผ้าไหมปักดิ้นทอง ราชโองการแต่งตั้งขุนนางบนกระดาษป่านสีเหลือง ล้วนเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จ่ายเงินแล้วรับไปก็เป็นอันเสร็จสิ้น
มาถึงตอนนี้หลี่อี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าตนเองได้เป็นขุนนางตำแหน่งอะไร
ขุนนางเฒ่าผู้นั้นเอ่ยอย่างหมดความอดทน "จ่ายเงินแล้วรับใบแต่งตั้งไป เจ้าก็จะรู้เอง"
"เท่าไหร่หรือขอรับ" หลี่อี้ถาม
ขุนนางเฒ่าชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว แล้วก็ชูขึ้นมาอีกหนึ่งนิ้ว หลี่อี้ไม่เข้าใจ
หลี่อี้ถาม "สองก้วนหรือขอรับ"
ขุนนางเฒ่าส่ายหน้า "ผ้าไหมยี่สิบพับ"
"เยอะขนาดนั้นเชียว"
ขุนนางเฒ่าหัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง "ค่าใบแต่งตั้งขุนนางยังรังเกียจว่าแพง เช่นนั้นก็อย่าเป็นเลยขุนนางน่ะ"
กำนันหวังดึงหลี่อี้ไปด้านข้าง เอ่ยเสียงเบา "ผ้าไหมสิบพับเป็นค่าผ้าไหมและแกนกระดาษประทับตรา อีกสิบก้วนเป็นของมอบให้พวกอาลักษณ์กรมขุนนางเหล่านี้ ล้วนเป็นธรรมเนียมที่ทำกันมา"
หลี่อี้เข้าใจแล้ว ที่แท้ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็มีกฎที่รู้กันเองเช่นนี้อยู่ทั้งนั้น
เขาจึงควักทองคำหนึ่งตำลึงส่งไปให้อย่างไม่ลังเล "รบกวนท่านแล้ว"
ขุนนางเฒ่าเห็นทองคำหนึ่งตำลึงก็ประหลาดใจเล็กน้อย "ความบริสุทธิ์เต็มหรือไม่"
"เต็มขอรับ"
"ข้าไม่มีทอนหรอกนะ"
หลี่อี้ยิ้มพลางเอ่ย "ไม่ต้องทอนหรอกขอรับ ที่เหลือถือว่าเลี้ยงน้ำชาท่าน"
คราวนี้ขุนนางเฒ่ายิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก เมื่อครู่ยังนึกว่าคนผู้นี้เป็นยาจก แม้แต่ค่าใบแต่งตั้งขุนนางยี่สิบพับก็ยังควักออกมาไม่ได้ ไม่คาดคิดว่าตอนนี้กลับยอมให้เงินแปดร้อยอีแปะเป็นค่าน้ำชา ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป กลายเป็นกระตือรือร้นขึ้นมาหลายส่วน "เช่นนี้จะดีหรือ ข้าจะไปหยิบเงินทอนมาให้พวกเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ" ทว่าปากพูดเช่นนั้น แต่กลับไม่ยอมขยับก้นเลยสักนิด
หลี่อี้ก็ไม่สนใจเงินไม่กี่ร้อยอีแปะนี้ ผลักไสกันไปมาสองสามที ขุนนางเฒ่าก็รับไว้ด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็หยิบใบแต่งตั้งและราชโองการที่เตรียมไว้แต่แรกออกมาให้ ถึงขั้นยังตั้งใจพูดคุยกับเขาเพิ่มอีกหลายประโยค อย่างเช่นภายในสามวันต้องไปรายงานตัวที่กรมพระคัมภีร์ตำหนักบูรพา และอย่างเช่นชุดขุนนางต้องไปรับที่สำนักทอและย้อมผ้าแห่งกรมพระคลังฝ่ายในเป็นต้น
เมื่อเดินออกจากที่ทำการกรมขุนนาง
หลี่อี้ก็พินิจดูใบแต่งตั้งขุนนางของตนอย่างละเอียด
กำนันหวังก็ขยับเข้ามาดูใกล้ๆ
"กรมพระคัมภีร์เหมินเซี่ยฟางแห่งตำหนักบูรพา อาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทขั้นเก้ารอง ขั้นเก้ารองระดับบน"
นี่เป็นเพียงขุนนางแห่งตำหนักบูรพาที่ได้รับเบี้ยหวัดรายปีเพียงสามสิบต้าน เป็นขุนนางตัวเล็กๆ เท่าเมล็ดงาเท่านั้น
แต่นี่ก็ถือว่าเป็นขุนนางในสังกัดขององค์รัชทายาท กำนันหวังมีสีหน้าอิจฉา "อู๋อี้เอ๋ย เจ้าได้เป็นปลาหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูมังกรแล้วนะ อาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาท ทั้งสูงส่งและมีเกียรติ"
อายุเพียงสิบหกปีเพิ่งสวมกวาน แต่กลับได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านให้เป็นอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทขั้นเก้ารอง
นี่มันคือการปฏิบัติที่มีเฉพาะลูกหลานตระกูลขุนนางชั้นสูงเท่านั้นชัดๆ
หลี่อี้มีสีหน้างุนงง เดิมทีคิดว่าเป็นเพราะหลี่ซื่อหมินเห็นเขาปฏิเสธตำแหน่งอาลักษณ์ไปเมื่อคราวก่อน ครั้งนี้จึงเสนอชื่อให้เขาได้รับตำแหน่งขุนนางเสียอีก
ใครจะไปคิด ว่ากลับกลายเป็นอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทไปได้
หรือว่าชื่อเสียงของหลี่อี้ผู้นี้ จะโด่งดังจนแม้แต่องค์รัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิงก็ยังเคยได้ยินแล้วกระนั้นหรือ
องค์รัชทายาทกับอ๋องฉินแย่งชิงบุคลากรกันอย่างนั้นหรือ
เป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง
ตอนนี้เขาอย่างมากก็มีชื่อเสียงอยู่แค่ในหมู่บ้านแปดทิศสิบลี้ของตำบลอวี้ซู่เท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นที่จะทำให้องค์รัชทายาทได้ยินหรอก
"ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว รีบไปบ้านหลานชายข้ากันเถอะ มิเช่นนั้นหากรอจนฟ้ามืดแล้วมีประกาศห้ามออกจากเคหสถานยามวิกาล การเดินเตร็ดเตร่บนท้องถนนจะถูกทหารยามลาดตระเวนเมืองจับเอาได้นะ"







