หุ่นกระดาษตัวนี้ใช้วิชามายาสร้างขึ้นโดยมีจวงซินเหยียนเป็นต้นแบบ
'เคล็ดวิชามายาสกุลหู' กล่าวไว้ว่า วิชามายาต้องกำเนิดจากจิตใจ ต้องเชื่อมั่นจากส่วนลึกของหัวใจ ถึงขั้นต้องถือว่ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงแต่แรกเริ่ม
หลังจากเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ดึงคนผู้หนึ่งออกมาจากความทรงจำของตนเอง
คนผู้นี้คือจวงซินเหยียน เขาถึงกับพยายามเลียนแบบนิสัยใจคอของจวงซินเหยียนให้มากที่สุด
คนที่ถูกสร้างจากวิชามายาผู้หนึ่งต้องทำเรื่องมากมายเพียงนี้ ที่สำคัญไม่เพียงแต่วิชามายาเท่านั้น ทว่ายังมีคาถาอาคมอื่นๆ ผสมผสานเข้าด้วยกันอีกมาก ซึ่งวิชาควบคุมสิ่งของและการหยิบจับคือหัวใจสำคัญ เพราะนางต้องยกของมากมายถึงเพียงนั้น
อีกทั้งยังต้องไม่ให้เสมียนเปาเหวินหงมองออกต่อหน้าต่อตา เรื่องนี้ยากเย็นยิ่งนัก จำต้องมีความมั่นคง
ทว่าเพราะยากเช่นนี้จึงคุ้มค่าที่จะฝึกฝน ผ่านไปหนึ่งวัน จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกว่าผลลัพธ์ดียิ่งนัก ทำให้พลังเวทของตนไม่ถึงกับบอกได้ว่าเติบโตขึ้นเท่าใด ทว่าพลังการควบคุมนั้นละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้น
จ้าวฟู่อวิ๋นถนัดวิชามายาสองแขนง แขนงหนึ่งคือหุ่นกระดาษ อีกแขนงหนึ่งคือเปลวเพลิง
หุ่นกระดาษนั้น ตอนที่ทุกคนเริ่มเรียนวิชามายาแรกๆ จะใช้กระดาษยันต์ เพราะกระดาษยันต์มีคุณสมบัติสื่อพลังเวทได้ ส่วนเปลวเพลิงเป็นเพราะเขาผ่านการรับรู้จากเทพจ้าวเพลิงแดง ทำให้การรับรู้ต่อเปลวเพลิงลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้นวิชามายาเปลวเพลิงของเขาจึงไม่เลวเช่นกัน
ทว่า สำหรับวิชามายาที่ใช้วัสดุอื่นๆ แล้ว เขารู้สึกว่าตนเองก็อยู่ในระดับธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
ก่อนหน้านี้บนภูเขาเทียนตู เขาเคยเห็นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า 'ว่าด้วยลำดับชั้นของคาถาอาคม' ผู้แต่งคือคนชื่อหวังเจีย
ขอบเขตของการบำเพ็ญเพียร ก็คือขอบเขตของพลังเวท ทว่าคาถาอาคมกลับไม่แน่เสมอไป
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานบางคนเวลาใช้คาถาอาคมบางอย่าง อาจจะไม่เชี่ยวชาญเท่ากับคาถาอาคมที่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแสงลี้ลับใช้
อย่างเช่นในคืนที่เขาดื่มสุราอยู่กับสวี่ย่าจวิน มีคนแสดงการใช้วิชามายาเสกไหสุราให้กลายเป็นชายพุงพลุ้ยผู้หนึ่ง
จ้าวฟู่อวิ๋นในตอนนี้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐาน แต่ก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน
ในใจของจ้าวฟู่อวิ๋น การร่ายรำคาถาอาคมเปรียบเสมือนการออกคำสั่ง การอัญเชิญ หรือการปั้นแต่ง เป็นต้น อย่างเช่นร้องเรียกสุนัขให้เข้ามา หากสุนัขตัวนั้นคุ้นเคยกับตน เป็นสิ่งที่ตนเลี้ยงไว้ เช่นนั้นพอเรียกมันก็จะเดินเข้ามาหา
ก็เปรียบเสมือน ร้องเรียกคำว่า 'กระบี่จงมา' กระบี่ของตน ย่อมมาทันทีที่เรียก
ร้องเรียกคำว่า 'ลมจงมา' สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับคุณสมบัติของลมเป็นอย่างดี รู้ถึงวิธีการเรียก ก็ย่อมสามารถเรียกมาได้
แต่เมื่อท่านคิดจะใช้วิธีเรียก 'ลมจงมา' มาใช้เรียก 'ไฟจงมา' นั่นย่อมเรียกไม่มาอย่างแน่นอน
และในหนังสือเล่มนั้น ได้แบ่งระดับความสามารถในการร่ายคาถาอาคมของแต่ละบุคคลออกเป็นระดับต่างๆ
"ขั้นที่หนึ่ง กระจ่างเบื้องต้น เข้าใจวิธีการและหลักการร่ายคาถาอาคมในเบื้องต้น ทว่ายังไม่อาจใช้คาถาอาคมแขนงนั้นออกมาได้"
"ขั้นที่สอง สามารถใช้คาถาอาคมแขนงนั้นออกมาได้ในที่สุด นี่คือขั้นแรกเริ่ม"
"ขั้นที่สาม บริสุทธิ์ คาถาอาคมแขนงนี้มีความเชี่ยวชาญชำนาญยิ่งแล้ว สามารถใช้มันออกมาได้ตามใจนึก"
คนส่วนใหญ่ในโลกหล้าฝึกฝนคาถาอาคม ไม่ว่าจะฝึกฝนอย่างไรก็เป็นเพียงยิ่งฝึกยิ่งบริสุทธิ์เท่านั้น
"ขั้นที่สี่ เปลี่ยนแปลง มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่หลังจากคาถาอาคมถึงขั้นบริสุทธิ์แล้ว จะสามารถบรรลุถึงระดับการเปลี่ยนแปลงได้"
หนังสือเล่มนั้นบอกว่า คาถาอาคมขั้นเปลี่ยนแปลงนั้น ลี้ลับซับซ้อนยากจะคาดเดา
"ขั้นที่ห้า: ทะลุปรุโปร่งลี้ลับ ขั้นที่หก: พิศวงตื่นตา"
ในจำนวนนั้น ขอบเขตทะลุปรุโปร่งลี้ลับ ในหนังสือเขียนเอาไว้ว่า ฝึกฝนคาถาหนึ่งย่อมเข้าใจทะลุปรุโปร่งไปถึงคาถาอื่นด้วย ส่วนขอบเขตพิศวงตื่นตาขั้นที่หกนั้น เพียงแค่คิดคาถาก็ปรากฏ ร่ายคาถาดุจดั่งใช้พลังวิเศษ
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกว่า วิชามายาหุ่นกระดาษของตน ยังเป็นเพียงขั้นบริสุทธิ์ ยังไปไม่ถึงระดับการเปลี่ยนแปลง
ทว่า เขากลับรู้สึกว่า ตนเองอยู่ไม่ไกลจากจุดนั้นแล้ว
เขายื่นมือเข้าไปหยิบกระดาษออกมาจากแขนเสื้ออีกสามแผ่น เริ่มฉีกกระดาษในมือให้กลายเป็นหุ่นกระดาษ หุ่นกระดาษถูกฉีกอย่างหยาบๆ เพียงแค่พอให้เป็นรูปร่างของมนุษย์เท่านั้น
เห็นเพียงเขาโยนหุ่นกระดาษขึ้นไปในอากาศ แสงเวทสว่างวาบ หุ่นกระดาษสามตัวเปลี่ยนรูปเป็นคนสามคนด้วยวิชามายา
รูปลักษณ์เป็นจวงซินเหยียนหนึ่งคน รูปลักษณ์เป็นสวินหลานอินหนึ่งคน และรูปลักษณ์เป็นเหวินสวินอีกหนึ่งคน
คนสามคนที่มีนิสัยใจคอต่างกัน เหมาะสำหรับการฝึกฝนวิชามายาพอดี
เขานั่งฝึกญาณอยู่ที่นั่น ส่วนคนทั้งสามกลับกำลังพูดคุยกันอยู่ในห้อง แสดงออกถึงนิสัยใจคอที่แตกต่างกัน
หลังจากโจวฉุนมารับตำแหน่งผู้ตรวจการที่เมืองกว่างหยวน เขาก็ออกไปลาดตระเวน แทบไม่เคยกลับมาที่เมืองกว่างหยวนอีกเลย
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากกลับ ทว่าตั้งแต่เขาออกมาจากเมืองกว่างหยวน กลับรู้สึกว่ามีเรื่องราวเกิดขึ้นอยู่ทุกหนแห่ง
ทว่า เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ยังมีลูกน้องติดตามมาด้วย หลังจากมอบหมายเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกน้องจัดการไปแล้ว ในใจก็คิดจะกลับเข้าไปในเมืองกว่างหยวน ทว่าตลอดทาง กลับมีคนมาเชิญเขาไปเข้าร่วมงานชุมนุมผู้บำเพ็ญเพียรต่างๆ อยู่เสมอ
ช่วงแรกงานชุมนุมยังคงเป็นงานชุมนุมที่จริงจัง แต่ต่อมาก็เริ่มกลายเป็นกึ่งจริงจังกึ่งเล่น ภายในงานมีสตรีรูปโฉมงดงาม มีนักพรตหญิงพเนจร ในยามที่พูดคุยปรึกษาเรื่องธรรมะและคาถาอาคมกับเขา ก็คอยส่งสายตายั่วยวนให้เขา เอ่ยปากเยินยอเขาด้วยสารพัดคำหวาน ในแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
พอเวลาผ่านไป งานชุมนุมก็ค่อยๆ กลายเป็นงานที่ไม่จริงจัง ทว่าหากจะบอกว่าไม่จริงจัง ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ท้ายที่สุดแล้วเรื่องของหยินหยาง หรือที่ถูกผู้คนเรียกว่าเรื่องของชายหญิงนั้น ยังมีสำนักบำเพ็ญคู่โดยเฉพาะ แม้แต่ในภูเขาเทียนตูเองก็ยังมีวิชาบำเพ็ญคู่เลย
พวกเขาพูดคุยกันถึงเรื่องการบำเพ็ญคู่
หลังจากนั้น นักพรตหญิงพเนจรผู้โฉมงามคนนั้นก็มาขอคำชี้แนะจากเขา เขาอดใจไม่ไหวจึงได้ลองปฏิบัติจริงกับนางไปรอบหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ยากจะควบคุมได้อีก
เขารู้สึกว่านักพรตหญิงพเนจรผู้โฉมงามผู้นั้น ในช่วงแรกยังมีความเงอะงะอยู่บ้าง แต่นางเรียนรู้ได้เร็วมาก มีทั้งความเอียงอายในตอนเริ่มต้น และยังมีความกล้าหาญในแบบของผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร มีความพร้อมที่จะปฏิบัติจริง
เขารู้สึกว่าการบำเพ็ญคู่นั้นช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน
ทว่าวันหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังบำเพ็ญคู่อยู่กับนักพรตหญิงผู้โฉมงาม ประตูก็ถูกคนกระแทกเปิดออก
มีผู้บำเพ็ญเพียรผู้หนึ่งใบหน้าแดงก่ำ พาคนพุ่งพรวดเข้ามา
"โจวฉุน ข้าต้อนรับขับสู้เจ้าด้วยความเคารพนอบน้อมถึงเพียงนี้ แต่เจ้ากลับมาล่อลวงอนุภรรยาของข้า ข้าจะเอาชีวิตเจ้า!"
ทันทีที่ผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นกล่าวจบ มือของเขาก็ลูบไปที่เอว แสงเย็นเยียบสายหนึ่งพลันพุ่งทะยานออกมา โจวฉุนส่งกระแสจิต พลังเวทพลุ่งพล่าน กระบี่สั้นเล่มหนึ่งที่แขวนอยู่ข้างเตียงก็พุ่งออกมาจากฝัก ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง ในใจของเขากลับกระตุกวูบ
เป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกกินแรงยามที่ตนเองบังคับกระบี่ เขารู้สึกว่ากระบี่ของตนเองนั้นหนักอึ้ง ความเร็วก็ลดลงด้วย ราวกับวัวแก่ที่ไถนามาทั้งวัน แล้วตอนกลางคืนยังต้องมาลากเกวียนหนักๆ อีก
เขาทุ่มเทกำลังใช้กระบี่ไปขวางเอาไว้ กระบี่ฟาดฟันผ่านความว่างเปล่า บังเกิดแสงสีขาว ทว่ากระบวนท่ากระบี่กลับเชื่องช้าอืดอาด ไม่อาจสกัดกั้นกระบี่ของอีกฝ่ายได้เลย กระบี่ของอีกฝ่ายเพียงแค่สั่นไหวเล็กน้อยก็เบี่ยงหลบไปได้ แสงสีขาวตรงปลายกระบี่ราวกับสายฟ้าฟาดเฉือนผ่านลำคอของโจวฉุน ศีรษะมนุษย์หลุดกระเด็นขึ้นฟ้า
บนใบหน้าของศีรษะที่กระเด็นลอยขึ้นไปนั้น ยังคงแข็งค้างไปด้วยความตื่นตระหนก แสงกระบี่นั้นตวัดวูบ ไม่มีการหยุดชะงักแต่อย่างใด ถึงกับฉวยโอกาสนั้นเฉือนผ่านลำคอของผู้บำเพ็ญเพียรหญิงโฉมงามผู้นั้นไปด้วย
ใบหน้าของนักพรตหญิงโฉมงามเต็มไปด้วยความตกตะลึง ทว่าศีรษะกลับร่วงหล่นลงมาจากลำคอเสียแล้ว
"ห่อหัวของพวกมันให้ข้า ข้าจะเอาไปที่ที่ทำการว่าการเมือง ให้คนของภูเขาเทียนตูมาตัดสิน ข้าต้อนรับเขาเช่นนี้ เขากลับกล้าล่อลวงอนุภรรยาข้าไปคบชู้ ช่างรังแกกันเกินไปแล้ว!"
คนที่เอ่ยปากนั้น ใบหน้าแดงก่ำ ยังคงเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ยากจะดับลงได้
มีคนวิ่งเข้าไป อุ้มศีรษะทั้งสองขึ้นมา ทว่าไม่ได้ไปแตะต้องศพ ปล่อยให้พวกเขานั่งกอดกันอยู่บนเตียงในสภาพนั้น
ทว่ากระบี่บินเล่มเล็กของโจวฉุนกลับถูกเก็บขึ้นมา วางไว้รวมกับศีรษะ
เมื่อจ้าวฟู่อวิ๋นได้ยินข่าวนี้ ในเวลาเดียวกันเขาก็ได้เห็นศีรษะทั้งสองด้วย ศีรษะถูกเก็บไว้ในกล่องสองใบ
สถานที่ที่เขาดูก็คือที่ทำการว่าการเมือง ไม่เพียงแต่มีเขาเท่านั้น ยังมีใต้เท้าเจ้าเมือง และหัวหน้าเจ้าหน้าที่จากกรมกองอื่นๆ อยู่ด้วยทั้งหมด
ภายในโถงเงียบสงัดจนน่ากลัว
และจ้าวฟู่อวิ๋นที่มองดูศีรษะมนุษย์ในกล่อง เขาราวกับมองเห็นความตื่นตระหนกลนลานในแววตาของโจวฉุน







