วันอังคารที่ 6 มกราคม
ทันทีที่เปิดตลาดช่วงเช้า ลู่หมิงก็เทขายทำกำไรหุ้นห้าตัวที่ถืออยู่ในมือตอนที่ราคากำลังพุ่งสูงขึ้น กวาดส่วนต่างกำไรไปได้กว่า 3 เปอร์เซ็นต์
ในเวลาเดียวกับที่ขายออกไป เงินทุนที่ได้กำไรมาก็เริ่มทยอยเข้าซื้อหุ้นตัวใหม่
วันนี้หลังเปิดตลาดได้ไม่นาน หุ้นตัวแรกที่เขาใช้เงินทุนเข้าซื้อก็คือ ตงไฉ (300059) ซึ่งเป็นหุ้นโบรกเกอร์ออนไลน์ จากนั้นก็เริ่มช้อนซื้อหุ้นกลุ่มโบรกเกอร์อย่าง ถงฮวาซุ่น ในราคาที่ต่ำกว่าราคาปิดของเมื่อวาน
ลู่หมิงทั้งดำเนินการขายหุ้นที่ซื้อเมื่อวาน และในขณะเดียวกันก็ดำเนินการซื้อหุ้นของวันนี้ด้วย หลังจากปล่อยหุ้นทั้งห้าตัวของเมื่อวานออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อเก็บเกี่ยวผลกำไรทั้งหมดแล้ว เขาก็เริ่มทุ่มเทสมาธิไปกับการค้นหาโอกาสทำกำไรระยะสั้นพิเศษแบบมหาศาลในตลาด
สรุปก็คือการกระโดดสลับไปมาระหว่างหุ้นตัวต่างๆ ในตลาด A-share นั่นเอง
การดำเนินการหลังจากนั้นเสร็จสิ้นทั้งหมดในช่วงเช้า หลังจากเข้าซื้อหุ้นโบรกเกอร์สองตัวแล้ว เขาก็ทยอยเข้าซื้อหุ้นอีกหกตัว ได้แก่ โส่วชวนกู่เฟิ่น (600008), จงหางซีเฟย (000768), เจาซางหลุนฉวน (601872), หวังซู่เคอจี้ (300017), จินเจิ้งกู่เฟิ่น (600446) และ ผินเกาเตี้ยนชี่ (600312)
หลังจากซื้อเสร็จ เมื่อเวลาผ่านไปทุกนาที กราฟราคาระหว่างวันของหุ้นทั้งแปดตัวนี้ก็เริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง
"ไม่เลวเลย..."
ลู่หมิงมองดูราคาเฉลี่ยของหุ้นทั้งแปดตัวที่เพิ่งเข้าซื้อไปในวันนี้ เขาประเมินว่ากำไรจากการลงทุนเต็มพอร์ตในวันนี้ บวกกับส่วนต่างกำไรจากหุ้นทั้งห้าตัวของเมื่อวานที่พุ่งสูงขึ้นในวันนี้ วันนี้น่าจะทำกำไรได้ประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตทั้งหมด
กวาดกำไรก้อนโตไปได้อย่างสวยงาม
"คิดถึงสมัยที่เล่นหุ้นจงซิ่นเจิ้งเชวี่ยนจังเลย..." ลู่หมิงบิดขี้เกียจหน้าคอมพิวเตอร์ หุ้นจงซิ่นเจิ้งเชวี่ยนในตอนนั้นถือเป็นการนอนรอกินกำไรของแท้ ตอนนี้พอมีเงินทุนก้อนใหญ่ขึ้น ก็ไม่สามารถทุ่มซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งหนักๆ ได้อีก มีแค่หุ้นตัวใหญ่ที่มีปริมาณการซื้อขายระดับหมื่นล้านอย่างจงซิ่นเจิ้งเชวี่ยนเท่านั้นที่เขากล้าเทหมดหน้าตัก
หุ้นชนซิลลิ่งมีให้เห็นทุกวัน แต่หุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายตลอดทั้งวันทะลุหมื่นล้านแถมยังพุ่งแรงนั้นไม่ได้มีทุกวัน หากต้องการสร้างผลตอบแทนที่เหนือความคาดหมาย ก็ทำได้แค่กระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลายๆ ตัว วันนี้หุ้นที่เขาถือครองสัดส่วนมากที่สุดก็แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต ส่วนตัวที่น้อยที่สุดมีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ลู่หมิงไม่กล้าทุ่มเงินก้อนใหญ่ไปกับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กพวกนี้หรอก ถ้าเขาฟันกำไรไปมากกว่าเจ้ามือที่คุมอยู่ มีหวังไอ้พวกเจ้ามือหน้าเลือดได้ทุบหัวเขาแบะแน่ๆ
ทว่าลู่หมิงก็มีแผนเด็ดของเขาเอง นั่นคือการกระจายเงินทุนออกไป แย่งชิ้นเนื้อจากชามของเจ้ามือรายนี้ที รายนั้นที แค่ชิ้นเดียว ไม่โลภมากและไม่ก่อกวน ต่อให้พวกเจ้ามือหลักจะจับได้ แต่พอเห็นว่าเป็นแค่นักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาหาเศษหาเลยนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ไป เหมือนห่านบินผ่านแล้วโดนถอนขนไปเส้นเดียว พวกเขาก็ยอมปล่อยผ่านไป ขอแค่ไม่เข้ามาป่วน พวกเจ้ามือก็ยังพอรับได้
และเมื่อลู่หมิงนำชิ้นเนื้อจากตรงนั้นตรงนี้มารวมกัน เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ พอมารวมกันมันก็กลายเป็นเนื้อชามโตได้เหมือนกันไม่ใช่หรือไง
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือขั้นตอนการลงมือทำมันเหนื่อยยากแสนเข็ญ ลู่หมิงต้องแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์เทรดหุ้นผู้ไร้ความรู้สึก และงัดเอากลยุทธ์ทุกกระบวนท่าที่มีออกมาใช้ ถึงจะสามารถทำกำไรเป็นกอบเป็นกำจากการเทรดความถี่สูงแบบนี้ได้
หลังจากเข้าซื้อเสร็จสิ้น เขาก็ไม่ได้สนใจตลาดทุนอีกต่อไป เมื่อลงเงินไปเต็มพอร์ตแล้ว ซื้อเสร็จก็ปล่อยมือ
เวลาที่เหลือระหว่างวัน ลู่หมิงก็หันไปศึกษาโครงสร้างผู้ถือหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน รวมถึงทำความเข้าใจข้อบังคับบริษัทฉบับล่าสุดที่ตกลงกันไว้
……
ช่วงบ่าย ตลาด A-share ปิดทำการไปเกือบชั่วโมงแล้ว ลู่หมิงล็อกอินเข้าบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตัวเองอีกครั้งเพื่อเหลือบดู
หุ้นทั้งแปดตัวปิดตลาดด้วยราคาซิลลิ่งทั้งหมด หนึ่งในนั้นคือจงหางซีเฟยที่ปรากฏหราอยู่บนทำเนียบมังกรพยัคฆ์ที่อัปเดตในวันนี้
การลงทุนเต็มพอร์ตในวันนี้มีกำไรลอยตัวอยู่ที่ 12.23 เปอร์เซ็นต์ ฟันกำไรไป 19.91 ล้านหยวน มูลค่าพอร์ตพุ่งทะยานไปถึง 183 ล้านหยวน
ลู่หมิงเหลือบมองตัวเลขกำไร ในใจไม่ได้วูบไหวอะไรมากนัก ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งวันที่แสนจะธรรมดา ไม่มีอะไรเหนือความคาดหมายเหมือนเช่นเคย ก็แค่กวาดกำไรเข้ากระเป๋าต่อไป
เขาเปิดบัญชีเถาปาขึ้นมา หน้าโปรไฟล์แสดงให้เห็นว่ายอดผู้ติดตามทะลุ 50,000 คนไปแล้ว คลื่นลูกใหญ่ของการเพิ่มขึ้นของผู้ติดตามยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างมั่นคง แถมยังดูเหมือนจะพุ่งเร็วขึ้นอีกนิดหน่อยด้วย
เขาแคปภาพพอร์ตการลงทุนแล้วพิมพ์ข้อความอัปเดตสเตตัสว่า
[จัดเต็มพอร์ตเหมือนเดิม ลุยต่อไม่รอแล้วนะ]
หลังจากอัปเดตสเตตัส ผ่านไปพักหนึ่งลู่หมิงก็รีเฟรชหน้าจอ คอมเมนต์ใหม่ๆ ก็ปรากฏขึ้นในช่องแสดงความคิดเห็น ทุกครั้งที่กดรีเฟรช ยอดคอมเมนต์ก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
"อี้เกอ ผมกราบล่ะ ช่วยขาดทุนสักครั้งเถอะ ผมทนดูไม่ได้แล้ว!"
"เลิกโชว์ได้แล้ว เลิกโชว์สักที โชว์จนผมชาไปทั้งตัวแล้วเนี่ย!"
"ตลาด A-share ฉันกราบล่ะ ช่วยทำให้อี้เกอขาดทุนสักครั้งเถอะ... [กุมขมับ]"
"ห้าตัวห้าซิลลิ่ง แปดตัวแปดซิลลิ่ง หันกลับมามองพอร์ตในมือตัวเอง พ่อจะปาโทรศัพท์ทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด!"
"ซีเฟย ติดอันดับสามฝั่งซื้อบนทำเนียบมังกรพยัคฆ์ อี้เกอขึ้นทำเนียบอีกแล้ว"
"แค่เรื่องปกติ ไม่ต้องอวยหรอก"
"ปกติบ้าอะไร นี่มันการเทรดระดับเทพเจ้าชัดๆ ต้องอวยสิวะ!"
"ดีๆๆ งั้นก็อวยกันให้สุด เทพ เทพ เทพ สุดยอดดด!"
"ซวยแล้ว หุ้นของอี้เกอเมื่อวานปล่อยออกไปหมดแล้ว ผมดันไปไล่ราคาซื้อถงหลิงโหย่วเซ่อตอนแพงๆ เห็นเปิดโดดซะสูงนึกว่าจะพุ่งชนซิลลิ่งสองวันติด ตอนนี้ติดดอยไป 6 เปอร์เซ็นต์แล้ว หวังว่าพรุ่งนี้จะรอดนะ... อี้เกอ พรุ่งนี้เอาไงดี?"
ลู่หมิงเห็นเข้าก็เลยพิมพ์ข้อความตอบกลับไปว่า "ขายทิ้งแถวราคาทุน" แต่ในขณะที่เขากำลังจะกดส่ง เขาก็ชะงักและลบมันทิ้งไป
สุดท้ายก็เลือกที่จะยืนดูอยู่ห่างๆ ไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับวิบากกรรมแบบนี้
หากข้อความนี้ถูกส่งออกไป ลู่หมิงฟันธงได้เลยว่าหลังจากนี้จะต้องมีคนแห่มาขอให้ช่วยวิเคราะห์กราฟ ขอโพยหุ้นทำเงิน หรืออะไรเทือกนั้นอีกเพียบแน่
เรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องเล็กก็เล็ก จะว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็ใหญ่
มองในแง่ดีก็อาจจะไม่มีอะไร แต่มองในแง่ร้าย การถูกยัดข้อหาปั่นป่วนตลาดหลักทรัพย์ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ทำตัวหยิ่งๆ เข้าไว้หน่อยน่าจะดีกว่า
ในเมื่อตอนนี้ผลงานโดดเด่นสะดุดตาขนาดนี้ การวางตัวก็ต้องรู้จักเก็บเนื้อเก็บตัวให้มากขึ้น
แค่โพสต์โชว์ผลกำไรของตัวเองไปเรื่อยๆ แบบนี้ ยอดผู้ติดตามและกระแสความนิยมก็จะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ ถึงตอนนั้นมันก็จะดึงดูดสายตาของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ตัวจริงเข้ามาเอง
ทำใจให้สบาย ปล่อยสายเบ็ดให้ยาวเพื่อตกปลาตัวใหญ่ดีกว่า
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตอนที่ลู่หมิงโพสต์สเตตัสด้วยเงินทุนหนึ่งแสนหยวนแล้วบอกว่าจะทำกำไรพันล้าน คนส่วนใหญ่ต่างพากันหัวเราะเยาะ พอสินทรัพย์สุทธิแตะหลักล้าน คนส่วนใหญ่มองด้วยความทึ่งปนอิจฉา และเมื่อสินทรัพย์สุทธิพุ่งทะยานสู่หลักสิบล้าน อันที่จริงคนส่วนใหญ่ก็เริ่มริษยาจนตาร้อนผ่าว
แต่ทว่าในเวลานี้ เมื่อขนาดสินทรัพย์กำลังจะนับกันเป็นหน่วยร้อยล้าน ความอิจฉาริษยาเหล่านั้นก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสศรัทธา เพราะพวกเขาตระหนักได้ว่าช่องว่างระหว่างพวกเขากับอีหมิงจิงลู่นั้นห่างชั้นกันเกินไป ไม่ใช่คนโลกเดียวกันอีกแล้ว จึงอิจฉาไม่ลง และกลับมามีสภาพจิตใจที่เป็นปกติแทน
เรื่องนี้ก็เหมือนกับการที่ผู้คนไม่ริษยามหาเศรษฐีอันดับหนึ่งอย่างบิล เกตส์ ต่อให้จะเกลียดคนรวยหรือหมั่นไส้เขาแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอิจฉา คนเราจะอิจฉาก็แต่คนใกล้ตัวที่เคยมีฐานะพอๆ กัน หรือคนที่เคยด้อยกว่าตัวเอง แล้วจู่ๆ วันหนึ่งกลับได้ดีแซงหน้าไปต่างหาก นั่นแหละถึงจะเรียกว่าระดับความอิจฉาพุ่งปรี๊ด
……
ช่วงเวลาหลังจากนั้น ลู่หมิงก็ไม่ได้เข้าไปเคลื่อนไหวบนโซเชียลเน็ตเวิร์กอีก เพราะเมื่อผลกำไรเพิ่มขึ้น ขนาดของเงินทุนก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความกดดันในการเทรดของเขาจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ลู่หมิงต้องทำให้แน่ใจว่ากำไรรายวันจะทรงตัวอยู่ในระดับที่กำหนดไว้ ดังนั้นทุกวันเขาจึงต้องเทรดแบบเต็มพอร์ตและลุยอย่างดุเดือด เรียกได้ว่าจัดเต็มพอร์ตและลุยแหลกแบบไม่มีพักของจริง
ในช่วงเวลาแบบนี้ ขีดจำกัดของมนุษย์ก็ใกล้จะมาถึงจุดสิ้นสุด ลู่หมิงเริ่มจัดการไม่ไหว จังหวะเข้าซื้อเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ส่งผลให้กำไรที่ได้ลดน้อยลงตามไปด้วย
สาเหตุที่เขาจัดการไม่ทันก็เพราะว่าตอนนี้ลู่หมิงกระจายพอร์ตการลงทุนมากเกินไป เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางถึงปลายเดือนมกราคม จำนวนหุ้นที่เขาถือครองก็มีมากกว่า 10 ตัวแล้ว ซึ่งมันไม่ได้ต่างอะไรกับการบริหารกองทุนเลย
ผู้จัดการกองทุนจะไม่ลงมือซื้อขายด้วยตัวเอง แต่จะออกคำสั่งให้เทรดเดอร์ในทีมเป็นคนจัดการ
กำไรที่ลดลงไม่ใช่เพราะฝีมือของลู่หมิงตก แต่เป็นเพราะเขาไม่มีผู้ช่วย หากข้างกายเขามีผู้ช่วยเทรดเดอร์สักสองสามคน ลู่หมิงก็ไม่ต้องคอยส่งคำสั่งซื้อขายเอง เขาแค่ทำหน้าที่สั่งการและกำหนดเป้าหมายราคา ปล่อยให้ลูกน้องคอยตั้งรอซื้อรอขาย เพียงเท่านี้ก็จะไม่พลาดจังหวะเข้าซื้อดีๆ อีกต่อไป
ทว่าตอนนี้เขาต้องบริหารเงินทุนก้อนโตหลายร้อยล้านเพียงลำพัง แถมยังทุ่มเทหมดหน้าตักกับหุ้นตัวเดียวไม่ได้ เขาจึงรับมือไม่ไหวอย่างสิ้นเชิง ช่วงเวลาเดียวที่พอจะผ่อนคลายได้บ้างก็คือช่วงกลางเดือนมกราคม ที่ลู่หมิงทุ่มเงินเต็มพอร์ตไปกับหุ้นเทพเจ้าสองตัวอย่างหนานเป่ยเชออยู่หลายวัน
จงกั๋วจงเชอ ตอนนี้ยังไม่ได้ใช้ชื่อนี้ คนในวงการตั้งฉายาให้มันว่า "รถเทพเจ้า" การประกาศควบรวมกิจการของหนานเชอและเป่ยเชอเมื่อปีที่แล้ว คือเหตุผลหลักที่ทำให้ราคาหุ้นพุ่งทะยาน หลังจากที่ราคาเปิดพุ่งชนซิลลิ่งติดต่อกันหลายวัน ลู่หมิงก็ทุ่มเงินเต็มพอร์ตเข้าลุยหุ้นรถเทพเจ้าหนานเป่ยทันที
มีเพียงไม่กี่วันนี้เท่านั้นที่เขาพอจะหายใจหายคอได้บ้าง เพราะหุ้นรถเทพเจ้ามีการซื้อขายคึกคัก เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่มูลค่าการซื้อขายแตะหลักหมื่นล้านได้อย่างง่ายดาย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออก หากอยากจะเทขายวันไหน ก็สามารถหนีออกได้ในวันนั้นอย่างแน่นอน
หลายคนเห็นหุ้นรถเทพเจ้าพุ่งจาก 5 หยวนตอนเริ่มแรก มาจนถึงเกือบ 15 หยวนในตอนนี้ ต่างก็คิดว่ามันมาถึงจุดสูงสุดแล้ว
แต่ลู่หมิงรู้ดีว่า ความบ้าคลั่งของหุ้นรถเทพเจ้าจะอยู่ในช่วงตลาดกระทิงดุหลังช่วงปีใหม่ โดยราคาจะพุ่งไปแตะจุดสูงสุดเกือบ 40 หยวน ดันมูลค่าตลาดรวมทะลุ 1 ล้านล้านหยวน ซึ่งนี่แหละคือที่มาของฉายา "รถเทพเจ้า"
ตอนนี้มันก็แค่ออเดิร์ฟเท่านั้น
หุ้นตัวนี้ ลู่หมิงเพิ่งจะทำกำไรจากมันได้แค่สี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
หลังช่วงปีใหม่ หุ้นรถเทพเจ้าจะสร้างปรากฏการณ์ชนซิลลิ่งและปิดบวกติดต่อกัน ไม่ว่ายังไงลู่หมิงก็ไม่มีทางพลาดงานเลี้ยงฉลองอันโอชะของสองหุ้นรถเทพเจ้านี้อย่างเด็ดขาด
……